ตอน 1

ตอนที่ 1 เข้าร่างดีๆ โลกไม่จำ

กุบกับ กุบกับ กุบกับ

เสียงฝีเท้าม้าที่ดังใกล้เข้ามาท่ามกลางเสียงเม็ดฝนตกกระทบพื้นทำให้สตรีที่นอนสะลึมสะลืออยู่กลางทางผู้หนึ่งปรือตาขึ้นมอง

ภาพตรงหน้าที่ปรากฏขึ้นแม้นจะยังเลือนลาง แต่เมื่อเพ่งมองก็มั่นใจได้ว่าสิ่งที่กำลังมุ่งตรงเข้ามาคือรถม้าคันหนึ่ง พาหนะนั้นกำลังแล่นมาตามทางอย่างเร็วรี่ และหากนางยังอยู่ตรงนี้จะต้องเกิดเหตุสลดขึ้นแน่นอน หญิงสาวจึงพยายามขยับกายหมายจะออกไปให้พ้นทาง แต่แล้วก็กลับพบว่าตนเองไร้เรี่ยวแรงสิ้นดี แค่เพียงจะหยัดกายลุกขึ้นนั่งยังไม่อาจทำได้ สุดท้ายจึงได้แต่นอนมองเหตุการณ์ด้วยความหวาดเสียวใจ พลันนั้นเสียงตะโกนของสารถีก็ดังขึ้น

“ไอ้หยา!”

ทันทีที่ผู้ควบคุมรถม้ามองมาเห็นร่างสั่นเทิ้มของสตรีที่นอนขดตัวอยู่กลางถนน รถม้าก็ถูกบังคับให้ช้าลงอย่างเฉียบพลัน ผู้โดยสารที่นั่งมาในรถต่างร้องอุทานขึ้นด้วยความตกใจที่อยู่ๆ รถม้าของตนก็ส่ายสะบัดคล้ายเสียการควบคุม

“ว๊าย!!”

เสียงร้องอุทานนั้นพาให้สตรีกลางถนนปิดเปลือกตาลงทันควัน แต่เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งกลับไม่พบความเจ็บปวด มีเพียงอาการหนาวสั่นเท่านั้นที่ยังจู่โจมนางตลอดเวลา สตรีผู้เดียวดายกลางถนนจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้นางเห็นสารถีผู้นั้นทิ้งบังเหียนแล้ววิ่งตรงเข้ามาหานาง ร่างท้วมย่อตัวลงแล้วพยายามจะช้อนตัวนางขึ้นจากพื้นในขณะที่เอ่ยถาม

“แม่นาง เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เหตุใดจึงไม่หลบไปให้พ้นทาง!”

“หนาว… ข้าหนาวเหลือเกิน… ช่วยข้าด้วย”

ใบหน้าเปื้อนโคลนที่แหงนมองสารถีหนุ่มช่างดูน่าสงสาร นัยน์ตาของนางหม่นแสงฉายแววทุกทรมาน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็สั่นสะท้านสิ้นดี

สารถีหนุ่มรู้สึกหวั่นไหวกับสีหน้าเช่นนี้ แต่เหตุใดเล่าเขาจึงรู้สึกคุ้นตากับดวงหน้าสะคราญนี้นัก เมื่อคิดใคร่ครวญถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาจึงพบว่าสตรีนางนี้คือ เหอรั่วเหวิน คุณหนูจากสำนักเย่วเหมิน ผู้โด่งดัง พลันนั้นคำถามมากมายก็ผุดขึ้นในใจชายหนุ่ม ‘เหตุใดนางจึงถูกทอดทิ้งอย่างเดียวดายกลางป่าเช่นนี้ หนำซ้ำสตรีผู้มีวรยุทธ์กลับนอนขดตัวอย่างหมดเรี่ยวแรง หรือว่านางจะถูกทำร้าย!’

แต่เมื่อเลื่อนสายตาลงมองสำรวจเรือนร่างอรชรที่สั่นเทิ้มภายใต้อาภรณ์สีแดงฉานก็กลับไม่พบบาดแผล ผิวขาวราวไข่มุกบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคลาบโคลน กายนางเย็นเยียบดูแล้วรู้สึกเวทนายิ่งนัก นึกอยากจะช่วยให้ความอบอุ่นแก่นางเสียเหลือเกิน แต่แล้วเสียงของสตรีที่ดังขึ้นจากด้านหลังก็ทำให้ความคิดนั้นต้องลบเลือนไป

“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ เหตุใดจึงไม่ไปต่อ!”

สตรีผู้มีวงหน้าจิ้มลิ้มน่ารักแง้มหน้าต่างรถม้าเยี่ยมหน้าออกมามอง สารถีหนุ่มจึงเหลียวกลับไปตอบนางด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“แย่แล้ว แม่นางเหอรั่วเหวินกำลังต้องการความช่วยเหลือขอรับ คุณหนูจะให้บ่าวทำอย่างไรดีขอรับ”

“ปล่อยนางเอาไว้ตรงนั้นแหละ!”

ผู้ตอบคือสตรีสูงศักดิ์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับสตรีที่เอ่ยถาม นางไม่ได้เยี่ยมหน้าออกมามองแม้เพียงนิดแต่กลับตะโกนตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว คนฟังทั้งสองคนที่ตากฝนอยู่ด้านนอกฟังแล้วสะท้านใจยิ่งนัก

หยาดฝนที่เยียบเย็นยังไม่ส่งให้เหน็บหนาวได้เท่ากับคำพูดแล้งน้ำใจ

“ขอรับ”

สารถีหนุ่มเอ่ยตอบอย่างจำใจ ในเมื่อเจ้านายของเขาไม่อนุญาตผู้เป็นบ่าวรับใช้ก็ไม่อาจขัดขืนคำสั่งได้ ชายหนุ่มจึงค่อยๆ อุ้มร่างไร้เรี่ยวแรงและเปียกปอนขึ้นจากพื้น เขาพานางไปหลบไว้ที่ข้างทางแล้วรีบรุดกลับไปที่รถม้า เมื่อปีนขึ้นมานั่งประจำตำแหน่งได้แล้วรถม้าคันงามก็เล่นผ่านหน้าสตรีผู้เปียกโชกไป

ทว่าก่อนจะจากไปสตรีผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มก็ชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่าง นางตะโกนบอกผู้ที่นอนขดตัวอยู่ข้างทางด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเหยียดหยัน

“เหอรั่วเหวิน สตรีเพศยาอย่างเจ้าควรจะรีบตายๆ ไปได้แล้ว สมน้ำหน้านัก!”

แววตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แล้วสตรีผู้นั้นก็สะบัดหน้าหนีไปก่อนที่บานหน้าต่างจะถูกปิด ไม่มีโอกาสให้ผู้ที่ถูกต่อว่าตอบโต้แม้เพียงนิด รถม้าคันใหญ่ได้เคลื่อนตัวจากไปเสียแล้ว

หญิงสาวนอนมองถนนดินเฉอะแฉะที่ว่างเปล่าด้วยความรู้สึกงงงัน พอเริ่มประติดประต่อเหตุการณ์ได้นางก็ร้องตะโกน

“เหอรั่วเหวินที่ไหนกันเล่า ข้าคือหวางเสี่ยวเหยาต่างหาก!”

ทั้งสามที่มาพร้อมรถม้ามิได้จดจำผิดพลาดแต่อย่างใด ทว่ากลับเป็นนางต่างหากที่มีความเป็นมาที่ยากยิ่งจะอธิบาย เรื่องนี้คงต้องเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

เหอรั่วเหวินคือตัวละครนางร้ายในนิยายที่ถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนสาวผู้มีนามว่า หวางเสี่ยวเหยา นิยายเรื่องนี้จัดอยู่ในหมวดนิยายอีโรติกและเต็มไปด้วยฉากเลิฟซีนอันร้อนแรง หวางเสี่ยวเหยาได้บรรยายเอาไว้ว่านางร้ายผู้นี้มีหน้าตางดงามอีกทั้งยังมีวรยุทธ์เก่งกาจ นางเป็นถึงเจ้าสำนักน้อยแห่งหมู่ตึกเย่วเหมินซึ่งเป็นสำนักฝึกยุทธ์อันเลื่องชื่อ ทว่าเหอรั่วเหวินกลับมีจุดจบแบบที่ไม่น่าเป็นไปได้

ตัวละครเหอรั่วเหวินแม้จะร้ายกาจและมีความสามารถรอบด้าน แต่นางกลับเป็นโรคประหลาดที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ โรคนี้จะกำเริบขึ้นทุกครั้งเมื่อกายนางต้องสายฝน หรือหากฝนตกเมื่อใดนางจะหนาวสะท้านและพาลหมดเรี่ยวหมดแรง นางประคองชีวิตตนเองมาได้ด้วยการเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับและพึ่งยาจากสำนักปรุงยาของเทพโอสถ แต่แล้วในวันหนึ่งความลับก็รั่วไหลออกไปถึงหูศัตรูของนางเข้า

หวางเสี่ยวเหยาได้เขียนจุดจบของเหอรั่วเหวินรอเอาไว้ในขณะที่เนื้อเรื่องยังดำเนินไปได้เพียงครึ่งเท่านั้น เหอรั่วเหวินจะถูกใครบางคนสลับยาพิษแทนยาบำรุงและแก้อาการหนาวสั่นที่นางต้องกินเป็นประจำ เมื่อพลาดพลั้งดื่มยาพิษเข้าไปนางร้ายตัวนี้จึงถูกกำจัดไปจากเส้นทางรักของพระเอกและนางเอกในเรื่อง

เหตุที่ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะนิยายของหวางเสี่ยวเหยาเต็มไปด้วยฉากเลิฟซีน นางไม่มีพื้นที่ให้กับการดำเนินเรื่องในด้านอื่นๆ มากนัก ตัวละครที่คิดขึ้นจึงเต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผล บางตัวละครก็ใช้ตรรกะประหลาด พล็อตเรื่องบิดเบี้ยวเสียจนคนอ่านถอนหายใจแรง

ทว่านิยายของหวางเสี่ยงเหยากลับได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แม้บางคนจะอ่านไปด่าไปก็ตามที นักเขียนสาวจึงรีบเร่งปั่นต้นฉบับเพื่อจะวางขายจนกระทั่งลืมเลือนเรื่องการพักผ่อนของตนเอง เมื่อสภาพร่างกายทรุดโทรมหนักเข้าจึงไร้ภูมิคุ้มกัน เมื่อออกไปนอกห้องพักเพื่อไปซื้ออาหารจึงติดโรคระบาดร้ายแรงโควิดไนน์ทีนอย่างไม่รู้ตัว หวางเสี่ยวเหยาจึงต้องจากโลกมนุษย์ไปตลอดกาล

หากแต่หลังจากนั้นนางมิได้ไปเยือนสวรรค์อย่างที่คิด และนางก็ไม่ได้เหยียบย่างไปยังปรโลกอีกด้วย

ดวงจิตของนางกลับมาอยู่ในร่างของนางร้ายนามเหอรั่วเหวิน ตัวละครตัวหนึ่งที่นางไม่เคยใส่ใจ

พอคิดขึ้นได้นักเขียนในร่างนางร้ายก็ตะโกนก้อง

“ไม่… เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ไม่นะ ไม่จริง!… ฮือ ฮือ ฮือ”

เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังแข่งกับเสียงเม็ดฝนที่หล่นลงมากระหน่ำพื้น ใครบางคนที่เบื้องบนคงเทน้ำลงมากลั่นแกล้งนักเขียนสายหื่นกระมัง

ฮือ ฮือ ฮือ…

“ข้ามมิติทั้งทีแทนที่จะเป็นนางเอก นี่ก็นิยายของตัวเองแท้ๆ ไยสวรรค์ไม่เมตตา ไยส่งข้ามาเข้าร่างนางร้าย ฮือ ฮือ”

เมื่อหันซ้ายก็ไม่พบเจอผู้ใด หันขวาก็เห็นเพียงถนนดินและป่าเปลี่ยวกว้างใหญ่ นักเขียนสาวจึงเริ่มพูดคุยโต้ตอบกับตัวเองจนดูคล้ายคนบ้า!

“แต่ที่จริงแล้วนางร้ายก็อาจไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่คิดนะ ก็แค่ไม่ได้กับพระเอกเท่านั้น อย่างน้อยๆ นางก็ยังหน้าตาดีล่ะ!”

“ไม่หรอก ถึงจะสวยพริ้งแต่นางก็ต้องตายในเร็วๆ นี้นะ อยากตายอีกเป็นครั้งที่สองงั้นหรือ…”

“ไม่!… ไม่สิ ข้ายังไม่อยากตาย จะบอกความจริงให้นะ ฉากเลิฟซีนที่เขียนขึ้นมาน่ะ มโนทั้งนั้น ข้ายังไม่เคยร่วมรักกับชายใดทั้งสิ้น ใช้ชีวิตยังไม่คุ้มเลยจะตายได้อย่างไรกัน!”

“ถ้างั้นก็ใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่าเสียสิ ลุกขึ้นมาต่อสู้กับโชคชะตา ครั้งหนึ่งเจ้าเคยกำหนดมันขึ้นมาด้วยมือของเจ้าเองมิใช่รึ!”

“นั่นสิ ทำไมข้าเพิ่งคิดได้ จริงด้วย!”

แล้วหวางเสี่ยวเหยาก็พยายามหยัดกายลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง หลังจากที่ออกมาจากภวังค์แล้วกลับมาสู่ความเป็นจริง ทว่าอาการหนาวสั่นและไร้เรี่ยวแรงก็ยังคงตามติดตลอดเวลา

“หนาว หนาวเหลือเกิน…”

ร่างอรชรสั่นเทิ้มไม่สามารถลุกขึ้นจากพื้นได้ พลันนั้นนางจึงหวนคิดทบทวนความจำ ‘เหตุใดเหอรั่วเหวินจึงมานอนอยู่กลางถนนเช่นนี้…’

คำตอบก็คือตัวละครตัวนี้กำลังออกเดินทางไปดักรอเพื่อขัดขวางฉากเลิฟซีนของพระเอกและนางเอก แต่แล้วกลางทางก็เกิดมีฝนฟ้าคะนองราวกับมีพายุ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าฟ้ากว้างยังสดใสและเป็นสีคราม ฝนตกอย่างหนักทั้งๆ ที่ไม่น่าเป็นไปได้ และนี่คือตัวอย่างของเหตุการณ์บิดเบี้ยวที่เกิดขึ้นในเนื้อเรื่อง

ที่จริงแล้วสิ่งต่างๆ ก็บิดเบี้ยวจากความเป็นจริงเหมือนกับตัวละครนางร้ายผู้นี้ นักเขียนสาวในร่างนางร้ายคลี่ยิ้มขึ้นทันควันเมื่อรู้สึกตัว

ใช่แล้ว นางมาเข้าร่างของตัวละครที่ดีเลิศยิ่งกว่านางเอกในเรื่องเสียอีก!

“ขอบคุณสวรรค์ที่ส่งข้ามาเข้าร่างตัวละครแมรี่ซู! ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

พอคิดขึ้นได้ก็กลับคำ ไม่ทราบเคยทำความดีไว้อย่างไรจึงได้โอกาสมีชีวิตใหม่อีกครั้ง เวลานี้รู้เพียงแต่ดีใจมากๆ รู้สึกราวกับบรรยากาศหมองมัวรอบตัวเปลี่ยนเป็นสดใสในทันที แม้นว่าฝนจะยังคงตกอย่างหนัก หวางเสี่ยวเหยาตะโกนขึ้นบอกท้องฟ้า ยิ้มให้กับนกกาที่บินผ่านมาแม้ว่าจะมีสายฟ้าฟาดลงมาอย่างรุนแรง

เปรี้ยง!

“ข้าอยู่ในร่างโฉมสะคราญผู้เทพทรู ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เปรี้ยง!

แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายเมื่อสกุณาตัวนั้นถูกสายฟ้าฟาดร่วงหล่นลงมาตายต่อหน้า ขนดำมะเมี่ยมของมันมีควันลอยคลุ้ง ร่างกายไหม้เกรียมกรุ่นกลิ่นเหม็นไหม้ ความสมจริงกลับมาเยี่ยมเยือนจนนักเขียนสาวเริ่มตื่นกลัวในสถานการณ์

นางไม่รู้เลยว่าจุดจบของตัวละครนางร้ายนี้จะมาถึงเมื่อใด นางเว้นว่างเอาไว้เพราะมุ่งมั่นตั้งใจเขียนแต่ฉากเลิฟซีน

“แย่แล้ว!…”

เมื่อคิดเช่นนั้นหวางเสี่ยวเหยาก็ลนลานหายาแก้อาการทันที นางร้ายนี้จะต้องพกยาติดกาย ทว่าลูบคลำไปตามอาภรณ์สักเท่าใดก็ไม่พบขวดยา

‘เป็นไปไม่ได้! นางจะต้องมียาสิ!’

พลันนั้นนัยน์ตาสีดำขลับก็กวาดมองไปยังถนนดินเฉอะแฉะ และแล้วนางก็ได้พบกับขวดยา เจ้าขวดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ นั้นตกอยู่ที่กลางทาง และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวละครนี้นอนแอ้งแม้งอยู่ก่อนที่นางจะมาเข้าร่าง

คาดว่าเหอรั่วเหวินที่กำลังควบม้ามากำลังจะหยิบยาขึ้นมาดื่มเมื่อได้กลิ่นไอฝน ทว่าตัวละครนี้มักจะโชคร้ายเสมอๆ จึงทำให้พลาดพลั้งทำขวดยาหล่นจากมือ และเมื่อนางลงจากหลังอาชาเพื่อมาหยิบขวดยาฝนก็เทกระหน่ำลงมาเสียแล้ว เหอรั่วเหวินจึงไม่อาจไปขัดขวางฉากการร่วมรักท่ามกลางสายฝนของพระเอกและนางเอกที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปได้

“บ้าจริง! นี่ข้าต้องกระเสือกกระสนคลานไปกับพื้นเพื่อเอื้อมหยิบขวดยาหรือนี่ รันทดยิ่งนัก!”

นักเขียนสาวสายหื่นบ่นกระปอดกระแปดกับฝนฟ้า ช่างเป็นจังหวะการเข้าร่างที่สั่นสะเทือนวงการเสียจริง

“ปัง ปุ ริ…เย่ มาก แม่…”

เสียงบ่นยังสั่นเครือสิ้นดี พูดจบนางก็ค่อยๆ เอื้อมมือออกไป ในใจคิดว่าจะคลานไปกับพื้น ระยะห่างระหว่างตัวนางกับขวดยาไม่น่าเกินสองจั้ง ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปสองเค่อนางก็ยังคงนอนแหมบอยู่ที่เดิม สองจั้งกลายเป็นสองลี้ขึ้นมาทันควันเมื่อการขยับกายของนางเปรียบดั่งสล็อตตัวหนึ่ง

“เฮ้อ!…”

ตอน 2

เหอรั่วเหวินคือนางร้ายในนิยายที่หวางเสี่ยวเหยาสร้างขึ้น แล้วหวางเสี่ยวเหยาคือใครกัน…

ที่จริงแล้วนักเขียนสาวนางนี้คือชาวไทยเชื้อสายจีน ก่อนที่โรคระบาดโควิดไนน์ทีนจะเกิดขึ้นนางอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย ทว่าไม่รู้อะไรดลใจให้นางไปเรียนต่อที่ประเทศจีน (บางทีอาจเป็นเพราะถูกค่อนขอดว่าเขียนนิยายจีนเก๊ เสินเจิ้นก็เป็นได้ แต่พอไปถึงนางก็ยังคงเขียนงานจีนเก๊ๆ อีกอยู่ดี เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่นะ...) และพอไปถึงโควิดไนน์ทีนก็มาทักทายชาวโลก นางสาวเยาวลักษณ์จึงต้องเป็นหวางเสี่ยวเหยาไปตลอดกาลเพราะนางดันเสียชีวิตอยู่ที่นั่น!

ตัดกลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน

หลังจากที่พายุสลายตัวไปแล้วท้องนภาก็กลับมาเป็นสีครามดังเดิม บรรยากาศยังคงฉ่ำชื้น ที่ยอดไม้และชายคาบ้านยังมีหยดน้ำพร่างพราย พื้นดินเต็มไปด้วยแอ่งน้ำเจิ่งนอง ผู้คนในเมืองเริ่มกางร่มออกมาจับจ่ายซื้อของในตลาด วัวควายถูกปล่อยออกมากินหญ้า เหล่าสกุณาร่ำร้อง ความเป็นไปต่างๆ นานาในโลกใบนี้ได้ดำเนินต่อไป

เฉกเช่นเดียวกับที่สำนักฝึกยุทธ์เย่วเหมิน

บัดนี้บ่าวรับใช้และศิษย์ในสำนักต่างพากันช่วยทำความสะอาดบ้านเรือน บางคนเช็ดพื้น บางคนก็กวาดใบไม้ ผู้ที่สบายที่สุดเห็นจะเป็น เหอเจียจวิ้น ผู้เป็นประมุขแห่งสำนักเย่วเหมินแห่งนี้

เขาคือชายร่างท้วมสวมอาภรณ์สีเหลืองวัยห้าสิบห้าปี ที่กำลังยืนลูบเครายาวระหว่างทอดสายตามองไปยังซุ้มประตูด้านหน้าของสำนัก ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังทำงานกันอย่างวุ่นวาย คนผู้นี้มีใบหน้าเอิบอิ่มแต่ดวงตากลับฉายแววกังวลตลอดเวลา เขารู้แก่ใจดีว่าบุตรีเพียงคนเดียวเป็นโรคประหลาด ดังนั้นฝนตกเมื่อใดเขาไม่เคยเย็นใจได้สักครั้ง จิตใจว้าวุ่นอยู่กับการเป็นห่วงบุตรี ยามนี้เขาไม่รู้เลยว่าเหอรั่วเหวินไปอยู่เสียที่ใด

“มีใครเห็นลูกสาวข้าบ้าง นางกลับมาที่เรือนหรือยัง! ”

ประมุขแห่งสำนักเย่วเหมินเอ่ยถามพ่อบ้านคนหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินผ่านหน้าไป ชายวัยกลางคนได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักเท้าไว้แล้วหันมาตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสดใส

“ยังไม่เห็นเลยขอรับ ทว่าท่านประมุขน้อยฝีมือเก่งกาจ ท่านประมุขอย่าได้กังวลไปเลย ประเดี๋ยวนางก็กลับมาเองขอรับ”

สิ้นคำฝ่ามือของประมุขก็ยกขึ้นโบกไหว พ่อบ้านถูกไล่ไปให้พ้นหูพ้นตาเพราะคำตอบที่ฟังแล้วไม่นำพาให้สบายใจ พลันนั้นศิษย์รองที่ยกลังอาวุธออกมาเตรียมฝึกวิชาก็เดินผ่านมาเห็นเข้าจึงได้บอกเล่าสิ่งที่ตนเองพบเห็นมา

“เมื่อช่วงสายท่านประมุขน้อยเดินทางไปพร้อมข้าเพื่อไปหาใต้เท้าถางที่จวน นางจะไปคุยเรื่องที่ใต้เท้าถางส่งคำเตือนมายังสำนักของเรา เรื่องเก็บค่าคุ้มครองจากชาวบ้านขอรับ แต่พอรู้ว่าใต้เท้าออกไปสืบคดีนอกเมืองนางก็ไล่ข้ากลับทันที นางบอกว่านางจะไปหาใต้เท้าถางเพียงลำพัง ข้าจะขัดใจนางก็มิได้”

ประมุขเหอฟังแล้วหงุดหงิดหัวใจ เหตุใดบุตรีของเขาจึงฝักใฝ่อยู่กับการไล่ตามมือปราบหนุ่มผู้นี้นัก ทั้งๆ ที่รูปร่างหน้าตาของนางก็จัดได้ว่าสะคราญโฉมจนแทบจะล่มบ้านล่มเมืองได้ มีชายหนุ่มมากมายสนใจและทาบทามนางไปเป็นภรรยา ทว่านางกลับไม่เคยใส่ใจ ส่วนมือปราบผู้นั้นก็หาใช่จะพิเศษกว่าชายใดมากนัก แค่เพียงเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาดี มีฐานะและเป็นบุตรชายในตระกลูเศรษฐี จะว่าไปแล้วมีผู้ชายอีกมากที่เทียบเคียงรัศมีของถางจื่อฉวนได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจนัก เขาอยากจะกำจัดเจ้ามือปราบนั่นไปให้พ้นเส้นทางทำมาหากินเสียเหลือเกิน ติดอยู่เพียงว่ายังไม่อาจหาวิธีที่เหมาะสมได้ จะขยับไปซ้ายไปขวาบุตรีของตนก็จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวจนเสียเรื่องทุกครั้ง

สีหน้าหวั่นวิตกและเครียดขึงของเหอเจียจวิ้นไม่อาจรอดพ้นไปจากสายตาของศิษย์รองนามว่า หวังซูจิ้ง ที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ คนผู้นี้แอบมีใจให้เหอรั่วเหวินมาช้านาน เขาพยายามแสดงออกให้นางรับรู้หลายครั้ง ทว่าหญิงสาวก็กลับวางเฉย ดังนั้นแล้วเมื่อประมุขเหอร้อนใจเขาจึงได้ออกตัวอาสาจะช่วยเหลือ

“ท่านประมุขจะให้ข้าออกไปตามนางหรือไม่ขอรับ”

เหอเจียจวิ้นหันขวับแล้วรีบพยักหน้า บุตรีของเขานั้นตะวันไม่ลับฟ้าไม่เคยกลับมาถึงเรือน พฤติกรรมปีกกล้าขาแข็งเช่นนี้เขาได้ตำหนิและพร่ำบ่นนางไปหลายครั้ง ทว่านางก็ไม่เคยจดจำมาใส่ใจ พูดเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาเสียอย่างนั้น บางทีอาจจะต้องโทษสายเลือดดันทุรังและดื้อดึงของตนเองที่ไหลเวียนอยู่ในกายนางก็ได้ พอคิดถึงเรื่องนี้ประมุขแห่งสำนักก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ครั้นคิดไปถึงความสามารถอันเก่งกาจที่เขาได้ถ่ายทอดให้นางทางสายเลือดเหอเจียจวิ้นก็ยกยิ้มพึงพอใจ

ถึงบุตรีจะดื้อด้านอย่างไรแต่เขาก็ยังรักและภูมิใจในตัวนางไม่น้อย

ทั้งนี้เขายังได้วางแผนไว้ว่าจะยกตำแหน่งประมุขสำนักให้นางดูแลสานต่ออีกด้วย เหอเจียจวิ้นจึงรีบเอ่ยกำชับกับศิษย์รองผู้นี้

“เจ้าพาคนไปอีกสอง หากว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นจะได้ช่วยเหลือได้ทัน”

“ท่านประมุขโปรดวางใจ คุณหนูต้องปลอดภัยแน่ขอรับ”

หวังซูจิ้งนั้นรู้เท่าทัน ภายใต้คำสั่งนั้นเขามองเห็นเหตุผลอยู่ข้อเดียวก็คือ ‘ไม่ไว้ใจ’ ประมุขใหญ่นั้นรู้ว่าเขามีใจให้บุตรีของตนจึงไม่คิดจะเปิดโอกาสให้อยู่กันตามลำพัง แต่ถึงจะรู้ว่าอุปสรรค์ใหญ่ที่ขวางกั้นเป็นถึงประมุขสำนักทว่าชายหนุ่มก็มิได้ย่อท้อ เขาก้มหน้ารับคำสั่งแต่กลับคิดหาหนทางแก้ไขไว้ในที

แต่แล้วยังไม่ทันได้ขยับกายเคลื่อนที่ เสียงร้องบอกจากศิษย์ในสำนักก็ดังขึ้น

“คุณหนูกลับมาแล้ว ท่านประมุขน้อยกลับมาแล้วขอรับ! ”

เหอเจียจวิ้นยกยิ้มขึ้นต้อนรับทันควัน เขาเขม้นมองไปยังประตูทางเข้าสำนักเพื่อรอคอยบุตรี เหตุที่ผู้เป็นบิดาต้องกังวลเช่นนี้เพราะรู้ว่าผู้คนจำนวนมากมองสำนักเย่วเหมินคล้ายเป็นกลุ่มคนอันธพาล มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต่อต้านจนสำนักมือปราบต้องเข้ามาตักเตือน เช่นนั้นประมุขเหอจึงเกรงว่าบุตรีจะได้รับอันตรายจากการซุ่มโจมตีจากกลุ่มชาวบ้านที่ไม่พอใจ

ครั้นเมื่อสตรีนางหนึ่งปรากฏกายขึ้นที่ซุ้มประตูสำนัก สายตาทุกคู่ของคนในบริเวณนั้นก็จดจ้องไปที่นาง ศิษย์ในสำนักต่างพากันตกตะลึงกับสภาพเนื้อตัวของท่านประมุขน้อย หญิงสาวเดินเท้าเข้ามาด้วยอาการเหนื่อยหอบ อาภรณ์เปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยคราบโคลน ม้าประจำตัวของนางหายไป ดูจากสารรูปแล้วน่าเป็นห่วงยิ่งนัก นางคล้ายกับขอทานหรือไม่ก็ยาจกมากกว่าจะเป็นคุณหนูในเรือนใหญ่ได้

“เหวินเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า! ” ประมุขใหญ่เดินจ้ำเข้าไปหาหญิงสาวทันที

หวางเสี่ยวเหยาในร่างเหอรั่วเหวินพอรู้ว่าเดินทางมาถึงจุดหมายแล้วก็กระตุกมุมปากขึ้นคล้ายยิ้มขำ ทว่าไม่ใช่ จากนั้นกายนางก็ทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง ผู้เป็นบิดาเห็นเช่นนั้นก็พุ่งปราดเข้ามารับร่างบุตรีไว้ได้ทันท่วงที

“เหวินเอ๋อร์ ใครทำอะไรเจ้าบอกข้ามา เดี๋ยวข้าจะส่งคนไปจัดการพวกมันให้หมดสิ้น! ”

เหอเจียจวิ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน ส่วนคนในอ้อมแขนของเขาก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างเอน็จอนาถใจ

“ไม่มีผู้ใดทำอะไรข้าทั้งนั้น ข้าทำตัวเองเจ้าค่ะท่านพ่อ”

ใครใช้ให้นางเขียนถึงฉากนั้นชุ่ยๆ โดยไม่นึกถึงระยะเวลาเดินทาง นางอธิบายไว้ว่าสำนักเย่วเหมินอยู่ทางตะวันตกของเมืองซูโจว แต่ฉากที่พระนางจะร่วมรักกันท่ามกลางสายฝนเกิดขึ้นทางตะวันออกของตัวเมือง แล้วนางร้ายเหอรั่วเหวินก็เดินทางไปขัดขวาง แต่แล้วก็เกิดฝนตกหนักขึ้นเพื่อไม่ให้นางร้ายเข้ามาเป็นก้างขวางคอได้สำเร็จ พระเอกนางเอกจึงได้ร่วมรักกันอย่างถึงใจ ในหน้านิยายนางบรรยายฉากรักได้อย่างถึงพริกถึงขิง แต่พอนางมาเข้าร่างนางร้ายจริงๆ เหตุการณ์ในส่วนของนางร้ายก็ถึงพริกถึงขิงเช่นกัน

ในตอนที่จะต้องไปหยิบขวดยานักเขียนสาวต้องตะเกียกตะกายไปกับพื้นดินเฉอะแฉะ อาการหนาวสั่นหมดเรี่ยวหมดแรงก็ยังไม่หายดีเพราะสายฝนเพิ่งจะขาดเม็ดไป แถมที่พื้นยังเต็มไปด้วยอุจจาระวัวควายที่ทิ้งไว้เรี่ยราด ไม่ทราบว่าชาวไร่ชาวนาบ้านใดปล่อยวัวปล่อยควายมากินหญ้าแถวนั้น การคลานไปกับพื้นตะปุ่มตะป่ำเลอะเทอะก็ว่าแย่แล้ว แต่นางยังต้องคลานหลบมูลสัตว์อีกด้วย หลบพ้นบ้างไม่พ้นบางก็ช่างประไร ในตอนนั้นสิ่งเดียวที่เป็นเป้าหมายก็คือขวดยา

แล้วหวางเสี่ยวเหยาก็ได้ยามาอยู่ในมือในที่สุด นางเปิดฝาแล้วเทพรวดเข้าปาก ในใจคิดเพียงว่า ‘ต่อไปนี้ข้าจะผูกขวดยาไว้กับเอว ให้ตายเถอะ! ’

และนั่นคือที่มาของเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน นอกจากนางจะต้องพยายามรักษาชีวิตเอาไว้แล้ว นางจะต้องเดินทางไปหาแหล่งที่มาของยารักษาอาการนี้อีกด้วย นางจะต้องไม่มีจุดจบแสนเอน็จอนาถเช่นเดิม ส่วนผู้ชายคนนั้นนางไม่สนใจอีกแล้ว ถางจื่อฉวนจะลงเอยกับสตรีใดก็ไม่ใช่เรื่องของนาง เขาจะไปลักลอบหลับนอนกันที่ใดก็ไม่ใช่เรื่องของนางอีก

เมื่อคิดเช่นนั้นนักเขียนสาวจึงหยัดกายลุกขึ้นยืน มองซ้ายมองขวาก็ไม่พบกับอาชาไนยชั้นดีประจำกาย คาดว่ามันน่าจะวิ่งเข้าไปในป่า นางจึงต้องเดินเท้ากว่ายี่สิบลี้เพื่อกลับมายังสำนัก ระหว่างทางนางยังต้องพยายามหลบหลีกจากถนนหลักเพราะอับอายผู้คนเหลือเกิน กลิ่นมูลสัตว์ที่ติดมาตามเสื้อผ้าคละคลุ้งจนต้องยกมือขึ้นปิดจมูก ทั้งเลอะเทอะ เปอระเปื้อน ทั้งเหม็นหึ่งเกินบรรยาย ดูท่าชีวิตในร่างใหม่นี้จะไม่เรียบง่ายเสียแล้ว...

หวางเสี่ยวเหยาออกจากภวังค์แล้วเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของวงแขนอุ่นที่รับตัวนางไว้ ดูจากรูปร่างและลักษณะการแต่งกายนางก็รู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้คือบิดาของเหอรั่วเหวินนั่นเอง นางจำรูปร่างหน้าตา ลักษณะที่บรรยายถึงตัวละครหลักในเรื่องได้ครบหมดทุกตัว นักเขียนสาวจึงออดอ้อนบิดาเพราะเหน็ดเหนื่อยจนเกินทน

“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว...”

ประมุขเหอมองบุตรีด้วยแววตาเอ็นดูแต่กลับส่ายหน้า “เหวินเอ๋อร์ลูกพ่อ… กลับมาก่อนฟ้ามืดได้ก็ดีแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าเหม็นมาก รีบไปอาบน้ำแล้วเราค่อยคุยกันเถอะนะ”

“เจ้าค่ะ ข้าเองก็มีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกท่านพ่อเช่นกัน”

สิ้นคำนั้นเหอเจียจวิ้นก็หันมองศิษย์ในสำนัก ทุกคนพอรู้ว่าประมุขน้อยอาการหนักก็พากันหลบหน้าหลบตา ต่างรู้กันดีว่าจากนี้ประมุขจะต้องเรียกใช้งาน ศิษย์ในสำนักงานยุ่งขึ้นมาทันควัน ที่กวาดใบไม้อยู่ก็กวาดอย่างมุ่งมั่นราวกับจะถอนหญ้าขึ้นมาด้วย ส่วนคนที่จัดการกับแอ่งน้ำขังอยู่ๆ ก็ใช้พลังปราณผลักน้ำให้กระเซ็นออกไป สาวใช้ก็ไม่รู้หายหน้าไปไหนกันหมด ส่วนศิษย์น้องที่เป็นสตรีก็วิ่งปราดไปหลังเรือนเห็นเพียงปลายผมและชายกระโปรงพริ้วอยู่ไกลๆ ตอนนี้จะมีก็แต่หวังซูจิ้งให้เรียกใช้ได้เท่านั้น

“ใครก็ได้มาช่วยพาคุณหนูไปพักที่เรือนที”

ชายหนุ่มเดินรี่เข้ามาด้วยความเต็มใจ “ข้าน้อยช่วยประคองไปเองนะขอรับ”

นักเขียนสาวเงยหน้าขึ้นมองผู้อาสา ทว่าพอได้เห็นหน้าเขาเท่านั้นนางก็ถอนหายใจอย่างสุดเซ็ง “เฮ้อ…”

ในนิยายที่นางเขียนไว้นี้มีเพียงตัวละครหลักเท่านั้นที่จะหน้าตาดีราวกับเทพประทาน แต่พอเป็นตัวประกอบขึ้นมา ทุกคนแลดูจืดจางจนไม่มีส่วนใดน่าสนใจ หวังซูจิ้งนี่ก็ด้วย!

พลันนั้นคนที่อ่อนเปลี้ยเสียขาอยู่ในอ้อมแขนของประมุขเหอก็ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน “ไม่เป็นไร ข้าค่อยๆ เดินไปเองก็ได้ ขอบใจนะ”

พอนางพูดขอบใจทั้งหวังซูจิ้งและเหอเจียจวิ้นก็เบิกตากว้าง กลับมาคราวนี้เหตุใดประมุขน้อยดูแปลกประหลาดยิ่งนัก นับตั้งแต่ที่ยอมปล่อยให้เนื้อตัวสกปรกเยี่ยงสุนัข กลับบ้านได้ตั้งแต่ยังไม่ค่ำ แถมยังรู้จักเอ่ยขอบใจ!

เดิมทีตัวละครนางร้ายนี้มีนิสัยหยิ่งทระนง นางเอาแต่ใจตนเองเป็นอย่างมาก อยากได้อะไรก็ต้องได้ พูดจากับคนทั่วไปไร้หางเสียง ชอบตวาดและใช้น้ำเสียงแข็งกร้าว มีดีอยู่สองอย่างเท่านั้นคือรูปโฉมโนมพรรณงดงาม อีกทั้งยังเก่จกาจในด้านวรยุทธ์จนยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง ชายหนุ่มในสำนักจึงไม่กล้าคิดจะเกี้ยวนาง เหลือเพียงหวังซูจิ้งเท่านั้นที่อาศัยความมึนเข้าอ้างแบบไม่เจียม ส่วนชายหนุ่มที่นางพึงพอใจก็คือถางจื่อฉวน มือปราบหนุ่มที่ไม่มีใจให้นางแม้แต่นิด แต่นางก็พยายามจะไปแย่งชิงหัวใจของเขามา

ทว่าเข้าร่างคราวนี้นักเขียนสาวคิดไว้ว่าจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของนางร้ายโดยสิ้นเชิง นางจะเปลี่ยนให้ร่างนี้เป็นหวางเสี่ยวเหยาโดยสมบูรณ์ นับตั้งแต่ชื่อเรียกเลยทีเดียว!

หนึ่งคืนผ่านไปการเปลี่ยนแปลงตัวเองก็เสร็จเรียบร้อย

หวางเสี่ยวเหยาในร่างเหอรั่วเหวินเดินออกมาจากเรือนนอน วันนี้นางสวมอาภรณ์สีส้มสดใส ปักลายงดงามด้วยด้ายสีเหลืองอ่อน บนศีรษะเกล้ามวยไว้ครึ่งหนึ่งและปักปิ่นประดับงดงาม เรือนผมที่เหลือปล่อยยาวสยายระบั้นเอว เนื้อตัวประพรมด้วยเครื่องหอม บนใบหน้าประแป้งนวลและเติมสีแดงอ่อนๆ ที่ริมฝีปาก แค่เรื่องการแต่งกายของนางก็ทำให้สาวใช้มองไม่กระพริบตา ช่างแตกต่างจากเหอรั่วเหวินในวันวานยิ่งนัก

“คุณหนูจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ แต่งกายงดงามราวกับจะเข้าวังหลวง”

คนเพิ่งเคยสวมใส่อาภรณ์แบบจีนโบราณครั้งแรกไม่ตอบในทันที นางยกยิ้มขึ้นด้วยความพึงพอใจ สองมือประสานกันไว้ที่ด้านหน้า ก้าวเท้าซ้ายนำเท้าขาวแล้วเดินไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าสง่างามแล้วจึงตอบ

“ข้าจะไปเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองน่ะ”

สาวใช้นางนั้นอ้าปากกว้างตกตะลึง ‘เพ้อเจ้ออะไรของนาง! ’

ตอน 3

ตอนที่ 2 นางร้ายฉบับปรับปรุง

ยามเฉินโดยประมาณเกิดเสียงฮือฮาขึ้นภายในห้องโถงกว้างขวางที่ใช้เป็นที่ประชุมของสำนักเย่วเหมิน ศิษย์ในสำนักต่างตกตะลึงอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน

“หา! ... เมื่อกี้ท่านประมุขน้อยกล่าวว่าอย่างไรนะขอรับ! ”

หวางเสี่ยวเหยาในร่างนางร้ายลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสง่างาม นัยน์ตาสีถ่านกวาดมองศิษย์ในสำนักที่ยืนเข้าแถวตอนตรงกลางห้อง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ใบหน้าของบิดาที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะประจำตำแหน่งประมุข

“ข้าพูดว่าข้าจะไปจากที่นี่”

ชาชั้นดีที่ผ่านเข้าปากไปแล้วพุ่งพรวดออกมาทันที เหอเจียจวิ้นเงยหน้าขึ้นมองบุตรีด้วยความไม่เข้าใจ

“กล่าววาจาเหลวไหลอะไรของเจ้า โดนฝนมาเมื่อวานจับไข้เสียแล้วหรืออย่างไร! ”

หวางเสี่ยวเหยายกมือขึ้นทำท่าคำนับแล้วก้มศีรษะลงก่อนจะเอ่ย “ข้ามิได้เสียสติเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่คิดว่าข้าควรจะไปรักษาอาการประหลาดเสียที เรื่องนี้จะนิ่งนอนใจไม่ได้ หากความลับรั่วไหลไปถึงหูศัตรูของเราข้าเกรงว่า…”

พูดยังไม่ทันจบความผู้ที่เพิ่งเช็ดน้ำชาออกจากคางก็แทรกกลางขึ้นทันควัน “ไฉนเลยจึงคิดว่าสำนักเย่วเหมินแห่งนี้จะปกป้องเจ้าไม่ได้ หากข้ายังอยู่ผู้ใดก็ไม่อาจทำร้ายลูกสาวของข้าได้ เจ้าเลิกคิดเช่นนั้นเสียเถอะ! ”

เหอเจียจวิ้นแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ทว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่คิดเห็นเช่นนี้ แม้กระทั่งสาวใช้สองนางที่แอบฟังยังคิดต่างออกไป พวกนางละมือจากการปัดเช็ดทำความสะอาดสิ่งของแล้วลอบมองตากันก่อนจะทำตาลุกวาว ส่วนบรรดาศิษย์ในสำนักพากันวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็ไม่เชื่อหูของตนเอง บ้างก็ว่าประมุขน้อยเปลี่ยนไป แต่หวางเสี่ยวเหยายังคงยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ข้าคิดมาดีแล้วเจ้าค่ะ ในการณ์นี้ข้าจะเดินทางไปหาเทพโอสถ ได้ยินว่าพวกเขากำลังคิดค้นสูตรยาอายุวัฒนะ หากว่าพวกเขาทำสำเร็จข้าจะได้นำมันมาให้ท่านพ่อด้วยยังไงล่ะ ท่านพ่อไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยของข้า ต่อไปนี้ข้าจะมีชื่อเรียกว่า หวางเสี่ยวเหยา เมื่อข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเช่นนี้แล้วคงไม่มีใครจดจำได้ว่าข้าเป็นเหอรั่วเหวินอีกแล้ว ขอท่านพ่อโปรดวางใจ”

“ไอ้หยา… เพ้อพกอะไรของเจ้า ยาอายุวัฒนะอะไรกัน ข้าไม่เคยได้ยินข่าวนี้เลย อีกาตัวใดมาบอกเจ้างั้นหรือ เหลวไหลทั้งเพ ถ้าต้องการแค่ยารักษาอาการก็สั่งคนของเราไปเหมาซื้อมาเก็บไว้เยอะๆ ก็ได้ เหตุใดต้องไปที่นั่นด้วยตัวเอง! ”

“ก็เพราะข้าจะให้ท่านเทพโอสถช่วยตรวจดูอาการให้ด้วยตัวเองอย่างไรล่ะ ก่อนนี้มีเพียงท่านหมอในเมืองหลวงมาตรวจข้าเท่านั้น ไม่แน่ว่าท่านเทพโอสถอาจวิเคราะห์อาการได้อย่างแม่นยำกว่าก็เป็นได้”

“ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเทพโอสถ ตาเฒ่านั่นไม่ใช่หมอเทวดาเสียหน่อย แล้วคนรักสันโดษเช่นนั้นจะให้เจ้าเข้าไปหาง่ายๆ งั้นหรือ ได้ยินว่าวันๆ สนใจแต่การเก็บสมุนไพรปรุงยา ขนาดศิษย์ของตัวเองยังต้องให้ร่ำเรียนกับบุตรชาย ตาเฒ่านั่นไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะสอนสั่งด้วยซ้ำ เจ้าลืมเรื่องนี้ไปเสียเถอะ อยู่ที่นี่รับช่วงเป็นประมุขต่อจากข้าดีกว่า หลังๆ มานี้เก็บค่าคุ้มครองไม่ค่อยได้ เจ้ามือปราบนั่นกำลังก่อปัญหาให้เรา ถ้าเจ้าอยู่ต่อข้าจะยอมให้เจ้าวิ่งตามผู้ชายได้ทั้งวันเลยก็ได้เอ้า! ”

“ไม่เอาหรอกเจ้าค่ะ ผู้ชายเช่นนั้นหาเมื่อไรก็หาได้ ตอนนี้ข้ารักชีวิตตนเองมากกว่า ท่านพ่อรู้ไหมว่าเมื่อวานข้าต้องทุกข์ทรมานเท่าใดกว่าจะดื่มยาได้ ปัญหาของข้ามิใช่เรื่องผู้ชาย แต่คือการขาดยาหรือทำยาหาย ดังนั้นหากข้าย้ายตัวเองไปอยู่ในสถานที่ปรุงยา ปัญหานี้ก็จะหมดไป ฟังดูเข้าทีใช่ไหมเจ้าคะ”

สาวใช้ที่ลอบฟังอยู่แทบจะปรบมือให้เลยทีเดียว วันนี้ท่านประมุขน้อยมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว!

ส่วนเหล่าศิษย์ในสำนักก็ลอบยิ้มขึ้นในสีหน้า มีแววว่าเจ้านายผู้เกรี้ยวกราดของพวกเขาจะหายไปหนึ่งราย คุณหนูอยากหายตัวไปที่ใดก็เรื่องของนาง ต่อไปนี้พวกเขาจะได้ฝึกวิชากันอย่างสบายๆ เสียที จะมีคนที่คิดเสียดายก็คือหวังซูจิ้งเท่านั้น ส่วนคนอื่นแทบจะโห่ร้องยินดี ไม่มีผู้ใดคิดจะเหนี่ยวรั้งนางเหมือนประมุขเหอเลยสักคน

“เหวินเอ๋อร์ เจ้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ” ประมุขใหญ่ว่าพลางลุกขึ้นยืน “ที่พูดมาทั้งหมดนั่นเป็นวิธีแก้ปัญหางั้นหรือ ข้าว่ามันน่าจะเพิ่มปัญหาให้เจ้ามากกว่า เจ้าจะไปอยู่ในสำนักปรุงยาด้วยฐานะใด ที่นั่นมิใช่โรงหมอ อีกทั้งการเดินทางไกลก็แสนยากลำบาก ไปแล้วจะรักษาโรคได้หายขาดหรือไม่ก็ยังไม่รู้ เรื่องยาอายุวัฒนะข้าไม่คาดหวังเลยจริงๆ หากว่าตาเฒ่านั่นทำสำเร็จ ของวิเศษอย่างนี้มีหรือจะตกมาถึงมือเจ้าได้ง่ายๆ ตรองดูเสียใหม่เถิดลูกรัก พ่อไม่อยากให้เจ้าต้องตกระกำลำบาก อยู่ที่นี่เพียบพร้อมไปด้วยข้ารับใช้”

“ท่านพ่อมีสายตากว้างไกลและเฉียบขาดยิ่งนัก มีประมุขเป็นผู้มองการณ์ไกลเยี่ยงนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าสำนักเราจะต้องรีดไถพวกชาวบ้านเพื่อหากิน”

“นั่นชมข้าใช่ไหม วันนี้เจ้าพูดจาประหลาดยิ่ง แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีสาระเท่าวันนี้มาก่อนเลย”

“ท่านพ่อควรดีใจที่ข้ามุ่งมั่นในการปรับปรุงตนเองเจ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าการเดินทางในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตข้าไปตลอดกาล เมื่อข้าเหยียบย่างเข้ามาที่นี่อีกครั้งข้าจะทำให้สำนักเรายิ่งใหญ่และเป็นที่เลื่องลือ ข้าจะเปลี่ยนให้ผู้คนหันมาให้ความเคารพสำนักเย่วเหมินด้วยความเลื่อมใส มิใช่หวาดกลัวและรังเกียจเช่นนี้… และข้าจะนำยาอายุวัฒนะมาให้ท่านพ่อด้วย เราสองคนจะได้เป็นอมตะอย่างไรล่ะเจ้าคะ ไม่ดีหรอกหรือ…”

“เฮ้อ…”

นักเขียนสาวหันขวับ นัยน์ตาสีดำฉายแวววาวโรจน์เขม้นมองประมุขเหอที่เดินวนไปรอบตัว นางกล่าววาจาด้วยความมุ่งมั่นและมีสาระเช่นนี้ เหตุใดบิดาจึงตอบกลับด้วยการถอนหายใจดัง ‘นี่มันเป็นเรื่องเหลวไหลตรงไหนกัน!’

พลันนั้นผู้ที่พยายามจะเหนี่ยวรั้งบุตรีด้วยความรักก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงกร้าว “บอกเหตุผลมาตามตรงดีกว่า เจ้าชื่นชอบรูปร่างหน้าตาของ หานเจี้ยนหยี บุตรชายของตาเฒ่านั่นใช่หรือไม่ กล่าวมาเสียยืดยาวเพราะเหตุใดกันแน่ ข้าได้ยินว่าคุณชายผู้นั้นเดินทางไปยังวังหลวงเพื่อส่งยา ตอนกลับยังแวะมากินอาหารที่โรงเตี๊ยมใกล้ๆ กับสำนักเรา เจ้าบังเอิญไปเจอเขาเข้าแล้วใช่ไหมล่ะ”

เอาอย่างนั้นก็ได้! หากบิดาจะเห็นว่านางไปเพราะตามผู้ชาย

เหอเจียจวิ้นนั้นเกลียดถางจื่อฉวนเข้าไส้ เขาอาจจะดีใจที่บุตรีนึกเปลี่ยนใจ นักเขียนสาวพลางคิด ‘นี่ข้าใส่ความคิดบิดเบี้ยวให้กับตัวละครได้ขนาดนี้เชียวหรือ! ’

แต่แล้วเมื่อมานึกถึงการใช้ชีวิตต่อไปในโลกใบนี้นักเขียนสาวก็เปลี่ยนใจ นางไม่อยากให้ใครต่อใครมองว่านางเป็นสตรีบ้าผู้ชาย และนางก็ไม่อยากให้ผู้ใดมองนางด้วยสายตาหยามเหยียด หรือนึกรังเกียจในความร้ายกาจอย่างที่เคยเป็น นางจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นคนที่น่าเลื่อมใสคนหนึ่ง นางอยากให้โลกจำว่านางเป็นคนดีแล้ว แม้นจะยังสลัดคราบนางร้ายไม่พ้น ต้องยอมรับว่าคราที่เขียนถึงตัวละครเหอรั่วเหวินนางคิดน้อยเกินไปจริงๆ

หวางเสี่ยวเหยาในร่างนางร้ายส่ายหน้าไม่เห็นด้วย เหอเจียจวิ้นเห็นกริยาเช่นนั้นจึงกล่าวต่อไปอีก

“ข้าเข้าใจ คุณชายหานก็นับว่าเป็นชายหนุ่มที่น่าเลื่อมใส สำนักเราซื้อยาจากสำนักของเขามิได้ขาด ซื้อมากๆ เข้ายังได้ยาบำรุงแถมมาอีกด้วย หากว่าเจ้าชื่นชอบเขาจริงๆ ข้าจะส่งแม่สื่อไปทาบทามให้ ไม่ต้องลงทุนข้ามน้ำเข้าป่าไปไกลถึงสำนักปรุงยาหลังเขาแห่งนั้นให้ลำบากหรอก”

“หามิได้ หามิได้เจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่เป็นห่วงชีวิตของตนเองเท่านั้น” นางไม่สามารถเล่าไปตามตรงได้ว่าตนเองจะต้องตายเข้าสักวัน ชะตาชีวิตเดิมถูกกำหนดไว้เช่นนั้น หากนางเล่าความจริงคนเหล่านี้คงหาว่านางวิปลาศเป็นแน่

“ข้ารู้ว่าท่านพ่อรักและเป็นห่วงข้า ถ้างั้นข้าจะเอาบ่าวร่วมเดินทางไปดัวยสักสองคนดีไหมเจ้าคะ”

สาวใช้ที่แอบฟังอยู่เป็นลมล้มลงโดยพลัน

“หลันเยี่ย เจ้าเป็นอะไรไปเนี่ย ตายแล้ว หลันเยี่ย! ” สาวใช้อีกนางหนึ่งรีบร้องโวยวาย นางทิ้งไม้กวาดที่ถือไว้แล้วรีบรุดวิ่งเข้าไปลากร่างของเพื่อน คนที่แสร้งเป็นลมก็ยอมถูกลากไปกับพื้น ถูลู่ถูกังไปครู่เดียวสองคนนั้นก็หายวับไปจากครรลองสายตา ช่างเป็นการหลบหน้าโดยโจ่งแจ้ง ไม่ต้องถามความคิดเห็นก็รู้แล้วว่าไม่มีผู้ใดเต็มใจร่วมเดินทาง

สายตาของเหอรั่วเหวินสะบัดกลับมาที่ใบหน้าอิ่มเอิบของบิดาในทันที “หรือไม่ก็ให้คนของเราเดินทางไปส่งข้าก็ได้”

พลันนั้นศิษย์ในสำนักก็พร้อมใจกันหลุบตาลงต่ำ มองสำรวจพื้น มีแต่หวังซูจิ้งเท่านั้นที่ยังคงมองตรงมา

นักเขียนสาวเป็นงงงัน เหตุใดกันจึงเป็นเช่นนี้ นางเข้าร่างตัวละครที่มีความเลิศเลอเป็นพิเศษอย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้มิใช่หรือ เหตุใดผู้คนใกล้ชิดจึงไม่รักไม่เอ็นดูนางอย่างที่ควร เมื่อไม่เข้าใจจึงคิดทบทวนถึงที่มาของตัวละคร

เหอรั่วเหวินนั้นเป็นสตรีร้ายกาจที่มีวิชายุทธ์ล้ำเลิศ เก่งโดยไม่เคยฝึกวิชา วันๆ เอาแต่วิ่งตามตัวละครถางจื่อฉวนเพื่อวางแผนแย่งชิงหัวใจของเขามาจากนางเอกของเรื่อง บัดนี้นางอายุสิบเจ็ดปีแล้วแต่ยังไม่ได้แต่งงาน แม้นว่าจะมีหน้าตางดงามยิ่ง เหตุที่เป็นเช่นนั้นนักเขียนสาวก็ไม่อาจทราบได้ เพราะตอนที่พล็อตเรื่องไม่ได้คิดถึงข้อมูลตัวละครให้ละเอียดมาตั้งแต่ต้น นางจ้องแต่จะบรรยายฉากร่วมรักเพียงอย่างเดียว

มาบัดนี้จึงรู้ว่าข้อมูลหลายๆ อย่างนางก็ต้องมาสืบหาเอาเอง รวมทั้งเนื้อเรื่องในช่วงที่ขาดหายจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่อาจทราบได้อีกด้วย

หวางเสี่ยวเหยาในร่างนางร้ายพลันถอนหายใจอย่างสุดเซ็ง ในเมื่อทุกอย่างเป็นเช่นนี้ก็ช่วยไม่ได้ มีเพื่อนร่วมเดินทางเป็นตัวประกอบจืดจางสักคนสองคนก็ยังดีกว่าไม่มี

เหอเจียจวิ้นเห็นเช่นนั้นก็อ่อนใจ เขากลับไปนั่งลงที่เก้าอี้แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “พ่อคงห้ามเจ้าไม่ได้สินะ แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าก็เอาแต่ใจตัวเองมาตลอด ไม่อย่างนั้นป่านนี้เจ้าคงจะได้ออกเรือนไปนานแล้ว ข้าเลี้ยงเจ้ามาไม่ดีเอง” กล่าวจบเหอเจียจวิ้นก็ส่ายหน้า นึกว่าเปรยออกไปเช่นนี้บุตรีจะเปลี่ยนใจ

ทว่าไม่เลย เหอรั่วเหวินกลับฉีกยิ้มกว้างดวงตาเป็นประกาย

“ท่านพ่อให้ข้าไปได้แล้วใช่ไหมเจ้าคะ ข้าสัญญาว่าจะรีบรักษาตัวให้หายแล้วกลับมาช่วยท่านพ่อพัฒนาสำนักของเราเจ้าค่ะ ฮิฮิ”

ประมุขเหออ้าปากค้างแล้วมองตามร่างบางที่วิ่งไปหยิบสัมภาระที่ซ่อนไว้หลังเสา ไม่น่าเชื่อว่านางจะเตรียมตัวมาพร้อมออกเดินทาง ทำราวกับว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องให้อนุญาต หรืออีกนัยหนึ่งก็คือที่มาบอกเพียงเพื่อแจ้งให้รับทราบเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังคงขัดใจบุตรีไม่ได้อยู่ดี

นักเขียนสาวหยิบห่อผ้าได้แล้วก็รีบวิ่งไปคว้าข้อมือหวังซูจิ้งด้วยเกรงว่าบิดาจะเปลี่ยนใจ

“ศิษย์พี่ไปเก็บของแล้วรีบไปกับข้าเร็วเข้า! ”

หวังซูจิ้งมีสีหน้าเลิ่กลั่ก เขามองหน้าหญิงสาวสลับกับใบหน้าตกตะลึงของประมุขเหอ ถึงแม้ว่าจะยังไม่แน่ใจนักว่าฝ่ายนั้นจะให้อนุญาตหรือไม่ทว่าเท้าของเขาก็เดินตามนางไปเสียแล้ว ชายหนุ่มนึกดีใจที่ต่อไปนี้จะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับสตรีในดวงใจ

ผู้คนในสำนักอ้าปากค้างตกตะลึงไปตามๆ กัน ไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นภาพประมุขน้อยผู้ถือตัวดึงมือชายหนุ่มให้วิ่งตามไป เหล่าศิษย์ที่ยืนเข้าแถวเรียงกันอยู่ต่างพากันถอยฉากเพื่อหลีกทางให้ทั้งสองวิ่งออกไป มีเพียงเสียงของประมุขเหอเท่านั้นที่ดังไล่หลังมา

“ช้าก่อนเหวินเอ๋อร์ รอสาวใช้ของเจ้าด้วย ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าไปกันตามลำพัง รอให้หลันเยี่ยฟื้นก่อน! ”

“หากนางฟื้นแล้วก็ให้รีบตามมานะเจ้าคะ”

ร่างที่ตะโกนตอบกลับมาหายลับไปหลังประตูเสียแล้ว เหอเจียจวิ้นเพิ่งตั้งสติได้จึงรีบวิ่งตามมาที่หน้าเรือนเพื่อจะรั้งบุตรี แต่พอมาถึงที่ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลดปลง

"เฮ้อ… นี่มันหนีไปพร้อมผู้ชายหรือหนีไปหาผู้ชายกันแน่นะ ลูกข้าหนอ... ลูกข้า ไม่พ้นเรื่องผู้ชายจริงๆ! "

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED