“เฮ้อ!”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นหลังจากที่ประตูห้องตรวจปิดลงในเวลา 20.15 น. แพทย์หญิงไอรดาทิ้งร่างพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง เธอตรวจคนไข้ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ก็นับเวลารวม 12 ชั่วโมง นี่ยังไม่รวมเวรกลางคืนที่เธอคอยรับคนไข้เด็กจากห้องคลอดอีกสองคืน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูทำให้คุณหมอสาวนั่งตัวตรงอีกครั้งเพราะคิดว่าจะมีคนไข้มาตรวจกับเธอถึงแม้จะเลยเวลาตรวจไปแล้วแต่ถ้ายังมีคนไข้ ไอรดาก็มักจะตรวจจนกว่าจะหมด เพราะรู้ว่าถ้าตนเองไม่ตรวจ คนไข้เหล่านั้นก็จะต้องไปตรวจต่อกับคุณหมอที่ห้องฉุกเฉินซึ่งบางครั้งก็ไม่มีหมอเฉพาะทางเด็ก
“หมดแรงเลยเหรอคะหมออัยย์” นีรนุชพยาบาลประจำแผนกเด็กถามขึ้น
“ค่ะ พี่นุช อัยย์ขอโทษนะคะที่ทำให้พี่ต้องกลับช้าอีกแล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ พี่ไม่ได้รับไปไหนว่าแต่หมออัยย์เถอะค่ะ อีกสองวันก็จะแต่งงานแล้วยังจะรับขึ้นเวรอีกนะคะ”
“ก็หลังแต่งอัยย์ขอลางานต่ออีกหนึ่งอาทิตย์นี่คะ เลยต้องแลกเวรกับหมอปิ่น”
“จะไปฮันนีมูนที่ไหนล่ะคะ”
“ยังไม่รู้เลยค่ะพี่นุช แฟนอัยย์ไม่ยอมบอกอะไรเลย”
“น่ารักจังนะคะ สงสัยคุณติคงอยากให้หมออัยย์เซอร์ไพรส์” นีรนุชเคยเจอว่าที่สามีคุณหมอไอรดาอยู่หลายครั้ง เขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดี สุภาพและดูอบอุ่นเหมาะกับคุณหมอไอรดาราวกับกิ่งทองใบหยก
“นั่นสิคะ พี่ติน่ะเก็บความลับเก่งมาก อัยย์เลยไม่รู้จะเตรียมเสื้อผ้าแบบไหนไปเที่ยวเลยล่ะคะ”
“พี่ว่าคงไม่พ้นแถวยุโรปแน่ ที่นั่นกำลังอากาศหนาวเหมาะกับคู่รักค่ะ”
“พี่นุชพูดแบบนี้สงสัยว่าอัยย์คงต้องไปหาชุดเพิ่มแล้วล่ะคะ”
“อย่าห่วงแต่ชุดไปเที่ยวนะคะ อีกสองวันก็จะถึงวันงานแล้วพี่ว่าหมออัยย์ควรจะนอนพักให้มากๆ นะคะ พี่บอกก่อนเลยว่าถึงเราเป็นเจ้าสาวยืนยิ้มอย่างเดียวก็จริงแต่มันเหนื่อยมากๆ ค่ะ” นีรนุชพูดตามประสบการณ์ของตัวเอง
“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่นุช อัยย์อึดอยู่แล้วถ้างั้นคงไม่ขึ้นเวรควบได้หรอกค่ะ”
“จริงสิ หมออัยย์ของพวกเราน่ะทั้งสวยและอึด แล้ววันนี้ว่าที่เจ้าบ่าวจะมารับไหมคะ”
“ไม่ค่ะ คุณยายบอกไม่ให้เจอกันก่อนวันแต่งงานสามวันค่ะ วันนี้อัยย์จะไปเม้าท์กับหมอริตาค่ะ” ไอรดาหมายถึงสริตาที่เป็นวิสัญญีแพทย์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับเอมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมและลากยาวมาจนถึงตอนนี้
“ถึงว่าพี่เห็นหมอริตามาเดินด้อมๆ มองๆ คงจะมาตามหมออัยย์นั่นเอง งั้นพี่ขอตัวก่อนนะคะ เจอกันที่งานแต่งวันมะรืนค่ะ”
“ที่แผนกไม่มีใครไปงานตอนเช้าไหมคะ”
“ไม่จ้ะ ตอนเช้าอยากให้เป็นงานของครอบครัว พวกเราเลยว่าจะยกกันไปทั้งแผนกตอนเย็นทีเดียวค่ะ”
“ได้ค่ะ ไปตามที่อัยย์ปักหมุดไว้รับรองไม่หลงค่ะ”
พอนีรนุชออกจากห้องไปแล้วไอรดาก็เก็บของใช้ส่วนตัวลงกระเป๋า พอเดินออกมาจากห้องตรวจ ไฟบริเวณแผนกกุมารเวชก็ปิดเกือบหมดจะเหลือก็แค่ไฟตรงทางเดินเท่านั้น
“ริตา ขอโทษนะ รอนานไหม” ไอรดาเดินมาคล้องแขนหมอสริตาอย่างประจบ
“รอจนจะหลับแล้ว คนไข้เยอะเหรออัยย์” หมอสามมารอเพื่อนตั้งแต่สองทีมจนถึงตอนนี้ก็เกือบจะสองทุ่มครึ่ง
“อือ กว่าจะตรวจคนสุดท้ายเสร็จแผนกอื่นเข้าก็กลับบ้านกันหมดแล้ว”
“ริตาไม่เข้าใจเลยว่าทำไม่อัยย์จะต้องทุ่มเทกับงานมากขนาดนี้ ดูสิจะแต่งงานอยู่อีกสองวันแล้วยังจะห่วงทำงานอีก” คุณหมอสาวมองหน้าเพื่อนรักอย่างเอือมระอา เพราะไอรดาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน หญิงสาวจะทุ่มเทกับทุกๆ เรื่อง จนบางครั้งเธอก็มองว่ามันมากเกินไป
“เอาน่าอย่าบ่นไปหน่อยเราไปหาอะไรกินกันดีกว่าอัยย์อยากกินชาบู”
“จะมาอยากกินอะไรกันตอนนี้ ริตาว่าอัยย์ควรกินอะไรที่มันเบาๆ เดี๋ยวชุดแต่งงานใส่ไม่ได้จะหาว่าริตาไม่เตือนนะ”
“ใส่ไม่ได้ก็ขยายไซซ์เอาสิ ง่ายจะตาย”
“เบื่อที่จะพูดกับคนเห็นแก่กินแล้ว ริตาว่าคืนนี้อัยย์กินได้แค่สลัดกับผลไม้เท่านั้นแหละ”
“แค่นั้นมันจะอิ่มที่ไหนล่ะ ขอแซนด์วิชอีกชิ้นได้ไหม”
ว่าที่เจ้าสาวโอดครวญเพราะสองวันมานี้เธอใช้พลังงานไปมากกว่าปกติ ทั้งออกตรวจที่แผนกผู้ป่วยนอก ราวน์คนไข้ที่แผนกผู้ป่วยในและยังต้องเข้าเวรคอยรับเด็กจากห้องคลอด และเมื่อคืนเหมือนจะเป็นฤกษ์ดีเพราะเธอรับเด็กจากการผ่าคลอดไปถึง 4 คนซึ่งเด็กๆ พวกนั้นก็อาจจะกลายมาเป็นคนไข้ของเธอ ทั้งในเวลารับวัคซีนและเวลาเจ็บป่วย เนื่องจากผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็อยากให้ลูกของตนเองได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากคุณหมอที่ดูแลในวันแรกที่พวกเขาลืมตาขึ้นมา
“ให้ครึ่งชิ้นจ้ะ” สริตาไม่ยอมใจอ่อนเพราะกลัวว่าเพื่อนจะพุงป่องเวลาใส่ชุดเจ้าสาว แล้วคนจะเอาไปนินทาว่าเจ้าสาวป่องก่อนแต่ง
“โอยยย ริตาใจร้าย”
“ไม่ต้องมาบ่นเลย รีบกลับกันได้แล้ว พรุ่งนี้ริตามีเคสแต่เช้า”
“อ้าว ไหนว่าจะไปขัดตัวกัน”
“มีเคสผ่าคลอดน่ะ ถ้าเสร็จเร็วจะตามไปที่ร้าน ว่าแต่เพื่อนคนอื่นได้รับชุดกันครบแล้วใช่ไหม”
“ทางร้านส่งให้ครบแล้ว อัยย์เข้าใจเลยว่าทำไมจะต้องจัดงานให้มันวุ่นวายด้วย”
“คำถามนี้ริตาว่าอัยย์เก็บไปถามคุณยายนวลแขดีกว่าไหม”
“ถ้าถามได้อัยย์ถามไปแล้วสิ ริตาก็รู้ว่าอัยย์ไม่กล้าขัดใจคุณยาย” เพราะคุณยายนวลแขเป็นคนเลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากบิดามารดาของเธอนั้นประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังแบเบาะ
เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณยายนวลแขจะพูดหรือจะบอกให้เธอทำอะไร ไอรดาก็ยอมทำตามทุกอย่าง รวมถึงการแต่งงานครั้งนี้ด้วย
ไอรดากับอติรุจน์รู้จักกันมานานเพราะทั้งสองครอบครัวนั้นสนิทสนมกันมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด แต่เธอกับชายหนุ่มไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่ เนื่องจากไอรดานั้นเรียนหนักมากในขณะที่เขาก็เอาแต่ทำงาน แต่หลังจากเรียนจบแพทย์ครอบครัวทั้งสองก็เริ่มคุยกันถึงเรื่องแต่งงาน
หญิงสาวไม่ได้คัดค้าดแต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เธอบอกกับคุณยายนวลแขว่าเธอยังต้องใช้ทุนอีกถึงสามปีแล้วจากนั้นก็จะขอเรียนต่อเฉพาะทาง ถ้าเรียนจบแล้วอติรุจน์ยังไม่มีใครเธอก็จะยอมตกลงแต่งงานด้วย
แต่ไอรดาก็พลาดอย่างหนักเมื่อคุณยายช่วยร่นเวลาให้ด้วยจ่ายเงินคืนให้กับรัฐบาลและยังเป็นคนออกเงินค่าเรียนเฉพาะทางให้เธออีกด้วย
ระหว่างที่หญิงสาวไปต่อเฉพาะทางที่อเมริกา อติรุจน์ก็มักจะแวะไปหาเธอที่นั่นอยู่บ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาเริ่มดีขึ้น เธอพูดคุยปรึกษากับชายหนุ่มได้ทุกเรื่อง เขาเป็นผู้รับฟังที่ดีมาตลอด
และพอเธอเรียนจบกลับมาทำงานได้สามเดือนการแต่งงานจึงถูกกำหนดขึ้นด้วยความเต็มใจของทั้งสองคน
ระยะเวลา 3 ปีที่ได้รู้จักกับอติรุจน์ชายหนุ่มไม่เคยทำให้เธอลำบากใจเลย แม้ว่าเธอจะขึ้นเวรจนไม่มีเวลาให้เขา แต่อติรุจน์ก็ไม่เคยว่า หนำซ้ำเขายังคอยสนับสนุนและเป็นกันชนที่ดีระหว่างเธอกับคุณยายซึ่งบางครั้งก็ทะเลาะกัน เรื่องที่หญิงสาวเอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาพัก เขาเป็นเหมือนกับกับหลุมหลบภัยของเธอ เพราะทุกครั้งที่มีปัญหาชายหนุ่มจะอยู่เคียงข้างและจับมือเธอไว้อยู่ตลอด เธอรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เจอผู้ชายที่แสนดีอย่างอติรุจน์
พิธีแต่งงานถูกแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงเช้าเป็นพิธีหมั้นแบบไทยและช่วงเย็นเป็นพิธีฉลองมงคลสมรสซึ่งจะจัดขึ้นที่บ้านของเจ้าบ่าวเพื่อให้เพื่อนๆ ของทั้งสองฝ่ายได้มาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างสะดวก
ในช่วงเช้าจัดเป็นพิธีแบบไทย ซึ่งจัดขึ้นที่บ้านสวนของคุณยายนวลแขที่จังหวัดนครปฐม แขกที่มาร่วมงานจึงมีแค่ญาติสนิทของทั้งสองฝ่ายเพียงเท่านั้น
ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างสวยงามตามความต้องการของคุณยายนวลแข ทางฝ่ายเจ้าบ่าวเองก็ยอมตามใจทุกอย่างเพราะมีความเคารพนับถือกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกอย่างคุณยายนวลแขก็เป็นคนจัดการงานนี้ด้วยตนเองเพราะอยากทำให้วันสำคัญของหลานสาวเป็นวันที่มีความสุขมากที่สุด
ทั่วบริเวณบ้านเรือนไทยถูกประดับตกแต่งอย่างสวยงามด้วยดอกไม้จริงทั้งหมด ทำให้ทั่วบริเวณงานเต็มไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่น คนที่มาเป็นแขกต่างพากันชื่นชมไม่ขาดปาก
ไอรดาสวมชุดไทยศิวาลัยสีงาช้างพาดสไบสีเดียวกันปักดิ้นเงิน ผมถูกเกล้ารอบศีรษะ เปิดให้เห็นใบหน้าสวยหวานราวกับหลุดออกมาจากวรรณคดี ดวงตากลมโตถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงเสริมให้ดูเด่นชัดขึ้น พวกแก้มปัดสีอ่อนเน้นความเป็นธรรมชาติ ปากบางทาด้วยสีชมพู อ่อนๆ พอเธอปรากฏกายอติรุจน์ก็จ้องคนรักด้วยความตกตะลึง
ปกติแล้วคุณหมอสาวไม่เคยแต่งหน้าแบบนี้มาก่อนส่วนใหญ่ก็แค่รวบผมและทาเพียงรองพื้นเวลาออกไปข้างนอกเท่านั้น มันจึงทำให้อติรุจน์มองด้วยสายตาชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
“วันนี้น้องอัยย์สวยมากเลยนะครับ” อติรุจน์กล่าวชมระหว่างที่ทั้งสองนั่งคู่กัน ขณะที่ญาติผู้ใหญ่ต่างพากันมารดน้ำสังข์
“พี่ติก็หล่อมากๆ เหมือนกันค่ะ”
การกระซิบกระซาบกันของคู่บ่าวสาวนั้นเป็นภาพที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมองแล้วพากันยิ้มอย่างมีความสุข ทั้งสองคนสวยหล่อและยังมีหน้าที่การงานที่ดี มองยังไงก็เป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาก ไม่ว่าจะขยับลุกนั่งหรือเดินต้อนรับแขกอติรุจน์จะคอยดูแลหญิงสาวราวกับเธอเป็นเจ้าหญิง
ไอรดารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้แต่งงานกับเขา ทั้งที่ไม่เคยคาดหวังว่าเขากับเธอจะเข้ากันได้ดีเพราะต่างฝ่ายต่างก็ถูกผู้ใหญ่บังคับด้วยกันทั้งคู่ แต่พอเวลาผ่านไปความรักก็เกินขึ้นจนมาวันนี้วันที่ทั้งสองจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันอย่างถูกต้องสมบูรณ์
พอช่วงบ่ายคุณยายนวลแขให้นุกูลลูกเขยเธอซึ่งเป็นลุงของไอรดาไปเชิญนายอำเภอมาที่บ้านเพื่อให้ทั้งสองคนได้จดทะเบียนสมรสกันต่อหน้าญาติของทั้งสองฝ่าย
“คุณยายจะไม่ไปงานฉลองตอนเย็นจริงๆ เหรอคะ”
“หนูอัยย์อย่าอ้อนให้ยากเลย ลุงว่าปล่อยให้ยายพักอยู่บ้านเถอะ นี่ก็เตรียมงานมานานหลายวัยยายคงอยากพัก” นุกูลบอกหลานสาวที่กำลังนั่งอ้อนให้คุณยายไปร่วมงานตอนเย็นกับเธอ
“แล้วอย่างนี้ใครจะเป็นญาติผู้ใหญ่ให้อัยย์ล่ะคะลุงนุ”
“ลุงกับป้าไง นี่ลุงตัดสูทหล่อๆ ไว้แล้วนะ กะว่างานนี้จะหล่อแข่งกับเจ้าบ่าวเสียหน่อย”
“พี่ณัฐไหนมาบอกว่าไม่มีใครไปไงคะ”
“พี่พูดแบบนั้นเหรอ พูดตอนไหน เราฟังผิดหรือเปล่า ทำงานมากจนเบลอหรือเปล่า”
“จริงๆ นะคะลุงนุป้าอร พี่ณัฐพูดแบบนั้นจริง อัยย์จำได้”
“มั่วแล้วหนูอัยย์ พี่ว่าอย่าเสียเวลาเถียงกันเลย รีบกลับกรุงเทพกันเถอะ แต่งตัวไม่ทันจะมาว่าพี่ไม่ได้นะ”
“อย่างอัยย์น่ะ สวยอยู่แล้ว ต่อให้หน้าสดก็ยังได้ใช่ไหมคะพี่ติ”
“ใช่ครับ”
“นี่ขนาดเพิ่งจะแต่งได้ไม่กี่ชั่วโมงยังกลัวเมียขนาดนั้น พี่นึกไม่ออกเลยว่าต่อไปอนาคตจะเป็นยัง” ศุภณัฐยักไหล่ก่อนจะรีบขึ้นไปนั่งบนรถตู้เป็นคนแรกเพื่อไปร่วมงานฉลองตอนเย็นซึ่งตอนนี้บิดามารดาของอติรุจน์นั้นได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว”
“อย่าไปฟังพี่ณัฐเลยค่ะพี่ติ”
“เอาล่ะ ยายว่ารีบไปกับเถอะเดี๋ยวจะแต่งหน้าทำผมไม่ทันอย่างที่เจ้าณัฐว่า หนูอัยย์ ถึงยายไม่ไป ก็ไม่ใช่ว่ายายไม่ยินดีกับหนูนะ แต่ยายไม่ไหวจริงๆ”
“งั้นอัยย์ให้พี่ณัฐถ่ายรูปมาให้ยายดูเยอะๆ นะคะ”
“จ้ะลูก พ่อติยายฝากหนูอัยย์ด้วยนะ หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกันแล้วก็อย่าลืมรีบมีเหลนให้ยายอุ้มก่อนที่ยายจะไม่มีแรงนะ”
“ครับคุณยาย แล้วผมจะพาน้องอัยย์กลับมาเยี่ยมคุณยายๆ บ่อยนะครับ”
รถตู้เล่นออกจาบ้านสวนแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนสายหลัก ใช่เวลาเพียงชั่วโมงเศษก็มาถึงบริเวณบ้านของอติรุจน์ที่ตอนนี้สถานที่ถูกตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม
“สวยมากเลยค่ะพี่ติ เหมือนที่อัยย์คิดไว้เลยค่ะ”
“พี่ดีใจที่อัยย์ชอบ พี่ว่าอัยย์รีบไปแต่งตัวนะครับ”
“ค่ะ”
งานฉลองตอนเย็นไอรดาสวมชุดแต่งงานเกาะอกสีขาว กระโปรงยาวถึงพื้น ผมเกล้าเป็นมวยตํ่า ส่วนเจ้าบ่าวนั้นอยู่ในสูทสีขาว ทั้งสองคนยืนต้อนรับแขกอยู่หน้างานด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข แขกที่มางานต่างชื่นชมบ่าวสาวว่าสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
เมื่อถึงเวลาที่กำหนดทั้งสองก็ขึ้นไปกล่าวขอบคุณแขกบนเวที จากนั้นก็ตัดเค้กและโยนช่อดอกไม้เมื่อเสร็จพิธีก็ถึงเวลาเข้าหอ ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายก็ร่วมอวยพร
“ลุงฝากน้องด้วยนะคุณติ หนักนิดเบาหน่อยให้อภัยกัน”
“ครับ”
“ส่วนป้าก็อยากให้ทั้งสองคนรักกันใหมากๆ จะทำอะไรก็ขอให้นึกถึงวันนี้ที่ทั้งสองคนมีความสุข”
“ครับคุณลุงคุณป้า” อติรุจน์รับคำ
“พ่ออยากหนูอัยย์กับติมีหลานให้พ่ออุ้มเร็วๆ ” บิดาของเจ้าบ่าวอวยพร
“แม่ก็ขอให้หนูอัยย์มีความสุขกับชีวิตคู่นะลูก”
“ขอบคุณค่ะแม่ “ไอรดากล่าวขอบคุณมารดาของสามี
“ส่วนพี่ไม่ขออะไรมาก ขอให้รักน้องสาวของพี่ให้มากๆ ก็พอ”
จากนั้นทุกคนก็ออกไปจากห้องนอน ไอรดารู้สึกประหม่าเล็กน้อยที่อยู่กันตามลำพังกับอติรุจน์ แม้ว่าจะคบกันมานาน แต่ทั้งสองก็ไม่เคยทำมากกว่าการจับมือเลย
อติรุจน์ไม่เคยล่วงเกินเธอสักครั้งเพราะอยากรอให้ถึงวันนี้วันที่ทั้งสองแต่งงานกันอย่างถูกต้อง และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไอรดารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโชคดีที่สุดคนหนึ่ง
“เหนื่อยไหมครับ”
“ค่ะ อัยย์ไม่คิดเลยว่าจะเหนื่อยจนแทบหมดแรงแบบนี้ เหนื่อยกว่าขึ้นเวรที่โรงพยาบาลอีกค่ะ พี่ติล่ะคะเหนื่อยไหม”
“ครับ พี่เป็นผู้ชายยังเหนื่อยขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนอนพักก็คงหายเหนื่อย”
“พี่ติยังไม่บอกเลยว่าจะพาอัยย์ไปฮันนีมูนที่ไหน”
“พรุ่งนี้เจ้าจะบอกครับ รับรองว่าอัยย์ต้องชอบ แต่ตอนนี้พี่ว่าอัยย์ไปอาบน้ำก่อนดีไหมครับ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ให้พี่ช่วยถอดชุดให้ไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ อัยย์ถอดเองได้”
“ไม่เห็นต้องอายเลยเราแต่งงานกันแล้ว
“ไม่ได้อายสักหน่อย”
“งั้นหันหลังมานะครับเดี๋ยวพี่รูดซิปให้”
ไอรดาหันหลังให้เขาอย่างว่าง่าย หัวใจเธอเต้นแรงเมื่อชุดถูกรูดลงไปกองอยู่กับพื้น หญิงสาวรีบความผ้าเช็ดตัวที่วางอยู่มาพันรอบกายอย่างรวดเร็ว ทำให้คนที่ยืนอยู่ด้านหลังได้แต่หัวเราะด้วยความเอ็นดู
“เอาล่ะ อัยย์ไปอาบได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะออกไปอาบห้องน้ำแขกนะครับจะได้รีบเข้านอนพร้อมกัน”
“ค่ะพี่ติ”
ไอรดาใช้เวลาอาบน้ำสระผมเกือบหนึ่งชั่วโมง หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นกับคืนเข้าหอ จากที่ฟังเพื่อเล่ามานั้นส่วนใหญ่คู่บ่าวสาวจะหลับเป็นตายเพราะเหนื่อยจากงานแต่งมาตั้งแต่เช้ามืด แต่สำหรับเธอนั้นแค่นี้ถือว่าไม่ได้มากมายอะไร เพราะเคยอยู่เวรแบบไม่ได้พักยาวนานถึง 48 ชั่วโมงก็ทำมาแล้ว
หญิงสาวสวมชุดนอนวาบหวิวที่เพื่อนๆ ให้มาเป็นของขวัญและย้ำว่าให้สวมชุดนี้คืนวันแต่งงาน ไอรดามองตัวเองในกระจกบานใหญ่ เมื่อมองร่างกายของตัวเองแล้วก็ยิ้มอย่างภูมิใจ
ถึงแม้จะเป็นคนชอบทานอาหารขยะและขนมหวานแต่ก็บังคับให้ตัวเองออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตลอดทั้งเรือนร่างแทบไม่มีไขมันส่วนเกินเลยสักนิดแถมหน้าอกคุณแม่และคุณยายก็ให้มาอย่างล้นเหลือ
แต่พอออกมาจากห้องน้ำก็ต้องแปลกใจเพราะตอนนี้เจ้าบ่าวของเธอไม่ได้รออยู่อย่างที่คิดไว้
เธอเห็นว่ามันนานเกินไปที่เขาจะอยู่ในห้องน้ำ บวกกับตอนนี้ตัวเองก็อยากจะออกไปหาน้ำดื่มสักแก้ว จึงคิดว่าจะไปตามเขาที่ห้องนอนเผื่อว่าเขาจะเผลอหลับอยู่ในห้องนั้น
ยังเดินไปไม่ถึงห้องนอนแขกไอรดาก็ได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกันออกมาจากห้องนั้น ตอนแรกเธอก็คิดว่าอติรุจน์อาจจะกำลังคุยโทรศัพท์ แต่พอเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ เสียงที่ได้ยินก็ทำให้เธอแทบจะหมดแรงอยู่ตรงนั้น
“คุณเอวดุแบบนี้ผมจะเปลี่ยนใจได้ยังละพนา อีกนิด ลึกอีก แบบนั้น พนากระแทกมาแรงๆ แบบนั้นโอ่วว สุดยอดพนา มันดีมาก”
ไอรดาจำได้ว่าเสียงที่กำลังร้องครางอย่างสุขสมนั้นเป็นเสียงของอติรุจน์
“ติ ผมจะไม่ไหวแล้ว อ่าห์....”
แล้วเสียงของอีกคนก็ดังตามกันมา
“พนาคุณจะอยู่กับผมแบบนี้ใช่ไหมจะไม่ทิ้งผมใช่ไหม”
“คุณก็รู้ว่าผมรักคุณหลงคุณ และผมก็มีความสุขมากที่ได้เป็นผัวคุณ ถึงแม้ว่าคุณกำลังจะหนีผมไปมีเมียก็ตาม”
“น้อยใจเหรอ”
“ครับ ผมกลัวว่าคุณจะรักหมออัยย์มากกว่าผม หมออัยย์นะทั้งสวยทั้งเซ็กซี่มีนมมีหอย ผมก็กลัวคุณจะเปลี่ยนใจ”
“อย่าห่วงไปเลยน่าเธอก็แค่คนที่เข้ามาทำให้ชีวิตของผมดูสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้นเอง เรื่องบนเตียงไม่เคยอยู่ในหัวผม”
“คุณจะบอกเธอยังไง นี่มันคืนเข้าหอนะติ”
“เอาน่าอย่าห่วงเลย ถ้าผมบอกว่าเหนื่อยอยากนอนเธอก็คงไม่ปล้ำผมหรอก หรือบางทีตอนนี้เธออาจจะหลับไปแล้วก็ได้”
“แล้วจะหนีได้ทุกคืนแบบนี้เหรอ ผมกลัวนะ ผมไม่อยากเสียคุณไป”
“คุณพูดแบบนี้ทั้งๆ ที่ไอ้นั่นของคุณยังในตัวผมนะ มั่นใจหน่อยสิพนา ยังไงผมก็ชอบแบบนี้ ชอบให้คุณเข้ามาลึกแบบนี้”
“แต่พรุ่งนี้คุณก็จะไปฮันนีมูนกับเธอ”
“ทำอย่างกับคุณจะไม่ไปด้วย แล้วประเทศที่เราไปกฎหมายก็รับรองการจะไปก็เปิดกว้างเรื่องการสมรสของคนเพศเดียวกัน”
“คุณหมายถึงอะไร”
“พนาเราไปจดทะเบียนกันที่นั่นนะ ผมอยากมั่นใจว่าระหว่างเราจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
“สำหรับผมคุณติก็คือทุกอย่าง ถ้าไม่มีคุณก็ไม่มีผม วันนี้คุณติ เหนื่อยไหมครับ”
“ผมจะเหนื่อยได้ยังไงล่ะ เราเพิ่งเสร็จกันไปรอบเดียวเองนะ น้องชายของคุณมันแข็งปั๋งอยู่เลย”
“แต่ผมช่วยคุณเตรียมงานมาทั้งวันผมเหนื่อย”
“เหนื่อยก็นอนเฉยๆ สิที่รักเดี๋ยวผมขึ้นเอง”
“ก็คุณเด็ดแบบนี้ ผมจะไม่รักคุณหลงคุณได้ยังไงล่ะ อื้อ คุณติ คุณทำผมเสียวจนจะขาดใจแล้ว”
“คุณทำให้คืนแต่งงานของผมมีความหมายที่สุด”
ไอรดาก้าวขาแทบไม่ออกไม่คิดว่าตัวเองจะมาได้ยินอะไรแบบนี้ ไม่บอกก็รู้ว่าคนที่อยู่ด้านหลังประตูนั่นกำลังทำอะไรอยู่ เสียงหนึ่งคือเสียงของอติรุจน์เธอจำได้อย่างแม่นยำ อีกเสียงหนึ่งถ้าฟังไม่ผิดก็คงจะเป็นเสียงของพนาเพราะเธอได้ยินเขาเรียกแบบนั้น
เธอเคยเจอกับพนานับครั้งมาถ้วน เพราะทุกครั้งที่อติรุจน์บินไปเยี่ยมเธอที่อเมริกาผู้ชายคนนี้จะตามไปด้วย เพราะเขาเป็นเลขาของอติรุจน์ แต่เธอไม่เคยเอะใจถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองเลย เธอไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่เพิ่งจดทะเบียนสมรสเป็นสามีของเธออย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้นเขายังมีสถานะเป็นภรรยาของคนอื่นอีกด้วย
หญิงสาวกลับมาที่ห้องนอนอีกครั้งแล้วล้มตัวลงนอน เสียเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองได้รับรู้ เธอนอนร้องไห้ในคืนเข้าหอขณะที่เจ้าบ่าวของเธอนั้นกำลังมีความสุขอยู่อีกห้อง เมื่อตอนหัวค่ำไอรดายังคิดอยู่เลยว่าตัวเองเป็นคนโชคดีที่ได้เจอกับอติรุจน์ที่แสนสุภาพและให้เกียรติเธอจนถึงวันแต่งงาน แต่พอรู้สาเหตุก็รู้สึกใจสลาย
เธอนอนรอให้เขากลับมาที่ห้องจนกระทั่งเผลอหลับไป
เช้าวันใหม่ไอรดาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนั้นอยู่ในห้องนอนคนเดียว ส่วนที่ว่างข้างกายนั้นไม่มีร่องรอยสักนิดว่าเมื่อคืนเขาไม่กลับมานอนด้วย แต่มันก็ดีแล้วที่เขาไม่มานอนร่วมเตียงกับเธอ
หญิงสาวไม่ได้รังเกียจเลยที่เขาเป็นชายรักชาย แต่ที่รังเกียจก็เพราะเขาไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก เขายอมให้มีการแต่งงานเกิดขึ้นและให้สถานะแม่หม้ายกับเธอตั้งคืนแรกที่เข้าหอ
หลังจากอาบน้ำและแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเธอก็ลงมายังชั้นล่างซึ่งตอนนี้อติรุจน์กำลังนั่งอ่านอะไรสักอย่างในไอแพด
“อรุณสวัสดิ์ครับน้องอัยย์ หิวหรือยัง”
“ยังคะ”
“อัยย์ไม่สบายหรือเปล่าดูสีหน้าไม่ดีเลย อย่างนี้เราจะไปฮันนีมูนด้วยกันได้ไหมครับ”
“พี่ติจะพาอัยย์ไปที่ไหนคะ” ไอรดาถามพร้อมกับมองหน้าเขาไปด้วย ดูท่าทางแล้วอติรุจน์คงไม่รู้ว่าเมื่อคืนเธอรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเขาและพนาแล้ว
“พี่จำได้ว่าอัยย์ชอบกินช็อกโกแลตมากพี่เลยจะอัยย์ไปเบลเยี่ยมครับ”
“ช่างเหมาะเจาะจังเลยนะคะประเทศเบลเยียม อัยย์เหมือนได้ยินว่าประเทศนี้มีกฎหมายรองรับการสมรสของเพศเดียวกันแล้วยังขอบุตรบุญธรรมได้ด้วยนะคะ”
“เหรอครับ พี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย”
“พอเถอะค่ะพี่ติ อย่าพยายามเลย”
“อัยย์หมายถึงอะไรครับ”
“เรื่องพี่ติกับคุณพนาอัยย์รู้หมดแล้ว”
“อัยย์” อติรุจน์หน้าซีดเผือด เขาไม่คิดว่าไอรดาจะรู้เรื่องนี้
“พี่ติทำแบบนี้กับอัยย์ได้ยังไงคะ พี่ติหลอกให้อัยย์แต่งงานกับพี่ทำไม พี่ทำให้อัยย์เชื่อว่าพี่รักอัยย์และอยากสร้างครอบครัวด้วยกัน” ไอรดาทั้งผิดหวังและเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“อัยย์ พี่รักอัยย์นะ แต่ความรักที่มีให้อัยย์มันไม่ใช่แบบที่อัยย์ต้องการ พี่ขอโทษ”
“ขอโทษแล้วชีวิตอัยย์จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหมคะ ใครๆ ก็รู้ว่าตอนนี้อัยย์แต่งานแล้ว”
“อัยย์ พี่ขอโทษ พี่รู้ว่าเรื่องนี้พี่ผิด แต่เถ้าพี่ไม่แต่งงานกับอัยย์ พ่อกับแม่ก็ต้องให้พี่แต่งกับคนอื่นอยู่ดี”
“แล้วทำไมต้องเป็นอัยย์คะ อัยย์ไปทำอะไรพี่ถึงต้องมาทำลายชีวิตอัยย์แบบนี้”
“เพราะอัยย์เป็นคนที่เอาแต่ทำงานพี่เลยสบายใจที่ไม่ต้องทำตัวติดกันเหมือนกับผู้หญิงคนอื่น”
“แล้วพี่คิดว่าสถานะแม่หม้ายที่พี่ให้อัยย์มันน่าภูมิใจนักเหรอ มีอย่างที่ไหนแต่งงานได้คืนเดียวอัยย์ก็กลายเป็นแม่หม้ายไปแล้ว”
“เราอยู่กันแบบนี้ได้นะอัยย์”
“พี่พูดตลกดีนะคะ ใครจะไปทนอยู่ได้ อัยย์จะหย่า”
“พี่ว่าอัยย์ไม่กล้าหรอก”
“ทำจะไม่กล้าล่ะคะ”
“เพราะถ้าอัยย์หย่าคนที่จะเสียใจก็คือคุณยายนวลแข อัยย์คงไม่รู้ใช่ไหมที่ท่านรีบให้เราแต่งงานกันเพราะท่านไม่ค่อยสบาย”
“พี่ติอย่ามาหลอกอัยย์เลยค่ะ”
“ไม่เชื่ออัยย์ลองไปถามลุงนุกับป้าอรดูสิ อัยย์ไม่สงสัยเหรอว่าแค่นครปฐมมาที่นี่นั่งรถไม่ถึงสองชั่วโมงทำไมคุณยายถึงไม่ยอมมา”
“เราหย่ากันเงียบๆ ก็ได้นี่คะ”
“พี่ว่าเรามาทำข้อตกลงกันหน่อยดีไหม”
“ไม่ค่ะ จนกว่าอัยย์จะแน่ใจว่าที่พี่พูดเป็นเรื่องจริง”