“ไชโย~!!! ในที่สุดลูกแม่ก็ได้ทุนเรียนมหาลัยแล้ววว... แถมยังเป็นมหาลัยไฮโซชื่อดังอย่าง Destinesia ซะด้วย แม่เห็นเขาเล่าต่อๆกันมาว่าข้างในเริ่ดมากกก ห้องอาหารสุดหรู ห้องเรียนแอร์แปดตัว ห้องสมุดกว้างสุดลูกหูลูกตา สระว่ายน้ำก็ใหญ่เบ้อเร่อ แล้วก็อะไรอีกน้าาา....”
“เก่งจริงๆลูกพ่อ ประกาศให้โลกรู้ไปเลยว่าครอบครัวเราก็ไม่ใช่ไก่กาอาราเล่นะจะบอกให้ ฮ่าๆๆ”
“พี่นี่สุดยอดไปเลยแฮะ เป็นหน้าเป็นตาให้ครอบครัว ผมดีใจที่เกิดเป็นน้องพี่ แค่นี้ก็ไม่อายเพื่อนละดิ!!”
เฮ่อ...
เชื่อเหอะตอนนี้ฉันกำลังนั่งทำหน้าเหมือนหมาป่วยฟังทุกคนพรรณนาถึงความเลอค่าของ Destinesia มหาวิทยาลัยที่หรูที่สุดในย่านนี้ที่ตัวเองตกกระไดพลอยโจรไปได้ทุนเรียนฟรีตลอดหลักสูตรแบบงงๆ
ส่วนสตอรี่การได้ทุนเรียนฟรีที่แสนวุ่นวายนี้ มันเกิดจากความบังเอิญที่มีรถยนต์สุดหรูคันหนึ่งขับหลงมาในละแวกบ้านแล้วเกิดน้ำมันหมดกลางทางพอดี เด็กสาว ม.ปลายจบใหม่สวยใสบริสุทธิ์อย่างฉัน ระหว่างปั่นจักรยานกลับจากโรงเรียนมาเห็นเข้าก็เลยให้ความช่วยเหลือพี่สาวคนนั้นด้วยการไปตามคนมาช่วยก็แค่นั้น
ย้ำอีกทีนะ เหตุเกิดจากน้ำมัน ที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมดเนี่ย มันมีแค่นี้เลยจริงๆ
แต่ก็นะ เพราะดันมารู้ทีหลังว่าพี่สาวที่ฉันช่วยไว้คือ 'คุณไลลา' ทายาทนักธุรกิจพันล้าน เจ้าของกิจการหลากหลายสายงานทั้งในและต่างประเทศเนี่ยสิ แถมมหาลัย Destinesia ที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ก็เป็นธุรกิจในเครือของครอบครัวเธอด้วย เพราะงั้นฉันเลยได้รับจดหมายเชิญไปเรียนต่อเพื่อทดแทนบุญคุณแบบเล่นใหญ่ได้อีก และไม่ต้องพูดถึงเรื่องจดหมายส่งผิดบ้านเลย เพราะสิ่งที่มันเอ็กซ์คลูซีฟกว่านั้นอีกคือจดหมายเชิญดันจ่าหน้าซองถึง 'สาวน้อยผู้ใจดี' พร้อมกับแนบรูปที่แอบถ่ายฉันตอนปั่นจักรยานมาแบบเจาะจงสุดฤทธิ์ว่าต้องเป็นคนนี้!!
เหอะๆ อันที่จริงแอบคิดว่าส่งน้ำมันพืชหรือน้ำมันเบนซินมาที่บ้านสัก 30 ลิตรก็น่าจะเป็นการตอบแทนที่เพียงพอแล้วนะ แต่ชนชั้นอีลิทคงเสพติดความอลังการ ซึ่งมันแสนเว่อร์วังซะไม่มี
อ้อ...แล้วนอกจากจะได้เรียนฟรี ที่นี่ยังมีค่าครองชีพให้ด้วย หรือพูดง่ายๆก็คือมีเงินค่าใช้จ่ายให้ฟรีทุกเดือน เรียกว่าเหลือกินเหลือใช้เลยแหละถ้าเทียบกับชีวิตปกติของฉันที่เป็นอยู่
และที่พีคไปกว่านั้นอีก ฉันได้สิทธิ์นั่งรออยู่ที่บ้านเฉยๆ ก็มีชุดนักศึกษาและอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นมากมายส่งมาให้ถึงที่บ้านเลย อดคิดไม่ได้ว่าขนาดจะรับนักศึกษาใหม่ที่นี่ก็ยังคงความไฮโซอวดรวยอีกหรอเนี่ย ทำไมใครต่อใครถึงชอบความฟู่ฟ่าของที่นี่นักนะ นี่ฉันผิดปกติหรือว่าชินกับการอยู่แบบจนๆไปแล้ว วุ่นวายจริงๆ
“ทุกคนคะ!!!”
สุดท้ายฉันก็ต้องโพล่งออกมาด้วยความเบื่อหน่ายกับท่าทางดีอกดีใจจนเกินเหตุของพ่อแม่และน้องชาย ทำเอาทุกคนเงียบกริบแล้วหันมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“แอลไม่ได้อยากเรียนที่นี่สักหน่อย พรุ่งนี้ก็จะไปถอนตัวและคืนของพวกนี้ให้เขาแล้วล่ะ”
“ไม่ได้! / ไม่ได้!! / ไม่ได้!!!”
ให้ตายสิ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ทุกคนในบ้านมีความเห็นตรงกันยกเว้นฉัน
“พี่ถอนตัวไม่ได้เด็ดขาด! ผมบอกเพื่อนไปหมดแล้วว่าพี่ได้เรียนมหาลัยไฮโซ แถมเด็กห้องสี่ก็ยังรับรักผมเพราะเหตุผลนี้ด้วยอ่ะ”
โอ้...เหตุผลช่างเลอะเทอะและบ้าบอมบ์ากโขว่ามะ
“ใช่ๆ แม่ก็เล่าให้คนในตลาดฟังแล้ว ทุกคนพร้อมใจกันลดค่ากับข้าวให้เราด้วย”
เยี่ยมยอด มหัศจรรย์ มิน่าทำไมวันนี้ได้กินแต่อะไรดีๆอ่ะ
“ส่วนพ่อก็..”
พรึ่บ!
“พอแล้วค่ะ หยุดเลยนะ!”
ฉันอาศัยจังหวะนี้ยกมือห้ามเพราะเดาได้เลยว่ามันคงเป็นอะไรที่ง้องแง้งไม่ต่างกันแหงๆ
“พ่อ! แม่! ไอ้โอห์มแกด้วย! หนูจะใช้ชีวิตที่นั่นยังไง ลองคิดดูสิคะ บ้านเราก็ใช่ว่าจะรวยล้นฟ้า การอยู่ในสังคมแบบนั้นหนูไม่ชินหรอกนะ”
นี่พูดจริงไม่ได้พูดเล่น สังคมจอมปลอมของพวกคนรวยน่ะ น่ากลัวจะตายชัก
“โธ่เอ๊ยเรื่องแค่นี้เอง ก็ปรับตัวสิลูก ใช้ชีวิตไฮโซซะบ้างโก้จะตาย ค่าครองชีพก็มีเยอะแยะ แม่ไม่ขอแบ่งมาใช้หรอกโอเคนะ ลัลล้าลัลลาาา~”
เหอะๆ แล้วไหงภาพตัดไปที่แม่ยืนตั้งหน้าตั้งตาฮัมเพลงรดน้ำต้นไม้ได้ล่ะนั่นน่ะ
“ไม่ค่ะ! ให้ตายยังไงหนูก็ไม่เรียนที่นั่นเด็ดขาด! ไม่รู้ล่ะ ออกไปข้างนอกนะคะ บ๊ายยย~”
ว่าแล้วฉันก็เดินดุ่มๆออกมาโดยไม่สนใจจะฟังเสียงตะโกนไล่หลังของคนในบ้านสักนิดอ่ะ
“อะ..อ้าว เดี๋ยวสิยัยลูกคนนี้ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนเลยนะ!”
“เฮ้ย! เดี๋ยวดิพี่แอล กลับมาก่อนดิพี่!!!”
“ไอ้แอลโว้ย นี่พ่อยังไม่ได้พูดสักคำเลยนะเนี่ย!!!”
.
.
.
ไม่กี่นาทีต่อมา
ตอนนี้ฉันกำลังเดินอยู่ริมถนนโดยมีปลายทางคือสวนสาธารณะ K ที่นั่นเป็นที่ประจำเวลาที่ฉันหงุดหงิดหรือคิดอะไรไม่ออก
คือไม่ใช่ไม่เข้าใจนะว่าทุกคนในครอบครัวอยากให้ฉันได้ดี การเรียนมหาลัยไฮโซแบบนั้นผลพลอยได้ที่ตามมาหลังเรียนจบมันก็มีเยอะอยู่ ทั้งมีบริษัทรองรับ ฐานเงินเดือนสูง แถมไปที่ไหนใครก็ต้องการ แต่ใครจะไปมองแต่อนาคตได้ล่ะ ฉันน่ะอยู่กับปัจจุบันก่อนไม่ดีกว่าหรอ
เฮ่อ...ถอนหายใจรอบที่ร้อยของวันแล้วมั้งเนี่ย
Destinesia หรอ?
มหาลัยไฮโซหรอ?
ใครจะยอมทิ้งคนในครอบครัวไปใช้ชีวิตสุขสบายกันล่ะ แค่ชื่อมหาลัยก็บอกอยู่แล้ว
Destinesia…
มาจากคำว่า destination + amnesia
‘เวลาที่เราตั้งใจไปสถานที่แห่งหนึ่งแต่พอไปถึงแล้วกลับลืมว่าไปทำไม’
นั่นแหละความหมายของที่นี่
เห็นร่ำลือว่าเป็นสถานที่ที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันหมดทุกอย่าง ให้เดามันคงเป็นสวรรค์ชั้นดีเลยสินะใครๆถึงเทิดทูนที่นี่กันนักน่ะ
“ระวัง!!!”
หืม...
เอี๊ยดดดดด
“เฮ้ย! เกือบตายแล้วมั้ยนังหนู เดินอะไรไม่ดูตาม้าตาเรือเลยฮะ!!!”
ละ..แล้วไม่รู้อะไรเป็นอะไรอ่ะ ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก อยู่ๆก็มีเสียงเบรครถลากยาวดังสนั่นหวั่นไหวหน้าสวนสาธารณะ K พร้อมกับเสียงลุงแก่ๆคนนึงที่เปิดกระจกตะโกนด่าฉัน นี่ดีนะโดนใครสักคนกระชากแขนให้หลบทิศทางของรถลุงแกที่พุ่งมาจนล้มอยู่ข้างฟุตบาทเนี่ย ไม่งั้นกลายเป็นผีเฝ้าสวนสาธารณะไปละ
“จิ๊!”
ฉันนั่งปัดเศษทรายที่เปื้อนเข่าออกก่อนจะนึกขึ้นได้เลยหันขวับไปมองคนข้างๆที่ยังคงจับแขนกันไว้แล้วก้มหน้าถอนหายใจเฮือกใหญ่
ผู้หญิงหรอ... เธอเป็นคนช่วยฉันไว้สินะ
“ขอบคุณนะคะ เอ่อ คะ..คุณ!”
แล้วทันทีที่เธอเงยหน้าก็เล่นเอาตกใจเลยล่ะ พี่สาวคนนี้อีกแล้ว ใบหน้าสวยๆของเธอฉันจำได้ดี คุณไลลาคนนั้นนี่.. จังหวะที่ฉันกำลังตกใจ เธอก็ทำหน้ามุ่ย ขมวดคิ้วเบาๆแล้วบ่นอุบอิบมาทันที
“เด็กบ้า คิดไรอยู่ถึงเดินไม่สนโลกแบบนี้ฮะ”
“ขะ..ขอโทษค่ะ เจ็บตรงไหนมั้ยคะ”
หยึ๋ย... จะซวยมั้ยเนี่ย คุณหนูพันล้านมาช่วยฉันจนล้มก้นจ้ำบ๊ะอยู่ที่พื้นแบบนี้ นี่ฉันจะโดนจับตัดหัวรึเปล่า
“ไม่เป็นไร เธอล่ะ”
“ที่จริงก็ยังงงๆอยู่เลยค่ะว่ารถวิ่งมาจากทางไหนอ่ะ”
ฉันพยุงตัวเองลุกขึ้นแล้วมองซ้ายมองขวาหาทิศทางรถ แต่อดคิดไม่ได้เลยแฮะว่านี่ฉันเหม่อขนาดนี้เลยรึไงเนี่ย ขณะเดียวกันก็ยื่นมือไปหาพี่สาวที่นั่งอยู่ช่วยประคองให้เธอลุกขึ้น
แล้วพอตั้งใจมองใกล้ๆ ใบหน้าขาวผ่องเป็นประกายกับผิวพรรณที่ดูมีน้ำมีนวลก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเธอเป็นลูกผู้ดีมีชาติตระกูล เป็นคนที่มีเสน่ห์มากจนแอบรู้สึกผิดที่ทำให้ผิวสวยๆนั่นถลอกเลยนะเอาจริง
“หึ..ตลกดีนะ เจอเธอทีไรมีเรื่องทุกที นี่มาเดินเล่นหรอ?”
“ค่ะ ฉันชอบมาดูพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ มันสวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยล่ะ เวลาคิดอะไรไม่ออกหรือไม่สบายใจก็รู้สึกดีขึ้นทุกทีเลย”
“ขนาดนั้นเลย แล้วถ้าวันนึงมันหายไปล่ะ?”
“ก็คงเหมือนขาดที่พึ่งทางใจมั้งคะ”
พอฉันพูดไปแบบนั้น คุณไลลาก็นิ่งไปพักนึงเลยก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถามกัน
“ได้จดหมายกับของใช้ทั้งหมดแล้วใช่มั้ย?”
แล้วคำถามของเธอก็ทำฉันคิดเรื่องทุนขึ้นมาได้เลยรีบพยักหน้า
“ค่ะ ตั้งใจจะเอาไปคืนให้อยู่พอดีเลย”
“ทำไมล่ะ ไม่อยากเรียนที่นั่น?”
โป๊ะเชะ! จังหวะนี้ฉันคือส่ายหน้ารัวๆเลยจ้า ส่ายหน้าที่แปลว่าไม่อยากเรียน ฉันไม่ไหวหรอกนะ สังคมที่หรูหราเกินตัวแบบนั้นน่ะ คนตรงหน้าก็เลิกคิ้วมองมา
“เหตุผลล่ะ?”
“ฉันไม่คู่ควรหรอกค่ะ ดูคุณสิคะ แล้วดูฉันสิ ดูยังไงฉันก็ไม่เหมาะกับที่นั่นหรอก”
“ทั้งที่ทุกอย่างฟรีก็ไม่เอาหรอ?” ใบหน้าสวยๆมองกันงงๆ แต่ไม่ก็คือ...
“ไม่ค่ะ ถือว่าเราหายกันแล้วนะคะ ช่วยบอกสถานที่คืนของให้ด้วยค่ะ”
“เธอนี่แปลกคนนะ”
“หืม?”
“ก็มีแต่คนอยากเข้าเรียนที่นี่จนตัวสั่น แล้วนี่..เธอชื่ออะไร?”
เหอะๆ ท่าทางมองฉันเหมือนตัวประหลาดนี่มันยังไงกันนะ ไม่ว่ากี่ทีก็ไม่ค่อยชินเลยแฮะ สายตาคนรวยที่จ้องกันแบบนี้น่ะ
“ฉัน...แอลค่ะ”
“อืม...รุ่นพี่ไลลา”
“คะ?”
“ต่อไปเรียกฉันว่ารุ่นพี่ไลลา และเธอ..แอล..ถ้าวันเปิดเทอมฉันไม่เจอเธอ ฉันจะสั่งรื้อสวนสาธารณะนี้ซะ!”
“ทำไมล่ะคะ!!”
ได้ฟังแบบนั้นเล่นเอาฉันตกใจจนโพล่งออกไปเลยล่ะ แล้วรุ่นพี่ไลลาคนนี้ก็กระตุกยิ้มเหมือนมีเลศนัยบางอย่าง
“ก็เพราะว่าดูพระอาทิตย์ตกบนดาดฟ้า Destinesia มันสวยกว่าที่นี่ตั้งเยอะ และเธอควรไปดูที่นั่นมากกว่า”
.
.
.
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา..
ฉันวุ่นๆกับงานพิเศษรับจ้างส่งหนังสือพิมพ์กับแจกใบปลิวช่วงวันหยุดจนลืมนึกถึงเรื่อง Destinesia ไปพักใหญ่ ลืมบอกไปว่าบ้านฉันเปิดร้านขายบะหมี่เล็กๆ ในที่ดินผืนน้อยของตัวเอง ซึ่งที่ร้านก็ไม่ได้ยุ่งอะไรมาก แค่โอห์มน้องชายฉันก็ช่วยพ่อแม่ได้สบายอยู่แล้ว ฉันเลยหารายได้เสริมเพื่อแบ่งเบาภาระอีกทาง
และแน่นอนว่ายังมีอีกเรื่องที่สำคัญ คือฉันยังไม่ได้เอาของทั้งหมดไปคืนรุ่นพี่ไลลา เพราะหลังจากวันนั้นก็ไม่เคยเจอเธออีกเลย แถมเธอก็ไม่ได้ให้ที่อยู่เอาไว้ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีความกดดันบางอย่างที่แวะเวียนมาแทนเธออยู่ตลอด คือจดหมายที่ออกแนวข่มขู่เรื่องการรื้อสวนสาธารณะ K ทิ้ง ถึงจดหมายไม่มีชื่อที่อยู่ผู้ส่งตามเคย แต่มันก็เดาได้เลยว่าเป็นรุ่นพี่ไลลา
“แอล พรุ่งนี้ก็จะเปิดเทอมแล้วใช่ไหมลูก แม่จะได้เห็นลูกใส่ชุดนักศึกษาของ Destinesia สักที ตื่นตันใจจริงจริ๊ง ลูกแม่ต้องสวยมากแน่ๆ”
เหอะๆ
ฉันได้แต่ยิ้มกว้างด้วยความรู้สึกผิดเบาๆ ก็ไม่ได้อยากจะดับฝันแม่หรอกนะ แต่ไม่รู้จะบอกแม่ยังไงดี...
เสียใจด้วยค่ะแม่ หนูสมัครเรียนที่มหาลัย Vania ไปแล้ว และแน่นอนว่าพรุ่งนี้หนูจะใส่ชุดนักศึกษาของ Vania ค่ะ
ได้อยู่นะ หรือจะบีบน้ำตา...
แม่คะอย่าให้แอลไปเรียนที่นั่นเลย แอลกราบล่ะคะ ฮือออ กระซิกๆ
ไม่เอาอ่ะ น้ำเน่าไปป่ะ
เฮ่อ...ถ้างั้นไม่บอกละกันถึงตอนนั้นแม่คงเข้าใจอ่ะ
เช้าวันต่อมา..
ฉันนั่งมองตู้เสื้อผ้าอย่างคิดไม่ตก ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเรียนที่ Vania แล้วแท้ๆ แต่ทำไมอยู่ๆถึงรู้สึกแปลกๆไม่รู้แฮะ
แฟร์รี่ : ไปเถอะน่า ถ้ารุ่นพี่ไลลาสั่งรื้อสวนสาธารณะ K ขึ้นมาจริงๆ เธอจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินในมุมสวยๆแบบนั้นได้จากที่ไหนกันล่ะ?
นั่นสินะ
เดวิล : เลอะเทอะละ! แค่ที่ดูวิวที่ไหนก็ดูได้ จะหลงไปอยู่ในสังคมจอมปลอมนั่นทำไม พวกคนรวยน่าเบื่อจะตายป้ะ
ใช่เลย! ก็จริง
แฟร์รี่ : ก็ถือเป็นปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ๆสิ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย แต่ไปหาเพื่อนคนรวยใหม่ๆ...
เดวิล : ไปให้เขาดูถูกมากกว่าน่ะสิ!
แฟร์รี่ : เดวิลใจร้ายเกินไปแล้วนะ หัดมองโลกในแง่ดีบ้างสิ
เดวิล : คนอ่อนแอก็ชอบมองโลกสวยเว่อร์แบบนี้
แฟร์รี่ : แฟร์รี่ก็แค่...
“พอ! พอทั้งคู่นั่นแหละน่า”
ฉันหลุดพูดคนเดียวเพราะโหมดแฟร์รี่กับเดวิลเริ่มตั้งท่าจะตีกันมั่วในหัวแล้วสิ เฮ่อ.. เอาไงดีเนี่ย เริ่มสายแล้วด้วย ไอ้โอห์มแต่งตัวเสร็จแล้วมั้งป่านนี้
ก๊อกๆๆ~
นั่นไง
“พี่แอลเสร็จยัง ช้าอะ ไปก่อนนะ”
“เค โชคดี”
ฉันตะโกนบอกโอห์มที่เดาว่ามันคงเดินไปตั้งแต่ตัวเองพูดจบแล้วแหละ เดี๋ยวนี้น้องชายฉันไปเรียนแต่เช้าเพราะติดสาว ต้องคอยไปประคบประหงมกันตลอดเวลา แต่ก็นะ ดีกว่าไม่ไปเรียนนี่
กลับมาที่ชุดนักศึกษาเจ้าปัญหาที่ถึงเวลาต้องเลือกสักที เอาวะ! Vania นี่แหละเป็นตัวของตัวเองที่สุดแล้ว!!
คิดได้แบบนั้นฉันก็คว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำอย่างไม่รีรอ อาบน้ำอาบท่าแล้วเดินออกมาเปิดตู้เสื้อผ้าอย่างมั่นใจ แต่ก็ต้อง...
อ๊ากกกกกกก!
“แม่คะ ชุดนักศึกษาของหนูอยู่ไหน!!!!!!”
ฉันตะโกนลั่นบ้านทันทีที่เห็นแค่ชุดนักศึกษาของ Destinesia แขวนอยู่ และต้องใช่แน่! ถ้าไม่ใช่แม่ไม่มีใครกล้ามายุ่งกับตู้เสื้อผ้าของฉันหรอก!
“ก็อยู่ในตู้ไงจ๊ะ แม่รีดให้เนี๊ยบสุดๆเลยนะ จับดีๆระวังกลีบกระโปรงบาดมือนะลูก อิอิ”
“หนูหมายถึงอีกชุดนึง ชุดของ Vania ค่ะ!”
ฉันเริ่มชักสีหน้าอย่างรู้ชะตากรรมว่าแม่ต้องเล่นอะไรแผลงๆอีกแน่ และเชื่อเขาเลย
“อ้อ เมื่อวานแม่จะเผาขยะแล้วไม่มีเชื้อเพลิงก็เลยโยนมันลงไปแทน โทษทีจ้ะ แม่ไม่รู้ว่าลูกต้องใช้น่ะ ตายแล้ววว แบบนี้ลูกคงต้องใส่ชุดของ Destinesia ไปก่อนแล้วล่ะ”
นั่นไง! นั่นนนนไง!!! จะบังคับให้ไปให้ได้เลยสินะไอ้มหาลัยไฮโซเฮงซวยนั่นน่ะ ตั้งแต่รู้จักที่นี่ทำไมชีวิตฉันไม่ค่อยมีความสุขอีกเลยเนี่ย
“สาบานสิคะว่าแม่ไม่รู้จริงๆ!”
“ม่ายยยนะ แม่ไม่รู้อะไรเลยจ้ะ”
เห๊อะ!
Rrrrrrrrrrr
แล้วไม่ทันที่ฉันจะต่อปากต่อคำอะไรกับแม่มากนัก น้องชายตัวแสบก็โทรเข้ามาขัดจังหวะ
“ว่าไงโอห์ม” ฉันกดรับสายอย่างอารมณ์เสีย โอห์มมันก็กรอกเสียงตื่นเต้นสุดๆกลับมา
[พี่แอล มาแล้วพี่!!!]
“อะไร?”
[ป้ายสั่งรื้อสวนสาธารณะ K ตั้งเด่นเป็นสง่าหน้าทางเข้า คนฮือฮากันใหญ่เลยพี่!!!]
“ให้ตายสิ เอาจริงหรอเนี่ย!”
ก็พอรู้นะว่าถ้าฉันไม่ไปจะทำงี้ แต่ไม่คิดจะรอเช็คหลังเลิกเรียนเลยหรอ บ้ากันไปใหญ่แล้ว มาติดป้ายตั้งแต่ 7 โมงเช้า คนรวยนี่ทำไรก็ได้จริงๆ
[พี่ไม่มีทางเลือกแล้วแหละ แต่งตัวซะ เพื่ออิสรภาพของสวนสาธารณะ K ของพวกเรานะ!!!]
เฮ่ออออ
ติ๊ด~
มาขนาดนั้นนี้ฉันก็ทำไรไม่ได้แล้วป่ะ รีบวิ่งขึ้นมาใส่ชุดนักศึกษาของ Destinesia อย่างไม่มีทางเลือกก่อนจะพุ่งตัวออกจากบ้านด้วยความเร็วแสง แล้วไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ฉันก็ลงรถเมล์มายืนอยู่หน้ามหาลัยไฮโซที่ตอนนี้วุ่นวายไปด้วยรถหรูนับสิบ หันไปอีกทางก็มีบอดี้การ์ดของลูกหลานคนรวยวิ่งวุ่นกันไปช่วยเปิดประตู นี่คนพวกนี้ลงรถกันเองไม่เป็นรึไงเนี่ย แล้วนั่นอะไร มีแม่นมถือกระเป๋าพาไปส่งขึ้นห้องเรียนรึไง
'นี่ ดูยัยนั่นสิ นางนั่งรถเมล์มาเรียนอ่ะแก'
'เห๊อะ เสียชื่อชะมัด เรียนที่ไฮโซแต่ยังติดนิสัยบ้านๆ'
'ฮ่ะๆ เด็กทุนล่ะมั้ง หน้าตาไม่คุ้นในวงไฮโซเลยอ่ะ'
ฉันเดินผ่านแก๊งค์สาวไฮโซที่จีบปากจีบคอนินทากันซึ่งๆหน้า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่น่าสนใจสักนิด เพราะสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งใดในตอนนี้ คือต้องตามหารุ่นพี่ไลลาให้เจอก่อน!
แต่เดินวนไปวนมาจนขาแทบลากก็ยังไม่เจอรุ่นพี่หรือแม้แต่ใครที่มีลักษณะคล้ายกับเธอเลยสักคน ให้ตายสิ! ที่นี่ใหญ่โตเกินกว่าจะตามหาคนๆนึงให้เจอได้ในวันเดียวล่ะมั้งเนี่ย เชื่อแล้วล่ะว่ามันโอเว่อร์อย่างที่ใครๆว่าจริงๆ แถมไม่มีความจำเป็นอะไรที่ฉันต้องรีบมาตั้งแต่ 8-9 โมงด้วย เพราะที่นี่เริ่มเรียนเที่ยง เลิกช้าสุดก็ 5 โมงเย็น เป็นตารางเรียนที่ชิลมากจนรู้สึกว่าไม่น่าจบออกไปพร้อมความรู้ที่เพียงพอต่อการทำงานเลยนะเอาจริง
แต่เดี๋ยวนะ..ดาดฟ้าไงล่ะ! ถ้ายืนบนดาดฟ้าก็น่าจะมองเห็นทุกคนได้ง่ายกว่ามองจากพื้นที่ในระดับเดียวกัน โป๊ะเชะ! คิดได้แบบนั้นฉันเดินลิ่วๆ ตรงมาที่ลิฟท์ของมหาลัยแล้วกดไปที่ชั้นบนสุดทันที
ติ๊งงง~
พอลิฟท์เปิดออก สิ่งแรกทึ่ทำคือฉันเดินตรงไปที่ดาดฟ้าแล้วมองลงไปข้างล่างอย่างใจจดใจจ่อ ทั้งที่ตามหารุ่นพี่ไลลา แต่ฉันกลับไม่ได้สนใจคนที่เดินผ่านไปผ่านมาข้างล่างสักนิด เพราะวิวที่นี่มันสวยชะมัด สวยสมคำร่ำลือ สวยจริงๆอย่างที่รุ่นพี่พูดไว้ ดาดฟ้าที่นี่มันเห็นวิวรอบเมืองในละแวกนี้เลยอะ
“สุดยอด”
“แจ๋วใช่ไหมล่ะ”
กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอตะลึงกับความสวยของวิวตรงหน้าจนหลุดปากชมออกมา ก็มีคนมายืนอยู่ข้างๆแล้วล่ะ
และนี่ไง คนที่ฉันตามหา!
“รุ่นพี่ไลลา มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
ไม่รู้ทำไมเวลาอยู่กับผู้หญิงคนนี้ฉันถึงรู้สึกว่าตัวเองเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ พูดจาคะขาตลอดเลยนะ แต่รุ่นพี่ก็ไม่ตอบอะไร เธอหันหลังเดินกลับเข้าไปในตึก
“เอ่อ รุ่นพี่คะ เรื่องสวนสาธารณะ K ...”
“ตามมาสิ”
พูดแค่นั้นเธอก็เดินนำฉันลงมาจนถึงหน้าประตูห้องที่หรูหราและใหญ่โตกว่าห้องอื่นๆภายในชั้นนี้ และทันทีที่เธอเปิดประตูเข้าไป ก็พบกับโซฟาชุดใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางห้อง รอบข้างรายล้อมด้วยถ้วยรางวัลมากมายในตู้โชว์ ถัดไปมีโต๊ะสนุ๊ก โต๊ะปิงปอง ครัวขนาดย่อม และอุปกรณ์สันทนาการมากมาย ก่อนรุ่นพี่จะเดินนำฉันมาที่โต๊ะตัวใหญ่ที่ถัดจากโซฟา บนโต๊ะนี้มีโมเดลจำลองของสถานที่หนึ่งวางอยู่
“นี่มัน..”
ฉันมองโครงสร้างก็รู้ทันทีว่าโมเดลนี้คือสวนสาธารณะ K ที่คุ้นเคย แต่ทำไมถึงมีโมเดลนี้อยู่ในที่แบบนี้กัน
“ไลลา!”
เสียงเรียกของใครบางคนขึ้นทำให้ฉันเบนความสนใจจากโมเดลบนโต๊ะไปหาผู้มาเยือนทันที และ
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!
“คิดว่าตัวเองพูดกับใครอยู่ฮะ! พี่ไลลา เรียกซิ พี่-ไล-ลา ไอ้เด็กปีนเกลียวหัวดื้อตัวดี!”
รุ่นพี่ไลลาเดินเข้าไปรัวมือใส่คนที่เดินเข้ามาสองสามทีแล้วบ่นอุบอิบด้วยท่าทางหมันเขี้ยว
เอ๊ะหรือว่าหมอนี่จะเป็นน้องชาย? ถ้างั้นนี่ก็เป็นทายาทมหาเศรษฐีพันล้านอีกคนสินะ ตายๆ ตัวฉันจะขึ้นขี้กลากไหม มาหายใจร่วมกับทายาทเศรษฐีทั้งสองคนแบบนี้
“โอเคๆขอโทษ แล้วยัยหน้าจืดนี่ใคร? จะเป็นลมรึไงหน้าซีดเชียว”
เอิ่ม สำหรับฉันหมอนี่สอบผ่านหมดทุกข้อ ทั้งบุคลิก หน้าตา และฐานะ คือเกือบจะดีอยู่ละถ้าไม่ซนเอามือใหญ่ๆนั่นมาจับหน้าฉันพลิกไปพลิกมาแล้วพ่นคำพูดคำจากวนๆแบบนั้นอ่ะนะ
“เรย์จินี่แอล.. แอลนี่เรย์จิ”
“หวัดดี”
ฟุ้บ!
ฉันทักทายร่างสูงที่ทิ้งตัวลงบนโซฟาหน้าตาเฉย แต่หลังพลิกหน้าฉันเล่นจนสนุก หมอนี่ก็แทบไม่ปรายตามองฉันละ
“กองไว้ตรงนั้นแหละ แล้วจะไปไหนก็ไป”
เอิ่ม..ดี ฉันพยักหน้ารับแบบไม่โต้กลับเลย งั้นไปละนะ ตั้งแต่เห็นหน้าหมอนี่ก็มีลางสังหรณ์ประหลาดเกิดขึ้นทันที การเผ่นตอนนี้ย่อมดีกว่าอยู่ใกล้รังสีอำมหิต
“ไม่ต้องแอล เรย์! แกต้องรับผิดชอบโปรเจครีโนเวทสวนสาธารณะ K”
หืม...รีโนเวทสวนสาธารณะ K งั้นหรอ?
“เออรู้ละไง พูดมาร้อยรอบได้แล้วเนี่ย”
“ก็นี่ไง แอลเป็นคนพื้นที่ เธอรู้ทุกซอกทุกซุมของที่นั่นดี ต่อไปนี้เด็กนี่คือผู้ช่วยของแก”
ผู้ช่วย? นั่นไงแม่นอย่างกับตาเห็น ลางสังหรณ์ของฉันตอนเห็นหน้าหมอนี่กำลังนำพาเรื่องวุ่นวายมาเป๊ะๆ
“เดี๋ยวสิคะรุ่นพี่ทำไมถึง..”
“ช่วยหน่อยสิแอล ฉันช่วยชีวิตเธอนะ ความจำสั้นรึไงฮะ”
รุ่นพี่ไลลาลากฉันมากระซิบกับฉันด้วยแววตามีความหวังว่าฉันจะยอมช่วยเธอ ก็นะ.. เพื่ออิสรภาพของสวนสาธารณะ K ถึงจะไม่เต็มใจเท่าไหร่ก็เถอะ -_-
“ฉันไม่ต้องการผู้ช่วย”
โป๊ะเชะ! นายเรย์จิอะไรนั่นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หมอนี่ตอบได้ตรงใจฉันมาก นับว่าเป็นเรื่องดีเพราะแค่เอาตัวรอดในมหาลัยนี้ชีวิตฉันก็ยากพออยู่แล้ว
“อื้ม ดีเลย งั้นไปนะ”
“หยุดนะแอล!”
“พวกเธอจะออกไปได้ยังวะ เสียงดังหนวกหู”
“แกกล้าไล่ฉันหรอฮะไอ้เรย์จิ!”
ตอนนี้ไม่รู้ใครจะคุยกับใครก่อนเลย รู้แค่รุ่นพี่ไลลามือไวคว้าหมอนบนโซฟาเขวี้ยงอัดหน้าเรย์จิอย่างแรง
ตุ้บ!!!
ให้ตายเหอะ ดั้งหักมั้ยนั่น!
“ยัย-ปี-ศาจ”
แล้วแค่นั้นเองที่เรย์จิส่งเสียงขู่ก่อนจะคว้าหมอนเขวี้ยงกลับมาด้วยท่าทางอารมณ์เสียจนฉันเกือบกระโดดหลบแทบไม่ทัน ก่อนทั้งสองคนจะหยิบหมอนใกล้ตัวมาเขวี้ยงใส่กันไปมา ปากก็ตะโกนบ่นกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ตุ้บ! ตั๊บ!
“แกมันงี่เง่าไอ้เด็กอวดดี”
“หืม! แก่กว่าแค่ปีสองปีบ่นเป็นมนุษย์ป้าไปได้”
เพี๊ยะ!!!
“แกว่าใครแก่ฮะ ไอ้...."
“โอ๊ย ยัยโรคจิต!!!”
ฉันยืนมองภาพสองคนพี่น้องปาหมอนและวิ่งไล่ตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่มีใครยอมใคร แม้แต่หมอนั่น..เอ่อ เรย์จิที่ล็อคตัวรุ่นพี่ไลลาแล้วเอาหมอนอุดจมูกเธอไว้ก็ไม่มีทีท่าจะยอมปล่อยสักนิด
เดี๋ยวนะ หมอนปิดหน้าก็หายใจไม่ออกตายดิ นี่ต้องห้ามไหมหรือยังไง? เออห้ามก็ได้!!
“หยุดดดดดด!!!”
ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจยุติสงครามที่แสนจะวุ่นวายของสองพี่น้องด้วยเสียงอันทรงพลังจนทั้งสองคนต้องหันขวับมามอง
“.....”
“เอ่อ..แหะๆ ค่อยพูดค่อยจากันดีกว่านะคะ”
ฉันพยายามไกล่เกลี่ยพอเพิ่งนึกออกว่าแก๊งค์เด็กปาหมอนสองคนนี้เป็นทายาท Destinesia นี่หว่า
“วันนี้เด็กปีหนึ่งไม่มีเรียน แอล! นี่เป็นโอกาสของเธอ ถ้าไม่อยากให้ทุบสวนสาธารณะ K ทิ้งถาวร ก็อยู่ที่นี่ให้คำปรึกษาเรย์จิซะ”
รุ่นพี่ไลลาพูดไปก็ปัดเนื้อปัดตัวก่อนจะเดินมายืนข้างฉันเพื่อบอกความต้องการที่แสนจะมัดมือชกของเธอ
“ฉะ..ฉันหรอ”
“ใช่! ส่วนแกไอ้น้องบ้า ไอ้เด็กประหลาด ถ้าวันนี้ไม่ได้สาระอะไร แกตายแน่!!!”
“กลัวจะแย่”
ทั้งรุ่นพี่ไลลาและเรย์จิก็ยังคงเขม่นกันไปตามเรื่องตามราวเพื่อจะยั่วโมโหอีกฝ่าย แต่เอ๊ะฉันมีบทอะไรในเรื่องนี้บ้างเนี่ยรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน
“แล้วห้ามรังแกยัยนี่เด็ดขาด! ห้ามแตะต้องเธอไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตาม”
“เฮ่อ...”
แล้วอยู่ๆเหตุการณ์มันก็สงบลงแบบง่ายๆงงๆอะ พอฟังรุ่นพี่พูด เรย์จิก็ถอนหายใจเหมือนยอมแพ้แล้วลุกจากโซฟามากอดคอรุ่นพี่ไลลาเดินไปที่ประตู
ก็คง..ดีกันแล้วแหละ แต่มาถึงจุดนี้ร่างสูงๆทำให้เรย์จิดูเป็นพี่มากกว่าอีกนะ เพราะรุ่นพี่ไลลาตัวเล็กนิดเดีย...
“พูดมาก! ไปให้พ้นๆสักทียัยปีศาจ! น่ารำคาญ!”
ปังงงง!!!
แล้วพูดแค่นั้นเรย์จิก็ดันร่างรุ่นพี่ไลลาออกไปแถมปิดประตูใส่หน้าเธอเสียงดังลั่น
ดะ...เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะเมื่อกี๊ไม่ได้...ดีกันแล้วหรอกหรอนั่น
“ส่วนเธอ..” พอปิดประตูนั่นแล้วเรย์จิก็หันมองฉันด้วยหน้าตาเบื่อหน่ายก่อนจะเดินตรงเข้ามา
“เอ่อ ถ้านายไม่ต้องการผู้ช่วย ฉันขอตัว”
ฉันชิงพูดก่อนจะเดินสวนออกมาที่ประตูบานเดิมที่หมอนี่เพิ่งปิดทันทีแต่ก็...
หมับ!
“นี่ยัยจืด”
เรย์จิคว้าแขนฉันเอาไว้ขณะกำลังเดินสวนกัน ก่อนจะพูดมาโดยไม่หันกลับมามองฉันสักนิด แต่ยัยจืดเนี่ยนะ? นั่นไม่ใช่ชื่อฉันป่ะ - -*
“ไหนลองเล่าประวัติคร่าวๆของเธอมาดิ๊”
...หืม?
“ไหนลองเล่าประวัติคร่าวๆของเธอมาดิ๊”
“ประวัติ?”
ฉันออกจะงงอยู่นะพอได้ฟังหมอนี่พูดงั้น แค่มาให้ข้อมูลสวนสาธารณะ K ฉันต้องโดนซักประวัติด้วยหรอ คล้ายๆตอนสัมภาษณ์งานรึเปล่า แบบชื่ออะไร เรียนจบที่ไหนไรทำนองนี้ แต่เพราะคงรอฟังอยู่นาน เรย์จิเลยตั้งคำถามมาซะเอง
“ไปเจอกันยังไงยัยปีศาจถึงผูกจิตกับเธอซะเหนียวแน่นขนาดนี้ฮะ”
“เอ่อ อะไรคือ.. ผูกจิต?”
“ผูกจิตไงยัยโง่ แบบ...”
“แบบ?”
ยิ่งพูดยิ่งงงนะหมอนี่ สรุปอะไรคือผูกจิต? อันนี้สงสัยจริงที่บ้านไม่เคยใช้คำนี้
“ช่างเหอะ”
พอเห็นสีหน้าฉันเรย์จิก็ทำหน้าเอือมหนักมากก่อนจะเดินตรงไปนั่งที่โซฟา
“เออแล้วเมื่อกี๊ นายเรียกฉันว่าไรนะ”
“ก็ยัยจืด”
“หือ” ...จืด?
“เออไงยัยจืด ก็เธอโคตรจืดชืด หน้าซีดเป็นไก่ต้ม”
“นี่นาย”
ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ แต่พอหมอนี่ลงรายละเอียดเท่านั้นแหละ มันว่าฉันใช่มั้ย ถึงบ้านไม่ได้อยู่ในเมืองก็พอรู้นะเฟ้ย
“มองไม มีไร”
“ก็สนิทกันรึไงถึงเรียกฉันแบบนี้น่ะฮะ! ไอ้บ้าเรย์จิ คิดว่ารวยแล้วจะว่าใครก็ได้หรอ”
“หึ ไอ้หรอ” หมอนี่ยิ้มมุมปากก่อนจะจ้องหน้าฉันนิ่งๆ
“ใช่ ไอ้! ไอ้อุนจิ! ไอ้คนบ้าปากหมะ.. อุ๊บ!”
เหอะ อย่าพึ่งคิดว่าหมอนี่จะจูบฉันตามแบบฉบับนิยายรักทั่วไป เพราะตอนนี้มือใหญ่ของเรย์จิกำลังปิดปากฉันไม่ให้ด่าตัวเองอยู่ต่างหากเล่า!
“นี่หน้าคนหรอเนี่ย คือโตสุดได้แค่นี้?”
หนอยไอ้บ้าเรย์จิ! นายต่างหากเล่าที่กลายพันธ์เกิดมาสูงกว่าชาวบ้านชาวช่องเขา แถมมือก็ใหญ่โตมโหฬารเต็มหน้าฉันพอดีเลยด้วย จะว่าไปถ้าเทียบความสูงแล้วหมอนี่น่าจะประมาณ 180 กว่าๆ ส่วนฉัน 165 ต่างกันแค่สิบยี่สิบเซ็นจะแอ๊คทำไมเนี่ย เชอะ!
“อี้! อ่อยอั๊นเอี๋ยวอี๊อ๊ะไอ้อ้า (นี่! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะไอ้บ้า)”
“พี่เรย์จิ เรียกสิเดี๋ยวปล่อย”
เหอะ! เรื่องไรกันเล่า! ทำตัวไม่เห็นน่าเคารพตรงไหนเลยนะนายน่ะ ไอ้อุนจิเอ้ย คิดไปฉันก็ส่ายหัวไป หมอนี่ก็ลอยหน้าลอยตาอยู่ได้
“นี่ยัยจืด เธออยู่ปีหนึ่งใช่มะ”
“อื้อ”
ทั้งที่โมโหอยู่ฉันก็ยังอุตส่าห์พยักหน้านะ แหม..เด็กใหม่อยู่ปีแปดมั้ง ถามทำซากอะไร
“นั่นไงยอมซะ! เรียกสิ โอ๊ย!”
เพราะรำคาญไอ้หมอนี่เต็มทีฉันเลยกัดฝ่ามือที่อุดปากตัวเองอยู่เต็มแรง เหอะ! รู้จักแอลน้อยไปไอ้ขี้เก๊ก!
“ไม่มีทาง! สมน้ำหน้า นายมันกระจอก”
จากสารคดีที่เคยดูมา การแลบลิ้นปลิ้นตาจะเพิ่มความหน้าหมั่นไส้แก่ผู้แพ้มากขึ้น 70% เอาซะหน่อย แบร่ๆ ฮ่าๆๆ
“จิ๊! จะเอาใช่มะยัยแคระ”
ไอ้อุนจิเริ่มโกรธหน้ามุ่ยแล้วล่ะ แต่แล้วยังไง ไม่เห็นน่ากลัวตรงไหน
“เห๊อะ! เข้ามาเซ่! หมดความอดทนแล้วนะเฟ้ย รู้จักก็ไม่รู้จักมาแกล้งกันเฉย!”
“เออ! เอาสิพองตัวเหมือนอึ่งอ่างเร็วเข้า พองเลยๆๆ”
แปะ แปะ แปะ
อะ..ไอ้หมอนี่ ให้ตายสิ มีใครที่ไหนนั่งตบมือบนโซฟาเชียร์ให้คนอื่นพองตัวเป็นอึ่งอ่างกันบ้าง
“หืมมม ไอ้อุนจินายตาย!!!”
ตุ้บ~
ตอนนี้กลายเป็นฉันที่คว้าหมอนแล้วกระโดดเข้าไปหาเรย์จิ ก่อนจะเอาหมอนอุดจมูกหมอนั่นเหมือนที่รุ่นพี่ไลลาโดนกระทำ คิกๆ แก้แค้นให้แล้วค่ะรุ่นพี่ เรย์จิดิ้นไปมาดันตัวฉันออก แต่ฉันล็อคหมอนี่ไว้แน่นจนขยับตัวไม่ได้
“อัยอ้าอ่อยอ้ะเอ้ยยย (ยัยบ้าปล่อยนะเฟ้ย)”
“ไม่ปล่อย ไอ้คนนิสัยเสีย นายมันห่วยแตก ผู้ชายที่ไหนเขาไล่ผู้หญิงวันละสองสามรอบแถมยังป่วนอีกสารพัดฮะ! แล้วพูดกับพี่สาวก็ไม่เพราะ นายมันเป็นคนประเภทไหนกัน ตายไปซะไอ้บ้า หมั่นไส้!”
ฉันทิ้งน้ำหนักลงไปกับหมอนที่ปิดหน้าเรย์จิเต็มแรง หมอนี่ก็ดิ้นไปดิ้นมาหลายทีจนนิ่งไป
“.....”
“เหอะ! ทำเป็นเงียบ หายใจไม่ออกตายละหรอ ไม่ต้องมาเนียนเลย ลูกไม้ตื้นๆใครเชื่อก็บ้าละ”
“.....”
“นี่ ลุกขึ้นมาทำงานของนายเซ่! ฉันจะได้กลับบ้านสักที”
เฮ่อ..อยากกลับบ้านจะแย่ละเนี่ย ไม่มีเรียนทำไมไม่บอกตั้งแต่หน้าประตูมหาลัยกันเล่า ฉันเขย่าแขนเรย์จิรัวๆแต่หมอนี่ก็ยังเงียบ
“.....”
“นี่ เรย์....จิ!”
พรึ่บ!
ขะ..แขน อยู่ๆแขนหมอนั่นก็ห้อยลงมาจากโซฟาเหมือนคนไม่มีแรง ร่างกายนิ่งไป ดวงตาปิดสนิทแบบนั้นหรือว่า...
หมอนี่...หมอนี่จะตาย!!
“เรย์จิ!!! นี่! เอาจริงหรอเนี่ย เรย์จิอย่าเป็นไรนะ ระ..รถพยาบาล ต้องเรียกรถพยาบะ...”
หมับ!
“ว๊าย!”
จังหวะที่ฉันตาลีตาเหลือกจะวิ่งไปที่โทรศัพท์บ้านที่อยู่ภายในห้องเพราะไม่มีมือถือเหมือนคนอื่น หมอนี่ที่คิดว่าตายไปแล้วก็กระชากแขนจนล้มลงไปนั่งบนตักเขา ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“คิกๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ”
หืมมม แกล้งกันอีกแล้วสินะ!
“ไอ้ประสาท! นี่นายแกล้งตายหรอฮะ ไอ้บ้าเอ๊ยนายนี่มัน..อื้อ!”
ไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ คำพูดของฉันก็ถูกกลืนหายลงคอไปกับเรย์จิที่อยู่ๆก็กดจูบลงมาทันที
ไม่ผิดหรอกค่ะ เรย์จิจูบฉัน แต่แค่ปากแตะปากเท่านั้นจนฉันนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก
นี่มัน..
จะ..จูบแรก
จูบแรกของฉัน..ดันมาเสียให้กับไอ้หมอนี่งั้นหรอ?!
ก๊อกๆๆ
พรึ่บ
ฉันผละออกจากเรย์จิทันทีที่มีเสียงคนเคาะประตู ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเช็ดปากตัวเองลวกๆ อย่างรังเกียจ ส่วนหมอนั่นนั่งยิ้มมุมปากเล็กๆ แบบโคตรน่าหมั่นไส้!
แอ๊ดดด
ประตูห้องถูกเปิดออกพร้อมกับร่างบางของหญิงสาวที่ฉันคุ้นเคย คนที่เดินเข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน.. รุ่นพี่ไลลา
“เป็นไงกันบ้าง อ้าว สนิทกันเร็วดีจังละ..เลย”
เพี๊ยะ!
ไม่ทันที่รุ่นพี่ไลลาจะพูดจบฉันก็ฟาดฝ่ามือเข้าที่หน้าเรย์จิอย่างแรงด้วยความโกรธ ทำเอาผู้ถูกกระทำอย่างหมอนี่ถึงกับหน้าสะบัด ก่อนจะหันกลับมามองฉันด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาออกแนวหัวเราะเยาะเย้ยด้วยซ้ำ
“หึ...”
ท่าทางโอหังแบบนั้น ยังไม่สำนึกสินะ นายมันเป็นคนประเภทไหนกัน คิดว่าผู้หญิงเป็นของเล่นรึไง!
“ขอโทษนะคะ แอลคงช่วยพี่เรื่องรีโนเวทสวนสาธารณะ K ไม่ได้หรอกค่ะ เอาไว้แอลจะชดใช้เป็นอย่างอื่นให้ ขอตัวค่ะ”
ฉันหันไปบอกรุ่นพี่ไลลาแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกจากห้องทันทีโดยมีสายตาของเรย์จิจ้องฉันอยู่อย่างไม่วางตา
[RAYJI TALK]
ปังงงง!!!
ผมนั่งมองคนตัวเล็กที่กระชากประตูบานใหญ่ให้เปิดออกก่อนจะเดินออกไป แล้วกระแทกประตูปิดเสียงดังสนั่น เสียงประตูที่ดังก้องแสดงถึงความไม่พอใจของยัยหน้าจืดที่โดนผมแกล้งจนโมโห สลับกับมองคนตรงหน้าที่พึ่งเดินเข้ามาแล้วทำหน้างงๆ อย่างต้องการคำอธิบาย
“เล่นพิเรนทร์อะไรอีกล่ะ”
“ป่าวซะหน่อย”
ไลลายืนกอดอกมองผมด้วยสายตาไม่พอใจ อ๋อไม่สิ ต้องเรียกเธอว่า 'พี่ไลลา' ไม่งั้นยัยนี่จะโมโหเหมือนหมาบ้า
ไลลา..เธอเป็นพี่สาวแท้ๆของผมครับ จริงๆอายุเราห่างกันสองปี แต่ผมชินกับการเรียกชื่อเธอเฉยๆมากกว่า ถึงจะโตมาด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่ผมจะเป็นฝ่ายดูแลและปกป้องเธอ ก็เลยไม่ค่อยอินกับการเรียกไลลาว่าพี่เท่าไหร่
ช่วงนี้ผมเจองานยากตามประสาลูกหลานนักธุรกิจ และทายาทเจ้าของ Destinesia คือต้องศึกษาให้เยอะกว่าคนอื่น เพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจที่บ้าน พ่อเลยโยนงานรีโนเวทสวนสาธารณะ K เป็นงานที่ทำเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและคืนความสุขให้คนในสังคมมาให้ผมลองทำ เพราะไลลาเคยผ่านจุดเริ่มต้นแบบนี้ไปแล้ว ก็เลยแสดงสปิริตพี่สาวที่แสนดีอยากช่วยผม ด้วยการลากยัยหน้าจืดที่เดินหน้าบูดออกไปเมื่อกี๊มาเกี่ยวข้องด้วย
แต่จะว่าไปยัยนั่นก็แปลกดีเหมือนกัน…
เชื่อเขาเลยสมัยนี้ยังมีผู้หญิงที่ไม่แต่งหน้าแถมยังปล่อยตัวเองหน้าตาจืดชืดออกจากบ้านอยู่จริงๆ แต่ถึงจะไม่แต่งเติมสีสันอะไรลงไปแต่ใบหน้าของเธอกลับดูดียิ่งกว่าคนแต่งหน้าบางคนซะอีก แต่แก่นไปหน่อยนะยัยนี่ ไม่มีความเรียบร้อยเอาซะเลย ออกจะห้าวเกินไปด้วยซ้ำเลยโดนผมปราบพยศเข้าให้ แค่ปากแตะปากนิดหน่อยก็อึ้งซะละ หึหึ…
“นี่ คิดไรอยู่หรอ”
“ก็คิดถึงยัย...”
ผมเหลือบมองไลลาที่นั่งทำหน้าอยากรู้อยากเห็นแล้วชะงักไป ว่าแต่ยัยปีศาจหอบร่างตัวเองมานั่งข้างผมตอนไหนกันเนี่ย
“ยุ่ง! กลับมาทำไม”
เกือบไปละ เกือบจะหลุดตอบยัยปีศาจแล้วเชียวว่าคิดถึงยัยหน้าจืดนั่นอยู่ แล้วจะไปคิดถึงยัยนี่ทำไมวะ
“อ๋อ ลืมมือถือน่ะ”
ไลลาชูมือถือในมือขึ้นมาก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วหันกลับมาหาผมอีกที
“นี่ ไปง้อด้วยนะ”
“อะไร?”
“แอลไง”
เหอะ! ให้ตาย ยัยจืดแอลต้องเล่นของใส่ไลลาแน่นอน
“ไม่มีทาง ไม่ไป”
“กล้าขัดคำสั่งรึไง”
ถ้าบอกว่าเกลียดรอยยิ้มพี่สาวตัวเองนี่ผิดรึเปล่า เพราะยัยนี่น่ะยิ้มทีนึงแปลได้ร้อยความหมาย บทจะดีก็ดีใจหาย แต่ถ้าร้ายก็ยิ่งกว่านรกแตกซะอีก
หมับ!
บ้าเอ๊ย! แล้วไม่ทันไรยัยปีศาจก็ดึงหูผมแทบขาด ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนักหนา
“โอ๊ย เออๆ”
ถ้าไม่เล่นทีเผลอก็ไม่ยอมหรอกเว้ย ยัยนี่ขึ้นคานแน่นอน เถื่อนขนาดนี้น่ะ แต่จะว่าไปมันมีเหตุผลมากมายที่ผมต้องยอมยัยปีศาจทุกครั้งไป หลักๆก็คือ..เวลายัยนี่เกิดไปผูกจิตกับใครขึ้นมาก็มักจะมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นกับผมเสมอ ยิ่งช่วงนี้กำลังเซ็งๆพอดี ยอมๆไปก่อนละกัน เผื่อยัยหน้าจืดนั่นจะทำให้ชีวิตผมหายเซ็งได้บ้าง
[END TALK : RAYJI]