“อร๊าย” หญิงร่างบางชนเข้ากับคนตัวโตที่สูงราวเกือบสองเมตรเข้าอย่างจัง แฟ้มเอกสารร่วงกราวจากมือเล็กเกลื่อนเต็มพื้นตรงหน้าลิฟต์ ปารียาก้มหน้าก้มตาเก็บเอกสารเพราะต้องเอาไปให้เลขาของท่านรองประธานตรวจ โดยไม่ได้มองคนที่เธอเดินชนเพราะมัวแต่มองการแต่งกายของตัวเอง
“โอย..ซุ่มซามจังปารียาเอ๊ย” ปารียาบ่นงึมงำกับตัวเองมือก็เก็บเอกสารไม่หยุด
“คุณเป็นอะไรมากมั้ยครับ” เสียงทุ้มนุ่มน่าฟังเอ่ยถามพร้อมยื่นเอกสารให้กับหญิงสาว ปารียายืนขึ้นช้อนตามองคนที่ยืนจ้องเธออยู่ก่อนแล้วถึงกับอึ้ง ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาของหนุ่มลูกครึ่งดวงตาสีนิลที่อาจจะทำให้สาวๆ ยอมสยบต่อเขาได้ ทั้งสองจ้องตากันอยู่เกือบนาที ก่อนที่ปารียาจะหลบสายตาคมกริบคู่นั้น
“มะ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” ปารียาพูดตะกุกตะกักก่อนจะรับเอกสารและยิ้มแหยๆ ให้กับคนตรงหน้าก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์โดยเร็ว ปารียายังตัวสั่นไม่หาย เธอคุ้นๆ ว่าเคยเห็นผู้ชายคนนี้จากที่ไหนมาก่อนแต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
‘ช่างเถอะ คิดไปก็ปวดหัว’
“คุณชลิตาคะ ฉันเอาเอกสารมาให้ท่านรองค่ะ” ปารียาพูดพร้อมกับยิ้มบางให้กับเลขาสาว
“อ๋อ คุณปารียาวางไว้บนโต๊ะเลยค่ะ พอดีท่านรองพึ่งออกไปพบลูกค้าเมื่อสักครู่นี่เองค่ะ” ปารียาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก้าวเข้าไปในห้องทำงานของเจ้านายแล้ววางเอกสารไว้บนโต๊ะที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบก่อนจะหมุนร่างกลับลงไปทำงานตามเดิม
ก่อนหน้านี้ปารียาทำหน้าที่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายคลังสินค้าอยู่สองปีพอผู้จัดการคนเก่าลาออกเธอจึงได้รับการโปรโมทเป็นผู้จัดการฝ่ายแทน รวมปีนี้ก็เกือบสามปีแล้วที่เธอทำงานให้กับบริษัท AKP แห่งนี้
“พี่แบมท่านรองเป็นไงบ้างอะ หล่อมั้ย” นุชจรีเอ่ยถามหัวหน้าด้วยความตื่นเต้น
“ยังไม่เจอหน้าเลยจ้ะ เขาออกไปข้างนอกก่อน” ปารียาตอบเสียงเรียบ ใบหน้าไม่แสดงความยินดียินร้ายใดๆ
“โธ่…เสียดายจังอยากรู้จังว่าเจ้านายเราจะหล่อแค่ไหน ขนาดพี่สาวยังสวยขนาดนั้นแสดงว่าน้องชายก็ต้องหล่อไม่แพ้กันกัน” นุชจรีนั่งยิ้มเพ้ออยู่คนเดียว
“ให้มันน้อยๆ หน่อยยัยนุช จะเกินหน้าเกินตาไปละ ยังไงท่านรองก็ไม่ตกมาถึงท้องเธอหรอกย่ะ” แวววิไลซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินพูดดักคอจนนุชจรีหุบยิ้มแบบเคืองๆ
“พี่แววอะชอบขัดตลอด” นุชจรีทำหน้ากระเง้ากระงอดจนแวววิไลอดขำไม่ได้
“ไป๊สาวๆ ทานข้าวได้แล้ว เที่ยงแล้วเนี่ยไม่หิวกันรึไงพี่เนศรออยู่ชั้นล่างละ”
“เที่ยงแล้วเหรอคะ” ปารียาเอ่ยถามก่อนจะเก็บข้าวของบนโต๊ะทำงานของตัวเอง
“เที่ยงแล้ว หรือว่าแบมมีนัดกับคุณพล” แวววิไลถามถึงแฟนหนุ่มของปารียา
“ไม่หรอกค่ะ วันนี้เขาออกไปคุยงานกับลูกค้าข้างนอกน่ะค่ะ” ปารียาสบตากับนุชจรีก่อนที่ทั้งสามคนจะเดินออกไปพร้อมกัน ปกติแล้วพักหลังๆ มานี้พาทิศก็ไม่ค่อยมีเวลาว่างสำหรับเธอสักเท่าไหร่ ชอบทำตัวห่างเหินจนเธอเองก็อดสงสัยไม่ได้
‘พี่แบมอย่าหาว่าหนูอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะคะ พอดีหนูเห็นแฟนพี่ไปเดินห้างกับผู้หญิงคนนึงค่ะ’
นั่นคือสิ่งที่นุชจรีเคยบอกเธอในเย็นวันหนึ่งก่อนที่จะเลิกงานเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งปารียาเองก็แอบสงสัยในตัวแฟนหนุ่มมาสักพักแล้วเหมือนกัน พักหลังๆ มานี้ปารียาโทรหาก็ไม่ค่อยรับสาย ถึงรับก็คุยกันไม่กี่คำ ไลน์ไปก็ไม่ค่อยอ่านกว่าจะตอบก็ข้ามวัน พาทิศเองทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายจึงไม่ค่อยได้อยู่ออฟฟิศเท่าไหร่ส่วนมากจะต้องออกไปพบลูกค้ากับน้องๆ ในทีม ถึงปารียาจะคลางแคลงใจแต่ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อว่าพาทิศจะมีคนใหม่จริงๆ
สองสัปดาห์ก่อนภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่วัยยี่สิบหกปีนั่งอยู่ในรถมินิแวนสีดำ
“เชิญครับคุณชาร์ล” จรูญคนขับรถและคนสนิทของชานนท์สมัยอยู่ประทศไทยโค้งคำนับให้นายน้อยที่พึ่งกลับมาจากต่างประเทศ
ชานนท์พยักหน้า แววตานิ่งเฉยดูไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร เดินเข้าไปตามโถงกว้างในตัวคฤหาสน์ สายตากวาดมองไปโดยรอบ สามปีแล้วที่เขาไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านที่ประเทศไทยเลย เพราะมัวแต่เร่งศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้จบหลักสูตรโดยเร็ว
ชานนท์ จิตตวิสุทธิ หนุ่มลูกครึ่งไทยอเมริกัน เขากับพี่สาวเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของมารดาหลังจากบิดาเสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ชานนท์และเชอร์ลีนจึงต้องดูแลบริหารงานทุกอย่างต่อจากบิดาทั้งหมด ถึงแม้ทั้งสองจะถูกเลี้ยงดูแบบฝรั่งแต่ก็ยังมีนิสัยหลายอย่างที่พี่น้องคู่นี้ยังคงความเป็นไทยไว้เหมือนกัน
“กลับมาแล้วหรือลูก คิดถึงจัง” ญาดา จิตตวิสุทธิ ผู้เป็นมารดาโผเข้ากอดลูกชายแล้วยิ้มด้วยความดีใจ เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มออกบางๆ โอบกอดผู้เป็นแม่แน่นแววตาวาววับแสดงถึงความคิดถึงที่ได้เจอหน้ามารดา
จิตตวิสุทธิเป็นตระกูลดังที่มีความร่ำรวยเป็นอย่างมาก ญาดาพบรักกับหนุ่มชาวอเมริกันตอนไปเที่ยวต่างประเทศแต่ครอบครัวของญาดาไม่ยอมให้ลูกสาวย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แดเนียลจึงต้องมาอยู่ที่เมืองไทยและได้พิสูจน์ความรักที่มีต่อญาดาด้วยการบริหารงานช่วยจิตตวิสุทธิจนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดพ่อกับแม่ของญาดาจึงได้ยอมรับในตัวแดเนียล
“พี่เชอร์ลีนล่ะครับแม่” ชายหนุ่มเอ่ยถามมารดาสายตามองหาพี่สาวทั่วบ้านแล้วนั่งลงที่โซฟากลางห้องโถง
เชอร์ลีนวัยสามสิบเอ็ดปีพี่สาวสุดสวยของชานนท์ ซึ่งตอนนี้เธอดำรงตำแหน่งประธานบริษัท AKP
“วันนี้ที่จริงเชอร์ลีนกะจะรอเจอชาร์ลนั่นแหละ แต่บริษัทมีงานด่วนเข้ามาก่อนจึงต้องรีบเข้าไปดู และอีกสองสัปดาห์แม่จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกชายสุดที่รักของแม่ด้วย เชอร์ลีนต้องเข้าไปดูความเรียบร้อยของสถานที่”
ชานนท์พยักหน้าอย่างเข้าใจ สายตามองไปยังหญิงวัยห้าสิบปลายๆ อย่างสนใจ
“น้ำค่ะคุณชาร์ล ไม่เจอคุณชาร์ลหลายปีหล่อขึ้นเยอะเลยนะคะ” ป้าเนียรเดินยกน้ำและของว่างมาให้พร้อมกล่าวทักทายและยิ้มกว้างให้ชายหนุ่มดีใจที่ได้เจอหน้านายน้อยอันเป็นที่รักของบ้านจิตตวิสุทธิ
“ก็หล่อเท่าเดิมแหละครับป้า ทำไมไม่ให้เด็กยกมาล่ะครับ” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ ญาดามองจำเนียรแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ปลื้มปริ่มในตัวลูกชายของตัวเอง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ป้าไม่ลำบากอะไร” จำเนียรกล่าวเสร็จก็เคลื่อนกายเข้าไปเตรียมสำรับในครัวต่อ
“ไม่เห็นต้องจัดงานเลยนี่ครับ ผมว่ามันไม่จำเป็นเลย” ชานนท์คิ้วขมวดมองมาที่หน้ามารดา รู้สึกไม่ค่อยยินดีกับการจัดงานครั้งนี้ของมารดาสักเท่าไหร่
“ได้ไงล่ะชาร์ล รองประธานบริษัทกลับมารับตำแหน่งทั้งที จะไม่ให้แม่จัดงานต้อนรับได้ยังไง” ญาดาเอ่ยเสียงนุ่มนวลมองลูกชายด้วยความรัก ชานนท์ได้แต่ปล่อยตามน้ำถึงจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่แต่ก็เป็นการดีที่จะได้เจอกับพนักงานในบริษัทในเวลาอันสั้นโดยไม่ต้องเดินทางให้เหนื่อย แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องออกเยี่ยมหน้างานอยู่ดี
“แล้วนี่จะพักอยู่บ้านแม่กี่วันฮึ” ญาดากุมมือแล้วช้อนตามองหน้าลูกชายอย่างเอ็นดู เพราะปกติตอนที่ชานนท์อยู่ประเทศไทยก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านเท่าไหร่ เขามีคอนโดส่วนตัวอยู่แล้ว แต่ก่อนเชอร์ลีนก็ออกไปอยู่คอนโดส่วนตัวเหมือนกัน แต่พอพ่อจากไปเชอร์ลีนจำต้องย้ายมาอยู่กับแม่ตามเดิม
ทุกวันนี้ญาดาก็คอยให้ความช่วยเหลือลูกสาวอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกเบื่อและเธอก็ไม่อยากหาใครมาเป็นภาระทางหัวใจ อยู่คนเดียวสบายใจกว่า รอเลี้ยงหลานจากลูกทั้งสองก็พอ
“น่าจะหลังจากที่จบงานเลี้ยงที่บริษัทแล้วน่ะครับ อยู่กับแม่แป๊บนึงก่อนเดี๋ยวค่อยย้ายครับ”
“แหม...อยู่นานกว่านี้ก็ไม่ได้นะ แม่ยังไม่หายคิดถึงเลย” ญาดาเอ่ยขึ้น แต่รู้ทั้งรู้ว่าลูกชายไม่กลับมาอยู่บ้านแน่นอน เพราะลูกสาวและลูกชายทั้งสองคนถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ ใครอยากเลือกชีวิตแบบไหนพ่อกับแม่ไม่เคยห้าม แต่เรื่องการศึกษาต้องมุมานะอย่างหนักทั้งพี่ทั้งน้อง ชานนท์เลยกลายเป็นหนุ่มที่โตเกินกว่ารุ่นเดียวกัน เพราะต้องเตรียมตัวมาทำหน้าที่รองประธานบริษัท ถึงใจเขาจะยังไม่พร้อมก็ตาม
“เดี๋ยวผมจะมาหาบ่อยๆ นะครับแม่”
ชานนท์และเชอร์ลีนเรียนรู้งานบริษัทกับพ่อแม่ตั้งแต่สมัยมัธยมปลายจนถึงปัจจุบัน ทำให้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับงานในบริษัทเป็นอย่างดี ระหว่างที่ชานนท์อยู่ต่างประเทศเชอร์ลีนก็โทรปรึกษาน้องชายตลอด เมื่อมีบางเรื่องที่ตัดสินใจเองไม่ได้เกี่ยวกับบริษัท
โต๊ะอาหารตอนเย็นภายในคฤหาสน์ สามแม่ลูกกำลังนั่งทานข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข เพราะบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ กว่าจะดึงตัวน้องชายสุดหล่อมาทานข้าวด้วยกันแบบนี้นั้นสุดแสนจะลำบากยิ่งกว่าการสร้างตึกสิบชั้นเสียอีก
“น้องชายพี่หล่อจนเป็นนายแบบได้เลยนะเนี่ย ไม่เจอกันแค่สามปี โตเป็นหนุ่มเต็มตัวเชียว” เชอร์ลีนมองน้องชายด้วยความชื่นชม
“แบบนี้มีสาวๆ เพียบเลยดิ”
“ยังไม่มีใครเลยครับ แล้วคู่หมั้นไปไหน ไม่เห็นมาด้วยเลย” ชานนท์มองหน้าพี่สาวแล้วถามเสียงเรียบ ญาดามองลูกทั้งสองด้วยความภูมิใจที่ทั้งสองสวยหล่อแถมเก่งงานอีกต่างหาก เธอช่างเป็นแม่ที่โชคดีจริงๆ ถ้าแดเนียลสามีของเธอยังอยู่คงภูมิใจลูกทั้งสองคนเป็นแน่
เชอร์ลีนทำหน้าตาหาเชื่อไม่กับคำปฏิเสธของน้องชาย เพราะถึงแม้ท่าทางภายนอกจะดูเป็นคนนิ่งขรึม ไม่ค่อยพูด แต่นั่นล่ะคือเสือร้ายชัดๆ
“พี่ภูมิไปต่างประเทศ น่าจะกลับมาทันวันงานเดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว”
“แล้วนี่เมื่อไหร่พี่จะแต่งงาน มีหลานให้แม่ซะทีอายุก็ปาเข้าเลขสามแล้วนา แก่แล้วรู้ตัวบ้างรึเปล่า แม่อยากอุ้มหลานจะแย่” ชานนท์พูดพร้อมชำเลืองหางตามองหน้ามารดา แม้ในใจจะไม่ได้คิดอย่างที่พูดก็ตาม แท้จริงแล้วเขากลัวว่าญาดาจะบังคับตัวเขาเองให้แต่งงานมากกว่า
“แหม…ก็พูดซะ พี่ออกจะสวยและอ่อนเยาว์ขนาดนี้ นายอย่ามีแฟนแก่กว่าละกัน จะรอซ้ำอย่างเดียวเลยล่ะ และจะกีดกันทุกวิถีทางเลยเชียว จะเอาให้ร้อง”
ชานนท์กับญาดาหัวเราะท่าทางกระเง้ากะงอดของหญิงสาวด้วยความเอ็นดู
“ไม่มีทาง รอกีดกันได้เลยครับพี่สาว” ชาร์ลพูดเสียงทุ้มต่ำด้วยความมั่นใจในตัวเองว่ายังไงก็ไม่มีทางชอบผู้หญิงที่อายุมากกว่าแน่นอน
เช้าวันศุกร์ในห้องประชุมใหญ่ ชานนท์ได้แนะนำตัวให้ทุกคนได้รู้จักอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากเข้ามาทำงานได้เพียงสามวัน ปารียาจึงได้รู้ว่าชายหนุ่มรูปงามวันนั้นที่เธอเดินชนก็คือเขานั่นเอง และเธอจำได้แล้วว่าเคยเห็นผู้ชายคนนี้ในบอร์ดผู้บริหารของบริษัท สายตาคมกริบที่ปารียาเผลอไปสบตาเข้านั้นทำเอาใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่ตัวเขาเองนั้นไม่มีทีท่าว่าจะจำเธอได้เลยสักนิด
เขาดูดีมากดูดีกว่าพาทิศแฟนของเธอหลายเท่าซึ่งวันนี้พาทิศส่งผู้ช่วยเข้ามาร่วมประชุมแทนเนื่องจากต้องออกไปพบลูกค้าข้างนอก หรืออาจเป็นเพราะเขากำลังหลบหน้าเธออยู่ก็เป็นได้
“นุชรู้ไหมท่านรองหล่อม้ากกก ก ไก่ล้านตัว” แวววิไลเอ่ยอย่างกระตือรือร้นกับนุชจรีหลังจากลงมาจากห้องประชุม
“เห็นว่าอายุเพิ่งจะยี่สิบหกเองนะ จบจากนอกด้วย” แวววิไลยังคงสาธยายต่อ
“จริงเหรอ ใครน้าจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีคนนั้น นุชอยากเจอท่านรองบ้างจัง คงฟินน่าดูจะนั่งจ้องหน้าทั้งวันเลยเชียว”
“เขาไม่มาสนใจเธอหรอก ถึงสนใจก็น่าจะต่อแถวยาวอยู่เหมือนกัน รอไหวไหมล่ะ” ธเนศผู้จัดการฝ่ายบุคคลแกล้งกระเซ้าเย้าแหย่นุชจรีจนปารียากับแวววิไลแอบขำ
“แหมฝันหน่อยก็ไม่ได้ ชิ” นุชจรีทำท่าทางเง้างอนแล้วจึงนั่งทำงานต่อ รู้ดีว่าพวกพี่ ๆ ชอบขัดเธออยู่เสมอจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ปารียาเองก็นึกชื่นชมท่านรองประธานอยู่เช่นกันแต่พอรู้ว่าเป็นรุ่นน้องเธอ สาววัยสามสิบอย่างปารียากลับไม่ได้สนใจไยดีชานนท์เลยสักนิด อาจจะชื่นชมที่เขาเก่งและหล่อ แต่ถ้าให้ต่อแถวเป็นแฟนก็คงไม่เอาแน่นอน เพราะในความคิดของปารียาแล้วเด็กก็คือเด็กอยู่วันยังค่ำ ดูอย่างพ่อกับแม่เธอสิแรก ๆ พ่อก็ดีทุกอย่างพอมีลูกอะไร ๆ ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นแม่ต้องมาแบกรับภาระของครอบครัวทุกอย่าง ท่านรองประธานของเธอก็คงเช่นกันถึงภายนอกจะดูสมบูรณ์แบบแค่ไหน แต่คนรวยก็มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรตามใจตัวเองก็ได้ แม้กระทั่งการมีภรรยาหลายคน ถ้าใครเผลอตัวเผลอใจไปรัก ก็มีแต่เจ็บกับเจ็บเท่านั้น
คืนวันเสาร์ภายในคอนโดของปารียา ในมือเธอถือกระป๋องเบียร์ที่ดื่มไปยังไม่ทันจะถึงครึ่งค่อน ร่างก็เริ่มจะโอนเอน เพราะด้วยความที่ไม่ชินกับฤทธิ์ของมันสักเท่าไหร่ แต่ก็ฝืนกระดกมันลงคออย่างยากลำบาก
แววตาเศร้าหมองมองดูภาพถ่ายชายหญิงที่เดินกอดกันและจูบกันในยามราตรีอย่างรักใคร่ ดูสนิทสนมราวกับคู่รักที่คบหากันมานานหลายปี จากภาพมองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าผู้หญิงในรูปที่ยืนคู่กับพาทิศนั้นเป็นใคร ตอนนี้ปารียาเข้าใจหมดทุกอย่างแล้วว่าตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาทำไมพาทิศถึงทำตัวห่างเหินกับเธอ
‘ทำไมแกต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยวะแบม แกเป็นคนไม่ได้เรื่องใช่มั้ย’
ปารียาตัดพ้อตัวเองในใจ นัยน์ตาพร่ามัวแทบจะกลั้นหยดน้ำตาไว้ไม่ไหว ความรู้สึกมันถาโถมเข้ามาทำให้ใจรู้สึกหนักอึ้ง ในหัวมันตื้อไปหมด
ปารียาสาวหุ่นบางร่างสวยที่อยู่ในวัยสามสิบ แต่หน้าตาเธอนั้นยังดูอ่อนเยาว์ราวกับสาวที่เพิ่งจะยี่สิบต้น ๆ ชีวิตปารียาแบกรับภาระของครอบครัวไว้กับตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่เธอเรียนจบปริญญาตรีมาเธอก็ทำงานหนักเพื่อส่งเสียน้องเรียนและส่งเงินให้แม่มาโดยตลอด ชีวิตเธอติดลบมาโดยตลอดเพิ่งจะอยู่ตัวเมื่อสองปีให้หลังนี้เอง แต่เงินเก็บก็ใช่ว่าจะมี เพราะตอนนี้ถึงเงินเดือนจะมากขึ้นแต่ภาระก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน
พ่อเธอเสียตั้งแต่สิบปีที่แล้ว และแม่ของเธอก็ไม่คิดจะมีครอบครัวใหม่อีกเลย ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่างที่ทำให้ปารียาจดจำภาพไม่ดีของผู้ชายที่ได้ขึ้นชื่อว่าพ่อมาตั้งแต่เด็ก ถึงตอนนี้พ่อของเธอยังอยู่ก็คงจะไม่ได้ช่วยอะไร ทำให้เธอไม่กล้าที่จะลงเอยกับใครง่าย ๆ โดยเฉพาะผู้ชายที่อายุน้อยกว่าเธอ ลำพังแม่ขายข้าวแกงก็พอเลี้ยงชีพได้บ้าง แต่การค้าขายรายได้มันก็ไม่ได้แน่นอน
แค่เพียงภาระค่าใช้จ่ายทางครอบครัว เธอยังพอเข้มแข็งและสู้ต่อไปได้แค่รอวันที่น้องชายเธอเรียนจบอย่างเดียวชีวิตเธอก็จะเป็นอิสระ แต่นี่แฟนหนุ่มที่คบกันมาถึงสามปี คนที่เคยบอกว่ารักเธอมากที่สุดขอเวลาอีกปีเดียวพาทิศก็จะขอเธอแต่งงาน เขากลับแอบนอกกายนอกใจไปคบกับรุ่นน้องในแผนกเดียวกันอีกเธอจะเข้มแข็งต่อไปได้อย่างไร
ปารียาใช้เวลาสืบหาความจริงทั้งหมดตั้งแต่วันที่นุชจรีเอ่ยปากบอกเธอด้วยความเป็นห่วง โดยไม่ให้ฝ่ายชายรู้ตัวเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน วันนี้นักสืบเพิ่งส่งหลักฐานและรูปถ่ายทั้งหมดมาให้เธอ ปารียาถึงได้กลับมานั่งจมจ่อมซดเบียร์ในห้องอยู่แบบนี้เพียงลำพังทั้งที่ตัวเองไม่เคยถนัดเรื่องนี้เลยสักนิด