คฤหาสน์ อัศวภัชรกุล
“แกเลิกกับหนูเมลแล้วงั้นเหรอ?” พิสุทธิ์เอ่ยออกมาอย่างตกใจกับข่าวที่ได้รับจากลูกชาย เช่นเดียวกับภรรยาอย่างมาราตรีและสุพรรณิสาผู้เป็นแม่
“มันเกิดอะไรขึ้น เมื่อวานก่อนย่ายังเห็นรักกันดีอยู่นิ”
แทนคุณนั่งเงียบขรึม มือทั้งสองข้างประสานกันมั่นใต้หว่างขา ราวกับกำลังข่มกลั้นอารมณ์บางอย่าง โดยไม่สนใจสายตาของครอบครัวที่มองมาอย่างกดดัน รอคำตอบที่ชัดเจน
“ที่เลิกกันคิดดีแล้วเหรอลูก” ถึงขั้นเลิกกันอย่างปุ๊บปั๊บคงทะเลาะกันเรื่องร้ายแรงพอสมควร ที่ผ่านมาทั้งสองไม่มีสัญญาณว่าจะเลิกรักกันเลยแม้แต่น้อย
“…”
“ว่ายังไงแทนคุณ?” ไร้ซึ่งคำตอบจากแทนคุณ มาราตรีจึงทวนถามลูกชายอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม
“ครับ คิดดีแล้ว”
“เหตุผลล่ะ?” พิสุทธิ์ถามจ้องลูกชายแววตาเด็ดขาด อย่างต้องการคำตอบให้ได้
“หมดรักกัน” แทนคุณเงยหน้าสบตากับผู้เป็นพ่อ โป้ปดออกไปประโยคสั้น ๆ ทั้งที่ความเป็นจริง เขาไม่เคยหมดรักเธอคนนั้นเลย แต่เพราะเธอมันไม่รู้จักพอ
“ย่าไม่อยากให้แกเลิกกับหนูเมลเลยจริง ๆ” สุพรรณิสาทำหน้าเศร้า เมื่อหญิงสาวที่หมายมั่นว่าจะได้เป็นหลานสะใภ้ กลับหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย ต่อให้เธอถูกใจแฟนสาวของหลานชายมากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถบังคับฝืนใจทั้งสองให้แต่งงานกันตามใจตนได้
“ถึงแกจะเลิกกับหนูเมล ยังไงแกก็ต้องแต่งงานตามข้อตกลงในสัญญา ธุรกิจที่ทำร่วมกันจะได้เติบโตโดยไร้ซึ่งปัญหา”
“แล้วคุณจะบังคับให้ลูกแต่งงานกับหนูเมล ทั้งที่สองคนเลิกกันแล้วน่ะเหรอคะ” มาราตรีหม่นคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เธอไม่เห็นด้วยหากลูกชายถูกคลุมถุงชน
“คุณตุลาไม่ได้มีลูกสาวแค่คนเดียวสักหน่อย”
แทนคุณขมวดคิ้วแน่นตวัดสายตามองผู้เป็นพ่อ พอจะเข้าใจความหมายที่ผู้เป็นพ่อกำลังสื่อ
“หนูเมษายังเด็กอยู่เลยนะคะ”
“ไม่ได้ให้แต่งกันเร็ว ๆ นี้หรอกน่าคุณ”
“คุณถามความเห็นจากลูกชายก่อนไหม?” มาราตรีถอนหายใจออกมาหนัก ๆ เอือมระอากับความคิดของสามี แต่ถึงอย่างไรเธอขอฟังเสียงลูกชายก่อน หากลูกชายคัดค้านเธอก็พร้อมอยู่เคืองข้างลูกชายหลังชนฝา
“อยู่ด้วยกันแค่ปีเดียวเท่านั้น หลังจากนั้น ถ้าแกกับหนูเมษาไม่ได้รักกัน จะหย่ากันก็ไม่ใช่ปัญหา”
“พูดง่ายดีนะคะ”
พิสุทธิ์ไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระกับถ้อยคำประชดประชันของภรรยา
“ปฏิเสธได้นะแทนคุณ แม่จะอยู่ข้างลูกเอง ไม่จำเป็นต้องแต่งก็ได้ ยังไงซะหุ้นบริษัทรากุลก็เป็นของเราเกือบทั้งหมด”
“สัญญามีให้ทำตาม ไม่ใช่มีไว้เพื่อผิดสัจจะ”
“แต่เราไม่มีสิทธิ์ไปบังคับลูกนะคะ”
“ว่ายังไงตาแทน?” พิสุทธิ์ไม่สนใจเสียงหรือสายตาดุของภรรยา แต่โยนคำถามไปที่ลูกชายแทน
“เอาตามที่พ่อต้องการเลย”
คำตอบของแทนคุณ ทำให้พิสุทธิ์ถึงกับยิ้มหน้าบาน ในขณะที่มาราตรีและสุพรรณิสา ต่างก็ไม่เข้าใจเหตุผลของลูกชาย ที่มีนิสัยใจร้อน ดื้อด้าน ไม่ยอมใคร แต่ตอนนี้กลับดูใจเย็น ยินยอมผู้เป็นพ่อเอาง่าย ๆ ทั้งที่กำลังถูกบังคับ และ ขัดต่อความรู้สึกของตัวเอง
…
หลายปีต่อมา (ปัจจุบัน)
คฤหาสน์ พีรพัฒน์
มาริษาหน้าตาน่ารักสดใส อยู่ในชุดไทยสีชมพูกลีบบัวขัดผิวให้ขาวผ่องมีออร่า เกลาผมทรงต่ำประดับด้วยปิ่นปักผมสีทอง เธอยิ้มปริ่มยืนมองตัวเองอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ โดยผู้เป็นแม่ยืนช้อนด้านหลังดูความเรียบร้อยของชุดอีกรอบ
“วันนี้ลูกสาวแม่สวยที่สุดเลยนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“ว่าแต่ หนูอยู่ที่นี่กับพี่เขาได้จริง ๆ ใช่ไหม ถ้ายังไม่…แม่จะพูดกับพ่อให้ รอหนูอายุครบยี่สิบแล้วค่อยย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน”
“อยู่ได้ค่ะ” น้ำเสียงมั่นคงและแววตาแน่วแน่ของลูกสาว ทำให้เธอรู้สึกวางใจมากขึ้น อย่างไรเสียครอบครัวทั้งสองฝ่ายก็รู้จักมักจี่กันมานาน
“จ้ะ ถ้าไม่สบายใจหรืออึดอัดกลับบ้านเราได้นะ”
“ค่ะแม่”
แกรก
บานประตูห้องแต่งตัวถูกผลักเข้ามาด้วยฝีมือของหญิงสาวร่างเพรียว ใบหน้าสะสวยอยู่ในชุดเดรสสีขาว
“ถึงเวลาแล้วสา” เมลพี่สาวของมาริษา เธอไล่สายตามองน้องสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“ค่ะ”
ภายในงานแต่งงานเล็ก ๆ มีเพียงคนในครอบครัวของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเท่านั้น โดยไร้ซึ่งญาติมิตร เพื่อนฝูงหรือคนรู้จัก
“ไปรับน้องสิแทน”
แทนคุณเลื่อนสายตามองไปทางบันได พบกับเจ้าสาวของตัวเองที่กำลังก้าวขาเดินลงมา วันนี้เธอดูสวยสะดุดตาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายสายตาเขากลับหลุดโฟกัส มองไปที่พี่สาวของเธอแทนอย่างไม่สามารถห้ามได้
“น้องสวยจนอึ้งไปเลยใช่ไหมล่ะ”
เสียงเอ่ยแซวของผู้เป็นแม่ทำให้แทนคุณหลุดออกจากภวังค์ความคิด สาวเท้าเดินตรงไปหาเจ้าสาวทันที โดยไม่ได้ต่อบทสนทนากับผู้เป็นแม่
“ฝากน้องด้วยนะแทนคุณ” วิจิตตรานำมือลูกสาววางบนฝ่ามือใหญ่ ส่งต่อให้เป็นหน้าที่ของเจ้าบ่าว
“ครับ”
มาริษาช้อนตาขึ้นมองสบตากับแทนคุณเพียงครู่ ก่อนจะเป็นฝ่ายหลุบตามองต่ำอย่างเขินอาย สาวเท้าเดินไปเข้าพิธีพร้อมผู้ชายที่แอบรักมานาน
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง ที่เธอและเขาได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน
---------------------
ผับ Moon
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ขออนุญาตเข้าไปนะครับนาย”
“เข้ามา” แทนคุณเอ่ยเสียงตอบรับ ขณะสายตาจดจ่อที่หน้าจอคอม นิ้วมือคลิกที่เม้าส์ บานประตูห้องทำงานถูกผลักเข้ามา ด้วยฝีมือของลูกน้องคนสนิท
ทิมโค้งศีรษะทำความเคารพผู้เป็นนายก่อนจะกล่าวรายงาน “คุณนาวากับคุณฟรานซ์มาถึงแล้วนะครับ”
“อือ ให้พวกมันรอไปก่อนห้านาที”
“ครับนาย” ทิมโค้งศีรษะอีกครั้งแล้วเดินออกไป แทนคุณปรายตามองตามหลังลูกน้องคนสนิทเพียงนิด ก่อนกลับไปสนใจหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อ
…
“งานยังสำคัญกว่าทุกสิ่งสินะ”
“ประชดกูเพื่อ?” แทนคุณทิ้งตัวนั่งบนโซฟาตัวเดี่ยวข้าง ๆ กับนาวา ตรงข้ามฟรานซ์เจ้าของประโยคข้างต้น
“ให้พวกกูนั่งรอตั้งห้านาที”
“ไอ้สัส!ปัญญาอ่อน”
“วันนี้แต่งเมียเข้าบ้านไม่ใช่เหรอ ทำไมยังมีอารมณ์มาทำงานอีกล่ะวะ” นาวาเทเหล้าราคาแพงใส่ในแก้วเปล่า แล้วเลื่อนไปตรงหน้าแทนคุณ
แทนคุณคว้าแก้วเหล้าราคาแพงที่เพื่อนส่งมาให้กระดกดื่ม ในคราเดียวหมด โดยไม่ได้ตอบคำถาม แต่ย้อนถามกลับไปแทน “มึงก็รู้นิว่ากูเพิ่งแต่งงาน แล้วพวกมึงจะชวนกูมาดื่มอีกทำไมล่ะ”
“ยอกย้อนเก่ง เดาว่ามึงต้องเข้าผับไง”
“หึ” แทนคุณกระตุกยิ้มมุมปากพลางเลื่อนแก้วเปล่าไปให้นาวา
“เป็นกูนะ อยู่บ้านเข้าหอ จัดเมียเด็กยันเช้าบอกเลย ปกติเรื่องผู้หญิงมึงไม่เคยพลาดนี่หว่า”
“ผู้หญิงจืดชืดไร้เสน่ห์แบบนั้น กูเอาไม่ลง แถมยัง…” แทนคุณหยุดค้างท้ายประโยคไม่พูดต่อ แต่กระดกดื่มเหล้าราคาแพงในมือจนหมดแก้ว
“เป็นน้องสาวของน้องเมล แฟนเก่าที่มึงรักมาก ๆ เลยใช่ไหมล่ะ” นาวาเล่นเสียงตอบแทน คนที่ไม่กล้าเอ่ยถึงแฟนเก่าตัวเอง อย่างต้องการหยอกล้อ ทำเอาแทนคุณพูดไม่ออก เพราะเป็นเรื่องจริง
“กูถามมึงจริง ๆ นะ คิดไงถึงยอมตกลงแต่งงานกับน้องสาวแฟนเก่าวะ” ฟรานซ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลังจากยกแก้วเหล้าราคาแพงขึ้นจิบ รู้ข่าวว่าแทนคุณจะแต่งงานไม่กี่วันก่อนงานแต่งนี้เอง ซึ่งจัดขึ้นเฉพาะภายในครอบครัวสองฝ่าย เหมือนไม่ต้องการให้คนภายนอกรับรู้
“คำตอบเดิมที่กูเคยตอบ”
“เพื่อธุรกิจครอบครัวแล้ว มึงยอมเสียสละความโสดของตัวเองเลยงั้นเหรอ ทั้งที่มึงก็มีทั้งผับและบริษัทอยู่แล้ว”
“เออ!” แทนคุณกระแทกเสียงตอบอย่างขอไปที แล้วยกแก้วเหล้าราคาแพงขึ้นกระดกดื่มรวดเดียวหมดอีกครั้ง ซึ่งคำตอบนั้นไม่ได้ทำให้เพื่อนทั้งสองเชื่อเลยสักนิด นิสัยดื้อด้าน ไม่ยอมคนอย่างแทนคุณ คงมีจุดประสงค์อะไรอีกบางอย่างถึงได้ยอมตกลงแต่งงานกับน้องสาวของแฟนเก่า
“แม่ง!คนดีฉิบหาย”
แทนคุณไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ จิบเหล้าราคาแพงท่าทางเรียบนิ่ง หลังจากนั้นก็เปลี่ยนประเด็นคุยเรื่องสัพเพเหระ
คฤหาสน์ พีรพัฒน์
รถบีเอ็มหรูสีฟ้าขับเคลื่อนเข้ามาจอดในโรงจอดรถของคฤหาสน์หลังใหญ่ ในเวลาเที่ยงคืนย่างเข้าตีหนึ่งในอีกไม่กี่นาที เจ้าของรถเปิดประตูก้าวขายาวออกจากตัวรถ สาวเท้าเดินไปยังตัวบ้าน ลูกน้องละแวกนั้นที่เฝ้าเวรยาม ต่างโค้งศีรษะทำความเคารพ เมื่อผู้ทรงอำนาจของบ้านเดินผ่าน
แทนคุณหยุดชะงักฝีเท้า เมื่อไฟในห้องอาหารยังเปิดอยู่ ปกติเวลานี้แม่บ้านจะไล่ปิดไฟส่วนที่ไม่ได้ใช้ทั้งหมด ครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนเดินไปดู
“ยัยเด็กนี่ มานอนทำไมตรงนี้” หัวคิ้วหม่นเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อหญิงสาวร่างเล็กที่เพิ่งแต่งงาน จดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากันเมื่อเช้า นอนหลับฟุบหน้าไปกับโต๊ะอาหาร “คงไม่โง่รอหรอกใช่ไหม”
แทนคุณถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วสาวเท้าเดินไปปลุกภรรยาสาว ที่อายุน้อยกว่าสิบปีได้ อายุสิบเก้าก็ถือว่าเด็กสำหรับเขาอยู่มาก
“นี่เธอ” น้ำเสียงแข็งกระด้างขานเรียกพลางเขย่าไหล่เล็กอย่างไม่แรงมาก ทำให้คนที่ฟุบหน้าหลับตื่นจากห้วงนิทรา
มาริษาขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ก่อนจะยืดตัวขึ้นพยายามปรือตาขึ้นมองเจ้าของเสียงอย่างยากลำบาก ใช้หลังมือขยี้เปลือกตา เห็นเจ้าของใบหน้าหล่อราง ๆ ก่อนที่สายตาจะปรับรับแสงได้เป็นปกติ
“พี่แทน” แววตาคมกริบมองมาอย่างดุ ๆ ส่งผลให้หัวใจเต้นถี่แรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยอัตโนมัติ
“จะตีหนึ่งแล้ว ทำไมไม่ขึ้นไปนอนที่ห้อง ฟุบหน้าหลับตรงนี้ให้ลำบากทำไม”
มาริษาหันขวับไปมองนาฬิกาแขวนผนังด้วยความตกใจ เธอนั่งรอสามีกลับบ้านตั้งแต่ช่วงค่ำ ไม่รู้ว่าตัวเองผล็อยหลับไปยามไหน
“…เออ” ส่งเสียงเอ่ออ่าตาหลุกหลิก ไม่กล้าตอบออกไปตรง ๆ ว่านั่งรอเขาเพราะกลัวถูกดุ เนื่องจากช่วงเย็นเขาพูดดักคอเธอก่อนออกจากบ้าน
“หวังว่าเธอ คงไม่โง่มานั่งรอฉันกลับหรอกใช่ไหม?”
คำว่าโง่ของแทนคุณพลันทำให้มาริษาจุกที่อกจนพูดไม่ออก เธอพยายามประคับประคองสีหน้าให้เป็นปกติ เก็บซ่อนความน้อยใจเอาไว้ให้ลึกที่สุด
“สาตั้งใจรอพี่แทนค่ะ”
“โง่จริง ๆ ด้วยแฮะ ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าไม่ต้องรอ ถ้าฉันไม่กลับ เธอก็คงอยู่ตรงนี้ทั้งคืนสินะ” แทนคุณกอดอกมองภรรยาสาวแววตาเหยียดหยาม
“คงงั้นมั้งคะ”
“คราวหลังไม่ต้อง”
มาริษาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เธอถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่พลางหลุบตามองต่ำ
“รีบขึ้นไปนอนได้แล้ว”
“พี่แทนกินอะไรมาหรือยังคะ?”
“ดึกป่านนี้แล้วฉันคงปล่อยให้ตัวเองหิวหรอก” พ่นวาจาร้ายกาจใส่ภรรยาจบแทนคุณก็เดินออกจากห้องอาหารทันที ปล่อยให้มาริษานั่งหน้าชาอยู่อย่างนั้นคนเดียว
“…” เธอระบายลมหายใจออกมาอีกครั้ง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักกี่ปี ผู้ชายที่เธอแอบรักและเพิ่งแต่งงานด้วย ยังคงปากคอเราะรายเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
หากเขาและพี่สาวไม่เลิกรากัน ป่านนี้เขาทั้งคู่คงแต่งงานมีความสุขกันไปนานแล้ว
“ยังรักพี่เมลอยู่ไหมนะ”
------------------
ปากพี่นี่หน้าตีจริง ๆ นะ
กึก!
เสียงรบกวนบางอย่าง ปลุกหญิงสาวใต้ผ้าห่มผืนหนาบนเตียงใหญ่สะดุ้งตัวตื่น เธอขยับยู่ใบหน้าเข้าหากันพลางปรือตามองค่อนข้างลำบาก หันมองหาเสียงพลันเจอกับแผ่นหลังกว้าง กำลังหาอะไรบางอย่างตามลิ้นชัก
“พี่แทน” ริมฝีปากจิ้มลิ้มขยับพึมพำ พร้อมทั้งผุดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ใช้หลังมือขยี้เปลือกตาเพื่อเพิ่มการมองเห็น ก่อนจะเหลือบตามองนาฬิกาแขวนผนัง ตีห้าครึ่ง
เขาเพิ่งกลับเข้าห้องหรอกหรือ
“หาอะไรเหรอคะ?”
“ไม่ต้องยุ่ง นอนไปเถอะ”
ประโยคแล้งน้ำใจที่สามีเอ่ยออกมา มันทำให้มาริษาเจ็บที่หัวใจ เธอเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น มองแผ่นหลังกว้างเปลือยเปล่าแววตาสั่นระริก เธอสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยออกไป
“เมื่อเช้าสาจัดห้องนอนใหม่ค่ะ พี่แทนหาอะไรบอกสาได้นะคะ เผื่อสาย้ายไปเก็บที่อื่น”
ปั่ก!
เสียงปิดลิ้นชักเสียงดังพลอยทำให้คนบนเตียงสะดุ้ง แทนคุณหันหลังจ้องมองภรรยาสาวเขม็ง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาหนัก ๆ เพื่อปรับอารมณ์ “เห็นมีดโกนหนวดอันใหม่ไหม?”
“อยู่ตรงลิ้นชักชั้นแรกตรงนู้นค่ะ” แทนคุณหันมองตามนิ้วเรียวเล็กที่ชี้ไปทางลิ้นชักใกล้ ๆ ห้องน้ำ จากนั้นก็หันกลับไปมองใบหน้าจิ้มลิ้มบนเตียงแวบหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินตรงไปเปิดหาสิ่งของที่ต้องการ ซึ่งก็เจอ
“ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน ห้ามแตะต้องหรือเคลื่อนย้ายของ…ของฉันอีก” น้ำเสียงเข้มเชิงไม่พอใจเอ่ยสั่งจบก็เดินไปทางห้องน้ำทันที โดยไม่สนใจว่าสิ่งที่พูดออกจากไปนั้น จะทำร้ายความรู้สึกของภรรยาสาวมากน้อยแค่ไหน
เพราะเขาไม่จำเป็นต้องแคร์เธอ
“ขอบคุณสักคำก็ไม่มี” มาริษามุ่ยหน้าพลางถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่ ก่อนจะก้าวขาลงจากเตียงเดินออกจากนอน
“อรุณสวัสดิ์ค่ะนายหญิง” สายหยุดหัวหน้าแม่บ้านเอ่ยทักทายนายหญิงตัวเล็กของบ้าน ขณะที่กำลังจัดเตรียมอาหารเพื่อใส่บาตรในยามเช้า
“อรุณสวัสดิ์เช่นกันค่ะ”
“ตื่นเช้าจังเลยนะคะ” เธอไม่ได้ตั้งใจตื่นตอนนี้หรอก แต่เป็นเพราะคนตัวสูงที่รบกวนการนอนหลับ ซึ่งเธอเป็นคนหลับยากถ้าตื่นแล้วจะไม่หลับอีกง่าย ๆ
“ค่ะ ว่าแต่เตรียมของใส่บาตรอยู่เหรอคะ” มาริษากรวดสายตามองอาหาร ขนม ที่วางบนถาดสีทองสำหรับใส่ของถวายพระคุณเจ้า
“ใช่ค่ะ”
“สาขอใส่ด้วยได้ไหมคะ”
“ได้สิคะนายหญิง”
“ว่าแต่อาหารเช้าทำหรือยังคะ”
“ยังเลยค่ะ ใส่บาตรเสร็จแล้วค่อยกลับมาทำน่ะค่ะ”
“งั้นเช้านี้สาขอโชว์ฝีมือเองค่ะ” ความน่ารักเป็นกันเอง และ บุคลิกนิสัย อ่อนโยน วาจาสุภาพ ของนายหญิงของบ้านสามารถซื้อใจคนใช้ในบ้านให้อยู่หมัดได้ ตั้งแต่เธอย้ายเข้ามาอยู่คฤหาสน์หลังโตวันแรก
….
แกรก
มาริษากลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง หลังจากใส่บาตรพระและทำอาหารเช้าเสร็จ เธอกรวดสายตามองหาแทนคุณที่ก่อนหน้านี้อยู่ในห้อง แต่ตอนนี้ภายในห้องกลับเงียบสงบ มีเพียงเครื่องปรับอากาศที่ยังทำงาน
“ไปไหนอีกแล้วนะ” ใบหน้าจิ้มลิ้มก้มมองต่ำ พลางถอนหายใจออกมาอีกเป็นครั้งที่สามของวัน
“อย่าบอกนะว่ากลับไปห้องทำงานอีกแล้วอะ ปกติเป็นอย่างนี้หรือเปล่านะ”
“…” เธอรู้ดีว่าสามีไม่ได้รักเลยสักนิด แต่เธอก็ยังอยากอยู่ใกล้ ๆ เขา อยากเห็นใบหน้าหล่อ ๆ ทุกวัน และ อยากดูแลเอาใจใส่เท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ แม้ว่าเขาทำให้หัวใจเจ็บบ่อย ๆ ก็ตาม
“รอมาได้ตั้งหลายปี รออีกสักนิดสักหน่อยจะเป็นไรไปล่ะเมษา” มาริษาทำหน้ามั่นใจ หลังจากพูดเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเองจบ
เธอต้องทำหน้าที่ภรรยาที่ดีให้ดีที่สุด เผื่อว่าเขาจะเห็นใจแล้วมอบความรักให้เธอบ้าง
“ไปอาบน้ำดีกว่า” ว่าจบเท้าเล็กก็เดินฉับ ๆ ตรงเข้าห้องน้ำทันที
ใช้เวลาทำกิจวัตรประจำวันราว ๆ ครึ่งชั่วโมง มาริษากลับออกมาจากห้องแต่งตัวด้วยลุคสาวน่ารักตัวเล็ก เสื้อยืดโอเว่อร์ไซซ์สีขาว ยัดชายเสื้อเขาใส่ใต้กระโปรงยีนสั้นถึงต้นขาขาว ปล่อยผมสีดำลอนยาวถึงกลางแผ่นหลัง ไร้เครื่องสำอางบนใบหน้าจิ้มลิ้ม มีเพียงสกินแคร์ และ ลิปมันเคลือบริมฝีปากอมชมพู แต่เท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าของเธอดูดีน่ามอง โดยไม่ต้องแต่งเติมอะไรมากมาย
“พี่แทนยังไม่ลงมาอีกเหรอคะ” มาริษาเดินเข้ามาในห้องอาหาร เห็นเพียงสาวใช้ที่กำลังจะตั้งท่าเดินออกไป
“ยังเลยค่ะ”
มาริษาพยักหน้ารับอย่างขอไปที ก่อนที่จะขยับเก้าอี้ออกเล็กน้อย แล้วหย่อนสะโพกนั่งรอสามี
“พี่วิคะ สาขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ?”
“ได้ค่ะนายหญิง”
“ปกติวันหยุดพี่แทนอยู่บ้านหรือเปล่าคะ”
“อยู่เฉพาะวันอาทิตย์ค่ะ”
“อ๋อค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ค่ะ”
หลังจากที่เธอถามสาวใช้จบได้ไม่นาน เจ้าของใบหน้าหล่อทรงแบดบอย เดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยชุดเสื้อยืดสีดำ ยัดชายเสื้อเข้าใส่ใต้กางเกงสีดำขาใหญ่ เสื้อหนังแจ็คเก็ตสีแดงลายสีดำและสีขาวช่วงกลางอกพาดอยู่บนไหล่กว้าง
“ไปไหนมาเหรอคะพี่แทน สาเข้าห้องไม่เห็นเจอ”
“ฉันจะไปไหนก็เรื่องของฉันไหม” แทนคุณทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ คิ้วเข้มเลิกขึ้นสีหน้าแววตาฉายถึงความรำคาญ โดยเฉพาะแววตาใสซื่อของภรรยาสาวที่มองมา เขารู้สึกรำคาญเป็นพิเศษ
“สาถามพี่ดี ๆ นะคะ ทำไมต้องโมโหด้วย”
“มันเรื่องของฉัน อ่อ!ยังมีสิ่งที่เธอต้องรู้ และ ต้องทำตามอย่างไม่มีทางเลือก”
“อะไรอีกเหรอคะ?” มาริษามุ่ยหน้าถาม
“เธอ!...ไม่มีสิทธิ์ยุ่งเรื่องส่วนตัวของฉัน ต้องเชื่อฟังฉัน ห้ามดื้อ ห้ามทำตัวน่ารำคาญ เข้าใจ?” นิ้วยาวชี้ไปที่ภรรยาสาวอย่างเผด็จการ ทำเอาหญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาหนัก ๆ อีกรอบไม่รู้เท่าไหร่ ตั้งแต่ตื่นนอน
“….เข้าใจค่ะ” มาริษาตอบรับอย่างไม่เต็มใจนัก น้อยใจแต่ไม่สามารถเรียกร้องอะไรจากเขาได้เลย
“…” ข้อห้ามของเขาเท่ากับว่าเธอไม่มีความหมายกับเขาเลยสักนิด ทำราวกับไม่ใช่สามีภรรยากัน
----------------