ตอนที่ 1
นักเขียนนิยาย
ปลายนิ้วเรียวของฉันกดลงบนแป้นพิมพ์โปร่งใสที่ลอยอยู่บนอากาศอย่างรวดเร็วและไม่มีหยุดชะงัก แต่สายตาของฉันไม่ได้มองไปยังตัวอักษรที่พิมพ์ลงไปเลยแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะว่าสายตาของฉันมองตรงไปยังภาพตรงหน้าเพียงอย่างเดียว นั่นก็เพื่อไม่ให้ตัวเองพลาดฉากสำคัญตรงหน้าและก็เพื่อไม่ให้ตัวเองพลาดการบันทึกเรื่องราวที่เห็นฉันจึงขยับนิ้วพิมพ์บรรยายอย่างรวดเร็ว
แวมไพร์สาวฝังเขี้ยวลงไปบนคอของเหยื่อและดูดเลือดแสนอร่อยเข้าปากอย่างเชื่องช้าเพื่อลิ้มรสเลือดอันแสนหวานของชายหนุ่ม และชายหนุ่มผู้ถูกกัดก็ครางออกมาอย่างพอใจ ความสุขที่โดนกัดทำให้เขาล่องลอยไปสู่โลกอื่น?
ต่อด้วย...
ทั้งสองพาร่างของกันและกันไปต่อที่เตียงโดยที่ไม่ยอมผละออกจากกันแม้แต่เสี้ยววินาที เสื้อผ้าของทั้งสองถูกกระชากออกโดยฝีมือของฝ่ายตรงข้าม ไม่นานพวกเขาก็ไม่มีเสื้อผ้าหลงเหลืออยู่บนร่างกาย แวมไพร์สาวคลอเคลียริมฝีปากไปทั่วแผงอกอันแข็งแกร่งของชายหนุ่มก่อนที่จะกัดไหล่ของชายหนุ่มอย่างรักใคร่(?) คู่รักที่มีแต่กลิ่นคาวเลือดและความดิบเถื่อนเช่นนี้มันช่างเร้าใจนัก มือของชายหนุ่มลูบไล้ไปทั่วร่างหญิงสาวและไปหยุดที่....
ผลัวะ!!
ยังไม่ทันได้บันทึกฉากพิเศษหัวของฉันถูกตบคว่ำด้วยฝีมือของใครบางคน ฉากที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มของปีศาจสองตนหายวับไปทันที แป้นพิมพ์ที่ใช้พิมพ์เมื่อครู่ก็จางหายไปเช่นกัน
“นิรา! ฉันเรียกเธอตั้งนานทำไมไม่ตอบสักที!” แพรว เพื่อนสาวของฉันตะโกนใส่หูของฉันอย่างโมโห ฉันกะพริบตาปริบๆ และมองสถานที่ปัจจุบันของตัวเอง ฉันยังนั่งอยู่บนโซฟาในบ้านของตัวเอง
“โทษที” ฉันหันไปขอโทษแพรวเบาๆ เมื่อรวบรวมสติได้
ฉันมีชื่อว่านิรา นามปากกาจากการเขียนนิยายก็คือ เลล่า ฉากที่ฉันเห็นและบรรยายไปเมื่อกี้ไม่ใช่อะไร มันก็คือการมองข้ามโลกของฉัน พลังนี้เรียกว่า God eyes หรือจะเรียกว่า ดวงตาพระเจ้า ก็ได้ ซึ่งการใช้มันก็เหมือนกับการถอดจิตไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกอื่น
ฉันได้รับพลังนี้มาจากคนที่เรียกว่าตัวเองคือ พระเจ้า จากทางจดหมายที่ส่งผ่านมาทางเมล์ คนที่เรียกว่าตัวเองคือ พระเจ้า บอกกับฉันว่าฉันเป็นอีกหนึ่งคนที่จะสามารถช่วยโลกได้โดยให้คำอธิบายว่าในตอนนี้โลกมากมายต่างหมดพลังและกำลังแตกสลาย การที่จะช่วยให้โลกเหล่านั้นอยู่ต่อไปได้ก็คือ บุคคลจากโลกอื่นจะต้องรับรู้การมีอยู่ของคนจากอีกโลก ความรู้สึกของคนจากอีกโลกที่มีต่อคนจากอีกโลกจะทำให้โลกที่กำลังล่มสลายได้รับพลัง
ซึ่งวิธีที่จะทำให้คนจากต่างโลกจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกโลกได้ก็คือการอ่าน
ข้อสรุปจึงออกมาว่า นักเขียนสามารถช่วยได้ ซึ่งนักเขียนผู้ถูกเลือกก็จะต้องใช้พลังดวงตาพระเจ้าที่ได้รับมองข้างไปยังอีกโลก จากนั้นก็เลือกก็ได้มาและเอาเรื่องราวชีวิตของคนคนนั้นมาเขียนเป็นนิยายลงเว็บ Go - D เพื่อให้ผู้คนจากต่างโลกได้อ่าน
นักอ่านที่มีความรู้สึกร่วมกับนิยายเหล่านั้นก็จะสามารถสัมผัสได้ว่าตัวละครในหนังสือเหล่านั้นมีตัวตนอยู่จริง สิ่งพวกนั้นจะช่วยเป็นพลังให้กับโลกที่พวกเขารู้จักในนามของนิยายเรื่องหนึ่ง
ส่วนเว็บ Go - D เป็นเว็บอ่านนิยายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาอ่านและลงนิยายของตัวเองฟรี ก่อนที่ฉันจะได้รับดวงตาพระเจ้ามาฉันก็เขียนนิยายของตัวเองและนำไปลงในเว็บ Go - D แห่งนี้จนกระทั่งมีสำนักพิมพ์หันมาสนใจ นิยายบางเรื่องของฉันจึงได้กลายเป็นเล่มไปแล้ว นับตั้งแต่นั้นมาฉันก็ตัดสินใจที่จะทำอาชีพเป็นนักเขียนนิยายหลังจากเรียนจบมหาลัย
ฉันเขียนนิยายมากมายตามอารมณ์จนกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในหมู่คนอ่านนิยายแฟนตาซี จนกระทั่งเมื่อหนึ่งเดือนก่อนที่เพิ่งฉันได้รับพลังมา ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะได้รับความสนใจจากพระเจ้าจนได้พลังดวงตาพระเจ้ามาพร้อมกับระบบ Writer
อย่างที่บอกไปดวงตาพระเจ้าทำให้ฉันรู้ว่าโลกในมิติอื่นมีอยู่จริงและมันมีโลกที่ฉันไม่รู้จักมากกว่าจำนวนดวงดาวบนฟ้าซะอีก มันมีทั้งโลกแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยปีศาจและเวทมนต์และโลกอนาคตที่การเดินทางระหว่างดวงดาวเป็นเรื่องปกติ
ในตอนแรกฉันก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างกับพลังนี้จึงลองผิดลองถูกไป นั่นทำให้ฉันได้รู้ว่าระหว่างที่ฉันมองข้ามมิติไปยังอีกโลก เวลาของโลกที่ฉันอาศัยอยู่และโลกเหล่านั้นมันต่างกัน หนึ่งวันของอีกโลกจะเท่ากับห้านาทีของโลกที่ฉันอาศัยอยู่ และด้วยระบบ Writer ที่ได้มาพร้อมกับดวงตาพระเจ้าฉันสามารถทำได้หลายอย่าง เช่นเรียกแป้นพิมพ์และหน้าจอข้อมูลออกมาจากกลางอากาศได้ตลอดเวลา อย่างที่ฉันทำตอนแรก ดูสิ่งที่เกิดขึ้นและพิมพ์บรรยายเป็นตัวอักษรไปด้วย
ที่จริงมันสามารถกดบันทึกวิดีโอได้ด้วยแต่ฉันไม่ทำเพราะอยากเห็นฉากเหล่านั้นด้วยตาของตัวเอง พอได้บรรยายในระหว่างที่ดูด้วยตาตัวเองมันได้อารมณ์ดีกว่าตั้งเยอะ
ที่ผ่านมาฉันทดลองเขียนตอนสั้นมาหลายเรื่องจึงรู้ว่าเมื่อยอดวิวเพิ่มขึ้นหนึ่งฉันจะได้เหรียญเงิน 100 เหรียญ หากมีหนึ่งความคิดเห็นฉันก็จะได้เหรียญทอง 100 เหรียญ มันจะปรากฏขึ้นมาในแอปพลิเคชัน Writer shop ที่อยู่ในระบบ Writer อีกที ฉันสามารถนำเหรียญไปแลกเงินจริงได้ด้วย ซึ่งเหรียญทอง 1 เหรียญแลกเป็นเงินบาทได้ตั้ง 1000 บาท! แถมยังสามารถใช้เหรียญซื้อสินค้าต่างๆ ใน Writer shop ได้อีกด้วย
ไม่ออกจากบ้านมันแล้วโว้ย! นั่งปั่นนิยายทั้งวันดีกว่า!
แม้บางครั้งฉันจะคิดว่าการทำแบบนี้มันใช่การเขียนนิยายแน่เหรอ? ทั้งที่นิยายควรมาจากจินตนาการของผู้เขียนที่สามารถเขียนเล่าออกมาเป็นเรื่องราว สิ่งที่ฉันทำก็เหมือนการบันทึกชีวิตของคนอื่นเพียงเท่านั้น แต่ฉันก็ได้เลิกคิดเรื่องนี้ไปเพราะสิ่งที่ฉันทำมันช่วยโลกที่น่าสนใจเหล่านั้นให้คงอยู่ต่อไปได้
ฉันสนุกกับการมองไปยังต่างโลกและมีความสุขกับเงินมากมายที่ได้มา และที่สำคัญ ฉันสนุกที่คนอื่น ๆ ได้อ่านเรื่องราวของคนที่ฉันเลือกบันทึกเป็นตัวอักษรให้พวกเขาได้อ่าน
“ยัยนิราตกลงเธอฟังฉันรึเปล่า!?” แพรวเริ่มโมโหหนักกว่าเดิมเมื่อฉันเผลอเหม่อลอยไป แหม เผลอเล่าซะยาวเลย
“ฟังสิ ฟัง....ว่าแต่ เธอพูดว่าอะไรนะ?” และฉันก็ถูกตบหัวไปอีกทีหนึ่ง แพรวเริ่มบ่นเมื่อเห็นฉันอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมออกไปไหน ด้วยเหตุนี้เองบทสรุปจึงออกมาว่าฉันต้องออกจากบ้าน
เพียงไม่นานแพรวก็ลากฉันเข้าไปในห้างที่แสนจะเย็นฉ่ำจนหนาว เราเดินเข้าไปในร้านอาหารเป็นอย่างแรกเพราะตั้งแต่เช้าจนเกือบเที่ยงแล้วฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย
“กินเยอะๆ ช่วงนี้เธออยู่แต่ในบ้านได้ทานอาหารครบเวลาบ้างไหมก็ไม่รู้” แพรวบ่นออกมาอีกแล้ว แต่ฉันดูออกว่าเธอเป็นห่วงฉันมาก ฉันยิ้มให้แล้วเริ่มยัดข้าวเข้าปาก แต่ขณะที่เคี้ยวข้าวอยู่นั่นฉันก็หันไปเห็นคู่รักที่นั่งโต๊ะข้างหน้า
นี่เป็นการมาออกเดตครั้งแรกของพวกเขา หญิงสาวสั่งอาหารอย่างเงอะงะขณะที่สายตามองเมนูอาหารสลับกับใบหน้าชายหนุ่ม ชายหนุ่มที่รู้ตัวว่าถูกแอบมองจึงเงยหน้ามองหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม เขาขยับยิ้มขำเบาๆ กับความน่าเอ็นดูของเธอ เห็นแล้วมันทำให้เขาอดไม่ได้ที่เท้าคางแล้วจ้องมองหญิงสาวตอบ ฝ่ายหญิงเขินอายกว่าเดิม
ว้าว! คู่รักที่น่าอิจฉา คู่นั้นก็ด้วย เห็นแล้วอดบรรยายไม่ได้เลยแฮะ คิดแล้วอยากกลับไปเขียนนิยายจริงๆ
“ตั้งใจกินหน่อย เหม่ออะไรอีก เพราะไม่ได้กินข้าวตามเวลาสินะสติสตังถึงหายไปหมดแบบนี้” แพรวเอ่ยเตือนฉันอีกครั้ง ฉันจึงรีบกินแล้วควักโทรศัพท์ออกมา ฉันกดอัพเดตนิยายที่ได้เขียนไปก่อนหน้านี้ก่อนที่จะถูกแพรวลากออกจากบ้าน มันเป็นเรื่องสั้นเกี่ยวกับความรักของแวมไพร์สาวตนหนึ่ง แม้มันจะถูกตัดฉากกลางคันตอนที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มแต่ก็พอถูไถไปได้ อีกอย่างยังไงฉันก็ไม่คิดจะเขียนเรื่องติดเรทอยู่แล้วเพราะทุกครั้งที่เห็นเรื่องติดเรทฉันจะจดจ่ออยู่กันมันจนลืมเขียนบทบรรยายออกมา..
เมื่ออัพเดตลงไปแล้วฉันก็รอความคิดเห็นของนักอ่านอย่างใจจดใจจ่อ!
“ยัยนิรา! ดาราเกาหลียืนอยู่นั้น!”
“หือ!? ไหน?” ฉันเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้น แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ ฉันก็ไม่เห็นอย่างที่หวังเลย ฉันจึงรู้ว่าโดนหลอกซะแล้ว “เล่นอะไรเนี่ย” ฉันหันไปทำหน้าบูดใส่เพื่อนสาว
“ก็เธอเอาแต่ก้มหน้ามองมือถือนี่หว่า คนหล่อระดับดาราเดินผ่านเธอก็คงไม่มีวันรู้ตัวหรอก” แพรวส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจ เธอเริ่มเหมือนแม่ของฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ
“เดินผ่านไปสิยังไงผู้ชายต่างโลกก็หล่อกว่า” พึมพำเบาๆ
“อะไรนะ?”
“ไม่มีอะไร” ฉันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วก้มอ่านความคิดเห็นที่เด้งขึ้นมาเรื่อย ๆ
“ไปดูหนังกันต่อไหม” แพรวเสนอ
“ไปสิ” ฉันพยักหน้าหงึกหงักขณะไล่อ่านความคิดเห็นของนักอ่านต่อ
จิ้งจกแดง: มันได้อารมณ์ยิ่งนัก แต่ถ้ายาวกว่านี้จะดีกว่านะคุณเลล่า
ดอกบัวแดง: ใช่ ช่วงนี้คุณแต่งเรื่องสั้นเยอะเกินไปแล้ว
แพนด้าแดง: กลับมาแต่งนิยายเรื่องยาวเถอะคุณเลล่า พวกเรารออยู่!
ไก่แดง: เราโหยหาเรื่องยาวของคุณแล้ว!
และอีกหลายความคิดเห็นที่ขอให้ฉันกลับไปเขียนนิยายเรื่องยาวอีกครั้ง พวกเขาส่งเสียงเชียร์กันเต็มที่จนมันส่งมาถึงฉัน ฉันอยากเขียนนิยายเรื่องยาวตอนนี้! ไม่รอช้าฉันรีบวิ่งกลับบ้าน
“เดี๋ยว! เธอจะไปไหนน่ะนิรา!” แพรวเรียกไว้แทบไม่ทัน
“ไม่ดูหนังแล้ว ฉันต้องกลับบ้านด่วน!” ฉันรีบวิ่งกลับบ้านทันทีไม่สนเสียงเรียกของแพรวที่ร้องตามมา
“เธอรีบเรียนจบมหาลัยเพื่อมาเป็นนีทเหรอยะ!!”
ไม่มีอะไรมาหยุดจิตวิญญาณนักเขียนของฉันได้ ในขณะที่ฉันกำลังกระตือรือร้นฉันต้องรีบเคลื่อนไหวก่อนที่จะหมดไฟ ฉันกลับถึงบ้านในเวลาที่รวดเร็วกว่าตอนออกจากบ้าน จากนั้นฉันก็ตรงไปนอนบนเตียง ฉันคิดว่าจะไปส่องอีกโลกหนึ่งสักเดือนหนึ่งหรือสองชั่วโมงในโลกนี้ ฉันเป็นพวกนั่งเกินชั่วโมงไม่ได้เพราะมันจะปวดเมื่อยร่างกายมาก ฉันจึงต้องนอนนี่ล่ะ
เมื่อจัดท่าเรียบร้อยฉันก็หลับตาลง ไม่ใช่ความมืดที่ฉันเจอแต่เป็นท้องฟ้าที่สดใส ตอนนี้ฉันอยู่ในร่างจิตที่คล้ายกับร่างวิญญาณ ข้อดีของร่างนี้คือจะไม่มีใครสามารถมองเห็นฉันได้และร่างกายก็นี้เบามากและสามารถทะลุได้ทุกสิ่งอีกด้วย และร่างจิตของฉันก็มีรูปลักษณ์เหมือนฉันทุกอย่าง ทั้งความสูง 160 เซนติเมตร เส้นผมสีดำยาวและดวงตาสีน้ำตาลอ่อน
แต่ชุดที่ฉันสวมมันไม่เหมือนชุดที่ฉันสวมในโลกของตัวเอง มันเป็นชุดกระโปรงยาวสีดำและรองเท้าส้นสูงสวยงามที่ฉันไม่ค่อยใส่ในโลกของตัวเองเพราะกลัวสะดุดล้มกลางสาธารณะ และที่ฉันชอบที่สุดก็คือต่างหูกระดิ่งแก้วคู่นี้! ซื้อมาจาก Writer Shop เลยนะเนี่ย
พวกมันจะส่งเสียงไพเราะทุกครั้งที่ฉันขยับ พวกมันโดดเด่นมากเพราะเป็นกระดิ่งแก้วที่ส่องประกายสีขาวอ่อนๆ ถึงมันดูจะเป็นขั้วตรงกันข้ามกับชุดที่ฉันใส่ก็เถอะ แต่มันก็เข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด!
เอาล่ะ เลิกพูดเรื่องของตัวเองจะดีกว่า ฉันล่องลอยเข้าไปในต่างโลกทันที โลกที่ฉันเลือกไปก็คือโลกปีศาจ ฉันเข้ามาที่นี่บ่อยเพราะที่นี่มีปีศาจที่เหมาะจะเป็นตัวละครเอกอยู่เยอะ โดยเฉพาะแวมไพร์ ฉันชอบเผ่านี้ที่สุด
ฉันไปหาปีศาจที่น่าจะมาเป็นตัวเอกในเรื่องยาวนี้
แต่ฉันก็ไม่พบปีศาจที่มีเรื่องราวแปลกใหม่เลยเพราะฉันเข้ามาเขียนบ่อย ๆ หากเขียนออกไปในพล็อตเดิม ๆ มันก็จะมีแต่บรรยากาศเดิม ๆ ไม่น่าสนใจ และหากฝืนเขียนออกไปมันก็เป็นเพียงเรื่องราวชีวิตประจำวันแทนที่จะเป็นเรื่องราวชีวิตที่น่าตื่นเต้น ฉันจึงแวะไปหาปีศาจที่ฉันเคยจับเอามาเขียนเป็นตัวเอกนิยายเรื่องสั้น ซาตานหัวแดง มังกรหัวเขียว พวกนี้หล่อไม่พอนิสัยยังเป็นพระเอกของนักอ่านหญิงหลายๆ คน
พวกเขาดังมากในเรื่องสั้น
ติ่ง!
ในขณะที่ฉันกำลังมองหาตัวละครที่น่าสนใจอยู่นั้นเสียงเตือนข้อความก็ดังเข้ามาผ่านระบบส่งข้อความของ Writer ฉันโบกมือกลางอากาศ หน้าจอโปร่งใสก็ฉายขึ้นมา มันเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่คล้ายกับของอนาคตในหนังมาก ๆ เลยล่ะ ฉันกดเข้าไปในข้อความที่ส่งมาและกวาดสายตาอ่านอย่างแปลกใจ
[ข้าเห็นว่าเจ้าหาตัวเอกเรื่องใหม่ข้าแนะนำให้เจ้าไปโลก MP จาก พระเจ้า]
ข้อความสั้นๆ ที่แนะนำมาทำให้ฉันสนใจ พระเจ้าถึงกับแนะนำมาเองอย่างนี้ไม่ไปได้ยังไง ฉันไปตามพิกัดของโลก MP ที่พระเจ้าส่งมา ภาพรอบตัวของฉันค่อยๆ หายไปและปรากฏภาพใหม่ขึ้นมาแทน จากอาคารยุโรปในยุคกลางได้เปลี่ยนเป็นตึกกระจกสูงแทน มันเหมือนตึกในยุคของฉันมาก
ฉันสงสัยว่ามันเป็นโลกที่น่าสนใจตรงไหน แต่ยังไม่ทันได้ทักท้วงฉันก็เห็นคนลอยผ่านหน้าไป ตามด้วยรถตำรวจลอยได้...
“จอมโจรหน้ากาก เราเตือนแกว่าอย่ามาป้วนเปี้ยนที่เมืองมิลเลอร์ของเราอีก!"”เสียงตะโกนดังผ่านลำโพงของรถตำรวจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า! แน่จริงก็จับฉันให้ได้สิ!” จอมโจรที่ว่าหัวเราะเยาะและรีบกระโดดหนีอย่างว่องไว ฉันมองตามไปอย่างสนใจ
“จอมโจรหน้ากากอีกแล้วเหรอ?”
“ฉันว่าจอมโจรเคไอดีเท่กว่าตั้งเยอะ พลังจิตของเขามีหลากหลายจนฉันไม่รู้เลยว่าอันไหนคือพลังของเขา”
ฉันได้ยินคนที่เดินผ่านไปผ่านมาว่ากันอย่างนั้น ดูเหมือนว่าโลกนี้จะไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ฉันคิดแวบแรก มันเป็นโลกสมัยใหม่ที่มีวิทยาการล้ำสมัยและทุกคนก็ใช้พลังจิตกันจนเป็นเรื่องปกติ จากที่ฉันได้สำรวจ ดูเหมือนว่ากฎเกณฑ์ในโลกนี้จะไม่มีผลสำหรับผู้ใช้พลังเท่าไหร่ อาชญากรค่อนข้างเกลื่อนโลก
นี่เป็นสิ่งที่ฉันต้องการ เหตุผลที่ฉันไปโลกปีศาจบ่อย ๆ ก็เพราะกฎเกณฑ์การใช้ชีวิตไม่ค่อยมีมาก มันอิสระมาก
โลกนี้เป็นโลกที่เหมือนจะมีวิทยาการที่ดีกว่าโลกของฉันบวกกับเรื่องการใช้พลังจิตด้วยแล้วมันทำให้โลกนี้น่าสนใจ
ฉันตื่นเต้น น่าสนุกจริงๆ! ฉันทนแทบไม่ไหวที่จะเขียนเรื่องราวของใครสักคนให้กลายเป็นนิยายด้วยการบรรยายของฉันแล้ว!
ตอนที่ 2
ฉันได้พระเอกแล้ว!
ว้าว! ผู้ชายคนนั้นน่าสนใจจริงๆ!
ชายหนุ่มผู้มีเส้นผมสีเทา ดวงตาคมกริบสีแดงและใบหน้าคมเข้ม ไม่มีหญิงใดที่ไม่เหลียวมองตามหลังเขาไป ขายาวของเขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงขณะที่ดวงตาคมกริบของเขายังคงกวาดสายตามองไปรอบด้านเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ซึ่งมันคือหน้าที่ของเขา เขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องประชาชนจากผู้ร้ายที่ใช้พลังจิตในทางที่ผิดกฎหมาย
โอ๊ะ! คนนั้นก็หล่อไม่น้อย!
เขานั่งไขว่ขาด้วยท่าทีสุขุม มือเรียวยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบช้า ๆ ขณะที่มืออีกข้างกวาดนิ้วไปบนหน้าจอไอแพด แต่ดวงตาเรียวไม่ได้มองไปที่หน้าจอไอแพดแต่อย่างใด เขาจ้องมองไปยังบุคคลหนึ่งโดยไม่ละสายตาไปมองทางอื่น สายตาของเขาตรวจสอบทุกการเคลื่อนไหวของบุคคลนั้น เพราะเขาคือนักสืบ!
โอ๊ย!! ไม่ว่าจะคนไหนก็เหมือนจะเป็นตัวเอกได้หมด นิรากลุ้มใจจังค่ะ!
ฉันกำลังมองหาตัวเอกของนิยายที่จะเขียนอยู่ในขณะนี้ ชื่อเรื่องและทิศทางของเนื้อเรื่องก็คิดไว้แล้วเรียบร้อยเหลือเพียงตัวเอกนี่ล่ะ หายากมาก! ในโลกนี้กำลังวุ่นวายเพราะมีอาชญากรเพิ่มมากขึ้น แบบนี้มันต้องมีตัวเอกที่รักความถูกต้องและพยายามกำจัดพวกองค์กรมืด! ถ้าได้ตัวเอกที่มีความยุติธรรมตามที่ฉันต้องการมันต้องเหมาะกับนิยายที่ฉันกำลังคิดมากแน่ ๆ
ค่อยๆ ให้ตัวเอกต่อสู้กับองค์กรมืดไปเรื่อย ๆ เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข มันก็ไม่เลว และตัวเอกของฉันต้องรักพวกพ้องด้วยก็ดี พอมีสิ่งที่ต้องปกป้องตัวเอกมักจะแข็งแกร่งขึ้น แม้จะเป็นพล็อตทั่วไปแต่มันก็ดูน่าสนใจดีไม่ใช่เหรอกับการต่อสู้ด้วยพลังจิตน่ะ
แล้วตัวเอกต้องมีพลังจิตแบบไหนถึงจะดีนะ?
ฉันพยายามออกตามหาคนที่น่าจะมาเป็นพระเอกแล้ว แต่ส่วนมากคนพวกนั้นจะมีหน้าที่การงานกันอยู่แล้วและไม่มีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษนอกจากทำงานไปวันๆ
ถ้าถามว่าทำไมฉันถึงรู้ประวัติพวกเขาได้น่ะเหรอ? นั่นก็เพราะว่าระบบ Writer ที่ฉันมีอยู่นั่นมันไม่ได้มีไว้แค่ให้เขียนหรือส่งข้อความ มันสามารถแสดงข้อมูลคร่าวๆ ของคนที่ฉันต้องการรู้ได้ด้วย อย่างเช่น ชื่อ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก หรือ ความชอบและความฝัน มันจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่นักเขียนจะต้องรู้
หากไม่รู้ฉันจะสามารถอธิบายออกมาดีได้ยังไงล่ะ?
“เอาคนไหนดีนะ” ฉันพึมพำขณะลอยไปตามถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน แต่เพราะคนเยอะเกินไปฉันจึงแวะเข้าซอยเล็ก ๆ แทน
ในขณะที่ฉันกำลังลอยไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมายฉันก็มาถึงสถานที่ที่ดูเก่ามาก ไม่เหมือนเมื่อครู่ที่สะอาดสะอ้านและทันสมัย ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นเขตนอกตัวเมือง
ฉันจึงคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเอกมักจะเริ่มจากจุดที่ไม่มีอะไรเลย อย่างการเป็นคนจนและบ้านนอก พวกเขาจะมีความคิดที่ยึดมั่นเป็นกฎของตัวเองและไม่ถูกชักจูงจากโลกรอบข้าง และตัวเอกต้องมีปมเกี่ยวกับการทำเรื่องอาชญากรรมด้วย พอตัวเอกเกลียดเรื่องผิดกฎหมายตัวเอกก็จะเข้าสู่เส้นทางแห่งความยุติธรรม!
ในขณะที่ฉันจินตนาการถึงเรื่องราวน่าสนุก ฉันก็ได้พบเข้ากับร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า โคลเวอร์ ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งนี้ถูกจัดแต่งอย่างสวยงาม ไม่หรูหราแต่ให้บรรยากาศอบอุ่นมากกว่า ฉันลอยทะลุเข้าไปในร้านแล้วกวาดสายตามอง ลูกค้าค่อนข้างน้อยและเด็กเสิร์ฟก็เป็นเด็กสามคนอายุประมาณสิบถึงสิบสามปี
“เด็ก ๆ ได้เวลาพักเที่ยงแล้ว ผมทำอาหารไว้ให้ที่หลังร้าน” ผู้ชายผมสีขาวเดินออกมาจากห้องครัวแล้วพูดขึ้น เขาดูมีเอกลักษณ์ ทั้งใบหน้าที่อ่อนโยน ผมสีขาว ดวงตาหยีตลอดเวลาเพราะมุมปากที่ยกขึ้นไม่ลดลง
เขาเหมาะจะเป็นตัวเอกนะ แต่ก็ยังไม่ใช่ แต่ฉันก็ลองลอยเข้าไปสำรวจเขาใกล้ๆ แล้วตรวจสอบข้อมูลของเขา
ชื่อของเขาคือ โคลว์ ฟรีก อายุ 40 ปี หน้าไม่เห็นเหมือนเลย! เขาเป็นเจ้าของร้านอาหารโคลเวอร์แห่งนี้ เขาเป็นคนใจดีจึงรับเด็ก ๆ ในสลัมมาทำงาน คงเป็นเด็กสามคนที่เป็นเด็กเสิร์ฟเมื่อครู่ แต่ดูเหมือนว่าก่อนที่เขาจะมาทำงานเปิดร้านอาหารตัวเขาเหมือนจะทำอะไรบางอย่างมาก่อน มันกำกับไว้ว่าเขาคือตัวอันตรายต่อรัฐบาลและกรมตำรวจ ดูจะลึกลับ เขาเหมาะจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่าจะเป็นตัวเอกเอง
ฉันจึงออกจากร้านแห่งนั้นแล้วไปที่อื่นแทน ซึ่งที่ที่ฉันเลือกไปก็คือสวนสาธารณะ ที่นั่นเก่าและไร้ซึ่งผู้คน แต่ฉันก็พบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กผู้ชายที่ผอมแห้งและมอมแมมมาก ชุดขาดและสกปรก เส้นผมสีดำก็ยุ่งเหยิงราวกับไม่ได้สระผมมานาน
แต่ดวงตาสีม่วงหม่นคู่นั่นกลับดูสวยงามน่ามองอย่างมาก ฉันจ้องมองเด็กผู้ชายคนนั้นที่นั่งอยู่บนม้านั่งสวนสาธารณะอยู่คนเดียว หัวใจของฉันรู้สึกเศร้าขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด ดูแล้วเขาน่าจะเป็นเด็กจรจัดสินะ
ในตอนนั้นเองก็มีลูกหมาจรจัดเดินเข้าไปหาเด็กชายผู้มีดวงตาสีม่วงสวย เขามีปฏิกิริยาเล็กน้อยเมื่อเห็นลูกหมา เขากระโดดลงจากม้านั่งแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าลูกหมามอมแมมตัวนั้น เด็กชายตาม่วงนั่งมองลูกหมาตาแป๋วดูแล้วมันน่าเอ็นดูจริงๆ
ลูกมนุษย์และลูกหมาคงสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์บางอย่างจากกันและกันเนื่องจากพวกเขาถูกทิ้งเช่นกัน นั่นจึงทำให้พวกเขาเข้าใจกันและกัน ลูกหมาเข้าไปคลอเคลียมือของเด็กชายก่อนจะเห่าพร้อมสะบัดหางอย่างอารมณ์ดี เด็กชายจึงยื่นมือออกไปอย่างลังเลและ.....ตบหัวลูกหมาดังผัวะ!
เดี๋ยว!? ตบหัวดังผัวะเหรอ?? ไม่ใช่ว่ามันต้องลูบหัวอย่างเงอะงะไม่ใช่เหรอ??
ฉันมองลูกหมาที่ร้องเสียงหลงและวิ่งหนีเด็กชายไป เขามองตามลูกหมาไปก่อนจะเอียงคออย่างสงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิดไปรึเปล่า ฉันแอบเหวอ เขาไม่รู้จักการลูบหัวอย่างอ่อนโยนรึไง?
เด็กชายลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปอีกทาง ฉันอดไม่ได้ที่จะตามไป บอกตามตรงว่าฉันแอบสนใจบางอย่างในตัวเด็กคนนั้นเล็กน้อย ความสนใจของฉันที่มีต่อเด็กชายคนนี้มีประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ในตอนนี้
ฉันตามเขาไปจนถึงอะพาร์ตเมนต์เก่าๆ แห่งหนึ่ง เด็กชายคนนี้ไม่ได้เป็นเด็กจรจัดอย่างที่ฉันคิด เขามีบ้าน แต่บ้านที่เขาอยู่เป็นห้องเช่าที่....รกร้างมาก
ผัวะ!
“ไปไหนมา” ผู้หญิงในสภาพโทรมๆ พูดเสียงเย็นชาและตบหน้าเด็กชายที่ฉันตามมาเสียงดัง ฉันสะดุ้งตกใจและโกรธผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาทันที บ้ารึไง จู่ ๆ ก็ตรงเข้ามาตบเด็กทันทีแบบนี้!
“...” เด็กชายไม่ตอบไม่แม้แต่จะแสดงอารมณ์เจ็บปวดออกมา
ผู้หญิงคนนั้นพ่นหายใจอย่างแรงและสะบัดตัวเดินเข้าไปในห้องครัว เด็กชายก็เดินเข้าไปในห้องโล่งๆ ห้องหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย ดูเหมือนว่าครอบครัวของเด็กคนนี้จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ดูแล้วเด็กคนนี้อายุเหมือนยังไม่ถึงห้าขวบเลยด้วยซ้ำ
ฉันจึงตรวจดูประวัติและข้อมูลของเขา เด็กคนนี้ชื่อว่า คีอาร์ ไม่มีนามสกุล อายุ 5 ปี แค่ห้าปี! เด็กตัวเล็ก ๆ มาเจอเรื่องแบบนี้ไม่ดีเลย
โครม!
ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ดูข้อมูลของคีอาร์มากกว่านั้นประตูข้างนอกก็ถูกเปิดอย่างแรง
“เอาเงินมาให้ฉันได้แล้ว!” เสียงของผู้ชายตะโกนออกมาอย่างโมโห ตามด้วยเสียงข้าวของที่ตกแตกกระจาย พวกทวงหนี้เหรอ? มาถึงก็เรียกหาเงินเลย
“ไม่มี!” เสียงผู้หญิงที่ตบคีอาร์ตะโกนออกไป
“อย่ามาโกหก! ฉันรู้ว่าเธอมี!” และฉันก็ได้ยินเสียงตบตีกัน ฉันหันไปหาคีอาร์ทันทีเพราะไม่อยากให้เขาได้ยิน
“หยุดนะ! แกทำร้ายฉันมากไปแล้วนะ! ฉันก็บอกแล้วว่าไม่มีเงิน! ถ้ายังไม่หยุดฉันก็จะไม่ทนแล้วนะ!” เสียงของผู้หญิงกรีดร้องออกมาอย่างโมโหคล้ายคนเสียสติ
จากนั้นฉันก็ได้ยินเสียงเหมือนพวกเขาต่อสู้กัน ฉันบอกตามตรงเลยว่า ไม่อยากดู แต่คีอาร์ก็เปิดประตูออกไปนอกห้อง
ฉึก!!
และภาพแรกที่ฉันและคีอาร์เห็นก็คือมีดที่ลอยเข้าไปแทงผู้ชายหน้าโหด ผู้ชายหน้าโหดนั่นไม่ได้ตายในทันที เขาสะบัดมือทีหนึ่งผู้หญิงคนที่ควบคุมมีดให้ไปแทงตัวเขาก็ตัวขาดครึ่ง ฉันถึงกับช็อกกับความสยองแต่ก็พอควบคุมตัวเองได้เพราะฉันเคยเห็นภาพแบบนี้ในโลกปีศาจหลายครั้ง มันเป็นภาพที่เลี่ยงไม่ได้ ตัวละครเก่งๆ มักจะต่อสู้กันและจบคงด้วยการตายของคู่ต่อสู้อยู่เสมอ ซึ่งสภาพศพมันไม่สวยงามหรอก
ฉันละความสนใจไปจากภาพตรงหน้าไปหาคีอาร์ เขาไม่ควรเห็นภาพพวกนี้ ฉันอยากจะพาเขาออกไปจากห้องที่เกิดการฆาตกรรมนี้ แต่ดวงตาสีม่วงสวยของคีอาร์ได้จ้องมองไปยังศพของผู้หญิงคนนั้นอย่างตกตะลึง ปากของเขาขยับพูดคำว่าแม่เบาๆ
แม้จะถูกทำร้ายแต่ยังไงผู้หญิงคนนั้นก็คือแม่ของเขาล่ะนะ แต่ฉันไม่รู้จะช่วยเหลือเด็กคนนี้ยังไงดี การเป็นนักเขียนที่ได้รับดวงตาพระเจ้าก็มีกฎเช่นกัน หนึ่งในกฎนั่นก็คือ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับบุคคลต่างโลกโดยเด็ดขาดหากไม่มีพันธะระหว่างนักเขียนและตัวละครเอก หรือก็คือห้ามใช้ตัวตนที่เป็นนักเขียนไปยุ่งกับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง
หรือที่เข้าใจง่ายๆ กว่านั้นก็คือฉันสามารถสื่อสารได้เฉพาะกับตัวเอกและตัวละครรอบตัวเอกเท่านั้น
ฉันยังลังเลที่จะเลือกคีอาร์เป็นตัวละครเอกของตัวเองจึงไม่รับมาทันที ฉันหันไปมองผู้ชายหน้าโหดในห้องอย่างหวาดกลัวเมื่อเขาได้หันมามองคีอาร์ ฉันกลัวว่าเขาจะลงมือฆ่าคีอาร์จึงรู้สึกอยู่ไม่สุข
“เงินอยู่ไหน!” ผู้ชายหน้าโหดหันมาตะโกนถามคีอาร์แทน เขาส่ายหัวตอบ นายหน้าโหดเลยเตะคีอาร์ไปครั้งหนึ่งเพื่อระบายอารมณ์แล้วเดินไปค้นของในบ้าน
ฉันกัดปากตัวเองแล้วลอยไปใกล้ๆ คีอาร์ที่นอนกุมท้องอยู่อย่างเป็นกังวล ความสงสารทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดที่ทำอะไรไม่ได้ แต่ฉันควรทำใจ มันมีกฎของนักเขียนอยู่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามเข้าไปยุ่งกับใครนอกจากผู้ที่จะเป็นตัวเอกนิยายของตัวเอง ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นการเข้าไปเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของคนโลกอื่น
ฉันมาเพื่อช่วยโลกไม่ใช่มาเพื่อทำให้ปั่นป่วนกว่าเดิม
“อึก” คีอาร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นแล้วมองคนที่ทำร้ายเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ เขาลุกขึ้นมาอย่างไม่ยอมแพ้และเขาได้เรียกลูกบอลสีดำกลมๆ ที่มีแต่ปากออกมาจากมือเล็ก ๆ ของเขา มันน่าจะเป็นพลังของเขา ฉันรู้ทันทีว่าเขาจะทำอะไร หากเขาทำ เขาก็จะโดนฆ่าตายเท่านั้น
กรุ๊งกริ๊ง!
“ไม่ได้นะหนูน้อยใจเย็นๆ ใจเย็นๆ!” ฉันลนลานพยายามห้ามเขา ต่างหูกระดิ่งแก้วของฉันสั่นไหวขึ้นมาเพราะอารมณ์ตื่นตระหนกของฉัน แต่ยังไงเขาก็ไม่ได้ยินหรือเห็นฉัน เขายังคงมุ่งหน้าที่จะไปตายอย่างเดียว ฉันจึงตัดสินใจในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำ
ฉันเข้าไปในระบบ Writer แล้วบันทึกทันทีว่าเด็กชายคนนี้คือตัวเอกนิยายของฉัน และเปิดระบบสามารถมองเห็นทันที ระบบนี้จะทำให้ตัวเอกนิยายของฉันสามารถมองเห็นฉันได้และสื่อสารกับฉันได้และสัมผัสตัวกันได้ ระบบนี้มีไว้เพื่อให้นักเขียนอย่างฉันถามความคิดเห็นของตัวละครนั่นล่ะ หากไม่เข้าใจความคิดของตัวละครนักเขียนก็จะสามารถถามพวกเขาได้เพื่อที่จะได้เขียนออกมาได้อย่างถูกต้อง
ซึ่งฉันไม่เคยคิดที่จะใช้เพราะอยากเฝ้าดูอย่างเดียว แค่เห็นท่าทางฉันก็พอจะเดาใจออกจึงไม่เคยใช้มัน แต่ตอนนี้ฉันใช้มันแล้ว!
“หยุดเถอะเด็กน้อย เธอไม่ควรหาเรื่องตายนะ” ฉันไปดักหน้าคีอาร์และพูดกับเขา เมื่อเห็นฉันคีอาร์จึงชะงักแล้วทำหน้ามึนงง
“คุณเป็นใคร?” เขาถามกลับ ซึ่งมันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเสียงของเขา แม้เสียงจะดูแหบแห้งแต่ก็รับรู้ได้ถึงเสียงที่ไพเราะน่าหลงใหล หากโตขึ้นอีกเสียงของคีอาร์คงเทียบได้กับนักร้องเสียงดีเลยทีเดียว
“พี่สาวคือนางฟ้าผู้พิทักษ์ของเธอไงและเราไปจากที่นี่กันเถอะแล้วเธอจะปลอดภัย” ฉันเก็บเรื่องเสียงของคีอาร์ไว้ก่อนแล้วรีบพูดขึ้นมา
“ไม่ล่ะ ไม่มีทางที่จะมีนางฟ้าในโลก” ตากลมโตสีม่วงที่หม่นหมองของเขาจ้องมองมาที่ฉัน มันไม่ได้สดใสและบริสุทธิ์อย่างเด็กทั่วไป
“งั้นเปลี่ยนใหม่ พี่สาวคือผู้เฝ้าดู พี่สาวบอกความจริงแล้วเพราะงั้นไปกันเถอะก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะหันมาฆ่าเธอ” ฉันเอ่ยเสียงจริงจังแล้วคว้ามือเล็ก ๆ ของเขา ฉันพาเขาเดินตรงไปทางกำแพงแต่ก็ต้องชะงักและเปลี่ยนเส้นทางไปที่ประตูแทน ฉันเกือบลืมไปเลยว่าถึงตัวฉันจะบังคับให้ตัวเองทะลุทุกอย่างได้แต่เด็กผู้ชายคนนี้ทะลุไม่ได้
เมื่อฉันพาเขาออกมาจากอะพาร์ตเมนต์แห่งนั้นได้แล้วก็ลังเลว่าจะไปทางไหนต่อ ฉันยังไม่ได้วางแผนว่าจะไปไหนดี ฉันเพิ่งมาที่นี่ได้ไม่นาน จึงไม่รู้อะไรมากนัก แต่ในตอนนั้นฉันก็นึกถึงร้านอาหารโคลเวอร์นั่นขึ้นมา โคลว์ ฟรีก คนนั้นใจดีหวังว่าเขาจะรับดูแลเด็กคนนี้
ฉันเดินนำทางเด็กชายไปที่นั่น คีอาร์เดินตามฉันมาอย่างว่าง่าย ขณะเดียวกันฉันก็เข้าไปใน Writer shop ฉันนำเหรียญเงินไปแลกเงินของโลกนี้ออกมาแล้วเอาไปให้คีอาร์ เผื่อเจ้าของร้านอาหารนั่นไม่รับคีอาร์ แต่ก็ขอให้เด็กชายคนนี้อาศัยอยู่ชั่วคราวโดยแลกกับเงินก้อนหนึ่งที่ฉันให้คีอาร์ไป
ระบบ Writer shop ช่วยทำให้สะดวกสบายจริงๆ การแลกเงินแบบนี้มีเพื่อให้นักเขียนอย่างฉันได้ใช้เมื่ออยากปรากฏร่างที่โลกอื่นในร่างที่สามารถมองเห็นได้ ฉันสามารถมีร่างในโลกอื่นได้โดยการแลกเหรียญทองกับการมีร่างเนื้อที่สามารถปรากฏตัวในโลกอื่น มันจ่ายค่อนข้างมากทีเดียวทำให้ฉันไม่สนใจแลก
เมื่อคีอาร์ไปถึงร้านอาหารโคลเวอร์ ฉันก็ได้ให้คีอาร์พูดตามที่ฉันพูดแล้วให้เขาเอาเงินที่ฉันให้ยื่นให้กับเจ้าของร้านที่ชื่อโคลว์เพื่อขออาศัยอยู่ด้วย แต่โคลว์ไม่ยอมรับเงินและให้คีอาร์อาศัยอยู่ด้วยชั่วคราวฟรีๆ บนห้องชั้นสองของร้าน เขาเป็นคนดีจริงๆ หลังจากนั้นเด็กชายที่ฉันช่วยมาก็ถูกจับอาบน้ำและทานข้าวจากนั้นก็ถูกส่งเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ
ฉันเฝ้ามองเงียบๆ ในระหว่างนั้นฉันก็ตรวจดูข้อมูลของคีอาร์ต่อ ชื่อของเขาคือ คีอาร์ ไม่มีนามสกุล พลังจิตคือ จอมเขมือบ อายุ 5 ปี เขาอาศัยอยู่กับแม่ที่ตอนนี้อยู่ในสถานะตายแล้ว พ่อยังไม่ตาย ฉันคิดว่าผู้ชายหน้าโหดนั่นน่าจะเป็นพ่อ แต่ดูจากประวัติแล้วดูเหมือนพ่อของคีอาร์จะเป็นคนอื่น
ส่วนผู้ชายหน้าโหดนั่นเป็นพ่อเลี้ยง เขาเป็นลูกน้องขององค์กรหนึ่ง เป็นพวกปลายแถว เขาไม่สนใจภรรยาและลูกเลี้ยง สนุกกับการฆ่าคนไปวันๆ
ดูเหมือนครอบครัวนี้จะมีปัญหากันมากและอาจจะบ่อยด้วย คีอาร์ไม่แม้แต่จะร้องไห้เมื่อแม่ตาย ตอนนี้จิตใจของเขาคงได้บิดเบี้ยวไปแล้วไม่มากก็น้อย ซึ่งมันเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องแก้ไข
จนกว่าเขาจะอายุสิบแปดฉันจะไม่เริ่มเขียนนิยายของเขา นับจากนี้ฉันจะคอยแนะนำให้เขากลายเป็นพระเอกที่ดี!
แต่สำหรับวันนี้ฉันควรให้เขาได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มซะก่อน ซึ่งคีอาร์ในตอนนี้ก็กำลังนอนกอดหมอนแต่ดวงตากลมๆ กลับจ้องมองฉันตาแป๋ว
“ตกลงคุณคือตัวอะไร...ไม่มีใครเห็นคุณเลย” คีอาร์ถามอย่างสงสัยขณะที่นอนกอดหมอนอยู่บนเตียงที่โคลว์เตรียมให้ คงเนื่องมาจากว่าเขาถูกไล่ให้ขึ้นมานอนเร็วเกินไปเขาจึงยังไม่มีท่าทีอยากหลับตาลงเลย
ฉันลงไปนั่งบนเตียงข้างๆ คีอาร์ ตอนนี้ฉันทำให้ร่างกายสามารถสัมผัสของได้จึงไม่ได้ทะลุแต่อย่างใด
“ข้าคือ....ใครสักคนที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้” เมื่อฉันตอบไปแบบนั้นคีอาร์ก็มองฉันด้วยสายตาว่างเปล่า ประมาณว่า ปัญญาอ่อน! ไม่สิ ฉันต้องมองผิดไปแน่ ๆ เขาอายุแค่ห้าขวบเองนะ เขาควรทำหน้าสงสัยและซักไซ้ถามฉันราวกับเด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็นสิ! “เชื่อพี่สาวสิ พี่สาวพูดจริง ที่พี่สาวมาโลกนี้ก็เพื่อมาบันทึกเรื่องราวชีวิตของมนุษย์”
“หือ? บันทึก? ทุกคนเหรอ?” เขาถามอย่างสงสัย ฉันยิ้มกว้างเมื่อเห็นเขามีปฏิกิริยาเหมือนเด็กอย่างที่ต้องการ
“ไม่หรอก หากบันทึกทุกคนพี่สาวก็เหนื่อยพอดี พี่สาวจะเลือกเพียงคนที่น่าสนใจเท่านั้น จากนั้นพี่สาวก็จะเฝ้าดูคนคนนั้นจนกว่าคนคนนั้นจะฝ่าฟันอุปสรรคจนไปถึงเป้าหมายของชีวิตได้สำเร็จ”
“แล้วคุณเลือกใคร?” คีอาร์ถามต่อ
“พี่สาวเลือกเธอไปแล้ว เพราะแบบนี้ไงจึงทำให้เธอเห็นพี่สาวเพียงคนเดียว” ฉันยิ้มกว้างให้กับคีอาร์ เขาไม่พูดอะไรต่อและซุกหน้าลงไปบนหมอนที่ตัวเองกอดอยู่ ฉันเลิกคิ้วไม่เข้าใจการแสดงออกของเขา ใครว่าเด็กดูออกง่าย เพราะความคิดที่ไม่ซับซ้อนและไม่มากมายเหมือนผู้ใหญ่ทำให้การกระทำบางครั้งของพวกเขามันไม่มีเหตุผลและดูเข้าใจยาก
แม้แต่ฉันที่ดูอารมณ์ของคนอื่นออกอย่างง่ายดายยังไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งเลย แต่หากคิดไม่ซับซ้อนฉันคิดว่าตอนนี้คีอาร์กำลังต้องการความอบอุ่น ดูสิกอดหมอนซะแน่นเลย แม่ของเขาดูเหมือนจะไม่ได้ดูแลเขาดีเท่าไหร่ ดูจากร่างกายของเขาที่สกปรกมากในตอนแรกที่พบกัน และคงโดนปฏิบัติไม่ค่อยดีจึงไม่ได้แสดงท่าทางที่เด็กควรทำ
ฉันยังติดใจจนถึงตอนนี้ว่าทำไมเขาถึงไม่ร้องไห้ตอนแม่ตาย แม้จะถูกตบตีแต่สำหรับเด็กแม่ก็คือคนที่เลี้ยงดูและให้ที่พึ่งพิง ปฏิกิริยาเขาดูจะตายด้านเกินไปแล้ว ฉันต้องช่วยเหลือเขา!
“ฝันดีคีอาร์ พี่สาวจะอยู่เคียงข้างเธอจนกว่าเธอจะพบเป้าหมายและไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ” ฉันล้มตัวนอนลงข้างกายคีอาร์แล้วกอดเขา คีอาร์มีปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแล้วกอดหมอนแน่นกว่าเดิม
ฉันหลับตาลงและหลับไปหลังจากนั้น
sticker line
ตอนที่ 3
เขาต้องเป็นพระเอกที่แสนดี!
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป โคลว์ยังคงให้คีอาร์อาศัยอยู่ด้วย เขาไม่ขับไล่คีอาร์แถมยังเลี้ยงดูอย่างดี ดูเหมือนโคลว์ตัดสินใจที่จะรับเลี้ยงคีอาร์แล้ว เพราะเขาได้วางแผนที่จะส่งคีอาร์เข้าเรียนเมื่อคีอาร์อายุครบหกปีและเขาได้ทำทะเบียนระบุตัวตนของคีอาร์แล้วด้วย
รับง่ายๆ เลยแฮะ
ฉันจึงจดบันทึกในข้อมูลตัวละครไปว่าโคลว์คือผู้มีพระคุณของคีอาร์ไป และในอนาคตโคลว์คงจะกลายเป็นทั้งพ่อและครูของคีอาร์ไปด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้คีอาร์ได้แสดงก้อนสีดำกลมๆ เท่าลูกปิงปองให้โคลว์ได้เห็น เมื่อโคลว์ได้รู้ความสามารถของเจ้าลูกกลมๆ นั่นเขาก็ทำหน้าจริงจังมากในตอนนั้น
ฉันคิดว่ามันคงเป็นพลังที่อันตรายมากเขาถึงได้แสดงสีหน้าออกมาแบบนั้น ตอนแรกฉันก็ไม่รู้ว่าไอ้ก้อนกลมสีดำมันใช้ทำอะไรจึงขอให้คีอาร์ลองใช้มัน
เขายอมทำตามคำขอของฉันจึงได้แสดงความสามารถของตัวเองให้ฉันดูโดยการสั่งให้เจ้าลูกกลมๆ นั่นกินอาหารบนโต๊ะ ปรากฏว่าก้อนกลมๆ นั่นเขมือบทั้งโต๊ะ มันไม่ได้กินแค่อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างที่คีอาร์ต้องการ มันกินโต๊ะไปเลยล่ะ!!
หายไปในชั่วพริบตาเลยด้วย
ฉันถึงกับกลุ้มใจ มันไม่เหมือนพลังของพระเอก มันโหดเกินไป ฉันคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะบรรยายฉากที่พระเอกกำลังสั่งให้ลูกกลมๆ นั่นกินคนแน่ มันคงน่าสยดสยองน่าดู พระเอกที่มีพลังโหดแบบนี้ต้องมีนิสัยขี้ขลาด หากพระเอกขี้ขลาดเขาจะไม่กล้าใช้พลังมั่วๆ เขาจะงัดออกมาใช้ตอนจำเป็นเท่านั้น
แต่ดูแล้วคีอาร์ไม่น่าใช่พระเอกจำพวกแบบนั้น น่าจะเป็นประเภทพระเอกสุดโหดฆ่าคนตาไม่กะพริบ
อย่างไรก็ตามเพราะฉันที่อยากเห็นพลังของคีอาร์จึงทำให้โต๊ะของร้านอาหารของโคลว์หายไปอันหนึ่ง โคลว์ผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนตลอดเวลาได้แสดงด้านมืดออกมาผ่านบรรยากาศรอบตัว คีอาร์ที่ไม่เคยแสดงท่าทางอะไรชัดเจนนี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงออกมาว่ากลัวโคลว์เอามาก ๆ
โคลว์ได้สั่งให้คีอาร์ไปทำความสะอาดถนนหลังร้านเป็นการลงโทษหลังจากที่บ่นคีอาร์ไปสองสามประโยค
“ขอโทษนะ” ฉันเอ่ยอย่างรู้สึกผิด คีอาร์ไม่พูดอะไร เขาเก็บกวาดเศษขยะหลังร้านเงียบๆ ฉันจึงถอนหายใจ
หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาหนึ่งอาทิตย์ทำให้ฉันรู้ว่าคีอาร์นั้นเป็นเด็กที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากนัก ไม่ถึงกับเย็นชาและไร้ความรู้สึกแต่การแสดงอารมณ์มันน้อยมากสำหรับเด็กวัย 5 ขวบ ฉันควรแก้ไขอารมณ์ความรู้สึกที่เริ่มจะตายด้านของเขาโดยการแนะนำสิ่งดี ๆ และมอบความอบอุ่นให้เขาในฐานะคนในครอบครัว
“แมว...” คีอาร์พึมพำขึ้นมาเมื่อเห็นแมวเดินเลาะกำแพงมา ฉันมองดูว่าเขาจะทำอะไรต่อ ฉันอยากให้เขาก้มลงไปลูบหัวแมวเพราะมันจะทำให้เขามี...
ผัวะ!
...ความอ่อนโยน
ฉันยังไม่ทันจะได้คิดจบคีอาร์ก็ย่อตัวลงและตบหัวแมวดังผลัวะใหญ่ๆ ฉันอ้าปากค้างมองคีอาร์ที่ตบหัวแมวจนมันวิ่งหนีไปไกล เขาทำเหมือนกับตอนที่ฉันพบเขาครั้งแรกในสวนสาธารณะเลย! เนื่องจากตอนนี้เขาหันหลังให้ฉันอยู่ ฉันจึงคาดเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ถึงทำแบบนั้นลงไป ฉันดึงไหล่บางของคีอาร์เบาๆ เพื่อให้เขาหันหน้ามาหาและฉันตั้งใจจะต่อว่าเขา
“คิก” สีหน้าของคีอาร์ดูพอใจอย่างมากในตอนนี้
“คีอาร์...” ฉันทำหน้าเหมือนจะเป็นลมเมื่อพบกับรอยยิ้มแสยะของคีอาร์ ดวงตาสีม่วงสั่นระริกด้วยอารมณ์สนุกสนาน
“ดูมันสิ มันร้องด้วยความเจ็บแล้วรีบวิ่งหนีผม” เขาหัวเราะคิกคักกับตัวเองเนื่องจากรู้สึกสนุกสนานเมื่อได้ทำร้ายแมว ฉันรู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างมาก
ฉันหวังให้นายเป็นพระเอกแสนดี แต่ทำไมนายถึงทำตัวเหมือนตัวร้ายไปได้ล่ะ!?
“คีอาร์ นั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่ควรทำนะ!” ฉันตักเตือนเขาอย่างจริงจัง คีอาร์ขมวดคิ้วไม่พอใจ
“ทำไม?” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ
“เธอห้ามทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอนะ เธอต้องถนอมมันสิ ต้องลูบหัวมันอย่างอ่อนโยนไม่ใช่ตบหัวมัน” ฉันบอกและหวังว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามจะบอก
“อือ...” คีอาร์ขมวดคิ้วแล้วลากเสียงยาวในลำคอ “พอตบหัวมันแล้วผมรู้สึกดีกว่าการไปลูบหัวมันซะอีก” เขาบอกความรู้สึกของตัวเอง เห็นอนาคตเลยว่าเขาจะกลายเป็นสาย S ก่อนที่เขาจะรู้ตัวฉันต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยพวกนี้ของเขาไม่งั้นฉันได้พระเอกสายซาดิสม์มาแทนพระเอกแสนดีแน่
“คนปกติเขาไม่ทำอย่างนั้นหรอกนะ พวกมันน่าสงสารออก พวกเราต้องกอดและลูบมันอย่างอ่อนโยนสิ”
“หมายความว่าผมไม่ปกติ”
เขาฉลาดมาก! เขาตีความหมายที่ฉันสื่ออ้อมๆ ออกไปได้ยังไงกัน! แต่อย่างไรก็ตามคีอาร์ไม่ใช่คนผิดปกติอะไร เขาแค่ไม่มีความคิดเหมือนคนทั่วไปเท่านั้นเพราะไม่ได้รับการสอนมาอย่างถูกต้องต่างหาก ตอนนี้พวกมันน่าจะยังไม่ใช่ความชอบส่วนตัวของคีอาร์ แก้ไขตอนนี้น่าจะยังทัน!
“พี่สาวไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เอาเป็นว่าเราห้ามทำร้ายสิ่งที่อ่อนแอกว่า หากเราทำร้ายพวกที่อ่อนแอกว่าตัวเองก็เท่ากับว่าเรารังแกมัน ซึ่งมันเป็นพฤติกรรมของคนที่ไม่เก่งแต่กลับคิดว่าตัวเองเก่งเพราะสามารถเอาชนะคนที่อ่อนแอกว่าได้ ฟังมันดูไม่เท่เลยใช่ไหมล่ะ?” ฉันคิดว่าประโยคหลังน่าจะใช้ได้นะ หากบอกว่ามันเป็นพฤติกรรมของคนไม่ดีคีอาร์คงยอมรับหน้าตาเฉยว่าตัวเองเป็นคนไม่ดีเหมือนที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ปกติ และที่เสริมคำว่า เท่ ลงไปก็เผื่อมันได้ผลด้วย
ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้คีอาร์เข้าใจคำว่าศักดิ์ศรีรึเปล่าแต่มันน่าจะได้ผลพอสมควร
คีอาร์นิ่งคิดคนเดียวเงียบๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ฉันบอกไป เขาค่อยๆ พยักหน้าอย่างเชื่องช้ากับตัวเอง ฉันหวังว่าเขาจะเข้าใจจริงๆ นะ
วันต่อมาฉันออกไปหาข้อมูลของโลกนี้เพิ่มเติมเพื่อนำมาเขียนเป็นนิยาย ฉันต้องเข้าใจมากกว่านี้ถึงจะอธิบายได้ถูกอารมณ์ ฉันออกไปได้ไม่นานก็กลับมาหาคีอาร์เพราะเป็นห่วงเขา จะด้วยเรื่องอะไรก็ไม่ทราบชัดแต่เมื่อฉันลอยผ่านเส้นทางแห่งหนึ่งฉันก็พบกับคีอาร์ที่กำลังโดนรังแกโดยเด็กแถวนั้น
ฉันอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นร่างเล็กขดตัวอยู่บนพื้นและให้เด็กคนอื่น ๆ กระทืบ
กฎของนักเขียนอีกข้อคือห้ามแทรกแซงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละครเอก....ต่างหูกระดิ่งของฉันส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งขึ้นมา แต่ยังไงฉันก็ทนเห็นเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้! ฉันจึงเข้าไปแกล้งผลักพวกเด็ก ๆ พวกนั้นให้ตกใจกลัว ยังไงเด็กก็คือเด็กพวกเขากลัวที่ไม่เห็นตัวคนที่ทำร้ายจึงหนีไป
ฉันถือว่าเหตุการณ์นี้ยังไม่เข้าสู่เนื้อเรื่องฉันจึงไม่ผิดที่เข้ามาแทรกแซง!
“คีอาร์เป็นอะไรมากรึเปล่า ลุกไหวไหม? ทำไมไม่สู้กลับบ้างล่ะ!” ฉันถามคีอาร์รัวๆ แล้วพยุงเขาให้ลุกขึ้นนั่ง คีอาร์ไม่ร้องไห้หรือแสดงอาการเจ็บปวด เขาเพียงยกมือเช็ดหน้าที่เปื้อนดินของตัวเองเงียบๆ “เธอเจ็บไปทั้งตัวเลย ยอมให้พวกเขาทำร้ายเธอได้ยังไงกัน” ฉันทำหน้าไม่ชอบใจแล้วปัดฝุ่นดินที่ติดตามตัวคีอาร์ออกไป
“พวกนั้นอ่อนแอ แค่ผมใช้พลังพวกนั้นก็จะหายไปแล้ว” คีอาร์ตอบเสียงเรียบ ฉันถึงกับกุมหัวตัวเอง เขาหมายความว่า เขาไม่จำเป็นต้องสู้กับเด็กพวกนั้นเพราะพวกเขาอ่อนแอกว่าสินะ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันบอกเขาเมื่อวาน...
“แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้พวกนั้นรังแกเธอและทำร้ายเธอนะ” ฉันพูดเสียงอ่อย ฉันไม่เหมาะกับการสอนเด็กเลยจริงๆ ฉันพยายามหาคำอธิบายดี ๆ ให้กับเขา “หากมีใครทำร้ายเธอก่อนเธอควรโต้กลับบ้าง แต่ไม่ใช่การฆ่านะ! หากสู้ไม่ได้เธอก็แค่หนีไปไกล ๆ จากพวกนั้น”
“....ยุ่งยาก” คีอาร์มองฉันนิ่งก่อนจะพูดออกมา
“มันไม่ยุ่งยากหรอกนะ แค่หลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายของเธอโดนทำร้ายเอง!” ฉันรู้สึกเหนื่อยใจจัง ฉันควรให้โคลว์สอนเรื่องความเป็นมนุษย์ปกติให้คีอาร์บ้าง มีอย่างที่ไหนให้คนอื่นรังแกง่ายๆ เพียงเพราะเห็นคนพวกนั้นอ่อนแอกว่าตัวเอง ฉันไม่อยากให้เขารังแกใครแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้เขายอมให้คนอื่นรังแกนะ หากพลาดขึ้นมาเขาอาจจะช้ำในตายได้เลยนะ
“....” คีอาร์มองหน้าฉันนิ่งอีกครั้งก่อนจะสะบัดหน้าหนี เข้าใจไหมเนี่ย?
“เอาเถอะ เธอลุกขึ้นได้ไหม? เรากลับร้านของโคลว์กันเถอะ เราควรทำแผลให้เธอ” ฉันพูดเสียงนุ่ม คีอาร์ลุกขึ้นยืนแต่เขาก็โซเซทำท่าจะล้มไป สีหน้าเจ็บปวดของเขาทำให้ฉันรู้ตัวว่าเขาเจ็บขา
เมื่อตรวจดูแล้วฉันก็พบว่ามันบวม ฉันจึงตัดสินใจอุ้มคีอาร์ แขนเล็ก ๆ ของเขากอดคอฉันอย่างตกใจเมื่อฉันอุ้มเขาขึ้นมา สีหน้าแข็งค้างของคีอาร์ทำให้ฉันรู้สึกว่ามันตลก เขาไม่เคยถูกอุ้มรึไงกันนะ ฉันกระชับอ้อมแขนแล้วลงไปเดินไปตามถนนด้วยขาของตัวเอง
“....คนอื่นไม่เห็นคุณไม่ใช่เหรอ” คีอาร์พึมพำอยู่ข้างหู ขณะเดียวกันเขาก็แอบเล่นต่างหูกระดิ่งแก้วของฉัน คาดว่าคีอาร์คงชอบเสียงของมัน ฉันอมยิ้มและลากเสียงยาวในลำคอเมื่อนึกถึงคำถามของคีอาร์ ในตอนนี้คนอื่น ๆ คงเห็นเหมือนกับว่าคีอาร์ตัวลอยขึ้นซะเฉยๆ แน่ หวังว่าจะไม่ตกใจกันมากนะ ยังไงซะที่นี่ก็โลก MP หรือโลกพลังจิตนี่นา
“หากมีใครมาถาม เธอก็ตอบพวกเขาไปว่ามันคือพลังของเธอสิ หรือไม่ก็พี่สาวแสนสวยของผมที่มีพลังล่องหนกำลังอุ้มผมอยู่” ฉันพูดติดตลกและหัวเราะคนเดียว คีอาร์มองฉันตาปริบๆ เขาจ้องอยู่อย่างนั้นจนฉันสงสัยจึงหันไปสบตาเขาตอบ คีอาร์ก้มหน้าหลบทันที
“คือว่า...” เขาพูดอึกอัก แขนของเขากอดคอฉันแน่นขึ้นอย่างประหม่า “ชื่อ...อะไรเหรอ” เขาพูดเสียงเบา แต่เพราะตอนนี้ใบหน้าของเราอยู่ใกล้กันมากฉันจึงได้ยินสิ่งที่เขาพูดชัดเจน
จะว่าไปฉันก็ไม่เคยบอกชื่อตัวเองกับเขาเลยนี่นา
“เรียกพี่สาวว่าเลล่าก็ได้” ฉันบอกนามปากกาของตัวเองออกไป ตอนนี้ฉันอยู่ในฐานะนักเขียนก็ต้องใช้นามปากกาอยู่แล้ว
“เลล่า....เลย์!” คีอาร์พึมพำชื่อของฉันแล้วตะโกนชื่อของฉันที่สั้นลงในประโยคหลังพร้อมรอยยิ้มสดใส “เรียกเลย์ได้ไหม!?” สีหน้าสดใสที่ไม่ค่อยได้เห็นจากคีอาร์ทำให้ฉันไม่ปฏิเสธ
“ได้สิ ตามใจเธอเลย” ฉันถูแก้มของตนเองไปกับหัวของคีอาร์อย่างเอ็นดูเขา เด็กนี่มันน่ารักจริงๆ
เมื่อไปถึงหลังร้านอาหารโคลเวอร์ของโคลว์ฉันก็วางคีอาร์ลงแต่เขาไม่ยอมปล่อยแขนออกจากคอของฉันเลย ดูเหมือนเขาจะติดใจการถูกอุ้มซะแล้ว ดึงเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหลุด จะอุ้มเข้าร้านไปเลยก็ไม่ได้ซะด้วยสิ ฉันจะให้คนอื่นรู้ตัวตนของตัวเองไม่ได้เด็ดขาด เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็หากฉันเริ่มต้นเขียนเข้าเนื้อเรื่อง คนอื่นที่รู้ตัวตนของฉันเกิดหันมาพูดกับฉันและดึงฉันไปในส่วนเนื้อเรื่องสำคัญจะทำยังไง
ฉันไม่สามารถเขียนบรรยายส่วนนั้นได้และหากมันมีผลกับเนื้อเรื่องมันก็ไม่ใช่เรื่องดี นักเขียนต้องมีผลกับเนื้อเรื่องให้น้อยที่สุด
ฉันสามารถทำให้แขนของคีอาร์หลุดจากการเกาะคอของตัวเองได้แล้ว ฉันก็ให้เขาไปหาโคลว์ ซึ่งโคลว์ก็มีท่าทางตกใจเมื่อเห็นสภาพของคีอาร์ เขารีบไปนำอุปกรณ์ทำแผลและเริ่มทำแผลให้กับคีอาร์อย่างเบามือพลางเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงไปด้วย เป็นคุณลุงที่อ่อนโยนจริงๆ
นี่มันพ่อของลูก!
โคลว์เหมาะจะเป็นพ่อบุญธรรมของพระเอกดีนะ เขาต้องสามารถแนะนำคีอาร์ได้หลายอย่างแน่นอน
โคลว์ พ่อบุญธรรมของคีอาร์ยิ้มอ่อนโยนต้อนรับลูกชายบุญธรรมของตัวเองทุกครั้งที่เขากลับมาจากโรงเรียน และเขาคอยเป็นห่วงคีอาร์ทุกครั้งที่คีอาร์กลับมาที่บ้านในสภาพบาดเจ็บ และทุกครั้งเขาก็จะทำแผลให้คีอาร์ไปด้วยดุสั่งสอนคีอาร์ที่ไปมีเรื่องไม่หยุดหย่อนไปด้วย เป็นทั้งพ่อที่แสนอ่อนโยนและครูที่เข้มงวด
น่ารักจัง~~
คีอาร์เองก็รักและเคารพโคลว์ที่เปรียบเสมือนพ่อแท้ๆ ของตนเช่นกัน ยามที่โคลว์มีปัญหาเขาจะยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยผู้มีพระคุณของตัวเอง!
บันทึกแบบนี้ใช้ได้เลยล่ะ!
ในค่ำคืนของวันนี้ฉันก็นอนบนเตียงเดียวกับคีอาร์อย่างเช่นทุกครั้งแต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือคีอาร์ เขาไม่ได้นอนกอดหมอนอย่างเช่นทุกคืนที่เขาทำ คืนนี้คีอาร์กลับเข้ามากอดเอวของฉันแน่นพร้อมกับซุกหน้าลงมาบนหน้าท้องของฉัน
ฉันแปลกใจมาก ทุกครั้งที่ฉันล้มตัวนอนบนเตียงลงข้างๆ เขาจะเว้นระยะห่างไม่ให้เราอยู่ใกล้ชิดกันมากจนเกินไป ที่เขาเปลี่ยนมาทำแบบนี้หมายความว่าเขาเริ่มสนิทใจกับฉันมากขึ้นแล้วใช่ไหม? เมื่อสนิทใจแล้วเขาก็ต้องการความอบอุ่นจากฉันที่เป็นคนที่เขาสนิทใจด้วยมากที่สุด
ฉันกอดเขาตอบอย่างเต็มใจ เป็นแบบนี้ดีเลยล่ะ ฉันจะอยู่เคียงข้างเขาในฐานะพี่สาวผู้มอบความอบอุ่นแบบครอบครัวที่เขาไม่เคยได้รับจากครอบครัวแท้ๆ มาก่อน ถึงถ้านับจากอายุฉันจะสามารถเป็นแม่ของเขาได้เลยก็เถอะ แต่ฉันยังไม่อยากมีลูกชาย!
“เลย์ ผมขอกอดอย่างนี้ทุกวันได้ไหม?” เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันตาแป๋ว ฉันได้เห็นเต็มๆ ในระยะประชิด เขาทำให้ฉันรู้สึกหวั่นไหวกับความน่ารัก
“ได้สิ” เมื่อฉันตอบรับไปเขาก็ซุกหน้าลงไปที่ท้องของฉันอีกครั้งพร้อมเสียงหัวเราะเล็ก ๆ อย่างพอใจ ฉันลูบหัวของเขาเพื่อกล่อมนอนจนกระทั่งพวกเราหลับไปทั้งคู่...
ตอนที่ 3
เขาต้องเป็นพระเอกที่แสนดี!
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป โคลว์ยังคงให้คีอาร์อาศัยอยู่ด้วย เขาไม่ขับไล่คีอาร์แถมยังเลี้ยงดูอย่างดี ดูเหมือนโคลว์ตัดสินใจที่จะรับเลี้ยงคีอาร์แล้ว เพราะเขาได้วางแผนที่จะส่งคีอาร์เข้าเรียนเมื่อคีอาร์อายุครบหกปีและเขาได้ทำทะเบียนระบุตัวตนของคีอาร์แล้วด้วย
รับง่ายๆ เลยแฮะ
ฉันจึงจดบันทึกในข้อมูลตัวละครไปว่าโคลว์คือผู้มีพระคุณของคีอาร์ไป และในอนาคตโคลว์คงจะกลายเป็นทั้งพ่อและครูของคีอาร์ไปด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้คีอาร์ได้แสดงก้อนสีดำกลมๆ เท่าลูกปิงปองให้โคลว์ได้เห็น เมื่อโคลว์ได้รู้ความสามารถของเจ้าลูกกลมๆ นั่นเขาก็ทำหน้าจริงจังมากในตอนนั้น
ฉันคิดว่ามันคงเป็นพลังที่อันตรายมากเขาถึงได้แสดงสีหน้าออกมาแบบนั้น ตอนแรกฉันก็ไม่รู้ว่าไอ้ก้อนกลมสีดำมันใช้ทำอะไรจึงขอให้คีอาร์ลองใช้มัน
เขายอมทำตามคำขอของฉันจึงได้แสดงความสามารถของตัวเองให้ฉันดูโดยการสั่งให้เจ้าลูกกลมๆ นั่นกินอาหารบนโต๊ะ ปรากฏว่าก้อนกลมๆ นั่นเขมือบทั้งโต๊ะ มันไม่ได้กินแค่อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างที่คีอาร์ต้องการ มันกินโต๊ะไปเลยล่ะ!!
หายไปในชั่วพริบตาเลยด้วย
ฉันถึงกับกลุ้มใจ มันไม่เหมือนพลังของพระเอก มันโหดเกินไป ฉันคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะบรรยายฉากที่พระเอกกำลังสั่งให้ลูกกลมๆ นั่นกินคนแน่ มันคงน่าสยดสยองน่าดู พระเอกที่มีพลังโหดแบบนี้ต้องมีนิสัยขี้ขลาด หากพระเอกขี้ขลาดเขาจะไม่กล้าใช้พลังมั่วๆ เขาจะงัดออกมาใช้ตอนจำเป็นเท่านั้น
แต่ดูแล้วคีอาร์ไม่น่าใช่พระเอกจำพวกแบบนั้น น่าจะเป็นประเภทพระเอกสุดโหดฆ่าคนตาไม่กะพริบ
อย่างไรก็ตามเพราะฉันที่อยากเห็นพลังของคีอาร์จึงทำให้โต๊ะของร้านอาหารของโคลว์หายไปอันหนึ่ง โคลว์ผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนตลอดเวลาได้แสดงด้านมืดออกมาผ่านบรรยากาศรอบตัว คีอาร์ที่ไม่เคยแสดงท่าทางอะไรชัดเจนนี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงออกมาว่ากลัวโคลว์เอามาก ๆ
โคลว์ได้สั่งให้คีอาร์ไปทำความสะอาดถนนหลังร้านเป็นการลงโทษหลังจากที่บ่นคีอาร์ไปสองสามประโยค
“ขอโทษนะ” ฉันเอ่ยอย่างรู้สึกผิด คีอาร์ไม่พูดอะไร เขาเก็บกวาดเศษขยะหลังร้านเงียบๆ ฉันจึงถอนหายใจ
หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาหนึ่งอาทิตย์ทำให้ฉันรู้ว่าคีอาร์นั้นเป็นเด็กที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากนัก ไม่ถึงกับเย็นชาและไร้ความรู้สึกแต่การแสดงอารมณ์มันน้อยมากสำหรับเด็กวัย 5 ขวบ ฉันควรแก้ไขอารมณ์ความรู้สึกที่เริ่มจะตายด้านของเขาโดยการแนะนำสิ่งดี ๆ และมอบความอบอุ่นให้เขาในฐานะคนในครอบครัว
“แมว...” คีอาร์พึมพำขึ้นมาเมื่อเห็นแมวเดินเลาะกำแพงมา ฉันมองดูว่าเขาจะทำอะไรต่อ ฉันอยากให้เขาก้มลงไปลูบหัวแมวเพราะมันจะทำให้เขามี...
ผัวะ!
...ความอ่อนโยน
ฉันยังไม่ทันจะได้คิดจบคีอาร์ก็ย่อตัวลงและตบหัวแมวดังผลัวะใหญ่ๆ ฉันอ้าปากค้างมองคีอาร์ที่ตบหัวแมวจนมันวิ่งหนีไปไกล เขาทำเหมือนกับตอนที่ฉันพบเขาครั้งแรกในสวนสาธารณะเลย! เนื่องจากตอนนี้เขาหันหลังให้ฉันอยู่ ฉันจึงคาดเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ถึงทำแบบนั้นลงไป ฉันดึงไหล่บางของคีอาร์เบาๆ เพื่อให้เขาหันหน้ามาหาและฉันตั้งใจจะต่อว่าเขา
“คิก” สีหน้าของคีอาร์ดูพอใจอย่างมากในตอนนี้
“คีอาร์...” ฉันทำหน้าเหมือนจะเป็นลมเมื่อพบกับรอยยิ้มแสยะของคีอาร์ ดวงตาสีม่วงสั่นระริกด้วยอารมณ์สนุกสนาน
“ดูมันสิ มันร้องด้วยความเจ็บแล้วรีบวิ่งหนีผม” เขาหัวเราะคิกคักกับตัวเองเนื่องจากรู้สึกสนุกสนานเมื่อได้ทำร้ายแมว ฉันรู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างมาก
ฉันหวังให้นายเป็นพระเอกแสนดี แต่ทำไมนายถึงทำตัวเหมือนตัวร้ายไปได้ล่ะ!?
“คีอาร์ นั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่ควรทำนะ!” ฉันตักเตือนเขาอย่างจริงจัง คีอาร์ขมวดคิ้วไม่พอใจ
“ทำไม?” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ
“เธอห้ามทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอนะ เธอต้องถนอมมันสิ ต้องลูบหัวมันอย่างอ่อนโยนไม่ใช่ตบหัวมัน” ฉันบอกและหวังว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามจะบอก
“อือ...” คีอาร์ขมวดคิ้วแล้วลากเสียงยาวในลำคอ “พอตบหัวมันแล้วผมรู้สึกดีกว่าการไปลูบหัวมันซะอีก” เขาบอกความรู้สึกของตัวเอง เห็นอนาคตเลยว่าเขาจะกลายเป็นสาย S ก่อนที่เขาจะรู้ตัวฉันต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยพวกนี้ของเขาไม่งั้นฉันได้พระเอกสายซาดิสม์มาแทนพระเอกแสนดีแน่
“คนปกติเขาไม่ทำอย่างนั้นหรอกนะ พวกมันน่าสงสารออก พวกเราต้องกอดและลูบมันอย่างอ่อนโยนสิ”
“หมายความว่าผมไม่ปกติ”
เขาฉลาดมาก! เขาตีความหมายที่ฉันสื่ออ้อมๆ ออกไปได้ยังไงกัน! แต่อย่างไรก็ตามคีอาร์ไม่ใช่คนผิดปกติอะไร เขาแค่ไม่มีความคิดเหมือนคนทั่วไปเท่านั้นเพราะไม่ได้รับการสอนมาอย่างถูกต้องต่างหาก ตอนนี้พวกมันน่าจะยังไม่ใช่ความชอบส่วนตัวของคีอาร์ แก้ไขตอนนี้น่าจะยังทัน!
“พี่สาวไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เอาเป็นว่าเราห้ามทำร้ายสิ่งที่อ่อนแอกว่า หากเราทำร้ายพวกที่อ่อนแอกว่าตัวเองก็เท่ากับว่าเรารังแกมัน ซึ่งมันเป็นพฤติกรรมของคนที่ไม่เก่งแต่กลับคิดว่าตัวเองเก่งเพราะสามารถเอาชนะคนที่อ่อนแอกว่าได้ ฟังมันดูไม่เท่เลยใช่ไหมล่ะ?” ฉันคิดว่าประโยคหลังน่าจะใช้ได้นะ หากบอกว่ามันเป็นพฤติกรรมของคนไม่ดีคีอาร์คงยอมรับหน้าตาเฉยว่าตัวเองเป็นคนไม่ดีเหมือนที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ปกติ และที่เสริมคำว่า เท่ ลงไปก็เผื่อมันได้ผลด้วย
ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้คีอาร์เข้าใจคำว่าศักดิ์ศรีรึเปล่าแต่มันน่าจะได้ผลพอสมควร
คีอาร์นิ่งคิดคนเดียวเงียบๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ฉันบอกไป เขาค่อยๆ พยักหน้าอย่างเชื่องช้ากับตัวเอง ฉันหวังว่าเขาจะเข้าใจจริงๆ นะ
วันต่อมาฉันออกไปหาข้อมูลของโลกนี้เพิ่มเติมเพื่อนำมาเขียนเป็นนิยาย ฉันต้องเข้าใจมากกว่านี้ถึงจะอธิบายได้ถูกอารมณ์ ฉันออกไปได้ไม่นานก็กลับมาหาคีอาร์เพราะเป็นห่วงเขา จะด้วยเรื่องอะไรก็ไม่ทราบชัดแต่เมื่อฉันลอยผ่านเส้นทางแห่งหนึ่งฉันก็พบกับคีอาร์ที่กำลังโดนรังแกโดยเด็กแถวนั้น
ฉันอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นร่างเล็กขดตัวอยู่บนพื้นและให้เด็กคนอื่น ๆ กระทืบ
กฎของนักเขียนอีกข้อคือห้ามแทรกแซงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละครเอก....ต่างหูกระดิ่งของฉันส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งขึ้นมา แต่ยังไงฉันก็ทนเห็นเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้! ฉันจึงเข้าไปแกล้งผลักพวกเด็ก ๆ พวกนั้นให้ตกใจกลัว ยังไงเด็กก็คือเด็กพวกเขากลัวที่ไม่เห็นตัวคนที่ทำร้ายจึงหนีไป
ฉันถือว่าเหตุการณ์นี้ยังไม่เข้าสู่เนื้อเรื่องฉันจึงไม่ผิดที่เข้ามาแทรกแซง!
“คีอาร์เป็นอะไรมากรึเปล่า ลุกไหวไหม? ทำไมไม่สู้กลับบ้างล่ะ!” ฉันถามคีอาร์รัวๆ แล้วพยุงเขาให้ลุกขึ้นนั่ง คีอาร์ไม่ร้องไห้หรือแสดงอาการเจ็บปวด เขาเพียงยกมือเช็ดหน้าที่เปื้อนดินของตัวเองเงียบๆ “เธอเจ็บไปทั้งตัวเลย ยอมให้พวกเขาทำร้ายเธอได้ยังไงกัน” ฉันทำหน้าไม่ชอบใจแล้วปัดฝุ่นดินที่ติดตามตัวคีอาร์ออกไป
“พวกนั้นอ่อนแอ แค่ผมใช้พลังพวกนั้นก็จะหายไปแล้ว” คีอาร์ตอบเสียงเรียบ ฉันถึงกับกุมหัวตัวเอง เขาหมายความว่า เขาไม่จำเป็นต้องสู้กับเด็กพวกนั้นเพราะพวกเขาอ่อนแอกว่าสินะ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันบอกเขาเมื่อวาน...
“แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้พวกนั้นรังแกเธอและทำร้ายเธอนะ” ฉันพูดเสียงอ่อย ฉันไม่เหมาะกับการสอนเด็กเลยจริงๆ ฉันพยายามหาคำอธิบายดี ๆ ให้กับเขา “หากมีใครทำร้ายเธอก่อนเธอควรโต้กลับบ้าง แต่ไม่ใช่การฆ่านะ! หากสู้ไม่ได้เธอก็แค่หนีไปไกล ๆ จากพวกนั้น”
“....ยุ่งยาก” คีอาร์มองฉันนิ่งก่อนจะพูดออกมา
“มันไม่ยุ่งยากหรอกนะ แค่หลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายของเธอโดนทำร้ายเอง!” ฉันรู้สึกเหนื่อยใจจัง ฉันควรให้โคลว์สอนเรื่องความเป็นมนุษย์ปกติให้คีอาร์บ้าง มีอย่างที่ไหนให้คนอื่นรังแกง่ายๆ เพียงเพราะเห็นคนพวกนั้นอ่อนแอกว่าตัวเอง ฉันไม่อยากให้เขารังแกใครแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้เขายอมให้คนอื่นรังแกนะ หากพลาดขึ้นมาเขาอาจจะช้ำในตายได้เลยนะ
“....” คีอาร์มองหน้าฉันนิ่งอีกครั้งก่อนจะสะบัดหน้าหนี เข้าใจไหมเนี่ย?
“เอาเถอะ เธอลุกขึ้นได้ไหม? เรากลับร้านของโคลว์กันเถอะ เราควรทำแผลให้เธอ” ฉันพูดเสียงนุ่ม คีอาร์ลุกขึ้นยืนแต่เขาก็โซเซทำท่าจะล้มไป สีหน้าเจ็บปวดของเขาทำให้ฉันรู้ตัวว่าเขาเจ็บขา
เมื่อตรวจดูแล้วฉันก็พบว่ามันบวม ฉันจึงตัดสินใจอุ้มคีอาร์ แขนเล็ก ๆ ของเขากอดคอฉันอย่างตกใจเมื่อฉันอุ้มเขาขึ้นมา สีหน้าแข็งค้างของคีอาร์ทำให้ฉันรู้สึกว่ามันตลก เขาไม่เคยถูกอุ้มรึไงกันนะ ฉันกระชับอ้อมแขนแล้วลงไปเดินไปตามถนนด้วยขาของตัวเอง
“....คนอื่นไม่เห็นคุณไม่ใช่เหรอ” คีอาร์พึมพำอยู่ข้างหู ขณะเดียวกันเขาก็แอบเล่นต่างหูกระดิ่งแก้วของฉัน คาดว่าคีอาร์คงชอบเสียงของมัน ฉันอมยิ้มและลากเสียงยาวในลำคอเมื่อนึกถึงคำถามของคีอาร์ ในตอนนี้คนอื่น ๆ คงเห็นเหมือนกับว่าคีอาร์ตัวลอยขึ้นซะเฉยๆ แน่ หวังว่าจะไม่ตกใจกันมากนะ ยังไงซะที่นี่ก็โลก MP หรือโลกพลังจิตนี่นา
“หากมีใครมาถาม เธอก็ตอบพวกเขาไปว่ามันคือพลังของเธอสิ หรือไม่ก็พี่สาวแสนสวยของผมที่มีพลังล่องหนกำลังอุ้มผมอยู่” ฉันพูดติดตลกและหัวเราะคนเดียว คีอาร์มองฉันตาปริบๆ เขาจ้องอยู่อย่างนั้นจนฉันสงสัยจึงหันไปสบตาเขาตอบ คีอาร์ก้มหน้าหลบทันที
“คือว่า...” เขาพูดอึกอัก แขนของเขากอดคอฉันแน่นขึ้นอย่างประหม่า “ชื่อ...อะไรเหรอ” เขาพูดเสียงเบา แต่เพราะตอนนี้ใบหน้าของเราอยู่ใกล้กันมากฉันจึงได้ยินสิ่งที่เขาพูดชัดเจน
จะว่าไปฉันก็ไม่เคยบอกชื่อตัวเองกับเขาเลยนี่นา
“เรียกพี่สาวว่าเลล่าก็ได้” ฉันบอกนามปากกาของตัวเองออกไป ตอนนี้ฉันอยู่ในฐานะนักเขียนก็ต้องใช้นามปากกาอยู่แล้ว
“เลล่า....เลย์!” คีอาร์พึมพำชื่อของฉันแล้วตะโกนชื่อของฉันที่สั้นลงในประโยคหลังพร้อมรอยยิ้มสดใส “เรียกเลย์ได้ไหม!?” สีหน้าสดใสที่ไม่ค่อยได้เห็นจากคีอาร์ทำให้ฉันไม่ปฏิเสธ
“ได้สิ ตามใจเธอเลย” ฉันถูแก้มของตนเองไปกับหัวของคีอาร์อย่างเอ็นดูเขา เด็กนี่มันน่ารักจริงๆ
เมื่อไปถึงหลังร้านอาหารโคลเวอร์ของโคลว์ฉันก็วางคีอาร์ลงแต่เขาไม่ยอมปล่อยแขนออกจากคอของฉันเลย ดูเหมือนเขาจะติดใจการถูกอุ้มซะแล้ว ดึงเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหลุด จะอุ้มเข้าร้านไปเลยก็ไม่ได้ซะด้วยสิ ฉันจะให้คนอื่นรู้ตัวตนของตัวเองไม่ได้เด็ดขาด เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็หากฉันเริ่มต้นเขียนเข้าเนื้อเรื่อง คนอื่นที่รู้ตัวตนของฉันเกิดหันมาพูดกับฉันและดึงฉันไปในส่วนเนื้อเรื่องสำคัญจะทำยังไง
ฉันไม่สามารถเขียนบรรยายส่วนนั้นได้และหากมันมีผลกับเนื้อเรื่องมันก็ไม่ใช่เรื่องดี นักเขียนต้องมีผลกับเนื้อเรื่องให้น้อยที่สุด
ฉันสามารถทำให้แขนของคีอาร์หลุดจากการเกาะคอของตัวเองได้แล้ว ฉันก็ให้เขาไปหาโคลว์ ซึ่งโคลว์ก็มีท่าทางตกใจเมื่อเห็นสภาพของคีอาร์ เขารีบไปนำอุปกรณ์ทำแผลและเริ่มทำแผลให้กับคีอาร์อย่างเบามือพลางเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงไปด้วย เป็นคุณลุงที่อ่อนโยนจริงๆ
นี่มันพ่อของลูก!
โคลว์เหมาะจะเป็นพ่อบุญธรรมของพระเอกดีนะ เขาต้องสามารถแนะนำคีอาร์ได้หลายอย่างแน่นอน
โคลว์ พ่อบุญธรรมของคีอาร์ยิ้มอ่อนโยนต้อนรับลูกชายบุญธรรมของตัวเองทุกครั้งที่เขากลับมาจากโรงเรียน และเขาคอยเป็นห่วงคีอาร์ทุกครั้งที่คีอาร์กลับมาที่บ้านในสภาพบาดเจ็บ และทุกครั้งเขาก็จะทำแผลให้คีอาร์ไปด้วยดุสั่งสอนคีอาร์ที่ไปมีเรื่องไม่หยุดหย่อนไปด้วย เป็นทั้งพ่อที่แสนอ่อนโยนและครูที่เข้มงวด
น่ารักจัง~~
คีอาร์เองก็รักและเคารพโคลว์ที่เปรียบเสมือนพ่อแท้ๆ ของตนเช่นกัน ยามที่โคลว์มีปัญหาเขาจะยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยผู้มีพระคุณของตัวเอง!
บันทึกแบบนี้ใช้ได้เลยล่ะ!
ในค่ำคืนของวันนี้ฉันก็นอนบนเตียงเดียวกับคีอาร์อย่างเช่นทุกครั้งแต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือคีอาร์ เขาไม่ได้นอนกอดหมอนอย่างเช่นทุกคืนที่เขาทำ คืนนี้คีอาร์กลับเข้ามากอดเอวของฉันแน่นพร้อมกับซุกหน้าลงมาบนหน้าท้องของฉัน
ฉันแปลกใจมาก ทุกครั้งที่ฉันล้มตัวนอนบนเตียงลงข้างๆ เขาจะเว้นระยะห่างไม่ให้เราอยู่ใกล้ชิดกันมากจนเกินไป ที่เขาเปลี่ยนมาทำแบบนี้หมายความว่าเขาเริ่มสนิทใจกับฉันมากขึ้นแล้วใช่ไหม? เมื่อสนิทใจแล้วเขาก็ต้องการความอบอุ่นจากฉันที่เป็นคนที่เขาสนิทใจด้วยมากที่สุด
ฉันกอดเขาตอบอย่างเต็มใจ เป็นแบบนี้ดีเลยล่ะ ฉันจะอยู่เคียงข้างเขาในฐานะพี่สาวผู้มอบความอบอุ่นแบบครอบครัวที่เขาไม่เคยได้รับจากครอบครัวแท้ๆ มาก่อน ถึงถ้านับจากอายุฉันจะสามารถเป็นแม่ของเขาได้เลยก็เถอะ แต่ฉันยังไม่อยากมีลูกชาย!
“เลย์ ผมขอกอดอย่างนี้ทุกวันได้ไหม?” เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันตาแป๋ว ฉันได้เห็นเต็มๆ ในระยะประชิด เขาทำให้ฉันรู้สึกหวั่นไหวกับความน่ารัก
“ได้สิ” เมื่อฉันตอบรับไปเขาก็ซุกหน้าลงไปที่ท้องของฉันอีกครั้งพร้อมเสียงหัวเราะเล็ก ๆ อย่างพอใจ ฉันลูบหัวของเขาเพื่อกล่อมนอนจนกระทั่งพวกเราหลับไปทั้งคู่...