ตอน 1

“ฮือๆ..อือ..ฮื่อๆๆ..”

ณ บ้านแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครแม้นที่นี่จะมีชื่อว่าเมืองที่ไม่เคยหลับไหลแต่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้เมื่อเลยกลางดึกบ้านแทบทุกหลังก็เงียบสงัดต่างจากบ้านของพราวมุกที่มีเพื่อนสาวที่กำลังอกหักอย่างณจันทร์ร้องห่มร้องให้เจียนขาดใจ

“จันทร์เอ้ย..จะเป็นปกติได้เมื่อไรล่ะเนี่ย”

พราวมุกสาวสวยร่างสูงเอ่ยกับณิชาเพื่อนรักอีกคนที่ยืนกอดอกมองณจันทร์กันอยู่ห่างๆ ทั้งสองรู้ว่าณจันทร์เป็นคนที่อ่อนแอและอ่อนไหวง่ายแต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเห็นเพื่อนรักเสียใจปานขาดใจเช่นนี้

“เราเข้าไปหาจันทร์ดีมั้ย”

“หนม..”

ยังไม่ทันที่สาวแว่นตัวเล็กอย่างณิชาจะเลื่อนประตูกระจกไปที่ห้องนั่งเล่นเธอก็ถูกพราวมุกดึงแขนเอาไว้ก่อน

“ตัวก็รู้ว่าจันทร์ไม่ชอบให้เราเห็นอาการเสียใจขืนเราเข้าไปจันทร์ก็ทำตัวเข้มแข็งไม่ยอมปล่อยความเสียใจออกมาอีกให้จันทร์ได้ร้องระบายความทุกข์ออกมาให้มากที่สุดดีกว่าพรุ่งนี้เราค่อยชวนจันทร์ทำกิจกรรมอย่างอื่นให้สบายใจขึ้น”

“ก็จริงอย่างที่ตัวว่านะพราว...ทำไมโชคชะตาถึงได้เล่นตลกกับจันทร์ขนาดนี้นะ”

ณิชาหน้าเสียเธอสองจิตสองใจแต่ก็ยอมปล่อยให้ณจันทร์ร้องให้ไปคนเดียวไปก่อนแอบสงสารเพื่อนรักจับหัวใจเพราะเด็กกำพร้าอย่างพวกเธอถือว่าอาภัพพ่อแม่อยู่แล้วตอนนี้ยังต้องมาดูเพื่อนอาภัพเรื่องความรักอีก

สามสาวณจันทร์พราวมุกและณิชาเป็นเด็กในบ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมดูแลโดยแม่ครูดวงเดือนทั้งสามมาอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังแบเบาะมาในวันและเวลาที่ไล่เลี่ยกันมากแม้นจะมีบุคลิกลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันพอสมควรแต่ทั้งสามก็เข้ากันได้ดีและเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่เล็กจนโต

ณจันทร์เป็นหญิงสาวน่าตาน่ารักน่าชังตัวเล็กไม่สูงมากผิวขาวผมีดำตรงสลวยจนถึงกลางหลังใบหน้าของเธอเป็นรูปไข่คิ้วบางได้รูปดวงตากลมโตขนตางอนยาวปากนิดจมูกหน่อย เป็นคนที่ดูท่าจะอ่อนแอที่สุดในสามคนแต่ลึกๆแล้วเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวที่สุดก็ว่าได้

ณิชามีผมสีน้ำตาลหยักศกยาวประบ่าขนาดตัวพอๆกับณจันทร์เธอพอจะมีทรวดทรงองเอวและดูมีเนื้อมีหนังกว่าณจันทร์เล็กน้อยสาวเจ้าเป็นคนหน้ากลมสวมแว่นหนาเพราะเป็นคนสายตาสั้นมาตั้งแต่เด็กๆ คิ้วเรียวสวยและดวงตากลมโตดั่งลูกแมวน้อยของเธอจึงถูกแว่นหนาๆบดบังอยู่แทบจะตลอดเวลา จมูกมีความโด่งเล็กน้อยโค้งมนตรงปลายดั่งลูกชมพู่ริมฝีปากบางได้รูปมีแก้มเป็นพวง ณิชาเป็นคนที่ค่อนข้างเรียบร้อย แอบโก๊ะเล็กน้อยเพราะความที่ชอบทำอะไรซุ่มซ่ามแทบจะตลอดเวลา

ในส่วนของพราวมุกเธอดูโดดเด่นที่สุดในทั้งสามคนเพราะเป็นคนที่สวยเทียบกับนางแบบเลยก็ว่าได้เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างสูงผมยาวดกดำสลวยหน้าเรียวสวยคิ้วเข้มตาคมจมูกโด่งปากหนาเป็นกระจับเรียกได้ว่าเครื่องหน้าเครื่องตัวครบ และเป็นคนที่ดูมั่นใจมากที่สุดในทั้งสาม เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างท้าชนได้กับทุกเรื่อง แต่ลึกๆแล้วเธอก็ชอบเอาความเข้มแข็งปกปิดความอ่อนแอในใจเท่านั้น และไม่นานมานี้เธอก็พึ่งได้รู้ว่าตัวเองเป็นถึงทายาทเศรษฐีที่ถูกตามหาตัวตั้งแต่เด็ก แม้จะรู้ตัวว่าโชคดีที่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นใครและได้มีมรดกเป็นพันล้านไว้ให้ได้ใช้แต่เธอก็ยังมีความโชคร้ายที่มารู้ว่ามีพ่อแม่ก็เมื่อตอนที่พวกท่านทั้งสองเสียไปแล้วเท่านั้นหนำซ้ำญาติมิตรก็ไม่มีใครเหลือไว้ให้ได้เคารพกันสักคน

+++

เพล้ง..เพล้ง

ในห้องวีไอพีของผับหรูย่านใจกลางเมืองตอนนี้มีนนทวัตรประธานหนุ่มมาดเนี้ยบที่กำลังเมาได้ที่นอนกลิ้งไปมาบนโซฟามือไม้ปีดป่ายกวาดขวดน้ำเมาหล่นล่วงกระจายสภาพของประธานหนุ่มตอนนี้สลัดคราบความเนี้ยบออกไปสิ้นเชิง

“เฮ้อ..”

กวินเจ้าของผับหรูยืนกอดอกมองสภาพเพื่อนที่กำลังมีแผลใจด้วยสายตาเวทนาตอนนี้สิ่งที่เขาทำให้นนทวัตรได้ก็คงจะเป็นการดูแลอยู่ห่างๆให้เพื่อนนั้นระบายความเสียใจออกมาให้พอเท่านั้น

นนทวัตร เสธวัฒน์สกุล เขาเป็นลูกชายคนสุดท้องของภัทรพลและอนงค์นาถ เสธวัฒน์สกุล เจ้าของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตอนนี้ชายหนุ่มขึ้นแท่นเป็นท่านประธานช่วยกันกับพี่ชายคนกลางในการบริหารรีสอร์ทในต่างจังหวัดในเครือบริษัทแม่ในวัยเพียง31ย่าง32เท่านั้น เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างหล่อเหลามาดเนี้ยบ สูง185รูปร่างกำยำ หน้าตาคมไร้หนวดเคราเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้าน ทรงผมรองทรงสูง บุคลิกสุขุมนุ่มลึกเฉกเช่นคนเป็นพ่อ เขายังมีความเอาแต่ใจเล็กน้อยตามประสาน้องเล็กของบ้านแต่รักครอบครัวและศักดิ์ศรีเป็นที่สุด

ในส่วนของกวิน คาลเซอร์ ชายหนุ่มลูกครึ่งไทยอังกฤษเจ้าของผับหรูโรงพยาบาลเอกชนและบริษัทจิวเวอรี่วัย32เป็นเพื่อนกับกับนนทวัตรมาตั้งแต่เรียนที่เมืองนอกด้วยกัน ชายหนุ่มเป็นคนสูงใหญ่เกือบจะสองเมตรได้ เขาเป็นผู้ชายหน้าหวานตาสีฟ้าผมสีน้ำตาลทองหม่นจมูกโด่งเป็นสัน นิสัยค่อนข้างขี้เล่นอัธยาศัยดี แต่เมื่ออยู่ในโหมดของการทำงานเขาก็จะจริงจังทุกอย่างเพราะต้องการทำงานออกมาให้เพอเฟ็คที่สุดนนทวันตรเองก็มีนิสัยจริงจังเรื่องงานเช่นนี้เหมือนกันพวกเขาทั้งสองจึงสนิทกันมาก

เช้าวันต่อมา

“เมื่อคืนจันทร์ร้องจนหลับไปตรงนี้เลยหรอ”

พราวมุกเดินลงมาจากชั้นบนเห็นณิชายืนกอดอกจ้องอะไรบางอย่างที่ห้องนั่งเล่นพอเธอเดินเข้ามาถึงตัวณิชาก็ต้องยกมือเรียวทั้งสองกดอกตามณิชาไปด้วยอีกคนเพราะรู้ได้ทันทีเลยว่าเมื่อคืนณจันทร์คงร้องให้จนผลอยหลับไปไม่ได้ขึ้นไปนอนบนห้อง

“อืม..”

ณิชาพยักหน้าเล็กน้อยทั้งยังมองไปยังเพื่อนรักด้วยสายตาของความสงสารสุดหัวใจ

“จันทร์เป็นอะไรล่ะลูก”

สองสาวถลึงตามองหน้ากันด้วยอาการตกใจก่อนจะหันมายังต้นเสียง

“แม่ครู”

ณิชาและพราวมุกรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เธอต้องนั่งอธิบายเรื่องราวกับแม่ครูยาวแน่นอน

ตอน 2

เรื่องราวก่อนหน้า

ณ เมืองใหญ่ของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนริมฟุตบาทใล้กับบีทีเอสแห่งหนึ่งค่อนข้างคึกคักเพราะเต็มไปด้วยผู้คนที่จับจ่ายซื้ออาหารเย็นกลับไปทานที่พักหลังเลิกงานบางกลุ่มก็นั่งสังสรรค์กันเพราะวันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์แต่กลุ่มที่นั่งทานอาหารกันแล้วดูท่าจะไม่เฮฮาก็เป็นกลุ่มของณจันทร์พราวมุกและณิชา เพราะวันนี้มีข่าวร้ายก็คือณจันทร์ถูกไล่ออกโดยเรื่องไม่เป็นเรื่องในขณะที่ชีวิตของเธอกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต

“ทำไมโชคไม่ดีแบบนี้นะแม่ครูกำลังป่วยเค้ายังมาตกงานตอนนี้อีก”

ณจันทร์เอ่ยเสียงอ่อนเขี่ยช้อนไปมาบนจานข้าวพลาสติกสีฟ้าแม้นอาหารตรงหน้าจะเรียงรายไปด้วยของอร่อยและท้องของเธอก็ส่งเสียงร้องครวญครางเรียกร้องอาหารแต่เธอก็ไม่อยากตักมันเข้าปากแม้แต่คำเดียวเพราะเครียดที่มาตกงานช่วงที่แม่ครูของเธอป่วยและต้องการใช้เงินในการรักษา

“เพราะยัยน้ำเน่านั่นแท้ๆเลยงี่เง่าสารพัดไม่ถูกชะตาตั้งแต่เห็นหน้าแล้ว”

พราวมุกสบถอย่างคนอารมณ์เสียเพราะเธอรู้ตั้งแต่แรกว่าน้ำหนึ่งลูกสาวของเจ้าของบริษัทบัญชีที่เธอและณจันทร์ทำงานอยู่ไม่ชอบพวกเธอตั้งแต่เข้าไปสมัครงานกันแล้วยิ่งพักหลังมานี้น้ำหนึ่งมาบริหารงานแทนพ่อของตัวเองเธอและณจันทร์ก็ชอบถูกหมายหัวเป็นพิเศษทำงานเสร็จแล้วก็ถูกให้แก้งานบ้างแกล้งให้อยู่จนดึกบ้างแล้วนี่ล่าสุดก็เล่นงานณจันทร์เรื่องทำงานไม่เรียบร้อยและไล่ออกตามอำเภอใจอีกตอนนี้พราวมุกก็ต้องทำงานที่นั่นโดยไม่มีณจันทร์เป็นเพื่อนไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง

“ช่างมันเถอะพราวไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องไม่ดีแล้ว”

ณิชาปรามให้พราวมุกเลิกพูดถึงคนที่ไม่น่าพูดถึงไหนๆณจันทร์ก็ถูกไล่ออกแล้วหากพูดอะไรมากก็จะเป็นการตอกย้ำความเสียใจของณจันทร์อีกณิชาแม้จะไม่ได้อยู่บริษัทเดียวกับเพื่อนรักทั้งสองแต่เธอก็พอรู้กิตติศัพท์ของน้ำหนึ่งจากปากพราวมุกอยู่บ้างเพราะพักหลังมานี้เพื่อนเธอกลับมาบ่นถึงผู้หญิงคนนี้ทุกวัน

“โสไม่รู้ว่าตะวันทำแบบนี้เพื่ออะไรทั้งที่ยอมรับปากที่จะหมั้นแล้วแท้ๆ”

โสภิตาที่นั่งอยู่ยนรถตู้คันหรูด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวเธอเอ่ยกับสารภีพี่สาวของเธออย่างอ่อนใจกับลูกสาวคนเดียวที่ขยันสร้างเรื่องให้เธอได้ปวดหัวอยู่บ่อยๆ เธอสังหรณ์ใจเอาไว้ตั้งแต่คราแรกแล้วว่าปานตะวันลูกสาวของเธอจะต้องทำเรื่องอะไรก่อนที่วันงานหมั้นจะมาถึงแน่

“บ่นลูกตอนนี้ก็ไม่ได้อะไรหรอกโสเธอก็รู้ว่ายัยตะวันชอบทำอะไรที่คาดเดาอะไรไม่ได้อยู่แล้วตอนนี้ที่ทำได้ก็คือภาวนาให้นักสืบตามตัวกลับมาได้เร็วๆเท่านั้น”

สารภีเห็นว่าพวกเธอคงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากรอพึ่งนักสืบ

“เดี๋ยวโชคจอดรถก่อน”

โสภิตาดูจะมีความหวังอีกครั้งเพราะสายตาของเธอดันเหลือบไปเห็นใครบางคนที่คิดว่าเป็นลูกสาวของตัวเองแน่ๆจึงสั่งให้โชคคนขับรถจอดกะทันหัน

“ครับคุณโส”

“มีอะไรยัยโส”

สารภีเห็นท่าทีร้อนรนของโสภิตาเธอก็หันซ้ายหันขวาตามน้องสาวเช่นที่น้องเธอทำในตอนนี้

“เหมือนโสเห็นตะวันค่ะ”

ยังไม่ทันได้หันมาคุยกับสารภีให้รู้เรื่องดีเมื่อรถจอดได้โสภิตาก็รีบลงจากรถสาวเท้าก้าวสับย้อนไปที่ร้านอาหารริมฟุตบาทใกล้กับสะพานลงจากบีทีเอสทันที

“ยัยโส”

สารภีที่เรียกน้องไม่ทันเธอก็ต้องลงรถตามโสภิตาไปติดๆเพราะเชื่อว่ายังไงน้องสาวเธอก็ต้องตาฝาดเพราะคนอย่างปานตะวันไม่มาเดินข้างถนนเช่นนี้แน่นอนหากเป็นห้างหรูหรือหน้าร้านอาหารดีๆก็ว่าไปอย่าง

“ตะวัน”

เสียงเรียกของใครบางคนที่กำลังยืนใกล้กับโต๊ะของณจันทร์ทำสามสาวรีบหันตามต้นเสียงกันเป็นตาเดียว

“คุณน้าเรียกใครหรอคะ”

เป็นพราวมุกที่เอ่ยถามผู้หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวดีดูมีชาติตระกูลแต่สีหน้าดูเศร้าหมองจนสามสาวรับรู้ได้ทั้งที่ยังมองได้ไม่นานและเป็นณจันทร์ที่มองไปยังหญิงวัยกลางคนตรงหน้าตาเขม็งสายตาของเธอมองเพ่งอย่างละเอียดด้วยรู้สึกคุ้นเคยกับคนตรงหน้าแปลกๆคุ้นจากในความรู้สึกแต่รู้ตัวว่ายังไงเธอก็เคยพบเจอกับผู้หญิงคนนี้มาก่อน

“อ..เอ่อ..ฉันคงจำคนผิดขอโทษด้วยนะหนู”

โสภิตามองไปยังหญิงสาวที่หน้าตาเหมือนลูกสาวของเธอมากแต่ลักษณะองค์ประกอบด้านอื่นเช่นทรงผมการแต่งตัวหรือแม้กระทั่งเพื่อนๆที่นั่งอยู่ด้วยกันเมื่อมามองใกล้ๆเช่นนี้เธอก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ปานตะวันลูกสาวของเธอ

“โส..นี่..”

สารภีที่เดินตามโสภิตามาติดๆเมื่อมองไปยังหญิงสาวคนที่โสภิตามองเธอก็เกิดตกใจเล็กน้อยแต่ยังไม่ได้พูดอะไรก็ถูกโสภิตาดึงมือให้หันหลังกลับไปเสียก่อน

“โสจำคนผิดค่ะกลับกันเถอะค่ะพี่สา”

“แต่เด็กคนนั้น...”

สารภีเอ่ยเสียงเบากระซิบกระซาบกับโสภิตาขณะที่จูงมือกันเดินกลับไปที่รถ

“เหมือนตะวันมากใช่มั้ยคะ”

“ใช่”

“พี่สาคะขึ้นรถเถอะค่ะ”

โสภิตามองยังพี่สาวของเธอที่ยืนทำท่าคิดไม่ตกไม่ยอมขึ้นรถเสียทีจนเธอต้องเรียกเพราะตอนนี้รถที่ตามหลังมากำลังบีบแตรไล่กันแล้ว

“เอ่อ..อืม”

เมื่อสารภีขึ้นรถได้โชคก็ตีไฟเลี้ยวขอทางเพื่อขับรถออกไปทันที

“คุณน้าคนเมื่อกี้เค้าดูเศร้าแปลกๆเนอะ”

ณิชาเห็นผู้หญิงวัยกลางคนทั้งสองลับตาไปได้เธอก็พูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา

“นั่นสิ”

ณจันทร์ชะเง้อมองรถตู้คันหรูที่พึ่งแล่นออกไปจนสุดลูกตาแอบรู้สึกหดหู่กับสายตาของผู้หญิงคนที่มาทักพวกเธอเมื่อครู่อย่างบอกไม่ถูก

“เห็นเหมือนกัน”

พราวมุกพยักหน้าเห็นด้วยกันสองสาวก่อนตักข้าวเข้าปากคำโตทั้งคิดในใจอย่างคนปลงว่าไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจนต่างก็มีเรื่องที่ต้องให้ทุกข์กันทั้งนั้น

“โชค..ขับรถกลับไปส่งพวกฉันที่ที่จอดเมื่อกี้”

สารภีคิดอะไรออกก่อนจะเอ่ยปากบอกให้โชคหาที่กลับรถ

“ครับคุณสา”

“กลับไปทำอะไรคะพี่สา”

โสภิตาหันมองพี่สาวเธอด้วยสีหน้าฉงน

“พี่คิดอะไรบางอย่างออก..ขอให้เด็กคนนั้นยังอยู่ที่ร้านนั้นด้วยเถอะ”

คำพูดของสารภียิ่งสร้างความสงสัยให้โสภิตามากขึ้นกว่าเดิม

ตอน 3

20.00 น.

สามสาวนั่งล้อมวงมองหน้ากันในห้องพักห้องน้อยของพวกเธอเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะกลับมทำให้พวกเธอมีอะไรที่จะต้องคิดหนักอยู่พอสมควร

เหตุการณ์หลังจากที่สารภีให้โชควนรถกลับไปเพราะสารภีต้องการทำความรู้จักกับสามสาวและวานให้ณจันทร์ช่วยปลอมตัวเป็นหลานสาวของเธอจนกว่าจะถึงวันหมั้นโดยตอบแทนเป็นเงินหนึ่งก้อน

“ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนที่เหมือนจันทร์อย่างกับฝาแฝดแน่ะ”

เป็นพราวมุกเริ่มเปิดประเด็นทะลายความเงียบที่เกิดขึ้นเพราะเธอแอบทึ่งในใจพอสมควรหลังจากที่สารภีเปิดรูปหลานของเธอให้ดูไม่คิดว่าหน้าตารูปร่างของณจันทร์จะไปเหมือนกับปานตะวันลูกของโสภิตาขนาดนั้น

“ตอนแรกเค้าก็ตกใจเหมือนกันถึงว่าทำไมคุณน้าถึงได้มาทักด้วยสีหน้าเศร้าๆแบบนั้น”

ณจันทร์เองก็ตกใจไม่ต่างจากเพื่อนทั้งสองแอบเห็นใจโสภิตาลึกๆที่จู่ๆลูกสาวก็หายตัวไปทำให้ทุกข์ใจจนสีหน้าหม่นหมองอยู่ตลอดเวลา

“แล้วข้อเสนอที่พวกเค้าให้มาตัวว่าไงอะจันทร์จะรับมั้ย”

ณิชาเกริ่นถามณจันทร์ด้วยอยากรู้คำตอบที่ณจันทร์ยังไมได้ให้กับโสภิตาและสารภี

“อันที่จริงเค้าไม่อยากที่จะโกหกใครเลย..แต่เงินที่คุณน้าเค้าเสนอมาให้จำนวนเงินก้อนนั้นมันทำให้แม่ครูผ่าตัดได้โดยที่ไม่ต้องรอคิว”

สีหน้าของณจันทร์ตอนนี้ดูลำบากใจพอสมควร

“แต่ตัวก็ไม่ต้องโกหกนานไม่ใช่หรอแค่งานหมั้นจบทุกอย่างก็จบดีไม่ดีคุณน้าเค้าอาจจะตามตัวลูกสาวเค้าเจอก่อนวันงานก็ได้”

พราวมุกรู้ว่าณจันทร์เป็นคนตรงไปตรงมาแค่ไหนรู้ว่าเพื่อนเธอลำบากใจหากเปลี่ยนเป็นเธอทำแทนได้คงดี

“เอาเป็นว่าเค้าจะรับงานนี้เพื่อแม่ครู”

ณจันทร์มองหน้าสองสาวที่รอฟังคำตอบของเธอก่อนจะตัดสินใจตกลงที่จะรับงานนี้ด้วยชั่งน้ำหนักดูแล้วเธอคิดว่าชีวิตของแม่ครูสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด

“พวกเราจะคอยสู้อยู่ข้างๆเสมอมีอะไรให้ช่วยก็บอกนะจันทร์”

พราวมุกโผเข้ากอดณจันทร์รู้สึกขอบคุณเพื่อนจากหัวใจที่เสียสละตัวเองเพื่อแม่ครู

“ตัวทำทุกอย่างได้อย่างราบรื่นอยู่แล้วล่ะ”

ณิชาโผรวบกอดเพื่อนทั้งสองสร้างพลังบวกให้ณจันทร์มีกำลังใจทำสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจทำรู้ว่าเรื่องนี้ทำให้ณจันทร์ลำบากใจพอสมควรแต่ก็ยังเลือกที่จะทำเพราะฉะนั้นเธอที่เป็นคนใกล้ชิดก็ต้องให้กำลังใจณจันทร์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เช้าวันต่อมา

“ณจันทร์ยอมตกลงแล้วนะ..เธอพึ่งโทรบอกพี่เมื่อคืน”

สารภีบอกกับโสภิตาที่พึ่งลงมาทานอาหารเช้าด้วยกัน

“ทำไมเธอยอมตกลงง่ายๆล่ะคะดูตอนที่เราพูดเรื่องที่จะให้เธอทำดูเธอลำบากใจพอสมควรเลย”

“ก็เงินที่เราเสนอให้มากพอสมควร..พี่คิดแต่แรกแล้วว่ายังไงณจันทร์ก็ต้องยอมตกลง”

“จะว่าไปโสก็รู้สึกคุ้นเคยกับณจันทร์แปลกๆนะคะ”

โสภิตาแอบนึกถึงสายตาของณจันทร์แม้จะมองกันไม่นานแต่สายตาคู่นั้นก็ทำให้เธอนึกถึงได้แทบจะตลอดเวลา

“ก็คงจะเป็นเพราะเธอเหมือนกับปานตะวันมากนั่นแหละ”

“คงอย่างนั้นค่ะ..อีกอย่างโสใจไม่ค่อยดีเท่าไรที่ต้องหลอกลวงทางบ้านของคุณพล”

“หรืออยากจะให้งานหมั้นยกเลิกแล้วบริษัทที่คุณนิรุจรักพังไม่เป็นท่าล่ะยัยโส”

สารภียกชื่อสามีที่เสียไปของโสภิตาเพื่ออยากให้น้องสาวของเธอมองว่าเรื่องไหนสำคัญที่สุด

“เฮ้อ..”

โสภิตาถอนหายใจด้วสีหน้าไม่สู้ดีเธอรู้ว่าสามีเธอและภัทรพลเป็นเพื่อนรักกันมากจนเธอรู้สึกละอายใจที่ต้องหลอกลวงเพื่อนของสามีเช่นนี้แต่ก็ไม่มีทางเลือกจริงๆ

“ทานข้าวเสร็จแล้วพี่ว่าจะโทรหาณจันทร์ให้มาที่นี่จะได้ทำความรู้จักว่าคนรอบตัวยัยตะวันมีใครกันบ้าง”

“ค่ะ..พี่สาคะแล้วถ้าเลยงานหมั้นแล้วนักสืบยังตามยัยตะวันกลับมาไม่ได้ล่ะคะ”

“ค่อยว่ากันว่าจะเอายังไงต่อแต่เราต้องได้ของหมั้นให้ได้เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่พยุงบริษัทของคุณรุจเอาไว้ได้”

โสภิตาและสารภีเป็นพี่น้องต่างพ่อแม่กันสารภีถูกพ่อและแม่ของโสภิตารับอุปการะมาตั้งแต่โสภิตายังไม่เกิดเพราะคราแรกพ่อและแม่ของโสภิตาเข้าใจว่าตัวเองน่าจะไม่มีบุญได้มีลูกเป็นของตัวเอง แต่หลังจากที่รับสารภีมาเป็นลูกบุญธรรมได้ไม่นานแม่ของโสภิตาก็เกิดตั้งท้อง

โสภิตาเคารพสารภีเฉกเช่นพี่สาวจริงๆตลอดมาและเธอก็เชื่อฟังสารภีทุกอย่างด้วยถูกพ่อและแม่สอนให้เคารพพี่ตั้งแต่จำความได้ โสภิตาได้แต่งงานกับนิรุจเจ้าของบริษัทอสังหาจนมีลูกด้วยกันคือปานตะวัน ในขณะที่ปานตะวันยังเล็กๆก็มีสารภีคอยดูแลตลอดจนเรียกว่าแม่อีกคนก็ว่าได้เพราะโสภิตาต้องช่วยสามีทำงาน ทางสารภีเองเมื่อช่วงเป็นสาวก็กระเตงหลานไปไหนมาไหนด้วยตลอดจนคนเข้าใจว่าเธอมีครอบครัวแล้วจึงไม่มีใครมาจีบจนครองตัวเป็นโสดอยู่จนปัจจุบัน

หลังจากที่นิรุจเสียไปด้วยโรคร้ายก่อนวัยอันควรแถมยังมีวิกฤตของบริษัทอีกโสภิตาจึงเคว้งแทบไม่มีจุดยืนก็ได้สารภีคอยชี้แนะแนวทางตลอดว่าจะเอาอย่างไรต่อไป เช่นตอนนี้ที่สารภีแนะนำให้โสภิตาทวงสัญญาจากครอบครัวของภัทรพลคนที่เป็นเพื่อนรักกับนิรุจเพราะเธอพึ่งมาเห็นสัญญาของนิรุจกับภัทรพลหลังจากนิรุจเสียว่าทั้งสองจะให้ลูกชายและลูกสาวแต่งงานกัน

คราแรกโสภิตาไม่ได้อยากทวงสัญญานี้เพราะเคยได้ยินสามีพูดว่าให้มันเป็นโมฆะเพราะไม่อยากบังคับจิตใจลูกแต่เธอก็ต้องยอมทำตามที่สารภีบอกเพราะรู้ว่าหากให้ปานตะวันหมั้นกับลูกชายของภัทรพลสินสอดหมั้นและสินสอดแต่งคงพอที่จะทำให้กิจการของเธอดำเนินต่อไปได้ แต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อผู้ใหญ่ตกลงกันดีแล้วปานตะวันจะหนีไปเช่นนี้

ณจันทร์เข้ามาหาสารภีในช่วงบ่ายเมื่อมาถึงสารภีก็เล่าประวัติณจันทร์ว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายชื่ออะไรและรวมไปถึงบอกถึงนิสัยคร่าวๆของปานตะวันให้ณจันทร์ได้รับรู้จวบจนเรื่องการแต่งตัวการใช้ชีวิตว่าปานตะวันจะต้องใช้ของมีแบรนด์มียี่ห้อและทานอาหารดีๆเท่านั้นและอีกเรื่องที่ทำให้ณจันทร์แปลกใจแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไปก็คือวันเกิดของปานตะวันที่ทำให้หญิงสาวรู้ว่าเธอและปานตะวันรุ่นราวคราวเดียวกัน

"นี่ชุดของคุณตะวันมีแต่แบบนี้หรอคะ"

ณจันทร์เริ่มหน้าเสียหลังจากที่สารภีพาเธอมาดูตู้เสื้อผ้าของปานตะวันเพราะในตู้มีแต่ของแพงๆเท่านั้นยังไม่พอยังมีความเปิดตรงนั้นเว้าตรงนี้ของชุดแต่ละชุดณจันทร์ไม่รู้เลยว่าเธอจะกล้าใส่หรือเปล่าเพราะปกติแล้วหากไม่ใช่ชุดทำงานก็เป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาๆเท่านั้นที่เธอเคยใส่

"ใช่..ต่อไปนี้ถ้าเธออยู่ในชื่อปานตะวันก็ต้องแต่งตัวแบบนี้..อ่อ..อีกอย่างปานตะวันเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงอย่าลืมข้อนี้ด้วยล่ะ..ส่วนรูปเพื่อนสนิทของปานตะวันแล้วก็รูปคนในบ้านของนนทวัตรฉันส่งเป็นข้อความไปให้เธอแล้วจำให้ได้ล่ะ"

"ค่ะ"

"ของว่างค่ะพี่สาหนูจันทร์"

โสภิตาเตรียมผลไม้และขนมคุ้กกี้ขึ้นมาให้ทั้งสองในห้องของปานตะวัน

"ขอบคุณค่ะคุณน้า"

ณจันทร์รีบรับจานของว่างจากโสภิตาตามมารยาท

"ข้อมูลคร่าวๆพี่บอกจันทร์ไปแล้วเรามีรายละเอียดตรงไหนอยากจะเสริมก็คุยต่อเลยนะโสพี่จะไปพักหน่อย"

"ค่ะ"

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED