บทที่ 1
“เออ...เดี๋ยวข้ารีบเข้าไป อย่าเร่งนักสิวะ”เสียงที่ออกจะหงุดหงิดนิดหน่อยของพัฒน์ชนะ ชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่เอ่ยบอกกับเพื่อนคนที่โทรศัพท์มาตามเป็นครั้งที่ร้อย เร่งให้เขาเข้าไปในงานเลี้ยงรุ่นของเพื่อนสมัยมัธยมที่จัดขึ้นยังโรงแรมชื่อดัง ซึ่งมันก็คือโรงแรมในเครือธุรกิจของเขาที่ในวันนี้คงรวมศิษย์เก่าได้หลายร้อยชีวิตและหลายรุ่นพอตัว
คิ้วดกหนาของพัฒน์ชนะกำลังขมวดกันยุ่งเนื่องจากการจราจรที่ติดเกินคาดของเมืองกรุง เขาอุตส่าห์เผื่อเวลาในการเดินทางแล้ว แต่คงไม่วายต้องเข้างานช้าแน่นอน นิ้วชี้ยาวเรียวของชายหนุ่มทั้งสองข้างเคาะพวงมาลัยรถสปอร์ตคันสวยราคาหลายสิบล้าน ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันในบางครั้ง ก่อนจะสบถออกมาตามประสา
“จะติดอะไรหนักหนาวะ”พูดจบใบหน้าหล่อๆ ของชายหนุ่มก็หันซ้ายหันขวาชะเง้อมองสัญญาณไฟจราจรที่ยังเป็นสีแดง หางตาก็เหลือบมองไปเห็นบรรดาสาวๆ ในรถที่จอดติดไฟแดงอยู่ข้างๆ กำลังแต่งหน้าทำผมกันอยู่เหมือนกำลังเดินทางไปงานที่ไหนสักงาน ก็จะไม่ให้เขาเห็นได้ยังไงเล่นเปิดไฟกลางรถไปซะแบบนั้น แต่มีหญิงสาวหนึ่งในนั้นที่เขาคุ้นตาเสียเหลือเกิน ซึ่งเขาก็จำไม่ได้ว่าเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อน สายตาของพัฒน์ชนะเพ่งมองเธอผ่านกระจกรถยนต์ที่มืดสนิทของเขาสลับกับมองดูสัญญาณไฟจราจร
“หวา…เติมปากอีกไหม”เสียงใสๆ ของศิรดาเอ่ยถามเพื่อนสาว ก่อนจะยื่นลิปกลอสสีสวยยี่ห้อดังที่ถอยมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะให้กับคนที่นั่งอยู่เบาะหลัง ซึ่งหญิงสาวนั้นต่างก็รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยมปลายจนถึงปัจจุบัน ถ้านับเวลาก็เกือบจะสิบปีเข้าไปแล้ว
“ไม่ล่ะ แค่นี้พอแล้ว”ภัทรานิษฐ์ส่ายหน้า เพราะสำหรับเธอการแต่งหน้าแต่งตาเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เนื่องจากปรกติก็ไม่ค่อยได้แต่งหน้าทำผมแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่วันนี้มันเป็นวันพิเศษศิรดาและลักขณาเพื่อนสนิทของเธอทั้งสองคนจึงจับเธอแปลงโฉมอยู่ตั้งนานสองนาน กว่าจะยอมให้ออกจากบ้าน
“คนสวยก็อย่างนี้แหละลักขณาสาวสวยแสนห้าวเพื่อนสนิทอีกคนที่มาพร้อมกันเอ่ยแซวเพื่อนอย่างไม่จริงจังนัก ส่วนภัทรานิษฐ์เมื่อได้ฟังก็รีบแก้คำพูดนั้นทันที
“อย่าแซวน่า เราจะไปสวยสู้ฝนกับเก๋ได้ยังไง”
“เหรอ!!”ศิรดาและลักขณาอุทานออกมาพร้อมๆ กัน
เพราะภัทรานิษฐ์นั้นเป็นถึงอดีตดาวมหาวิทยาลัย ถ้าเจ้าหล่อนไม่สวยก็คงแย่แล้ว ส่วนพวกเธอถ้าลองได้เดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยตอนนี้คงมีแต่คนยกมือไหว้พร้อมคำเอ่ยเรียกว่าป้าแน่นอน
“ทำเสียงแบบนี้หมายความว่าไง”คนถูกแซวอย่างภัทรานิษฐ์เอ่ยถามกลับไปบ้าง แต่หารู้ไม่ว่าท่าทางการสนทนาของพวกเธอนั้นอยู่ในสายตาของพัฒน์ชนะ
“เปล๊า”ลักขณาที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถเอ่ยตอบเสียงสูง ก่อนจะมองสัญญาณไฟจราจรที่ยังเป็นสีแดงอยู่
“ไม่รู้ว่าคืนนี้จะมีใครจำพวกเราได้บ้าง”ศิรดาเอ่ยถามลอยๆ กับการไปงานเลี้ยงรุ่นสมัยมัธยมของพวกเธอ ก่อนจะวาดฝันถึงคนที่เธออยากพบ ผ่านมาตั้งหลายปีที่ไม่ได้พบหน้า เขาคนนั้นจะยังหล่อ พร้อมกับทำให้ใจของเธอเต้นแรงอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่านะ
“นั่นสิ แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว งานเลี้ยงรุ่นเนี่ย ตั้งแต่จบมอหกมา ฉันก็ไม่เคยไปเลยนะ”สาวสวยที่ขับรถอยู่เอ่ยขึ้นบ้าง ใช่ว่าเธอไม่อยากไปงานเลี้ยงรุ่น แต่ทุกปีที่จัดเธอไม่ว่างไปร่วมงานเลยสักครั้ง
“ใช่" เสียงใสๆ ของศิรดาเอ่ยเห็นด้วย ก่อนจะเติมปาก เติมแป้งของเธอต่อ ส่วนภัทรานิษฐ์ก็พยักหน้าให้เพื่อน เพราะเธอเองตั้งแต่เรียนจบไปก็ไม่เคยได้ไปงานเลี้ยงรุ่นเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเธอนั้นไม่ว่างแต่เพราะไม่มีเพื่อนไปด้วยต่างหาก
“แล้วปีนี้ คิดยังไงถึงจะไป”ภัทรานิษฐ์เอ่ยถามขึ้น
“ไม่รู้สิ...ฉันรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างดึงดูด ไม่แน่พี่แพทอาจจะไปงานปีนี้ก็ได้นะ ฉันถึงได้เนื้อเต้นแบบนี้”ศิรดาออกอาการเพ้อ ชื่อที่ได้ยินทำให้หัวใจของภัทรานิษฐ์เต้นรัว
“ถูกต้อง เพราะตั้งแต่พี่แกจบมอหก พี่แพทสุดฮอตสุดกรี๊ดของเราไม่เคยไปงานเลี้ยงรุ่นเลย ถ้าปีนี้พี่แกไปฉันต้องละลายแน่ๆ”ลักขณาเองก็ออกอาการเพ้อตามศิรดาไปติดๆ อีกคน ใบหน้าของชายในฝันลอยไปลอยมาในจินตนาการของทั้งสองสาว
“ไป...พาเมียสองลูกสี่ไปด้วย”คำพูดของศิรดาทำให้ฝันของลักขณาแทบพัง ก่อนจะหันมาแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมเอ่ยค้านเสียงเขียว
“เวอร์…พี่เขายังไม่แต่งงานหรอก”
“ว่าได้เหรอจ๊ะ ผู้ชายทั้งหล่อ ทั้งรวย แบบนั้นคิดหรือว่าจะรอด”ประโยคที่สองของศิรดาเหมือนมีหินก้อนใหญ่หล่นมาปิดประตูคำว่าโอกาสของลักขณาเรียบร้อย ก่อนที่ศิรดาจะเอ่ยค้านพร้อมความมุ่งมั่น
“ไม่จริง พี่แพทของฉันต้องยังโสด ป่านนี้คงเป็นหนุ่มเนื้อหอม เป็นรุ่นพี่ในดวงใจ ที่ได้เห็นเมื่อไหร่ใจฉันต้องเต้นไม่เป็นส่ำทุกทีเลย" พูดจบลักขณาก็ยิ้มคนเดียว
“แล้วแกรู้ได้ไงว่าพี่เขายังไม่แต่งงาน เป็นปาปารัชซี่หรือไงจ๊ะ เอ๊ะ หรือว่าเป็นคนใช้บ้านพี่เขากันนะ”ภัทรานิษฐ์แอบหัวเราะให้กับคำพูดของศิรดา
“บ้า...ฉันก็แค่เดาเอา เพราะถ้าพี่แพทแต่งงาน ฉันก็อยากเห็นภรรยาพี่เขาเหมือนกันนะว่าหน้าตาจะสวยขนาดไหน แล้วทำยังไง ถึงได้คว้าหัวใจพี่แพทสุดฮอตของพวกเราไปครองได้ ว่าไหมยี่หวา" คำถามของลักขณาทำให้ภัทรานิษฐ์สะดุ้ง เพราะเธอกำลังคิดอะไรเพลินๆ เหมือนกัน
“อะ…เอ่อ อืม”
“แกจะไปถามหวามันทำไมเล่า ถ้าพี่แพทมีเมียแล้ว ยี่หวาของเราก็อกหักสิ อุตส่าห์หลงรักพี่เขามาตั้งแต่อยู่มอสี่จนป่านนี้ แถมยังอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ยากสุดๆ ของเมืองไทย เพื่อตามไปเรียนที่เดียวกับพี่แพทอีก ฉันกับแกก็รู้ เพราะร่วมชะตากรรมกันมาตั้งแต่ต้น ใช่ไหม" ศิรดาหันไปถามความคิดเห็นจากเพื่อน แต่เธอไม่เสียใจหรอกที่เลือกเส้นทางนี้ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่เธอต้องการเรียนอยู่แล้ว
++++++++++++++++++++++++++
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ
ฝากเป็นกำลังใจให้นักเขียนนามปากกา วรนิษฐา ด้วยนะคะ
บทที่ 2
“ฝน...แกก็พูดเว่อร์ไป เราอยากเรียนออกแบบมากกว่า ก็เลยเลือกมหาวิทยาลัย…นั่น” ภัทรานิษฐ์เอื้อมมือมาตีหมับลงไปบนต้นแขนของศิรดาเบาๆ ที่เอ่ยเรื่องน่าอายของเธอออกมา เพระทุกอย่างมันคือความจริง แค่การได้เข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนั่นก็ใช่ว่าเธอจะได้สานสัมพันธ์กับพัฒน์ชนะมากขึ้นเสียเมื่อไหร่
เพราะชายหนุ่มก็ยังเป็นหนุ่มฮอตเหมือนเดิม มีแต่คนสนใจโดยเฉพาะสาวๆ ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงจะอยู่ใกล้กันแค่ไหนแต่สำหรับเธอ พัฒน์ชนะเหมือนอยู่ไกลจนเอื้อมไม่ถึง เขาไม่เคยมองเห็นเธอในสายตาด้วยซ้ำ แม้จะทำตัวเด่นก็ตาม
“ไม่เว่อร์ล่ะ ถ้าแกเลิกชอบพี่แพทนานแล้ว ป่านนี้ทำไมยังโสดวะ เรียนจบมาก็ตั้งสองสามปี ไม่เห็นจะมีแฟน หน้าตาแกก็สวยจนไปประกวดนางงามยังได้เลย” คำถามของเพื่อนช่างจี้ใจดำคนโสดแบบไม่ตั้งใจโดยแท้
“อ้าว...ทำไงได้ ก็คนมันยังไม่รักใครนี่นา อยู่แบบโสดๆ อย่างนี้ชีวิตฉันก็สบายดีออก” คนโสดยักไหล่ให้ เพราะบางครั้งคนไม่โสดอย่างใครบางคนข้างหน้าก็แอบอิจฉาคนโสดอย่างเธอเหมือนกัน เพราะในกลุ่มคนที่มีแฟนและมีแววว่าจะสละโสดคนแรกนั่นคือศิรดา
“เหรอ…ถามหัวใจแกก่อนค่อยตอบฉันก็ได้ ชิชิ อย่าหาว่าไม่รู้” ศิรดายิ้มกริ่ม เพราะรู้ว่าภัทรานิษฐ์แอบแซวเธอ
“รู้ดี...ขอหวยงวดหน้าหน่อยสิยัยฝน ฉันจะได้ขายร้านเวดดิ้งมาซื้อ”ภัทรานิษฐ์แบมือไปยังเพื่อน สีหน้ายิ้มๆ อยู่ในที
“โยกโย้นะแก…เก๋ไฟเขียวแล้ว เลิกเติมแก้ม" เพื่อนสาวหันมาแยกเขี้ยวให้คนขับรถ ก่อนจะสะกิดบอกลักขณาให้รู้ตัว
“เออๆ”คนขับรถวางตลับแป้งลง ก่อนจะเปลี่ยนเกียร์และรีบเหยียบคันเร่งเพื่อขับรถให้ผ่านแยกนรกนี้ให้ได้ ถ้าขืนติดไฟแดงอีกรอบพวกเธอก็คงไม่ต้องเข้างานมันแล้ว เลี้ยวรถกลับบ้านเลยดีกว่า
พัฒน์ชนะขับรถแซงคันที่สาวๆ นั่งอยู่ เนื่องจากเลนของเขาค่อนข้างว่าง แต่ก็ไม่วายมองรถคันดังกล่าวผ่านกระจกหลัง เนื่องจากใบหน้าของหญิงสาวที่เห็นยังติดตาและอยากรู้ว่าเธอคือใคร
พัฒน์ชนะขับรถมาถึงหน้าโรงแรม ชายหนุ่มแทบไม่ต้องวนหาที่จอดรถเพราะเพียงแค่พนักงานเห็นทะเบียนรถเขาเท่านั้นก็วิ่งไปเอากรวยที่กั้นจุดจอดรถของแขกระดับวีไอพีออกให้ชายหนุ่มได้เลี้ยวรถเข้าไปจอดทันที เมื่อจอดรถเรียบร้อย เจ้าของโรงแรมก็เปิดประตูรถแล้วก้าวออกมา ก่อนจะเดินผิวปากขึ้นไปยังห้องจัดเลี้ยงทันที
“แพท...ทางนี้เพื่อน”อนุภพเอ่ยเรียกพร้อมทั้งโบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณเรียกพัฒน์ชนะ ชายหนุ่มยิ้มให้ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะตัวดังกล่าว สายตาของสาวๆ ทุกคนในงานล้วนจับจ้องมายังชายหนุ่ม ผู้ที่ฮอตมากที่สุดสมัยเรียนนั่นคือพัฒน์ชนะ บางคนถึงขั้นเขินอายหน้าตาร้อนผ่าวๆ เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมางานวันนี้ด้วย เนื่องจากทุกปีที่ผ่านมาไม่เห็นวี่แวว
ส่วนรุ่นน้องบางคนที่เข้าเรียนไม่ทันตอนที่พัฒน์ชนะเรียนอยู่ แทบไม่ต้องบอกเล่า เพียงแค่ได้เห็นหน้าชายหนุ่มตอนนี้ก็ต่างพากันส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่จนแทบจะลืมอายุ เรียกได้ว่าพอเดินเข้ามาในงาน พัฒน์ชนะก็กลบรัศมีผู้ชายแทบทุกคนก็ว่าได้ แม้จะผ่านมาหลายปีแต่ชายหนุ่มก็ยังคงเป็นจุดสนใจได้อยู่เสมอ
“โทษทีว่ะ รถมันติด”เสียงทุ้มๆ ของพัฒน์ชนะเอ่ยบอกเพื่อนร่วมโต๊ะ ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวที่ว่าง
“เออ แต่เอ็งไม่น่ามาเลยว่ะ พวกข้าเรตติ้งตกกันหมดพอดี สาวๆ รุ่นพี่รุ่นน้องรุ่นเดียวกันในงานมองเอ็งคนเดียวไอ้แพท”พูดจบอนุภพก็ลอบถอนหายใจออกมา รู้สึกปลงๆ กับชีวิตอย่างบอกไม่ถูก
“เอ็งยังไม่ชินเหรอวะไอ้ภพ”
“ยังโว้ย เอ็งนี่หลงตัวเองไม่เลิก”
“ไม่ได้หลง มันเรียกว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย พอรู้ว่าตัวเองยังฮอตแบบนี้ก็คุ้มค่าที่จะมางานเลี้ยงรุ่นหน่อย”พัฒน์ชนะเอ่ยอย่างภูมิใจ เพราะคิดว่าความฮอตของเขาจะหล่นหายไปตามกาลเวลาเสียแล้ว
“เออ…ไอ้คนหล่อ" อนุภพเอ่ยตอบทำนองหมั่นไส้ พัฒน์ชนะนั้นแทบไม่ได้นั่งติดที่ เพราะมีสาวๆ เข้ามาขอคุยด้วยอย่างต่อเนื่อง ถามไถ่เรื่องนั้นเรื่องนี้แต่จะเน้นเรื่องคนรักเสียเป็นส่วนใหญ่ คนไหนที่พัฒน์ชนะเคยควงสมัยเรียน พอมาเจอกันวันนี้หญิงสาวก็ต่างพยายามทำให้ตัวเองดูโดดเด่น เพื่อให้ชายหนุ่มนั้นกลับไปสนใจอีกครั้ง แต่พัฒน์ชนะยังคงนิ่งเฉย จนสาวๆ พวกนั้นอดรนทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเดินเข้ามาคุยกับชายหนุ่มเสียเอง
ขณะที่ภายในงานกำลังครึกครื้นด้วยมีคนสร้างสีสันอย่างพัฒน์ชนะอยู่ทั้งคน ทางด้านภัทรานิษฐ์และเพื่อนทั้งสองก็กำลังวนหาที่จอดรถภายในโรงแรมเหมือนกัน นอกเสียจากรถจะติดจนชวนให้อยากกลับบ้านแล้ว ที่จอดรถก็ยังหายากอีกซึ่งกว่าจะมีที่ว่างสามสาวก็ช่วยกันมองหาจนคอแทบเคล็ด
“โรงแรมอะไร ที่จอดรถน้อยชะมัด” ขณะเดินเข้าโรงแรม ลักขณาก็เอ่ยแบบไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่นัก
“เอาน่าแก วันนี้แขกคงเยอะ ไหนจะงานแต่ง งานอื่นๆ อีก เพราะแค่งานเลี้ยงรุ่นของเราก็ปาเข้าไปเกือบร้อยคนแล้วมั้ง ที่จอดรถก็ต้องเต็มเป็นธรรมดา”ศิรดาเอ่ยขึ้น เพราะไม่อยากให้เพื่อนสาวหน้านิ่วคิ้วขมวด เดี๋ยวจะไม่สวย
“สวย คิดบวก”ลักขณาหันมาแซวเพื่อน ศิรดาจึงรีบเอ่ยรับทันที
“ขอบคุณที่ชม”
“สวยทั้งคู่นั่นแหละ เข้างานกันเถอะ”ภัทรานิษฐ์เอ่ยปิดประเด็น ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องจัดเลี้ยง พอก้าวเข้าไปในห้องได้ สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมายังภัทรานิษฐ์เป็นตาเดียว เหมือนกับตอนที่มองพัฒน์ชนะไม่มีผิด หญิงสาวออกอาการประหม่านิดหน่อย เพราะนานแล้วที่ไม่ได้ตกอยู่ในสายตาของคนมากมายแบบนี้ สามสาวเดินไปยังโต๊ะที่มีเพื่อนผู้หญิงโบกไม้โบกมือให้อยู่
++++++++++++++++
ฝากติดตามผลงานของนักเขียนนามปากกา วรนิษฐา ด้วยนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
บทที่ 3
“น้องยี่หวามาด้วยเหรอวะ ยิ่งโต ยิ่งสวย ผ่านมากี่ปีก็ยังสวยไม่เปลี่ยน”สายตาของอนุภพจับจ้องไปยังภัทรานิษฐ์แบบไม่กระพริบ บางครั้งก็แอบลามกสำรวจทรวดทรงองค์เอวของเธอ เพราะภัทรานิษฐ์ในความทรงจำนั้นใส่แค่ชุดนักเรียนและชุดนิสิต แต่วันนี้เธอเป็นสาวสะพรั่ง หน้าอกหน้าใจอวบอูม เอวคอดกิ่ว ผิวสวยๆ ที่เห็นเมื่อไหร่ก็อยากเข้าไปสัมผัสแต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด
“ไหนวะ น้องยี่หวาของเอ็ง" พัฒน์ชนะมองตามสายตาของอนุภพไปเหมือนกัน ก่อนจะเอ่ยถามว่าคนที่ทำให้เพื่อนออกอาการเพ้อได้ขนาดนี้คือใคร
“นั่นไง คนที่ใส่ชุดเกาะอกสีฟ้านะ”อนุภพเอ่ยบอกพิกัดพัฒน์ชนะจึงมองตามไปก่อนจะถึงบางอ้อ ที่เขาไม่ทันเห็นเมื่อครู่ก็เพราะมีหนุ่มๆ ยืนล้อมหน้าล้อมหลังเธออยู่นั่นเอง
“อ้อ...ผู้หญิงในรถนั่นเอง”
“อ้อ...อุทานเหมือนไม่รู้จัก เฮ้ย...อย่าบอกนะว่าแกไม่รู้จักน้องเขา”คนขี้สงสัยเอ่ยถาม เพราะอนุภพไม่เชื่อว่าพัฒน์ชนะจะไม่รู้จักภัทรานิษฐ์ แต่ก็อาจจะไม่แน่เพราะเพื่อนของเขานั้นออกจะเป็นหนุ่มเนื้อหอมมีสาวๆ รายล้อมอยู่เป็นประจำ
“ไม่รู้จัก”พัฒน์ชนะเอ่ยตอบตามตรง แม้จะไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวแต่ที่เขารู้สึกว่าคุ้นหน้า คงเป็นเพราะเคยเรียนที่โรงเรียนเดียวกันก็ได้ อาจจะมีการเดินสวนกันไปมาบ้างละ
“เป็นไปได้ยังไงวะ ก็น้องเขาเป็นทั้งรุ่นน้องที่โรงเรียน และก็เป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยอีก พอเข้าปีหนึ่งยังได้เป็นดาวคณะ แถมยังชนะการประกวดได้เป็นดาวมหาวิทยาลัยเชียวนะเอ็ง เรียนก็เรียนโรงเรียนเดียวกัน จบก็จบจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน จะเป็นไปได้ยังไงวะที่เอ็งจะไม่รู้จัก" อนุภพออกแนวไม่เชื่อที่พัฒน์ชนะไม่รู้จักภัทรานิษฐ์จริงๆ เพราะหญิงสาวนั้นเป็นที่รู้จักมากอยู่
“จริงเหรอ...ไม่เห็นรู้เรื่องน้องเขาสักนิด”พัฒน์ชนะเอ่ยรับ เพราะเขานั้นไม่รู้จักภัทรานิษฐ์เป็นการส่วนตัวจริงๆ จะให้ทำยังไง
“เวรกรรม”เพื่อนหนุ่มเอ่ยบอกน้ำเสียงออกแนวปลงๆ
“วันประกวดดาว เดือนอะไรนั่น ข้าคงไม่ได้ไปมั้ง”คนฟังทำท่าคิด ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังภัทรานิษฐ์อยู่ ยอมรับว่าคืนนี้หญิงสาวดูสวยโดดเด่นมาก สวยกว่าทุกคนในงานเลยก็ว่าได้ แต่ทำไมเธอถึงไม่มองมาทางเขาสักนิด ทั้งๆ ที่ผู้หญิงในงานต่างก็จับจ้องเขาทั้งนั้น รวมทั้งเพื่อนของหญิงสาวสองคนในที่อยู่ในรถนั่นก็ด้วย แต่ภัทรานิษฐ์กลับนิ่งเฉย
ที่สำคัญถ้าเป็นอย่างที่อนุภพพูด ทำไมก่อนหน้านี้เขาถึงไม่เคยรู้จักเธอมาก่อนก็ไม่รู้ได้ สงสัยตอนนั้นมีแค่คนมาสนใจก็เลยไม่ได้สนใจคนอื่นมั้ง เพราะสาวๆ ที่เข้ามาหาเขาแต่ละคนก็สวยไม่แพ้ภัทรานิษฐ์หรอก
“เออใช่ๆ วันนั้นเอ็งไม่เข้าไปนี่หว่า ข้าลืมไป โทษที” อนุภพถึงบางอ้อ แต่ภัทรานิษฐ์มาเปล่งประกายความสวยก็ตอนเข้ามหาวิทยาลัยนี่แหละ ตอนนั้นเขาคิดอยู่เสียนานว่ารุ่นน้องปีหนึ่งคนนี้ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นหน้ามาก เหมือนจะเคยเจอกันที่ไหนสักที่ ก่อนจะยิ้มเมื่อรู้ว่าเธอจบมาจากโรงเรียนเดียวกันกับเขา
“สวยๆ แบบนี้รอดมือข้าไปได้ไงวะ”
“ปากเสียนะเอ็ง ข้าจะบอกให้ว่าสมัยเรียน ไม่มีใครได้แอ้มน้องเขาแน่นอน เพราะน้องยี่หวาไม่เคยมีแฟน ถึงจะมีคนจีบมากแต่ไม่เห็นควงใคร” คำพูดแสนมั่นใจของอนุภพ ทำให้พัฒน์ชนะแอบคิดว่าการรู้ลึก รู้จริงแบบนี้ หนึ่งในคนที่ไปตามจีบหญิงสาวต้องมีเพื่อนเขาคนนี้แน่นอน
“เหรอ งั้นคืนนี้ข้าจะแอ้มน้องเขาให้ดู” พัฒน์ชนะเอ่ยบอกอย่างมั่นใจ
การที่เขาคิดจะทำแบบนั้นเนื่องจากอยากเอาชนะเธอ ผู้หญิงที่กล้าเมินใส่เขา เพราะคนอย่างเขาต้องเมินใส่ผู้หญิงเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่าท่าทางของภัทรานิษฐ์ที่แสดงออกตอนนี้ เนื่องจากหญิงสาวกำลังประหม่านั้นเอง เพราะแค่ก้าวเข้ามาในงานเมื่อครู่ สายตาของเธอก็ประสานกับคนที่แอบชอบอยู่เข้าอย่างจัง จนต้องแสร้งไม่สนใจเขา ทั้งๆ ที่ภายในใจนั้นเต้นไม่เป็นส่ำ
“อ้าว...ไอ้นี่” คนฟังหันขวับมามองเพื่อน
“พนันกันไหมล่ะ ว่าข้าทำได้” คนเอ่ยท้าพนันเอ่ยบอกด้วยความมั่นใจ รูปร่างหน้าตาอย่างเขา ต่อไม่เสนอผู้หญิงต่างก็เข้ามาสนองถึงที่นักต่อนักแล้ว ประโยคนี้ได้ยินกันแค่พัฒน์ชนะและอนุภพเท่านั้น
“ฉิบ…หาย...” อนุภพเอ่ยแต่ละคำเน้นๆ ไม่รู้ว่าในสมองพัฒน์ชนะนั้นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
“เอ็งไม่กล้าล่ะสิ เพราะคนอย่างข้า อยากได้อะไรก็ต้องได้ว่ะ”
“หนึ่งแสน” เงินพนันสูงลิ่ว เพราะอนุภพมั่นใจว่าพัฒน์ชนะไม่กล้าเล่นต่อแน่นอน แต่กลับผิดคาดไปมากโข เพราะคนอย่างพัฒน์ชนะเมื่อได้ยินคำนี้ต้องกระโดดใส่ เพราะนั่นมันคือสิ่งที่ชายหนุ่มคิดว่าเป็นการท้าทาย แต่ก็ไม่วายเอ่ยหยั่งเชิง
“ยอดพนันของเอ็งเยอะนี่หว่า”
“เพราะข้ามั่นใจว่าเอ็งจะไม่ได้แอ้มน้องเขาแน่นอน" แม้จะไม่มั่นใจเต็มร้อย แต่อนุภพก็เอ่ยดักไว้ก่อน
“ตกลงตามนั้น หนึ่งแสน”คำตอบรับของพัฒน์ชนะ ทำให้อนุภพตาค้าง เขาก็ได้แต่ภาวนาว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาภายหลัง และได้แต่หวังว่าภัทรานิษฐ์จะไม่ยอมใจอ่อนให้ไอ้เพื่อนหน้าหล่อของเขา อนุภพมองไปยังภัทรานิษฐ์ด้วยความเห็นใจ ทางฝ่ายพัฒน์ชนะเองก็มองหญิงสาวอย่างไม่วางตาเช่นกัน
แต่เพียงไม่นานเขาก็หันไปสนใจสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นน้องที่เขาเคยควงสมัยเรียนมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยซึ่งบางคนจบมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน และในวันนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เปรี้ยวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าตามเดิม
++++++++++++++++
ฝากติดตามผลงานของนักเขียนนามปากกา วรนิษฐา ด้วยนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ