“คุณปภาณิน เชิญด้านในค่ะ”
หญิงสาวเจ้าของชื่อปิดหน้าจอโทรศัพท์ในมือของตนเองลง เมื่ออ่านข่าวกอซซิปของวงสังคมชั้นสูงจบพอดิบพอดี
ชายหนุ่มหญิงสาวคู่ในภาพข่าวกำลังมีข่าวดีกันในเร็ววันนี้ และอาจเป็นปลายปีที่จะมีงานมงคลสมรสยักษ์ใหญ่ปิดท้ายให้ได้ตื่นตาตื่นใจกัน
เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเต็มที ดึงสติมาอยู่กับสิ่งที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่ เสียงขานเรียกนั่นบอกว่าเธอกำลังจะได้พบกับเขาแล้ว หวังว่าครั้งนี้จะไม่เก้อเหมือนเมื่อสองครั้งแรกนั่นหรอกนะ
พฤกษ์ คือชื่อของเขา ที่ซึ่งครองตำแหน่ง Asia CEO Awards สามปีซ้อน นอกจากบริหารงานเก่งฉกาจแล้วเขายังเพิ่งให้ทีมทนายส่งจดหมายทวงหนี้ไปที่บ้านของเธอ พร้อมกำหนดชำระเงินต้นรวมดอกเบี้ยจำนวนสิบสองล้านภายในระยะเวลาสามสิบวัน หลังจากได้อ่านถ้อยความจบเธอรีบมาพบเขาทันทีเพื่อขอเจรจาผ่อนผันหนี้ แล้วก็ช่างตามตัวยากเหลือเกิน จนห้าวันผ่านไปแล้วเธอถึงเพิ่งได้พบเขาอย่างที่ตั้งใจ หวังไว้ไม่น้อยว่าเขาจะยอมเจรจาผ่อนผันช่วยเหลือเธอและครอบครัว
เรื่องราวระหว่างกันเมื่อสิบปีก่อนนั่น เขาน่าจะยังไม่ลืม
หญิงสาวลุกขึ้นยืนตัวตรงแหน็ว หลังเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อคิดไปว่ากำลังจะได้พบหน้าเขา ใจของเธอก็เริ่มจะสั่นพอๆกับขาที่ต้องฝืนทรงตัวเอาไว้ไม่ให้ล้มพับลงไปกองที่พื้นเสียก่อน
อาคารปูนชั้นเดียวทอดยาวสู่เบื้องหน้านี้เป็นเพียงสำนักงานเล็กๆแห่งหนึ่งของพฤกษ์เท่านั้น ซึ่งสองที่แรกที่เธอต้องไปรออยู่นานค่อนวันเป็นสำนักงานใหญ่สำหรับกิจการหลักของเขา หลังจากต้องตัดใจเสียงานเสียการไปรอแต่กลับไม่ได้พบเจอตัว เพราะพนักงานเข้ามาแจ้งว่าพฤกษ์มีประชุมด่วน เธอแจ้งกลับว่ารอได้แต่แล้วกลับถูกไล่ให้กลับไปทั้งสองครั้ง
ใจชื้นขึ้นมาหน่อยที่ครั้งนี้เธอรอเขาเพียงห้าชั่วโมงเท่านั้น แถมยังไม่ถูกไล่ให้กลับแบบสองครั้งแรกอีกด้วย
ขณะเดินตามหลังพนักงานผู้นำทางพร้อมกับความคิดในหัวถึงเขา
พฤกษ์จะเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่
สิบปีที่ไม่ได้พบหน้ากันเลย เขาจะสูงขึ้นอีกแค่ไหนและจะยังคงยิ้มง่าย เป็นพี่ชายช่างหยอกเย้าอย่างที่เคยไหมนะ แม้จะตามข่าวคราวของเขาอยู่ตลอดแต่ก็เป็นการเห็นทางเดียวผ่านสื่อทั้งนั้น เธอไม่มีโอกาสได้สบตาคมเข้มล้ำลึกของเขาจังๆอีกเลยตั้งแต่ครั้งนั้น
ก่อนกลืนน้ำลายลงคออย่างหนักใจขึ้นมาอีกไม่ได้ เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในวันที่เธอตัดสินใจทำลงไป เพราะไม่อยากให้เขากลายเป็นคนไม่เอาไหน
แม่เคยบอกเสมอ หากว่าเธอตั้งใจทำสิ่งดีดีอะไรลงไปแล้วจะได้ผลตอบแทนแบบเดียวกันกลับมา
แล้วความทรงจำพร้อมแววตาอ่อนโยนก็ฉายวาบขึ้น เธอยังจำได้ไม่ลืมเลือนว่าพฤกษ์ชอบพูดหยอกล้อแบบนี้เสมอ
‘ยิ้มหน่อยสิ น้องเหนือ พี่ชอบเวลาเรายิ้มนะรู้ไหม’
‘พี่อยากอยู่กับน้องเหนือแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลย’
‘ขี้บ่นจังเลยนะเราน่ะ เดี๋ยวพี่จะเรียกเราว่าป้าเหนือ’
หญิงสาวคนนำทางพาเธอมาถึงห้องริมสุดที่มีประตูขนาดใหญ่หันมายิ้มให้แบบแกนๆแล้วพูดเสียงกระซิบ
“ท่านเพิ่งคอนเฟอเรนต์เสร็จค่ะ”
ปภาณิณยิ้มตอบรับไปอย่างฝืดฝืนเช่นกัน และไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น เธอเป็นพวกไม่สนิทก็จะไม่ค่อยคุยอะไรด้วย หญิงสาวคนนั้นยกมือขึ้นเคาะแผ่นไม้ตรงหน้าสองสามที ถึงได้แว่วเสียงดังจากด้านในเชิงว่าอนุญาตให้เข้ามาได้ จึงเปิดประตู แย้มหน้าเข้าไปบอกก่อน
“คุณปญาณิณค่ะ”
ที่ด้านในไม่มีเสียงตอบรับอันใดกลับมา ปญาณิณเลยยิ่งใจเต้นแรงมากขึ้น ปอดของเธอนั้นดูเหมือนจะไม่ยอมสูบลมเข้าไปข้างในอีกแล้ว เลยเกิดอาการวูบวาบเห็นดาวขึ้นกะทันหัน แล้วฮึดสูดลมแรงๆเข้าปอด กระตุ้นให้พร้อมเผชิญหน้ากับเขา
เธอกำลังจะได้พบกับพฤกษ์แล้วในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้
หญิงสาวคนนำมาหลบทางเป็นเชิงบอกให้เธอก้าวเข้าไปด้านในได้เลย
ปภาณิณเม้มปากเรียกสติตนเอง ก่อนตัดสินใจเดินหน้าจนพ้นประตูไป ก็ให้เย็นยะเยือกสะท้านไปทั้งตัว อาจเป็นอุณหภูมิภายใน
ที่ตั้งไว้ต่ำกว่าปกตินั่นเอง แต่แล้วกลับพบสิ่งที่คิดว่าน่าประหวั่นพรั่นพรึงมากกว่านั้นนั่นคือสายตาคู่คมของเขาที่มองมาอยู่ตลอด
พฤกษ์นั่งไขว้ขาพิงพนักเก้าอี้บัลลังก์ตัวใหญ่มือประสานกันไว้บนหัวเข่าของเขา สายตาที่มองมาราวกับประเมินท่าทีของเธออยู่อย่างไรอย่างนั้น
เสียงปิดประตูดังก้องขึ้นทำลายความเงียบและบรรยากาศชวนอึดอัดนั้น และผู้หญิงคนที่เดินนำทางมานั่นก็หายลับไปแล้วในตอนนี้
ปญาณิณจึงได้แต่ยืนเก้ๆกังๆอย่างไม่รู้จะทำอะไรก่อน พลันเสียงเข้มงวดราบเรียบถามขึ้นอย่างห่างเหิน
“ไม่ทราบว่าต้องการพบผมทำไม”
“คือ...” อึกอักพูดอะไรไม่ออก ทั้งยังเย็นเฉียบที่ปลายมือปลายเท้าสลับร้อนหนาวเหมือนกับกำลังจับไข้
ก่อนหน้าคิดมาแล้วว่าจะเริ่มสนทนากับเขาอย่างไร แต่พอได้พบกันจริงๆ ก็ทำเอาประหม่าเสียจนสติหลุดลอยหายวับไปกับตา ได้แต่ยืนนิ่งเหมือนคนโง่เง่าคนหนึ่ง ประกอบกับสายตากดดันติดเหยียดหยันของเขาที่มองมาก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกอยากจะเป็นลม
พฤกษ์ไม่ได้มีท่าทีเป็นมิตรเลยสักนิดเดียว
เป็นไปได้หรือไม่ ว่าเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้นจะทำให้เขารังเกียจเธอจนไม่อยากแม้แต่จะคุยหรือมองหน้ากันด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะไม่อย่างนั้น เขาคงปฏิเสธไม่ให้เธอเข้าพบเขาไปแล้วล่ะ
คิดเข้าข้างตัวเองแล้วค่อยใจชื้นขึ้นมาได้หน่อยหนึ่ง เผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากอันไม่ต่างไปจากในลำคอเท่าใดนัก ตั้งสติดีดีแล้วว่าออกไปอย่างที่เตรียมตัวมาแล้ว มันขลุกขลักเล็กน้อยแต่ก็จะพยายามให้การเจรจานี้ผ่านไปได้ด้วยดี และเธอไม่ควรแทนตัวอย่างสนิทสนมเหมือนที่ตั้งใจเอาไว้ ในเมื่อเขาเปิดการสนทนาแบบคนไม่เคยคุ้นเคย เธอก็ต้องกระทำตามแบบเขาบ้าง
“คือ...คือดิฉันได้รับจดหมายทวงหนี้แล้วค่ะ” เสียงที่บอกนั่นอ่อยลงจนแทบจับความไม่ได้ แล้วตัดสินใจอย่างหมดหนทาง “หากว่าดิฉันอยากจะขอ...”
“เรื่องนั้นผมสั่งเลขาให้แจ้งรายละเอียดไปแล้วนี่ ไม่ทราบว่ายังต้องการอะไร” เขาว่าเสียงเด็ดขาด สายตามองเธอนั้นเหมือนดาบคมกริบที่พร้อมจะเฉือนเนื้อของเธอออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ตลอดเวลา
“อยากขอยืดเวลาออกไปสักระยะก่อนได้ไหมคะ”
พฤกษ์มองหน้าเธออึดใจเดียวก่อนปรากฏรอยยิ้มเย็นเยือกขึ้นที่มุมปากข้างหนึ่ง ถามราวกับใจดีแต่เปล่าเลย ปภาณิณรู้สึกได้ในน้ำเสียงเรียบเฉยว่ามันมีอาวุธร้ายซ่อนเร้นข้างในนั้น
“ทำไมผมต้องยืดเวลาออกไปด้วย”
สายตาคู่คมล้ำลึกดูราวกับเจ้าป่าที่พร้อมจะตะครุบเหยื่อ แน่นอนหากว่าพลาด เธอต้องเป็นเหยื่อที่ถูกหมายหัวอยู่แน่ๆ แล้วก็รู้ตัวว่าเธอไม่มีเหตุผลที่ฟังดูดีเลยสักข้อเดียวที่จะไปต่อรองอะไรกับเขา ในเมื่อเคยได้รับการผ่อนปรนแล้วถึงสามครั้ง แต่เพราะสถานะการเงินของครอบครัวที่มีปัญหาติดลบจนดิ่งลงเหวแบบหันหัวกลับได้ยากยิ่ง ทำให้ต้องบากหน้ามาขอเจรจานอกรอบเช่นนี้
และดูเหมือนพฤกษ์เองก็รู้ถึงจุดมืดบอดเกี่ยวกับครอบครัวของเธอดี
“ถือว่าเห็นแก่เหนือเถอะนะคะ...พี่พฤกษ์”
ในที่สุดเธอก็หลุดความพ่ายแพ้ออกมาจนได้ ใช้ความสัมพันธ์อันดีในอดีตอ้อนวอน ทั้งยังมองอย่างรอคอยความหวังจากเขา ชายหนุ่มที่วันนี้ดูสง่างาม แข็งแกร่ง ผิดจากเด็กหนุ่มในวันวานราวคนละคน
“ถ้าจะให้เห็นแก่เด็กผู้หญิงที่ชื่อเหนือ...ก็ได้”
เขาบอกมาพร้อมรอยยิ้มเย็นยะเยือกกว่าเดิม พฤกษ์ตวัดขาข้างที่ไขว้ไว้ลง ดันตัวยืนตรงแล้วปลดกระดุมสูทออกจนเห็นถึงแผงอกกำยำใต้เนื้อผ้าชั้นดีที่ด้านใน สาวท้าวมาหยุดยืนตรงหน้าเธอพร้อมกับเอ่ยปากขึ้น
“แลกกับการเป็นผู้หญิงลับๆของผม”
ในที่สุดความจริงก็กระแทกเข้าหน้าเธออย่างจัง เมื่อเขาไม่ได้เป็นพฤกษ์ที่แสนดีคนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขายอมรับข้อเสนอก็จริงแต่มีเงื่อนไขที่ปภาณิณได้ยินแล้วถึงกับนิ่งขึงราวถูกแช่แข็งด้วยความเย็นที่เย็นจัด วินาทีนี้เองที่ร่างกายของเธอชาไปหมดรวมไปถึงหัวใจดวงเล็กๆที่เต้นรออย่างมีความหวัง
ผู้หญิงลับๆของเขาอย่างนั้นหรือ
ปภาณิณทวนคำเขาแล้วเม้มปากแน่นอย่างขุ่นเคือง หากเขายื่นข้อเสนอออกมาแบบนี้แสดงว่าเขาเองก็จำเธอได้ฝังใจไม่ต่างกัน
คงจำได้แม่นเลยสินะว่าเธอเกลียดผู้หญิงลับๆพวกนั้นและสาบานกับฟ้าฝนเอาไว้ว่าชาตินี้ทั้งชาติอาจรวมถึงชาติอื่นๆด้วย เธอจะไม่มีวันยอมเป็นผู้หญิงลับๆของใครโดยเด็ดขาด!
ปภาณิณขับรถกลับท่ามกลางความมืดยาวนานเกือบหกชั่วโมงติดกันจากสถานที่ที่พฤกษ์ใช้พำนักอยู่มายังบ้านของบิดาในย่านชานเมืองติดมหานครด้วยหัวใจห่อเหี่ยวแห้งแล้งสิ้นดี
ตอนนี้สมองของเธอแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว เพราะมีทั้งปัญหาที่บริษัทรับตกแต่งภายใน และบริษัททำเฟอร์นิเจอร์ นี่ยังไม่รวมปัญหาในบ้านอีกที่ตีกันจนไม่รู้จะเริ่มแก้จากตรงจุดไหนก่อน
ปภาณิณเป็นบุตรสาวคนเดียวของพ่อจรัสและแม่กมล หลังจากที่ท่านหย่าร้างกันไม่นาน แม่ของเธอหอบกระเป๋าหนีหายออกไปจากบ้าน ตอนนั้นเธอเรียนอยู่ประถมสามแล้วเลยพอรู้อะไรอยู่บ้าง จำได้ติดตากับภาพที่แม่หอบกระเป๋าเสื้อผ้าของท่านเดินจากไป ส่วนพ่อนั้นแต่งงานใหม่ทันทีกับผู้หญิงที่ชื่อจันทร์เพ็ญ
จันทร์เพ็ญเป็นเพื่อนรุ่นน้องของพ่อสมัยเรียนวิทยาลัยมาด้วยกัน
พ่อของเธอเป็นถึงผู้จัดการสาขาโรงงานเฟอร์นิเจอร์มีชื่อแห่งหนึ่งแล้วตอนนั้น และท่านก็ลาออกมาตั้งบริษัทของตนเอง โดยมีจันทร์เพ็ญคอยดูแลบ้านและลูกๆ
ทั้งสองไม่มีลูกด้วยกันอีก เพราะอายุที่มากและไม่เห็นความจำเป็นในการผลิตทายาทออกมาเพิ่ม ซึ่งแต่เดิมจันทร์เพ็ญเองมีลูกติดสองคนเป็นชายคนหญิงคน
ลูกชายของหล่อนอายุมากกว่าปภาณิณหกปีชื่อกวิน
ส่วนลูกสาวอายุน้อยกว่าสามปีชื่อกีรนา
และปภาณิณว่าครอบครัวของเธอนั้น ไม่เหมือนในนิยายหรือละครทั่วไปที่สมาชิกในบ้านจะอิจฉาริษยาต่อกัน ทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกันดี มีความจริงใจต่อกัน จนเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ
ต้องยกความดีให้ท่านทั้งคู่ที่บ่มเพาะกล้าพันธุ์ของตนอย่างเคร่งครัดเอาใจใส่ และปภาณิณไม่เคยคิดว่าตนเองมีปมด้อยใดๆ ที่พ่อแม่ของเธอนั้นต้องหย่าร้างกัน เพราะมีจันทร์เพ็ญ พี่ชายอย่างกวิน และน้องสาวอย่างกีรนามาเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายจนสมบูรณ์พูนพร้อมครบถ้วนดีทุกอย่าง
จนเมื่อไม่กี่ปีนี่เองที่เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้น ตอนนั้นเธอเรียนจบมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และทำงานช่วยพ่อได้ไม่กี่ปี กีรนาเองก็เรียนระดับอุดมศึกษาปีสุดท้ายพอดี
พ่อของเธอล้มป่วยลงจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก คราวแรกท่านยังพอทรงตัวบนเตียงและพูดคุยได้บ้างแต่ไม่ชัด จู่ๆอาการกลับทรุดลงกลายเป็นว่าตอนนี้ท่านนอนนิ่งแต่บนเตียงทำได้เพียงกระพริบตาและส่งเสียงอืออาเท่านั้นเอง
จันทร์เพ็ญผู้ที่เคยเป็นแต่แม่บ้าน ดูแลลูกๆอย่างพวกเธอมาตลอด ต้องออกมาช่วยบริหารงานในบริษัท จากนั้นก็เริ่มขาดทุนเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ที่บัญชีติดลบแดงเทือกอย่างต่อเนื่อง
คิดมาถึงตรงนี้ให้ปวดหัวจี้ดขึ้นอีกครั้ง
หญิงสาวพยายามผ่อนลมหายใจเพื่อบรรเทาความเครียด ไม่นานจากนั้นถึงได้จอดรถลงยังบริเวณบ้านในเวลาต่อมา
มองไปเบื้องหน้าเห็นไฟในบ้านดับหมดแล้วเพราะเป็นเวลาล่วงเข้าวันใหม่ ทั้งเม็ดฝนยังโปรยปรายลงมาไม่ทิ้งระยะ นั่งเหม่อพร้อมใช้ความคิดครู่ใหญ่ แล้วถึงคว้ากระเป๋าที่เบาะด้านข้างเข้าบ้าน หญิงสาวตรงไปหยิบน้ำรินใส่แก้วก่อนยกขึ้นดื่ม
ไฟที่ปิดเอาไว้สว่างจ้าขึ้นพร้อมเสียงทักทาย
“ไปไหนมาคะพี่เหนือ กลับเอาป่านนี้”
ปภาณิณฝืนยิ้มไม่ตอบอะไรแล้วถามกลับ
“ไม่นอนอีกหรือเรา กี่โมงแล้วเนี่ย”
“จะตีสองแล้วค่ะ”
“วันนี้คุณพ่อเป็นยังไงบ้าง”
“ก็เหมือนทุกวัน” กีรนาว่าจบเม้มปากแน่น ทั้งดวงตาดูแดงเรื่อขึ้นเรื่อย จนเธอต้องออกปากถามด้วยความเป็นห่วง
“มีอะไรหรือเปล่าน้องกี”
หญิงสาวอ่อนวัยกว่านิ่งไป ก่อนที่ตาจะแดงขึ้นอีกแล้วสะอื้นฮึกฮักจนตัวโยนในที่สุด ปภาณิณวางแก้วในมือลงแล้วเดินเข้ามาโอบหลัง กอดเบาๆอย่างต้องการปลอบโยน เสียงเรียกชื่อของเธอดังเครือฟังไม่ชัดนัก
“พี่เหนือคะ”
“เป็นอะไรน้องกี ไหนบอกพี่สิ”
“กี กีขอโทษค่ะ”
“เรื่องอะไรกัน หยุดร้องก่อนแล้วเล่ามา”
กีรนาสะอึกสะอื้นดังขึ้น ก่อนยกมือป้ายน้ำหูน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสายไม่ขาด แล้วรวบรวมสติได้ในที่สุด บอกสลับเสียงฮึกๆฮักๆไปพลาง
“กี...กี...กีโกงเงินบริษัทค่ะพี่เหนือ”
ได้ยินแบบนั้นแล้ว ปภาณิณถอนใจเฮือกทีเดียว เมื่อเจ้าตัวออกปากยอมรับแล้ว เรื่องนี้เธอรู้มานานตั้งแต่กีรนาเรียนจบมาใหม่ก็ออกมาช่วยงานที่แผนกบัญชีตามสาขาที่ตนเองเล่าเรียนมาแล้วก็เริ่มยักยอกเงินเข้าบัญชีของตนเอง เธอรู้เพราะตรวจสอบทุกแผนกด้วยตนเองอยู่เสมอแต่เพราะเห็นว่าเป็นกีรนา จึงได้แต่รอเวลาให้คนอ่อนวัยกว่าสารภาพออกมาเอง มั่นใจว่าเจ้าตัวน่าจะมีเหตุผลที่พอฟังขึ้นมาสารภาพ กีรนาร้องไห้อีกยกใหญ่แล้วบอกเสียงติดสะอึกสะอื้นว่า
“กีเอาไปเล่นหุ้นค่ะ แล้วมันก็...ก็” พูดมาขนาดนี้ใครฟังก็คงเดาออก แต่ปภาณิณไม่คิดจะสานต่อให้กีรนาต้องเจ็บช้ำจนเกินไป
แล้วเจ้าตัวก็ค่อยๆสารภาพออกมาเรื่อย “กีเคยได้ แล้วกีก็คิดว่ามันจะได้อย่างที่เคย แต่มัน...มันก็”
ไม่ต้องเดาหรอก ร้องไห้แบบนี้ไม่มีทางเอาชนะตลาดหุ้นได้อย่างแน่นอน ปภาณิณตัดบทในทันที “เอาเถอะกี พี่เข้าใจแล้วล่ะ”
คนตั้งใจมาสารภาพบาปชะงักเสียงสะอื้น ถามพร้อมรอลุ้นคำตอบ
“พี่เหนือไม่โกรธกีใช่ไหมคะ”
ปภาณิณไม่ใช่นางฟ้าจิตใจงดงามเท่าใดนักเธอรู้ตัวเองดี และแน่นอนว่าเธอโกรธมากตอนที่รู้เรื่อง แต่ด้วยความที่มีวุฒิภาวะมากกว่าและอะไรหลายๆอย่างค้ำคอเธออยู่ เธอจะลงไปนอนดิ้นพราดๆ หรือตรงไปจิกผมของกีรนากระชากตบไม่ได้ แม้จะอยากทำมากแค่ไหนก็ตาม จึงได้แต่ข่มอารมณ์ดำมืดนั่นเอาไว้บอกเสียงสงบ
“พี่จะโกรธทำไมกัน”
เพราะตอนนี้เธอไร้อารมณ์โกรธแบบนั้นแล้ว แต่ถ้าเป็นเมื่อตอนที่รู้เรื่องใหม่ๆก็ไม่แน่
“ก็กีบอกแม่แล้ว แม่โกรธกีแทบตาย ตีกีหยิกกีด้วย หยิกจนแขนเขียวหมดเลยค่ะ” น้องสาวต่างบุพการีอวดแขนที่ถูกทำร้ายให้ดู
“แม่บอกอีกว่าอย่าให้พี่เหนือรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”
“ก็กีบอกแม่แล้ว แม่โกรธกีแทบตาย ตีกีหยิกกีด้วย หยิกจนแขนเขียวหมดเลยค่ะ” น้องสาวต่างบุพการีอวดแขนที่ถูกทำร้ายให้ดู
“แม่บอกอีกว่าอย่าให้พี่เหนือรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”
สมควรแล้วล่ะ แค่นั้นยังน้อยไป ปภาณิณมองแขนที่อีกฝ่ายส่งให้ดู แล้วเตือนสติตัวเองว่าให้หยุดความคิดหยาบช้ากับน้องอย่างกีรนาเสียที
“ทำไมถึงเล่าให้พี่ฟังไม่ได้ล่ะ”
ถามพร้อมกับอยากรู้ใจของนางจันทร์เพ็ญไปด้วยว่าเหตุใดจึงไม่อยากให้เธอรู้เรื่องนี้ ในเมื่อเธอก็เป็นสมาชิกในบ้าน และเป็นเสาหลักสำคัญคนหนึ่งอีกด้วย
“ไม่รู้สิคะ แต่กีไม่อยากเก็บเรื่องนี้เอาไว้อีกแล้ว กีอึดอัด กีไม่สบายใจค่ะ”
“เลยแบ่งมาให้พี่ไม่สบายใจด้วย ว่างั้น?” ถามล้อๆ
กีรนาเลยแกล้งมุ่ยหน้าใส่เธอ “พี่เหนือชอบพูดเล่นเรื่อยเลย แต่กีชอบนะที่พี่เหนือไม่โกรธกีแบบแม่...ขอบคุณมากนะคะพี่เหนือ”
หญิงสาวอ่อนวัยกว่ามองเธอด้วยสายตารักและเทิดทูน ไม่ต่างจากที่มองมารดาของตน ซึ่งปภาณิณก็พยายามบอกตัวเองว่าเธอนั้นรักกีรนาดั่งน้องแท้ๆเช่นกัน จึงยิ้มตอบให้อีกฝ่ายไป
เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วเลยชวนให้ไปพักผ่อน
“ดึกมากแล้วน้องกี ไปนอนเถอะไป”
“โอเคค่ะ ตอนนี้กีสบายใจแล้ว กีจะได้นอนหลับสนิทเสียที”
ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างที่ไม่ให้มีอะไรมาปิดบังซ่อนเร้น ปภาณิณจึงถือโอกาสถามอีกเรื่อง
“กี”
“คะพี่เหนือ”
“ได้ข่าวพี่กวินบ้างไหม”
กีรนาส่ายหน้าเป็นคำตอบ จึงพยักหน้าให้อีกฝ่ายเข้าห้องไปเสียแล้วจึงเดินเท้าเบาๆไปดูบิดาในห้องด้านล่างที่จัดเอาไว้สำหรับท่านโดยเฉพาะ ในนั้นประกอบด้วยเตียงผู้ป่วยพร้อมที่นอนลม ทั้งยังมีเครื่องดูดเสมหะและเตียงนอนของคนที่จ้างมาให้ดูแลท่านด้วย
หญิงวัยสามสิบปลายๆนอนตะแคงหันหลังให้บนที่นอนข้างๆเตียงนายจรัส
เมื่อเห็นว่าท่านกำลังหลับอยู่ จึงเดินเข้ามามองใกล้ๆก่อนก้มลงกอดเบาๆ ซบหน้าลงตรงอกที่เคยแข็งแกร่งที่ซึ่งบัดนี้เหลือแต่กระดูกเพราะกล้ามเนื้อฝ่อลีบลงไปโขทีเดียว
“พ่อคะ เหนือจนปัญญาแล้วค่ะ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อดี”
ว่าจบพร้อมกับน้ำตาที่อัดอั้นมานานไหลอาบลงจนซึมไปถึงเสื้อนอนของคนที่ยังคงนอนนิ่งเงียบบนเตียง ปภาณิณร้องไห้เงียบๆอยู่อีกครู่จึงผละออก ปาดน้ำตาทิ้ง ยืนมองท่านก่อนจากไปเงียบๆเหมือนตอนที่เข้ามา
คล้อยหลังประตูที่ปิดลง หยาดน้ำซึมออกจากหางตาของชายที่เคยเป็นผู้นำครอบครัวแล้วทิ้งตัวลงกับหมอนหนุนเฉกเช่นเดียวกับบุตรสาวของตนพร้อมแรงกระเพื่อมที่ทรวงอกอยู่อย่างนั้นเป็นนานสองนาน
เสียงพูดจาร้อนรนทั้งยังฟังดูวุ่นวายดังมาจากทางด้านหน้าของตัวบ้าน ปภาณิณที่เพิ่งนอนได้ไม่กี่ชั่วโมงลืมตาตื่นขึ้น แล้วเปิดประตูเดินออกไปดู พบแสงสีแดงวูบวาบบนหลังคายานพาหนะขนาดใหญ่ที่จอดนิ่งรออยู่ จึงสาวเท้าเร็วๆออกไปดู พบบิดานอนอยู่บนเตียงรถเข็นที่มีเจ้าหน้าที่นำขึ้นรถพอดี หญิงสาวใจหายวาบ เรียกเสียงตื่นตระหนก
“คุณพ่อ!”
เธอจะตามขึ้นรถไปด้วย แต่ถูกมือใครบางคนรั้งเอาไว้ก่อน จึงหันไปมอง ค่อยพบว่าเป็นนางจันทร์เพ็ญนั่นเอง
“คุณพ่อเป็นอะไรคะคุณน้า”
“ชีพจรตก น้าเห็นหน้าแกซีดๆเมื่อเช้าเลยให้อมรลองวัดความดันให้” เล่าอย่างพยายามระงับอาการตื่นๆของตนเองเช่นกัน แล้วว่าต่อ “น้าจะตามไปดูเอง หนูไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยตามไปทีหลัง”
“แต่...” เธออยากไปด้วยตอนนี้
“ไปเถอะลูก ไปทั้งอย่างนี้คงไม่เหมาะ ถึงโรง’บาลแล้วก็หมดห่วง หมอออกเก่งกันทั้งนั้น”
หญิงสาวก้มมองตนเองในชุดนอน แล้วนิ่งไปอย่างที่คิดอะไรไม่ออก มองตามมารดาเลี้ยงที่ไปพร้อมรถที่ขับลับรั้วบ้านแล้ว ก่อนลำดับความคิดตนเองใหม่ ตั้งใจกลับไปยังห้องนอนเพื่อเตรียมตัวไปดูอาการของพ่อ
“พี่เหนือ”
เสียงเรียกตื่นๆของกีรนานั่นเอง เธอหันไปมอง ทางนั้นก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา ถามเสียงสั่น
“คุณพ่อเป็นอะไรคะ”
“พี่ไม่รู้ เห็นคุณน้าบอกว่าเมื่อเช้าคุณพ่อความดันตก” บอกไปเท่าที่รู้พลางถามอีกฝ่าย “แล้วกีออกไปไหนมาแต่เช้า”
“ไปตลาดค่ะ เพิ่งกลับมานี่เอง ได้ยินน้าหยาดพูดอยู่หน้าบ้านเลยวิ่งเข้ามาดู”
“พี่จะไปดูพ่อ”
“กีไปด้วยค่ะ”
สองสาวแยกย้ายกันเข้าห้องของตนเอง ปภาณิณไม่มีแก่ใจนอนอีกต่อไป แม้ว่าเพิ่งได้หลับไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น บัดนี้ความง่วงปลิวหายไปแล้วเมื่อเห็นบิดาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทั้งยังไม่รู้ว่าอาการของท่านเป็นไปอย่างไรแล้วบ้าง
ไม่นานจากนั้น กีรนาติดรถไปโรงพยาบาลที่บิดารักษาตัวอยู่ด้วยกันกับเธอ พบนางจันทร์เพ็ญนั่งก้มหน้าเงียบๆที่เก้าอี้สำหรับญาติที่หน้าห้องของไอซียู
“คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ” ถามขณะนั่งลงที่เก้าอี้ว่างตัวที่ติดกับคู่สมรสของบิดา
“หมอบอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือด”
“แล้วต้องใช้เงินเยอะไหมคะคุณแม่” เป็นกีรนาที่ถามขึ้นแทบจะทันที ปภาณิณฉุนวูบหนึ่งเมื่อได้ยินคำถาม ชีวิตของบิดาทั้งคน ต่อให้ต้องใช้เงินเป็นร้อยๆพันๆล้านเธอก็จะหามาให้จงได้
จันทร์เพ็ญท่าจะมองออกเลยหันไปเอ็ดบุตรสาวของตน
“ถามอะไรแบบนั้นยัยกี แกนี่”
“ก็กีแค่อยากรู้นี่คะ”
ปภาณิณระงับโทสะในอกบอกด้วยสีหน้าเย็นชา
“ประกันคุณพ่อมีจ้ะน้องกี”
“น้าลืมบอก ตัวแทนเขามาเยี่ยมเมื่อกี๊แล้วก็ว่าค่ารักษาของจรัสเกินวงเงินประกันแล้วล่ะลูก”
ได้ยินแบบนั้นก็นิ่งไป เพราะก่อนหน้าบิดาของเธอเป็นประเภทที่ต่อต้านการทำประกันทุกรูปแบบ พอมีคนรู้จักแนะนำก็ทำไปอย่างแกนๆชนิดเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบค่าเบี้ยไม่แพงมาก เหมือนทำไปเพื่อตัดรำคาญ ท่านคิดเสมอว่าตัวเองแข็งแรงและด้วยว่าตนเองไม่เคยเจ็บป่วยหนักๆมาก่อนจึงไม่ได้ใส่ใจตรงนั้น