กรุงเทพมหานครฯ
ภายในอาคารสูงระฟ้าราวสี่สิบห้าชั้น ย่านเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครฯ พื้นที่ตั้งแต่ชั้นที่สี่สิบถึงสี่สิบสองเป็นโซนของสำนักงานใหญ่บริษัทผลิตอะไหล่รถยนต์รายใหญ่จากสหรัฐอเมริกาฯ ซึ่งมาเปิดฐานผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2535 บุกเบิกโดยมิสเตอร์ไมเคิล พอตเตอร์ ประธานใหญ่ของบริษัท ยูไนเต็ด ออโตโมบิล จำกัด (มหาชน) ประจำประเทศสหรัฐอเมริกาฯ
นอกจากประเทศไทยแล้วยังมีฐานผลิตครอบคลุมอีกหลายประเทศทั่วโลก ทั้งนี้มาจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของตระกูลพอตเตอร์โดยเริ่มจับธุรกิจด้านอะไหล่รถยนต์มาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ซึ่งตั้งต้นจากเป็นเพียงช่างในอู่ซ่อมรถ ต่อมาจึงได้มาเปิดอู่เป็นของตัวเองขยายกิจการมาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้มีโอกาสร่วมทุนกับเพื่อนเปิดบริษัทผลิตอะไหล่รถยนต์และกลายมาเป็นกิจการของตัวเองในที่สุด
มิสเตอร์ไมเคิลเป็นทายาทรุ่นแรกที่มาสานต่อธุรกิจของครอบครัว เขามีโอกาสมาเมืองไทยหลายครั้ง และได้ศึกษาข้อมูลเป็นเวลาหลายปีกว่าจะตัดสินใจขยายธุรกิจโดยเริ่มเปิดบริษัทนำเข้าในไทยและต่อมาได้ขยายกิจการโดยการตั้งฐานผลิต ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาฯ
ภายในสำนักงานใหญ่ของบริษัทยูไนเต็ดฯ ยามนี้เป็นเวลาเลิกงานแล้ว พนักงานกลับบ้านกันเกือบหมด เหลือก็เพียงบางแผนกเท่านั้นที่ยังคงสะสางงานอยู่ หนึ่งในนั้นมีแม่บ้านสาวหน้าละอ่อนนาม ‘ช่อมาลี’ กำลังดูแลความเรียบร้อยของพื้นที่ในความรับผิดชอบ
วันนี้เธอต้องขึ้นมาดูแลความความสะอาดบนชั้น 42 ซึ่งเป็นโซนของผู้บริหารแทนแม่บ้านรุ่นพี่ที่ไม่สบายลากลับบ้านไปเมื่อช่วงบ่าย ขณะที่หญิงสาวกำลังจะกลับไปยังชั้น 40 เพื่อเก็บอุปกรณ์และเตรียมตัวกลับบ้าน สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นหลังไวๆ ของใครคนหนึ่งหายวับเข้าไปในห้องน้ำหญิง ช่อมาลีเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เพราะเธอสำรวจถ้วนทั่วหมดแล้วว่าไม่มีใครหลงเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว
‘แล้วที่เธอเห็นนั้นคือใคร?’
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ! ผะ... ผะ... ผีแต้ๆ” ช่อมาลีอุทานเป็นสำเนียงชาวเหนือ ยามนี้ดวงตาคู่สวยเหลือกลานด้วยความกลัวเข้าเกาะกุมขั้วหัวใจ
“เอ๊ะ! หรือว่าจะเป๋นขโมยมาลักอะหยัง” หญิงสาวเริ่มฉุกคิดขึ้นได้หลังจากที่ตื่นตกใจไปชั่วขณะ นั่นสินะตึกสูงๆ แถมสุดหรูขนาดนี้จะมีผีได้อย่างไร ไม่ใช่ตึกร้างเก่าแก่เสียหน่อย แต่ใครกันที่เดินเข้าไปในห้องน้ำ
“หรือว่าผีบ้า!” คราวนี้คนมโนตาเหลือกตาลานมากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะเธอจำได้ดีว่าด้านหลังที่เธอเห็นนั้นเป็นผู้ชายชัดๆ ไม่ได้การล่ะเธอจะต้องจับไอ้หัวขโมยโรคจิตนั่นให้ได้
‘นอกจากจะเป๋นหัวขโมยแล้ว ยังเป๋นโรคจิตแหมก๊ะ’ ช่อมาลีต่อว่าในใจด้วยเข้าใจว่าคนที่เห็นนอกจากจะเป็นขโมยแล้วยังเป็นคนโรคจิตอีกด้วย
หญิงสาวรีบยกโทรศัพท์ต่อสายภายในโทรหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทันที เพราะเธอไม่มั่นใจว่าจะสามารถจัดการหัวขโมยคนเดียวได้ เท่าที่คะเนดูด้วยสายตา แม่บ้านสาวรู้สึกว่าคนที่เธอเห็นนั้นร่างสูงใหญ่เอาการ
“พี่ๆ มาช่วยหนูหน่อย มีโจรย่องเบาขึ้นมาบนชั้นเจ้านาย รีบๆ มานะพี่ เดี๋ยวหนูหาทางจัดการมันก่อน” บอกจบช่อมาลีก็รีบวางสายแล้วยืนหันรีหันขวาง สมองน้อยๆ ประมวลทันทีว่าจะทำอย่างไรกับผู้ชายตัวโตที่อยู่ในห้องน้ำหญิงนั่น
พลัน! สายตาก็เหลือบแลไปเห็นกระป๋องใส่น้ำถูพื้นที่เธอกำลังจะเอาไปเท ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
‘ได้การล่ะ’ คนปิ๊งไอเดียดีดนิ้วเปาะ นัยน์ตาเรืองรอง รีบก้มลงหิ้วกระป๋องใบย่อมขึ้นมาแล้วตรงไปยังห้องน้ำหญิงทันที
ช่อมาลีอิงแอบร่างตรงมุมประตูทางเข้าห้องน้ำ หญิงสาวกลั้นลมหายใจพร้อมนับหนึ่งถึงร้อยอย่างใจเย็น สองหูเงี่ยฟังเสียงจากด้านในอย่างใจจดใจจ่อ แล้วช่วงเวลาแห่งการรอคอยก็มาถึงเมื่อเธอได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวใกล้เข้ามาทุกขณะจิต
พลัน!
ซ่า...!!
“โอ๊ะ!”
เสียงน้ำสาดซัดเข้าใส่ร่างสูงดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงร้องอย่างตกใจของชายนิรนาม เมื่อจู่ๆก็ถูกใครคนหนึ่งกระโจนขึ้นขี่หลังแล้วใช้กระป๋องครอบศีรษะเขา พร้อมเสียงตะโกนโหวกเหวก
“นี่แน่ะเจ้าหัวขโมย!”
คนปัดป้องด้วยความตกใจและคนหมายมั่นจัดการหัวขโมยให้อยู่หมัดโรมรันพันตูกันจนเกิดเสียงดังอึกทึกครึกโครมไปหมด และโดยไม่คาดคิดคนร่างสูงที่พยายามปัดป้องก็เกิดเสียหลักเซล้มไม่เป็นท่า
โครม! / พลั่ก!
“โอ๊ย! / อึ้ก!”
ช่อมาลีจุกจนตัวงอเมื่อแผ่นหลังและก้นกระแทกเข้ากับพื้นเต็มแรงซ้ำคนตัวโตยังล้มทับอัดกระแทกลงมาจนร่างของเธอแทบแบนติดพื้น นาทีนี้หญิงสาวชาวเหนือมองเห็นดวงดาวเปล่งแสงระยิบระยับไปหมด เกิดมาเธอเพิ่งเคยจุกเจียนขาดใจตายก็ครั้งนี้เอง
เสียงฝีเท้าหลายคู่พากันวิ่งขึ้นบันไดมา ทำให้แม่บ้านสาวใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็มีคนมาถึงก่อนที่โจรโรคจิตจะทันได้หลบหนี แต่อาการจุกเสียดก็บดบังอาการดีใจจนหมดสิ้น
“เสียงเอะอะอะไรดังไปถึงข้างล่างนี่” พนักงานหนึ่งในสามที่ขึ้นมาถึงถามทันที แต่ก่อนที่ช่อมาลีจะทันได้ตอบ เสียงอุทานก็ดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน
“ท่านรองฯ”
ช่อมาลีนิ่วหน้า หญิงสาวค่อยๆหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก พอยืนได้เต็มฝ่าเท้าก็รีบโบกไม้โบกมือว่อน
“ท่านรองฯอะไรคะพี่ๆ นี่มันโจรโรคจิตชัดๆ หนูช่อเห็นมันด้อมๆ มองๆ แล้วก็ผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำหญิง ดีนะที่หนูช่อสกัดดาวรุ่งไว้ทัน ไม่อย่างนั้นมันคงได้เข้าไปขโมยอะไรต่อมิอะไรแน่ๆค่ะ” ช่อมาลียืนยันตามความเข้าใจของตนเองแล้วขยับเข้าจับแขนโจรโรคจิตที่ยืนผงาดขบกรามแน่นเก็บข่มความเกรี้ยวกราดเอาไว้อย่างถึงที่สุด
“เราต้องจับไอ้หมอนี่ส่งตำรวจนะคะ” พูดจบพลเมืองดีก็กวักมือ หยอยๆ ขอกุญแจมือจากรภป. แต่แทนที่ทุกคนจะช่วยกันจับโจรตามคำบอกกลับกลายเป็นต่างคนต่างร้องเสียงหลง!
“ยู้ดดด... หยุดก่อนหนูช่อ! นี่ท่านรองฯ ...รองประธานนะไม่ใช่โจรโรคจิต”
“ฮะ!” ช่อมาลีเบิกตาโพลงอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นทุกคนพากันไหว้ปรกๆ ร้องขอการละเว้นโทษจากคนร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองเสื้อโปโลกับกางเกงยีนที่ตอนนี้เปียกมะล่อกมะแล่กจากน้ำถูพื้นที่เธอสาดใส่ สภาพของเขาไม่ต่างอะไรจากตกท่อระบายน้ำทิ้ง
“ท่านคะได้โปรดอภัยให้หนูช่อด้วยนะคะท่าน”
“หนูช่อรีบขอโทษท่านรองฯ สิ เร็วๆ”
ช่อมาลีผงะถอย มือน้อยปล่อยท่อนแขนกำยำโดยไว ความจริงที่ได้รับรู้ทำให้เธอได้แต่กระพริบตาปริบๆ ยิ่งสบสายตาคมกริบเข้าอย่างจัง คนพลั้งมือทุบตีเพราะเข้าใจผิดได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอด้วยความฝืดเฝื่อน
“ช...ช่ะ...ช่อ” ช่อมาลีปากสั่นมือสั่นไปหมด อย่าว่าแต่เอ่ยคำขอโทษเลย แค่ชื่อตัวเองเธอยังเอ่ยออกมาด้วยความยากเย็น และตอนนี้เธอก็เริ่มหวาดผวา เพราะคนถูกเรียก ‘ท่านรองฯ’ ยืนทำหน้าถมึงทึง จ้องมองมาด้วยสายตาดุดัน
“ตามฉันไปที่ห้อง”
ช่อมาลีตาเหลือกลานเมื่อเขาเค้นเสียงสั่ง แต่ยังไม่ทันได้ทำตาม ก็มีเสียงถามแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“เอ่อ... พวกเราทั้งหมดด้วยหรือเปล่าคะท่านรองฯ” เจ้าของคำถามคือพนักงานที่อาวุโสสุดตรงนั้น ช่อมาลีหันขวับมองสลับไปสลับมาระหว่างเจ้านายกับพนักงานรุ่นพี่ หญิงสาวยืนรอคำตอบอย่างลุ้นระทึก
“ใครมาจากตรงไหน กลับไปตรงนั้น” เขาตวาดสั่งแล้วทุกคนก็รีบทำตามอย่างรนราน เพียงพริบตาเหล่าพนักงานก็สลายตัวไปไม่ทิ้งฝุ่น ช่อมาลีที่เพิ่งได้สติ ค่อยๆ ย่องไปเก็บกระป๋องน้ำและอุปกรณ์ทำความสะอาดหมายมั่นฉากหลบตามคนอื่นๆไป แต่ยังไม่ทันได้ขยับไปไหน เสียงห้วนดุก็ดังกังวาน
“หยุด! นั่นเธอจะไปไหน”
ช่อมาลีสะดุ้งโหยง ยืดตัวตรง ยืนตัวลีบด้วยความหวาดกลัว
“ตามฉันไปที่ห้อง เดี๋ยวนี้!”
“ช...ช่ะ...ช่อ เหรอคะ”
“ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใครฮะ”
ช่อมาลีกลอกตามองซ้ายขวาอย่างต้องการหาเพื่อน แต่เมื่อไม่เห็นใครสักคน หญิงสาวก็ได้แต่หันมายิ้มแหย...
เธอยิ้ม... แต่เขาไม่ยิ้ม!
“ตามมา!” เขาสั่งแล้วเดินฉับๆ ตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัว แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันขวับกลับมาอีกครั้ง!
“จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม” เขาถามเมื่อยังเห็นแม่ตัวดียืนเป็นหุ่นขี้ผึ้งอยู่กับที่ ดวงตาสีน้ำตาลไหม้วาววับราวกับพยัคฆ์ร้ายกำลังจับจ้องเหยื่อ
ยามสบตากับเขา ช่อมาลียิ่งขาสั่นพั่บๆ ใจจริงอยากขยับก้าวเท้าตามไป แต่จนแล้วจนรอดก็ก้าวไม่ออกสักที
“ต้องให้ลากไปไหมฮึ”
“มะ...ไม่...ไม่ต้องค่ะ” ช่อมาลีรีบโบกไม้โบกมือพัลวัน ยิ่งเห็นคนตาดุมองนิ่ง ก็ยิ่งลนลาน ดวงตาของเขาดุดันและนิ่งลึกจนเธอรู้สึกหวาดหวั่น ยิ่งเขาเปล่งเสียงเข้มสั่งการเธอยิ่งหวั่นเกรง
“รีบตามมา ยืนบื้ออยู่ได้” เสียงเข้มดุออกคำสั่งอีกครั้ง และครั้งนี้ช่อมาลีรีบก้าวฉับๆ ตามไปติดๆ เพราะขืนยืนกระบิดกระบวนอยู่ตรงนี้ เธออาจถูกเขาหักแข้งหักขาฆ่าหมกห้องน้ำเอาได้
ช่อมาลีเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อเริ่มเข้าใกล้อาณาเขตห้องของเจ้านายไปทุกขณะ หากเป็นไปได้เธออยากวิ่งหนีไปเสีย เพราะไม่รู้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะพบเจอกับอะไรบ้าง แต่จากการประเมินด้วยสายตาแล้วแม่บ้านสาวคิดว่าเธอคงวิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็คงไม่พ้นถูกจับตัวมาลงทัณฑ์แน่นอน ก็ช่วงขาของเขาออกจะยาวขนาดนั้น ขาสั้นๆ ของเธอหรือจะพารอดพ้นไปได้
รองประธานหนุ่มหยุดยืนหน้าประตูห้องทำงานแล้วปรายตามองแม่บ้านสาวที่เดินตามหลังมาต้อยๆ ดวงตาสีน้ำตาลไหม้สำรวจรายละเอียดบนใบหน้ารูปไข่ตลอดจนเรือนร่างเล็กกะทัดรัดแต่กลมกลึงสมส่วนจากหัวจรดเท้าในเวลาเพียงพริบตาเดียวก็ตวัดสายตากลับไปยังประตูห้อง มือใหญ่จับลูกบิดขยับเปิดประตูเดินนำเข้าไปก่อน
ช่อมาลีที่เดินตามมาถึงหยุดชะงักไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกเมื่อมองเข้าไปข้างในห้องทำงาน ความจริงเธอก็เพิ่งเข้ามาทำความสะอาดในห้องนี้ได้ไม่ถึงชั่วโมงดี และมันก็เป็นห้องทำงานที่ดูเป็นระเบียบสะอาดตาซึ่งเธอเองยังอยากมีห้องดีๆ แบบนี้กับเขาบ้าง แต่ก็ทำได้แค่ฝันเท่านั้น แล้วทำไมตอนนี้เธอถึงรู้สึกว่าห้องนี้มันน่ากลัวเช่นนี้นะ
“ต้องให้จุดธูปอันเชิญไหมถึงจะเข้ามาได้” น้ำเสียงห้วนสั้นนั้นฉุดดึงช่อมาลีให้หลุดจาภวังค์ แม่บ้านสาวสะดุ้งสุดตัว ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างจ้องมองเจ้าของเสียงอย่างตื่นตะลึง ริมฝีปากอิ่มสั่นระริกยามเอ่ยตอบรัวเร็ว
“มะ...ไม่...ไม่ต้องค่ะ” ว่าแล้วคนกลัวจนตัวสั่นก็เดินตัวลีบลอดผ่านช่องบานประตูที่เปิดแง้มไว้กับร่างสูงใหญ่ของเจ้านายที่ยังยืนจังก้ารอคอยปิดประตูอยู่
‘ภีมวัจน์’ ส่ายศีรษะยามมองตามแผ่นหลังแบบบางของแม่บ้านสาวที่ผ่านหน้าไป หนุ่มลูกครึ่งผงะเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาจากเรือนร่างของหญิงสาว หัวคิ้วสีน้ำตาลเข้มขมวดมุ่น เพราะกลิ่นนั้นมันชวนให้เขาก่อเกิดความรู้สึกหวามไหว หัวใจแกร่งเต้นแรงขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ จะว่าเป็นกลิ่นของน้ำหอมชั้นดีก็ไม่น่าใช่เพราะคนอย่างเธอคงไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อของแบรนด์เนมราคาแพงๆ แบบนั้นมาใช้แน่นอน
ข้อสำคัญ! เขาคุ้นชินกับกลิ่นหอมของน้ำหอมราคาแพงลิบลิ่วนั้นดีว่ากลิ่นใดเป็นกลิ่นใดบ้าง
รองประธานหนุ่มสลัดความคิดเหล่านั้นออกไปแล้วปั้นหน้านิ่งดังเดิม สายตาคมดุจับจ้องมองดวงหน้าซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องหน้าที่ลงตัวกันพอดี ผมดำขลับที่ซอยสั้นนั้นเผยให้เห็นพวงแก้มยุ้ยน่าหยิก ซ้ำผิวแก้มนั้นยังขาวอมชมพูน่าลูบไล้ยิ่งนัก
ช่อมาลีกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อนเต็มทน ขาแข้งพาลสั่นเอาดื้อๆ เมื่อต้องยืนเผชิญหน้ากับเจ้านายหนุ่มหลังจากเดินตามเข้าไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน แม่บ้านสาวหลุบตาต่ำลงมองพื้นห้องเพราะไม่กล้าสบสายตาดุดันนั้น
เวลาแต่ละวินาทีกว่าจะผ่านไป มันช่างเนิ่นนานเหลือเกินในความรู้สึกของช่อมาลี แม่บ้านสาวพยายามนับหนึ่งถึงสิบวนเวียนไปมาในใจระหว่างยืนรอคำพิพากษา และเมื่อเห็นเจ้านายไม่เอ่ยปากเสียที หญิงสาวจึงทำใจกล้าเอ่ยปากขออนุญาตอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“เอ่อ... ช่ะ...ช่อ เอ่อ... ขออนุญาต...น...นั่งนะคะ” คนประหม่าบอกพร้อมดึงเก้าอี้ออกเตรียมหย่อนกายนั่งลง เพราะคิดว่าการยืนค้ำศีรษะเจ้านายคงไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ทันได้หย่อนก้นลงนั่ง เสียงเข้มดุก็ตวาดกังวาน
“ใครใช้ให้เธอนั่งฮะ!”
ช่อมาลีสะดุ้งโหยง ผุดลุกขึ้นยืนตัวตรงด้วยความตกใจ หน้าที่ซีดอยู่แล้วยิ่งซีดเผือดหนักเข้าไปใหญ่ เพราะนอกจากเขาจะตวาดเสียงกร้าวแล้ว ดวงตาเขายังดุดันบ่งบอกความไม่พอใจอีกด้วย
“ช...ช่อ...เอ่อ...ช่อ...ขอโทษค่ะ”
ภีมวัจน์แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่ได้เมื่อเห็นเจ้าหล่อนหวาดผวาจนลนลาน ริมฝีปากหยักร้ายคล้ายจะเผลอยกยิ้ม แต่เจ้าตัวก็รีบดึงสติกลับมาปั้นสีหน้าเครียดขึงดังเดิม
“บอกฉันมาซิว่าเธอเข้ามาทํางานที่นี่ได้ยังไง”
ช่อมาลีกระพริบตาปริบๆ แม่บ้านสาวอึกอัก พยายามดึงสติกลับมาแล้วเรียบเรียงคำตอบ
“ว่าไง ฉันถามไม่ได้ยินหรือไงฮะ”
“ดะ...ได้ยินค่ะ” ช่อมาลีสะดุ้งโหยงเมื่อโดนตวาดใส่เสียงดัง อาการหวาดผวาครอบงำว่าหนักหนาแล้วยิ่งมากมายขึ้นไปอีก แม่บ้านสาวรีบร่ายยาวบอกเล่าประวัติความเป็นมาของตัวเองโดยละเอียดทันที
ภีมวัจน์เอนกายพิงพนักเก้าอี้ทรงสูงกอดอกหรี่ตามองคนเล่าไม่หยุด พอเห็นเจ้าหล่อนพูดเอาๆแทบไม่มีช่วงเว้นหายใจ ก็อดขบขันกับความหวาดผวาเกินเหตุนั้นไม่ได้
ฟังประวัติความเป็นมาของเธอแล้วความจริงก็น่าสงสารอยู่หรอก แต่วีรกรรมแสบสันที่เธอก่อก็ทำให้เขาไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ รองประธานหนุ่มยื่นมือไปหยิบกระดาษชำระมาเช็ดคราบน้ำสกปรกบนใบหน้า
เขาก็ประหลาดคน...แทนที่จะไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนแล้วค่อยกลับมาชำระความกับยัยตัวแสบ เขากลับทนนั่งตัวเหม็นหึ่งคันยุกยิกเพราะน้ำเลอะๆนั่น ฟังเจ้าหล่อนสาธยายอยู่ได้
“จบหรือยัง”
“คะ” ช่อมาลีชะงัก เมื่อจู่ๆเจ้านายหน้าดุก็โพล่งขึ้นกลางคัน แม่บ้านสาวกระพริบตาปริบๆก่อนทำท่านึกราวกับต้องการทบทวนว่าเธอยังเล่าตกหล่น เรื่องใดไปบ้างหรือไม่
“คำถามง่ายๆ ไม่เข้าใจหรือไงฮะ” ภีมวัจน์ดุพร้อมจ้องอย่างตำหนิ
ช่อมาลีหน้าเสีย แต่ก็พยายามยิ้มเข้าสู้
“เอ่อ... ค่ะ จบแล้วค่ะ”
“ถ้าจบแล้วก็ไปได้ และพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานอีก”
“ฮะ...ว่ายังไงนะคะ” คนถูกสั่งหยุดงานหน้าเหวอ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง ลำคอที่แห้งผากอยู่แล้วยิ่งแห้งมากขึ้นหลายเท่าตัว
“ฉันบอกว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานอีก”
“ช่อรู้ค่ะว่าช่อผิดที่ เอ่อ...เอากระป๋องน้ำครอบหัวคุณ แล้วก็ทั้งทุบทั้งตี แต่ว่านั่นต้องถึงขั้นสั่งพักงานเลยเหรอคะ”
“ใครว่าฉันสั่งพักงาน”
“อ้าว! ก็คุณ...”
“ฉัน... ไล่เธอออก”
“ไล่ออก!”
“ใช่! ฉันไล่ออก ทำไมไม่เข้าใจอะไรไม่ทราบ” ภีมวัจน์เลิกคิ้วถาม สีหน้านิ่งเรียบไม่บ่งบอกความรู้สึก เขาทำราวกับว่าสิ่งที่กำลังพูดถึงนี้เป็นเรื่องแสนธรรมดาเสียเหลือเกิน
“คุณจะไล่ช่อออกแบบนี้ไม่ได้นะคะ ช่อทำผิดอะไร คุณถึงตัดสินช่อแบบนี้” ช่อมาลีโวยวายด้วยความลืมตัว ความกลัวตกงานทำให้เธอเถียงกลับใจขาดดิ้น แต่โวยออกไปแล้วเจอสายตาคมกริบขึงตาใส่ คนลืมตัวไปชั่วขณะก็เริ่มได้สติ
“เธอนี่...นอกจากจะขี้โวยวาย ไร้สติ แล้วยังเป็นพวกมองไม่เห็นความผิดของตัวเองอีกนะ” ภีมวัจน์ตำหนิแล้วยิ้มหยัน
ช่อมาลีชะงักงันกับคำต่อว่า เธออาจขี้ตื่นตกใจ เธอยอมรับ แต่เรื่องเป็นคนไม่ยอมรับผิดนี่เธอเถียงใจขาดดิ้น
“ช่อรู้ค่ะว่าช่อผิด แต่ว่านั่นมันเกินไปไหมคะ”
ภีมวัจน์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มก่อนขบริมฝีปากตัวเองแล้วกัดกรามกรอด ดวงตาคมกริบจับจ้องมองคนหน้าตื่นนิ่ง อึดใจก็เค้นเสียงรอดไรฟันถามกลับไป
“ไอ้การที่เธอเอาน้ำสกปรกโสโครกนั่นมาสาดใส่รองประธานอย่างฉัน เธอว่ามันผิดมากพอที่ฉันจะไล่เธอออกไหมช่อมาลี”
“แต่ช่อไม่ได้ตั้งใจนี่คะ ใครเป็นช่อก็ต้องทำแบบนี้ทั้งนั้น ในเมื่อคุณทำตัวน่าสงสัย”
“หึๆ อย่างนั้นเหรอ ...แล้วถ้าเกิดคนที่เธอสาดน้ำใส่วันนี้เป็นแขกของฉัน เป็นลูกค้าของบริษัท เธอลองใช้สมองโง่ๆของเธอคิด แล้วก็บอกฉันหน่อยซิว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ช่อมาลีเบิกตากว้างมองเจ้านายตัวโตราวเห็นสัตว์ประหลาด ลมหายใจหอบสั้นยามเจ้าตัวพยายามสะกดกลั้นความเคืองโกรธกับคำด่าว่าแสนแสบทรวง
“เธอจะรับผิดชอบไหวไหม กับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ...ช่อมาลี”
แม่บ้านสาวสูดลมหายใจเข้าสุดลึกก่อนเค้นเสียงตอบกลับไป
“แต่นั่น...มันยังไม่เกิดขึ้นนะคะ คุณจะเอามาตัดสินมั่วๆ แบบนี้ไม่ได้”
ไม่รู้ความหวาดกลัวหดหายไปไหนหมด ตอนนี้ช่อมาลีเถียงกลับฉอดๆ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเปล่าประโยชน์
มองตาเขาแล้วเธอก็รู้ว่าเขาไม่มีวันเปลี่ยนใจ!
ภีมวัจน์เขม้นมองคนตัวเล็กด้วยความรู้สึกโมโหสุดใจ นึกชื่นชมอยู่หรอกที่เธอสลัดความกลัวทิ้งแล้วลุกขึ้นมาโต้เถียงทวงความยุติธรรม แต่เธอคงลืมไปว่ากำลังงัดข้ออยู่กับใคร
“ช่อหวังว่าคุณจะยังคงมีจริยธรรมของการเป็นเจ้านายคนอยู่บ้างนะคะ”
“ฉันควรเก็บคนอย่างเธอไว้รอให้เกิดเรื่องก่อนอย่างนั้นสินะช่อมาลี”
“คุณ!”
“อย่ามาเรียกฉันว่า ‘คุณ’ เธอไม่มีสิทธิ์” ภีมวัจน์ตวาดสั่ง
ช่อมาลีชะงักงันไม่รู้รอบที่เท่าไร หญิงสาวมองเจ้านายที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก จะว่าเธอเกรงกลัวแต่ความรู้สึกนั้นไม่น่าจะหลงเหลือแล้ว เธอว่าเขาเหมือนอันธพาลที่ระรานคนอื่นโดยไม่ฟังเหตุผลมากกว่าจะเป็นผู้บริหารที่น่าเคารพยำเกรง
“ฉันเป็นรองประธานบริษัท ...เป็นเจ้านายเธอ อย่ามาเรียกฉันว่า ‘คุณ’ เหมือนที่เธอใช้เรียกใครๆ จำเอาไว้"
“ค่ะท่านรองฯ” ช่อมาลีรับคำห้วนๆ ดวงตากลมโตผิดกับสาวชาวเหนือคนอื่นๆที่หากมีเชื้อสายชาวเหนือแท้ๆจะยาวรีราวดวงตาหงส์จับจ้องมองคนสั่งเขม็ง ภีมวัจน์เห็นแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้
“ท่าทางถือดีแบบนี้เหรอช่อมาลีที่เธอคิดว่าฉันควรเห็นใจลดหย่อน ผ่อนโทษให้เธอน่ะ หึๆ”
ช่อมาลีถอนหายใจ เธอยอมรับว่าเธอโกรธที่เขาด่าว่าและรับไม่ได้กับการตัดสินโทษของเขา และเธอก็ต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองจนลืมตัวไปชั่วขณะ
“ช่อขอโทษค่ะที่ทำอะไรลงไปไม่ดูให้ดี ช่อสัญญาว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก” ช่อมาลีกัดฟันข่มอารมณ์ยอมลดตัวตนเอ่ยขอโทษ เพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเธอก็มีส่วนผิด และเธอไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อปากต่อคำกับเขา เธอเป็นลูกน้องส่วนเขาเป็นเจ้านาย
“ก็ยังดีนะที่ยังรู้ตัวว่าผิด แต่ฉันยืนยันคำเดิม”
“ท่านรองฯ”
“ไปได้แล้ว”
“มันไม่ยุติธรรมเลยนะคะ ได้โปรดเถอะค่ะ อย่าไล่ช่อออกเลยนะคะ ถ้าคุณ... เอ่อ... ถ้าท่านไล่ช่อออก แล้วช่อจะทำยังไง จะทำงานที่ไหนล่ะคะ ช่อ... ช่อต้องใช้เงินมากมาย ...พ่อ ...แม่ แล้วก็น้องๆของช่อ พวกเขารอคอยความหวังเดียวจากช่ออยู่นะคะ ได้โปรด...”
“นั่นมันเรื่องของเธอ ไม่เกี่ยวกับฉัน”
“ท่านรองฯ” ช่อมาลีใจหายวาบ เธอพร่ำพรรณนายาวเหยียด แต่เขาตอบกลับสั้นๆ หน้าตาย ตอบกลับอย่างคนไร้ความเมตตา
“ออกไปได้แล้ว หวังว่าพรุ่งนี้จะไม่เห็นหน้าเธอที่นี่อีก”
วาจาของเขาช่างแล้งน้ำใจจนช่อมาลีน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มนวล ริมฝีปากอิ่มสั่นระริกยามเจ้าตัวพยายามเก็บข่มความรวดร้าวใจ
“ท่านรองฯคะ ...ได้โปรดเมตตาช่อเถอะนะคะ ช่อเดือดร้อนจริงๆ ถ้าท่านไล่ช่อออก ที่บ้านช่อต้องเดือดร้อนแน่ๆ สิ้นเดือนต้องจ่ายดอกเบี้ยอีก ถ้าไม่จ่ายที่ดินที่บ้านช่อก็จะถูกยึด ได้โปรด...” ช่อมาลีอ้อนวอน ดวงตาคู่กลมทอดมองเขาอย่างร้องขอความเห็นใจ
ภีมวัจน์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาเว้าวอนคู่นั้น เห็นเธอมองมาอย่างคนไร้หนทางและต้องการโอกาส คนประกาศขับไล่ก็ได้แต่มองนิ่ง
“ท่านคะ ได้โปรดเห็นใจ ช่อจะตกงานไม่ได้”
“นั่นมันเรื่องของเธอ เป็นปัญหาของเธอที่เธอต้องแก้ไขเอง ไม่เกี่ยวกับฉัน เชิญ!”
“ท่าน!”
“จะออกไปดีๆ หรือต้องให้ฉันเรียกรปภ.มาจับเธอโยนออกไปฮึ”
ช่อมาลีเบิกตากว้างมองผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้านายราวกับเห็นเขาเป็นอสูรร้าย เขาช่างแข็งกระด้างและเย็นชา เขาเป็นคนไร้หัวใจหรืออย่างไรกัน ถึงได้ไม่มีความเห็นใจและเมตตาใคร
เธอไม่คิดเลยว่ารองประธานหนุ่มที่ใครๆ กล่าวขานถึงว่ามีความเก่งกาจอย่างหาตัวจับได้ยากนั้น แท้จริงเขาจะมีนิสัยมองไม่เห็นใครในสายตาเช่นนี้ หรือเขาคิดแต่เพียงเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น!
“คนใจร้าย ไอ้คนไร้มนุษยธรรม คุณมันคนใจดำ ใจเหี้ยมผิดมนุษย์ สักวันคุณจะไม่หลงเหลือใคร ฮึก! ฮือ...” จบคำบริภาษ ช่อมาลีก็หมุนกายแล้ววิ่งออกจากห้องไป หัวใจดวงน้อยร่ำไห้หนักหน่วง เครียดขึงกับปัญหาหนักอกที่ต้องเผชิญ
ภาพใบหน้าอมเศร้าของพ่อแม่และน้องเล็กๆ อีกสองคนเด่นชัดขึ้นมาในห้วงมโนนึก หากเธอหางานใหม่ไม่ได้แล้วทางบ้านของเธอจะเป็นอย่างไร!