CHAPTER 1
“ป้ากวาคะ...”
เพราะเสียงตอบกลับมาคือความเงียบงันความระทึกกับหัวใจดวงน้อยๆ ที่อยู่หน้าอกข้างซ้ายก็ออกกำลังแรงเต้นรัวขึ้น ใจก็หวังให้ได้ยินเป็นเสียงตอบกลับแม้มันจะสวนทางกับความเป็นจริงเลยก็ตาม เมื่อเป็นแบบนั้นฉันจึงใช้เท้าตวัดขาตั้งจักรยานคันเก่งของตัวเองลงจากนั้นก็เดินเข้ามาในบริเวณบ้านทรงไทยที่ตั้งเด่นในพื้นที่มากกว่าร้อยไร่ในนาม ‘นาคนิล’ หรือว่าไร่นาคนิลที่ใครต่างเรียกจนชินปาก
ไร่แห่งนี้ตั้งอยู่จังหวัดเหนือสุดของประเทศคือจังหวัดเชียงรายที่สำคัญไม่มีใครไม่รู้จัก ความเลื่องชื่อในด้านต่างๆ โดยเฉพาะความเป็นชาไร่แห่งนี้ตั้งอยู่บนที่สูงบรรยากาศจึงค่อนข้างเย็นปกคลุมตลอดทั้งปีและจะเย็นสุดในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงแต่ที่แน่ๆ นาคนิลมีจำนวนลูกจ้างเยอะเทียบเท่าโรงงานหนึ่งโรงเลยแหละ
ที่การันตีได้เพราะแม่ฉันทำงานอยู่ไร่แห่งนี้
และฉันก็อยู่ที่นี้ตั้งแต่เกิดกระทั่งตอนนี้อายุ 13 แล้ว
ฉันก้าวเดินเข้ามาในบริเวณบ้านเดินไปทั่วใต้ถุนแต่ก็ไม่พบกับป้ากวาเลยฉะนั้นความคิดหนึ่งเข้ามาแทรกพร้อมกับใบหน้าที่เงยขึ้นมองชั้นสองของบ้านนี้ ไม่คิดเปล่าแล้วเมื่อสองเท้าถอดรองเท้าหูคีบเอาไว้ใกล้ตุ่มดินเผาข้างกันนั้นมีต้นดอกแก้วต้นพอประมาณขึ้นอยู่ เท้าเปล่าที่ก้าวขึ้นเหยียบบันใดสะอาดที่ละขั้นกระทั่งมาอยู่บนชั้นสองได้สำเร็จ
จากที่ยืนนั้นฉันเห็นวิวไร่ชาตอนเช้าที่โคตรสวยเพราะแสงแดดจากพระอาทิตย์ส่องสอดแทรกผ่านไอหมอกกระทบหักเหกันจนกลายเป็นลำแสงสวยงามการชื่นชมในบรรยากาศตรงหน้าเกิดขึ้นแค่ช่วงเวลาหนึ่งเพราะตอนนี้ฉันได้ยินเสียงคนเดินมาทางด้านหลังพอหันไปก็เป็นคนที่อยากพบ
ป้ากวาหรือเรียกอีกชื่อว่าแม่เลี้ยงกวา ป้ากวาอยู่ในชุดพื้นเมืองล้านนา เสื้อผ้าทอสีดำแขนยาวเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกลวดลายสวยเด่นผมยาวสีดำสนิทถูกม้วนขึ้นปักด้วยปิ่นสีเงินมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์
“ป้ากวา”
“ก็ป้านะสิจะใครอีก”
“ใจเดินหาทั่วบ้านเลย” ฉันพูดออกมาพร้อมเข้าไปช่วยป้ากวาที่ในมือถือถาดใหญ่มาด้วย “เดี๋ยวใจช่วยเองค่ะ”
ฉันวางถาดลงกลางโต๊ะที่ตั้งออกไม่ไกลในถาดใบนี้มีขนมสองชนิดที่ถูกแบ่งเป็นฝั่งเอาไว้ ขนมสองชนิดนี้มีสีสันสวยแถมยังส่งกลิ่นหอมยั่วยวนจมูกยิ่งนัก
“นั่งมองขนมไปก่อนนะใจเดี๋ยวป้ามา”
“ค่ะป้ากวา”
การนั่งเฝ้าขนมมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อทั้งสีสันกลิ่นส่งมาแตะจมูกแบบนี้แต่ฉันก็ต้องอดทนเป็นอย่างมาก ป้ากวาทำขนมอร่อยจะตายและเชื่อว่าที่อยู่ตรงหน้าจะมีรสชาติอร่อยกว่าทุกครั้งด้วยเนื่องจากไม่เคยเห็นและกินมาก่อน วันนี้เป็นเช้าวันเสาร์และเมื่อถึงเสาร์อาทิตย์ทีไรแม่จะให้ฉันมาช่วยป้ากวาทุกครั้ง
ป้ากวามีบุญคุณมาก
ฉันรู้จึงเข้าใจที่แม่สอนมาตลอด
ผ่านไปสักพักเดียวป้ากวากลับมาอีกครั้งพร้อมกับโถลายไทใบพอประมาณส่วนอีกมือหนึ่งเป็นถ้วยสองใบซ้อนกันฉันรีบลุกขึ้นแล้วไปช่วยท่านโดยการถือถ้วยออกมาวางไว้ที่โต๊ะ
“มีอะไรเรามาหาป้าแต่เช้าเลย”
“แม่ค่ะ แม่ให้น้อย...”
“มาช่วยป้าอีกแล้วสิเรา”
“ช่วยได้ค่ะใจเต็มใจมากป้ากวามีขนมอร่อยให้ทาน”
“เด็กหนอเด็ก”
ป้ากวาส่ายหน้าประกอบและฉันก็รู้ดีว่าตอนนี้ควรทำอะไรจึงค่อยๆ เอาถ้วยออกมาวางเอาไว้ตามที่ป้ากวาเคยสอนทุกครั้งทว่าครั้งนี้ถ้วนกับมีสามใบ
ป้ากวาหยิบมาเกินหรือว่า...
“ป้ากวาคะคือ...”
“แม่ครับเสื้อยืดตัวสีดำของกวางอยู่ไหน”
และประโยคของฉันก็กลืนลงลำคอไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีประโยคนี้เข้ามาพร้อมกับบุคคลหน้าใหม่ที่ตัวสูงโปร่งตอนนี้เดินเข้ามาทั้งชุดคลุมส่งกลิ่นมิ้นท์หอมอ่อนๆ โชยเข้ามาแตะจมูก เรือนผมสีดำสนิทไม่ได้เชตแต่เปียกลู่ไปด้วยน้ำอีกทั้งกรอบหน้าตามสันกรามยังเปียกชื้นอยู่นั้นเรียกสายตาฉันไปจับจ้องนี่ยังไม่รวมจมูกโด่งริมฝีปากสีชมพูสดบอกได้เลยว่าโคตรของโคตรหล่อ
“ในตู้สิหาดีหรือยัง”
“ก็…”
“ไปลองหาอีกครั้ง”
“ครับ”
แค่เสี้ยวนาทีที่หางตาของเขาเหลือบมามองฉันก่อนย้ายเคลื่อนตัวออกไปความงงของตัวเองคงไปกระทบสายตาของป้ากวามั้งจึงทำให้ป้ากวายิ้มนิดๆ พลางตักข้าวต้มกุ้งในโถลายไทใส่ถ้วยที่ฉันเตรียมเอาไว้
“พี่เขาเป็นลูกชายป้าเองพึ่งขึ้นจากกรุงเทพ”
“อ่อค่ะ”
“จะมาอยู่ด้วย”
รู้ไหมการนั่งทานข้าวตั้งแต่อายุ 13 มาไม่มีครั้งไหนที่จะเกร็งร่างกายได้เท่านี้อีกแล้วแหละไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนซ้ายหรือว่าขวาก็ตามจะมีหางตาหนึ่งจับจ้องมายังตัวฉันตลอดหรือว่าไปทำอะไรไม่เข้าตาไว้นะถึงได้โดนหมายด้วยสายตาขนาดนี้ นี่ขนาดมาล้างถ้วยในครัวก็ยังติดตาไม่หายเลย พอจัดการทุกอย่างเสร็จก็ออกไปเผชิญความเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง
“ใจเราพับใบเตยเป็นดอกไม้ได้ใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะป้ากวา” ฉันนั่งลงในเก้าอี้ของตัวเองซึ่งตั้งอยู่หน้าของเขาผู้ชายใส่เสื้อยืดสีดำกางเกงวอร์มสีเทาคนเดิม “ป้ากวาอยากได้เหรอคะเดี๋ยวใจทำให้ค่ะ”
“คนนี้ต่างหากที่เขาชอบ”
“อ่า... เดี๋ยวใจทำให้คุณกวางเองค่ะ”
เขาชื่อว่า ‘กวาง’
เขาเป็นรุ่นพี่ฉันเกือบ 5-6 ปีเลย
และเขาอยู่ ม.6 จะย้ายเข้ามาเรียนในเทอมนี้
“ไม่เป็นไร... น้อยใจสอนพี่เลยดีกว่าครับ”
“ค่ะ ”
เพราะคำยืนยันที่หนักแน่นนั้นผูกมัดให้ฉันต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเวลาต่อมาทั้งฉันแล้วก็คุณกวางมายืนอยู่หลังบ้านที่เยื้องไปข้างนั้นเป็นสระบัวกว้างพื้นที่ข้างกันกอใบเตยสิ่งที่เป็นที่ต้องการมากขึ้นอยู่เต็มรอบๆ
“จะทำอะไร”
ฉันจะก้าวเท้าเดินไปยังกอใบเตยเหล่านั้นก็ถูกมือใหญ่ยื่นมือใช้นิ้วชี้เกี่ยวคอเสื้อรั้งเอาไว้ให้หยุดเมื่อเป็นอย่างงั้นแล้วมีเหรอที่ฉันจะไม่หันไปมองอีกฝ่ายที่ยืนนิ่งด้านหลัง
“ก็จะไปเอาใบเตยไงคะคุณกวาง”
“ระวัง” ไม่แค่ว่าเปล่านิ้วที่รั้งคอเสื้อก็ถูกปล่อยออก “ตกลงสระจะซ้ำให้”
“...”
“พูดจริงนะใจ”
ใจงั้นเหรอ
ใจคือสรรพนามที่ฉันแทนตัวเองกับคนที่สนิทส่วนคนอื่นๆ ฉันมักแทนด้วยน้อยเสมอพอได้ยินคุณกวางเรียกแบบนี้มันก็อดยิ้มให้อีกฝ่ายไม่ได้
“สบายค่ะ ใจมาทุกวันเวลาที่จะเอาใบเตยไปทำขนม”
“หัดระวังเอาไว้บ้าง”
ทุกวันนี้ฉันก็ไม่ประมาทนะ
ทุกวันนี้ฉันก็ระวังตัวอยู่นะ
“ค่ะ”
ใช้เวลาไม่นานในมือของฉันและของคุณกวางก็เต็มไปด้วยใบเตย คุณกวางให้ฉันยืนรอใต้ต้นมะม่วงที่ขึ้นข้างกันส่วนตัวเองกำลังนั่งลงมัดใบเตยให้รวมกันแต่มีเหรอที่คนอย่างฉันจะนิ่งเมื่อนึกว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งจึงเลี่ยงไปหาวัตถุดิบที่จะทำมาไว้ในมือ
ทั้งฉันและคุณกวางขึ้นมาบนบ้านโดยไร้เงาของป้ากวา ป้ากวาไม่อยู่บ้านแต่เลือกไปดูร้านกาแฟของไร่แทนฉะนั้นในนาทีนี้มีแค่ฉันกับคุณกวางที่อยู่ด้วยกัน
“ทำใส่แจกันใบนี้นะข้างในพี่ใส่น้ำเอาแล้ว”
“งั้นมาเริ่มกันเลยนะคะเริ่มจากเอาใบเตยมาทำแบบนี้ก่อน...” ฉันสอนอีกฝ่ายให้ทำเหมือนตัวเองมันอาจทุลักทุเลบ้างแต่ผลที่ออกมาก็อยู่ในระดับที่พอใจ คุณกวางหัวเร็วสามารถทำได้ตั้งแต่สองอันแรกฉะนั้นในตอนนี้เขาก็ยังตั้งใจทำอยู่ส่วนฉันหยุดตั้งแต่เมื่อกี้แล้วแหละ “ทำสวยนะคะเนี่ย”
ฉันพักสิ่งที่ทำในมือที่ใกล้จะเสร็จลงวางบนตักเมื่อเห็นว่าดอกสุดท้ายในมือใหญ่ใกล้ประสบความสำเร็จแล้ว ดอกสุดท้ายที่ดูอีกฝ่ายตั้งใจทำกว่าดอกอื่นๆ ที่ผ่านมาเสียด้วย นึกไม่ถึงนะเอาจริงว่าผู้ชายอย่างคุณกวางจะมาทำอะไรแบบนี้ด้วยตัวเองคงเป็นเพราะท่าทางลักษณะมันไม่ให้มาทางนี้เลยมั้ง
คุณกวางเป็นผู้ชายที่ดูแบดเอาการ
นึกว่าจะชอบอะไรที่ตรงข้ามมากกว่า
“ตั้งใจมากดอกนี้”
“ค่ะ”
เป็นแบบนี้ฉันจึงไม่กล้ากวนอีกต่อไปจะหันมาสนใจสิ่งที่ตัวเองทำเงียบๆ กระทั่งความเงียบเข้ามาปกคลุมได้ไม่ถึง 5 นาทีเสียงอีกคนก็ดังขึ้นพร้อมกับสิ่งที่ฉันกำลังทำมันก็เสร็จสมบูรณ์ลง
“แล้วนี่คืออะไร?”
“นี่เหรอคะ” ฉันยื่นสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือออกไปให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ ในมือฉันนั้นเป็นดอกพุดที่ถูกทำเป็นตัวสัตว์บนก้านกิ่งก้านของดอกแก้วส่วนหางสัตว์นั้นเอาดอกบานไม่รู้โรยมาใช้ “กระแตพุดค่ะ”
“น่ารักดีใช้ทำอะไรบ้าง”
หลายอย่างเลยนะเท่าที่เห็นมาเมื่อนึกได้ฉันจึงรีบบอกคุณกวาง
“ไว้บนหัวเตียงหรือไม่ก็ไหว้พระค่ะคุณกวาง”
“งั้น...” คุณกวางยื่นมือมาคว้ากระแตพุดไปจากมือของฉันจากนั้นก็เอาดอกไม้ใบเตยที่เป็นฝีมือของตัวเองที่เป็นดอกสุดท้ายมาวางเอาไว้ทดแทนกันจะว่าแลกก็คือแลกนั่นแหละไม่แปลกอะไร “แลกกัน”
อ่าแบบนี้เอง...
ฉันกำดอกใบเตยมาวางไว้บนตักของตัวเองแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองคุณกวางที่ยังสนใจกระแตพุดในมือไม่หาย เขาพลิกไปมาแล้วสังเกตแบบนั้นเหมือนไม่เคยสัมผัสหรือว่าเห็นมาก่อน
“อยากได้อีกหรือเปล่าคะ ใจจะได้ทำให้”
“หื้ม?”
“ก็คุณกวางจะเอาไปไหว้พระไงคะ ใช้หลายๆ ตัวก็ได้แทนดอกไม้อะไรแบบนี้”
“ใครบอก”
“อ้าว” ฉันร้องงงออกมาในทันทีเมื่อได้ยินแบบนี้ก็นึกว่าเขาจะเอาไปไหว้พระต่างหากถึงจะทำเอาไว้ให้อีกหลายๆ ตัวแต่นี่ไม่ใช่ “แล้วเอา...”
“จะเอาไปไว้บนหมอน”
“…”
“ในห้องนอนต่างหากยัยเด๋อ”
แล้วชื่อฉันจากใจก็เปลี่ยนเป็นยัยเด๋อไปแล้ว
“ใครจะไปรู้ละคะคุณกวาง” พอฉันปฏิเสธเขาก็ชะงักแล้วใช้สายตามองนิ่งมา “มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“พี่กวาง”
“…”
“เรียกแบบนี้นะยัยเด๋อ”
“…”
พี่กวางงั้นเหรอ
“เข้าใจมั้ยครับ”
“…”
ฉันพยักหน้าหงึกๆ รับเป็นคำตอบที่ไร้เสียงพูด
ก็ได้น้อยใจจะเรียกว่าพี่กวาง
“โอเค”
เพราะอีกฝ่ายลุกเอาแจกันกับกระแตพุดเข้าไปด้านในซึ่งเป็นห้องนอนฉันที่ว่างงานจึงเปลี่ยนท่าทางให้ตัวเองสบายขึ้นโดยการโน้มตัวไปด้านหลังพร้อมกับเหยียดขาทั้งสองไปด้านหน้าทิ้งศีรษะลงหมอนอิงระยะของสายตาจึงเปลี่ยนไปมองเพดานของบ้านแทน
ดวงไฟกลมที่มีความระยิบระยับประดับรอบบ่งบอกถึงระดับความมีฐานะทางการเงินที่อยู่ในระดับดีมาก ทุกอย่างบนบ้านทรงไทยหลังนี้จึงมีมูลค่าที่ถ้าตีเป็นราคาต้องมีจำนวนมหาศาลอยู่มากกว่าบ้านคนอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้มันไม่แปลกเลยถ้าจะเป็นแบบนั้น
ก็เหมือนที่แม่บอกว่าป้ากวารวยมาก
สามีป้ากวาก็ร่ำรวยมากอีกเช่นกัน
แล้วแบบนี้ผลประโยชน์จะตกไปไหนถ้าไม่ใช่พี่กวาง
ลูกชายเพียงคนเดียว...
พี่กวางทำบุญด้วยอะไรนะ
ทำบุญมากจากชาติที่แล้วไว้เยอะหรือไงกันพอมาถึงชาตินี้บุญเก่าก็ยังไม่หมดแถมมีมาเพิ่มเรื่อยๆ เติมให้ตลอดอะไรแบบนี้
“คิดอะไรอยู่?”
“อ่า” แค่ได้ยินเสียงทักร่างกายก็เปลี่ยนมาเป็นดีดเด้งขึ้นในทันทีอีกทั้งยังเงยใบหน้าขึ้นมองร่างสูงที่บัดนี้มีหมวกสีดำโลโก้ชื่อดังติดเพิ่มมาบนร่างกาย พี่กวางได้แค่ยกยิ้มให้กับฉันก่อนที่จะก้มคว้าโทรศัพท์เครื่องหรูบนโต๊ะกลางขึ้นมาใส่ที่กระเป๋ากางเกง “ไม่ได้คิดอะไรค่ะ”
“โกหกไม่ดีนะ”
“ใจไม่ได้โกหกเสียหน่อยค่ะแค่คิดเรื่อยเปื่อย”
“แสดงว่าว่างใช่มั้ย”
“ก็ว่าง... พี่กวางมีอะไรจะใช้ใจหรอคะ”
“ไม่ใช่เหรอแรงงานเด็กอ่ะจะชวนในเมืองหน่อย ไปเป็นเพื่อนพี่หน่อยได้มั้ยครับ”
“…”
“ทำไมสีหน้าไม่ดีล่ะมีอะไรหรือเปล่าใจ บอกพี่หน่อย”
“ใจไม่ได้เป็นอะไรค่ะไปเป็นเพื่อนพี่กวางได้สบายเลย”
รอยยิ้มออกมาจากริมฝีปากของฉันในทันทีที่พูดจบลงเพราะไร่นาคนิลอยู่ไกลจากตัวเมืองไปแค่สิบกว่ากิโลเมตรจึงเป็นเรื่องง่ายดายของการสัญจรไปมาอย่างไม่ติดขัด ตอนนี้ฉันได้มานั่งข้างคนขับรถหรูซึ่งมีแค่สองที่นั่งรถคันนี้พึ่งได้เห็นเป็นครั้งแรกแถมยังมีสีสันเด่น
รถสีส้มเด่นขนาดนี้
คิดว่าไม่เรียกสายตาคนอื่นหรือไง
“คุณ... เอ่อพี่กวางจะไปไหนเหรอคะ”
“ซื้ออุปกรณ์การเรียนนิดหน่อยครับ” อ่า... จริงสินะวันมะรืนก็เปิดเรียนแล้วในเทอมสุดท้ายด้วยนิ “ร้านไหนดีใจ”
“ต้องร้านนี้ค่ะในห้าง เพื่อนๆ ซื้อกันเยอะ”
“บอกทางพี่นะ”
“ได้ค่ะ”
ฉันบอกทางพี่กวางจนกระทั่งพวกเราทั้งสองเข้ามาอยู่ในห้างใหญ่แห่งหนึ่งของตัวจังหวัดสิ่งที่เลยที่พี่กวางมุ่งหน้าหาก็คือร้านที่ขายอุปกรณ์การเรียนจริงๆ แต่เนื่องจากเป็นร้านใหญ่จึงมีหนังสือขายด้วย ฉันยืนตรงโซนอุปกรณ์เครื่องเขียนดูผ่านสายตาไปซึ่งพี่กวางก็อยู่ตรงข้ามกันระหว่างฉันกับพี่กวางมีชั้นปากกายี่ห้อต่างๆ ขั้นกลางเอาไว้ ชั้นไม่สูงจึงสามารถเห็นเวลาพี่กวางยืนเทสปากกาทำหน้ายุ่งๆ อย่างชัดเจน
“ใจพี่ฝากถือให้หน่อยครับ”
“ได้เลย”
ปากกกาสีสวยกว่าสิบเล่มถูกส่งมาให้ฉันถือเอาไว้จากนั้นอีกคนก็ยังหยิบโน้นนี่มาเทสแล้วกำเอาไว้เช่นเดิมซึ่งฉันก็พอเข้าใจจริงๆ ว่าพี่กวางคงเปิดฝาปากกาไม่สะดวกเวลาลองแน่ๆ จึงเลือกฝากฉันเอาไว้จนเวลาผ่านไปสายตาก็เจอกับปากกาด้ามหนึ่งมีสีชมพูสวยบนตรงฝาปิดเป็นรูปชาไข่มุกน่ารักมากจนทำให้เผลอยิ้มได้ไม่ยากเลยกระทั่งมืออีกข้างที่กำลังจะยื่นเข้าไปจับปากกาเล่มนี้ชะงักลงเมื่อได้ยินประโยคหนึ่งเข้ามาแทรก
“แพงนะถ้าไม่มีปัญญาซื้อก็อย่าจับเลย”
“ฟังที่อีฟ้าพูดเถอะอีน้อย”
“มึงๆ มันชื่ออีน้อยใจ”
“อ๋อ...อีน้อยใจ” เป็นฟ้าและก็ฝนคู่พี่น้องแฝดที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน กลุ่มนี้แหละที่ฉันอยู่ด้วยกันกับพวกเธอ “ไม่อยู่ไร่อยู่นาแล้วเหรอถึงมาเดินห้างได้”
“มึงก็ถามมันแปลกอีฝน อีน้อยใจมันเป็นคนใช้ เจ้านายใช้มันแน่ๆ”
“แล้วฟ้ากับฝนมาเที่ยวกันเหรอ แต่งตัวสวยมากเลยนะ”
“งี้แหละอีน้อยเสื้อสวยก็ต้องคู่คนสวยๆ” ฝนเป็นคนตอบ
“แต่งแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่งแบบที่มึงไม่มีปัญญาแต่งอ่ะอีน้อยใจ” ตบท้ายด้วยฟ้า
“ก็คงใช่แหละ”
เพราะฉันไม่เคยใส่หรือว่าซื้ออะไรเป็นของตัวเองที่ราคาค่อนข้างแพงมาก่อนอย่างเสื้อผ้าปีหนึ่งถึงมีชุดสวยๆ ในราคาเบาสักครั้งส่วนที่ใส่ออกมาบ้างครั้งก็ได้มาฟรีจากพี่ๆ คนอื่นที่แม่รู้จักหอบหิ้วของเก่ามาให้ เคยได้ยินไหมกับประโยคที่ว่า ‘เก่าของใครแต่เป็นของใหม่สำหรับฉัน’ ก็มีประมาณนั้นเลย
ไม่ใช่ว่าไม่อยากได้แต่รู้ว่าอยากได้แต่ไม่มีปัญญา
อยู่แบบนี้ไม่เสียหายหรอกพอโตค่อยซื้อก็ได้
ทุกอย่างล้วนเติบโตขยับออกไปได้เสมอและก็ไม่มีอะไรอยู่กับที่ได้หรอกฉันเชื่อแบบนั้น การลำบากในวันนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบททดสอบของฉันที่พยายามทำให้รู้ถึงความอดทนการแก้ไขก็ได้ถึงแม้จะเป็นอะไรที่ร้ายๆ ฉันเชื่อเสมอว่าถ้าผ่านมันไปได้ถ้าเจอเรื่องอื่นๆ ที่หนักหนาเข้ามาอีกตอนนั้นฉันอาจมีภูมิคุ้มกันมากกว่าคนอื่นๆ แล้วก็จะผ่านมันไปได้ง่าย
ถึงแม้โลกนี้จะไม่มีอะไรง่ายก็ตาม
แต่หนทางแก้ไขมีแน่ๆ
“รู้ตัวก็ดีแล้วอีน้อยใจ” ฝนย้ำทำให้ฉันหลุดออกจากความคิดพวกนั้นมาสู่ปัจจุบันที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งที่เห็นในเวลาต่อมาก็คือฟ้าได้เอาตัวไปอีกฝั่งซึ่งเป็นฝั่งเดียวกันกับที่พี่กวางเลือกปากกาอยู่ ฟ้าพยายามขยับตัวให้ใกล้ชิดอีกฝ่ายมากที่สุดนี้คงเป็นสเต็บแรกของการทำความรู้จักแต่พี่กวางกับไม่สนใจเลยสักนิด ฉันยังแอบเห็นว่าพี่กวางขยับตัวห่างเพื่อหนีฟ้าด้วย “หล่อลากอีฟ้าชอบแน่ๆ”
“อ๋อ...” ฉันไร้ประโยคพูดต่อได้แต่มองไปยังเหตุการณ์ตรงหน้าที่กำลังเกิดขึ้น “เดี๋ยวไปดูหนังสือก่อนนะ”
“ไปดิ”
ยิ่งอยู่ก็ยิ่งจะทำให้บรรยากาศเสียเปล่าๆ ฉะนั้นถ้าจะเลือกเดินออกมาแล้วมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดฉันก็มักจะเลือกทำมันทันที การเดินเข้ามาในโซนหนังสือเรียนวิชาสังคมซึ่งเป็นวิชาที่ฉันชอบสุดก่อนเลือกหนังสือเล่มหนึ่งมาไว้ในมืออ่านรายละเอียดย่อยๆ ทว่าสายตาและจิตใจกับไม่มุ่งมั่นตรงหนังสือเลย
แล้วฉันก็ขยับตัวแอบมองไปยังโซนปากกาอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้เห็นว่าฟ้าเป็นฝ่ายชวนพี่กวางคุยด้วย
แต่ในนาทีเดียวกับนัยน์ตาสีน้ำตาลคมเข้มคู่นั้นกับมองทะลุมาสบสายตากับฉันที่อยู่ห่างแต่เป็นแนวยาวเดียวกัน คิ้วขมวดนิดๆ เหมือนกำลังรำคาญอะไรสักอย่างหนึ่งแค่นิดเดียวสายตาก็หันไปมองคู่สนทนาตรงหน้า
พี่กวางเหมือนปฏิเสธอะไรสักอย่างหนึ่งกับฟ้า
ปฏิเสธจริงจังมากๆ
จากนั้นไม่นานฝนก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยก่อนที่แฝดทั้งสองคนจะเดินหลีกเลี่ยงออกไป ตอนนี้ฉันกับมั่นใจได้เลยว่าพี่กวางค่อนข้างไม่ชอบให้ใครมาแตะร่างกายของตัวเองเท่าไหร่นักแค่ฟ้ายืนใกล้เท้าใหญ่ก็จะขยับถอนเพื่อสร้างระยะห่างเองเสมอ แต่ตอนนี้ฉันควรออกจากความคิดตัวเองได้แล้วเพราะพอใช้สายตามองไปที่พี่กวางอยู่กับกลายเป็นว่ามันว่างเปล่าไม่มีใครเลย
“พี่อยู่นี่”
“คะ?” ฉันพับหน้าหนังสือลงแล้วหันหลังกลับก็เจอคนตัวสูงยืนประชิดตัวเองจนได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวของเขาพร้อมกับรอยยิ้มหวาน “เอ่อ... พี่กวางจะไปไหนต่อหรือเปล่าคะ”
“ไป”
“ไปไหนเอ่ย?”
“เด๋อ” ไม่แค่พูดแต่คราวนี้มืออีกข้างถูกยกขึ้นมาเคาะเหม่งของฉันเบาๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นแบฝ่ามือใหญ่กางออกมากันกุมหน้าผากของฉันเอาไว้เมื่อฉันขยับตัวเลี้ยวแต่ไม่ทันระวังหน้าผากต้องกระแทกกับชั้นวางที่สูงกว่ายังดีที่แรงกระแทกไม่เยอะเพราะมีมือใหญ่กันเอาไว้ “มานี่เลย”
พี่กวางเลือกคว้าหนังสือจากมือฉันไปไว้ตรงที่เดิมจากนั้นก็จับดึงคอเสื้อของฉันเหมือนที่เคยทำตอนเอาใบเตยที่บ้านจนไปถึงเคาน์เตอร์ชำระเงิน รอไม่นานนักเราสองคนก็เดินออกมาแล้วรู้ไหมพี่กวางยังไม่ปล่อยคอเสื้อฉันเลยไม่ว่าจะเดินไปจุดไหนจนมาถึงชั้นสามซึ่งมีร้านกาแฟชื่อดังและเป็นร้านอาหารในตัวเด่นออกมา
พี่กวางพาฉันเข้าร้านนี้
พี่กวางสั่งทุกอย่างให้เสร็จสรรพแต่ทุกครั้งที่สั่งเขาก็มักจะถามว่าชอบไหม แพ้หรือเปล่าและที่ทำให้แปลกใจเลยก็คืออยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ไม่มีใครเคยพูดกับฉันสักครั้งนี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้
“ถามอะไรได้มั้ยใจ”
“ได้ค่ะ”
“สองคนที่เจอร้านหนังสือเพื่อนเหรอ?”
“ก็... ใช่ค่ะ ใจเข้าเรียนมอหนึ่งก็มีแค่ฟ้ากับฝนที่สนิท ถ้าแบ่งกลุ่มก็ได้อยู่กับสองคนนี้ตลอดเลย” คงเพราะข้ามเวลารออาหารมั้งพี่กวางถึงได้อยากรู้พอเครื่องดื่มมาฉันก็หยุดพูดส่วนพี่กวางนั้นก็ค้นถุงที่วางไว้บนเก้าอี้ตัวข้างๆ เป็นถุงจากร้านอุปกรณ์การเรียน “ตอนนี้จะขึ้นเทอมสองก็มีแค่ฟ้ากับฝนแน่เลยค่ะพี่กวาง”
“หาไว้บ้าง”
“คะ?”
“คบคนอื่นไว้บ้างนอกจากสองคนนี้” อ่า... พี่กวางพูดขยายความชัดเจนจากประโยคแรกใบหน้าหล่อทำสีหน้าจริงจังก่อนที่จะดื่มลาเต้ทุกอย่างอยู่ในสายตาของฉันหมดแม้กระทั่งมือใหญ่ที่ค่อยๆ เคลื่อนมายังตรงหน้าฉัน “แล้วนี่พี่ให้”
“…” นี่... ปากกาสีชมพูสวยบนตรงฝาปิดเป็นรูปชาไข่มุก
“เห็นว่าอยากได้”
“แต่...” ใช่ฉันกำลังจะปฏิเสธ
“สองด้ามเลยพี่ให้ใจถือว่าเป็นของขวัญวันเปิดเรียนเล่มหนึ่งแล้วแทนคำขอบคุณที่พาพี่มาซื้อของ”
“ขอบคุณค่ะ” ฉันยกมือไหว้พี่กวางแล้วยิ้มแฉ่งให้กับปากกาสองด้ามที่เป็นสีชมพูด้ามหนึ่งและสีน้ำตาลเข้มด้ามหนึ่งจะรักษาเอาไว้อย่างดีเลย “พี่กวาง...”
“หื้ม?”
“ใจจะตั้งใจเรียนเลย”
CHAPTER 2
เป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็นที่ฉันกลับมาจากบ้านใหญ่มาถึงห้องพักสำหรับคนงานในไร่ที่อยู่เยื้องออกไปอีกฟากหนึ่งซึ่งจะว่าไกลก็เหมือนใกล้แต่จะว่าใกล้ก็เหมือนไกลเอาการเอาเป็นว่ามันไม่พอดีหรอกแต่ห้องพักนั้นอยู่ในระดับที่ดีกว่าไร่อื่นๆ มากฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าจะมีคนมาสนใจทำงานของไร่นาคนิลมากกว่าไร่อื่นๆ
ฉันรีบเอาปากกาที่ได้มาวางไว้บนโต๊ะไม้เล็กๆ ข้างฟูกในห้องของตัวเองก่อนจะออกมาล้างผักคะน้าที่ถูกแช่เอาไว้ในอีกฟากหนึ่งที่แม่แบ่งเป็นห้องครัวเล็กๆ การจัดการกับผักนั้นเรียบร้อยในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมาพร้อมกับเตรียมทุกอย่างที่ใช้ในส่วนผสมของการทำอาหารให้พร้อมเพื่อแม่เลิกงานมาจะได้ทำเลย
บ้างครั้งเท่านั้นที่ฉันจะทำแต่วันนี้ก่อนออกไปทำงานแม่แค่สั่งให้เตรียมเดี๋ยวจะทำเอง
วันนี้จึงลอยตัวนิดหนึ่ง
พอเสร็จฉันจึงมานั่งพักใต้ต้นไม้หน้าบ้านพักที่มีชิงช้าอยู่ที่ตรงนี้เป็นที่ประจำของฉันเลยก็ว่าได้ยิ่งเนื่องจากตอนเย็นๆ แสงจากพระอาทิตย์อ่อนลงที่ตรงนี้จะยิ่งสวยเพราะสามารถมองออกไปเป็นไร่ชาสีเขียวกว้างสะท้อนเข้ากับสีฟ้าสดของท้องฟ้าอีกทั้งยังมีแสงสีทองของดวงอาทิตย์เพิ่มอีกบอกเลยว่าโคตรสวย
ยิ่งในยามที่สายลมพัดผ่านปะทะเข้ากับใบหน้าความสดชื่น
ฉันชอบธรรมชาติแบบนี้
กระทั่ง... สายตาเบี่ยงเบนไปในทิศทางหนึ่งซึ่งเป็นด้านหลังที่เป็นทางเดินประจำของคนงานสายตาของฉันดันไปเห็นชายสูงวัยกลางคนคนหนึ่งที่คุ้นเคยร่างกายของตัวเองจึงหลบหลีกหาที่ซ่อนทันที ที่หลบซ่อนของฉันคือกอดอกมะลิใหญ่ใกล้กันกับบ้านพัก กอดอกมะลิทำหน้าที่พลางร่างเล็กของฉันให้ปลอดภัยรวมกับความเงียบของตัวเองทุกอย่างจึงอยู่ในความปลอดภัยขึ้นมาได้
ฉันไม่อยากเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนั้น
ฉันไม่อยากอยู่ตามลำพังกับเขา
และฉันพยายามหลีกเลี่ยง
วัลหรือว่าวัลพนาผู้ชายคนที่ฉันพยายามหลบและหลีกเลี่ยงมาเกือบปีที่ผ่านมารวมไปถึงตอนนี้เขาอยู่ในฐานนะผู้เลี้ยงของฉัน เขาเป็นสามีใหม่ของแม่ที่เข้ามาทำงานได้ไม่ถึงหกเดือน
การที่ฉันไม่อยากเจอไม่ใช่ว่าเขาจะทำอะไรไม่ดีกับตัวเองนะแต่เป็นการแสดงออกทางสายตามากกว่าที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัยการเซฟตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ฉันทำมาตลอดทุกครั้งและในวันนี้ดูเหมือนฉันเลือกถูกเพราะพอผู้ชายคนนั้นมาถึงบ้านพักเขาตรงเข้าไปในห้องฉันเลย
ไม่แวะห้องตัวเองกับแม่ที่อยู่อีกทิศทางหนึ่ง
นี่ไงความไม่ไว้ใจของฉัน
เมื่อครั้งได้สติฉันจึงรีบออกจากกอดอกมะลิวิ่งแยกไปในทางไปบ้านใหญ่ของที่พึ่งกลับมาได้ไม่ถึงชั่วโมงแต่ฉันรับรู้ได้ว่าที่นั่นปลอดภัยมากกว่าบ้านพักของตัวเองฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าจะวิ่งไปพอมาถึงบ้านใหญ่ของป้ากวาฝีเท้าของตัวเองหยุดลงเหลือแค่อาการหอบและเหนื่อยมากกว่าปกติเท่านั้น
“หนีอะไรมาใจ?”
“คะ?” เพราะประโยคคำถามนั้นเรียกให้ฉันเงยใบหน้าขึ้นไปชั้นบนซึ่งตรงกับประตูหน้าต่างที่มีร่างใหญ่ของพี่กวางที่โน้มแขนทั้งสองข้างเท้ากับบานหน้าต่างเอาไว้ ใบหน้าหล่อผูกคิ้วขมวดเหมือนปมกิริยานี้ฉันรู้ว่าอีกฝ่ายรอคำตอบจากตัวเองอยู่ “เอ่อ... ใจ”
“เป็นอะไรหื้ม?”
“...” ฉันจะบอกพี่กวางยังไงดี ถ้าบอกไปไม่มีใครเชื่อจะทำยังไง
“ขึ้นมานั่งบนบ้านก่อนเดี๋ยวพี่เอาน้ำให้ หน้าซีดหมดรู้ตัวมั้ย”
“ค่ะ” ฉันเข้ามาบนบ้านมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมกับเมื่อเช้าเพื่อรอพี่กวางที่เข้าไปในทางห้องครัว พึ่งรู้ว่าห้องนั้นเป็นห้องนอนของพี่กวางและถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ พี่กวางไม่เห็นตั้งแต่ฉันวิ่งจากบ้านพักมาแล้วหรือไงกัน บ้านใหญ่อยู่บนเนินสามารถมองรอบไร่ได้แบบนี้มันยิ่งกว่าเห็นอีกนะแต่ความคิดก็หยุดลงเมื่อพี่กวางเดินมาพร้อมน้ำหนึ่งแก้วมาวางตรงหน้าฉันก่อนจะทรุดร่างนั่งลงตรงข้าม “ขอบคุณค่ะ”
“ดื่มก่อน”
“หายเหนื่อยหรือยัง วิ่งมาไกลขนาดนั้น” ไม่รู้ว่าควรทำหน้าแบบไหนได้แค่ยิ้มออกไปมันก็ยังดีแล้วหลังจากที่แยกกับพี่กวางจากการไปห้างเสร็จฉันก็เดินกลับบ้านแล้วยังวิ่งกลับมาที่เดิมทั้งที่ยังไม่ถึงชั่วโมงของวันด้วยซ้ำแบบนี้จะให้ตอบอะไรกัน “ไหนบอกมาสิว่าวิ่งหนีอะไรมา”
“ใจ...”
Rr…
แต่เสียงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงพี่กวางดันดังขัดขึ้นประโยคที่กำลังจะหลุดจากปากฉัน สายตาของพี่กวางจ้องมองฉันนิ่งอยู่แบบนั้นไม่สนใจเสียงของโทรศัพท์เลยด้วยซ้ำแล้วก็เป็นฉันเองที่เลือกหลบสายตาพี่กวาง
“รับโทรศัพท์ก่อนก็ได้ค่ะพี่กวาง”
“โอเคครับ”
พี่กวางรับโทรศัพท์โดยที่ไม่ลุกออกไปไหนนั่งพูดกับปลายสายต่อหน้าฉันถ้าจับใจความเรื่องที่พูดมันเป็นเรื่องราวของรถอะไรประมาณนั้นจะได้ยินออกมาแบบนั้นเสียมากกว่าจากนั้นคำที่พ่นออกจากปากพี่กวางราวกับคำสั่งก็เป็นภาษาอังกฤษหมดลงท้ายก่อนวางว่าเอาที่กูสั่ง
“พี่พูดธุระของพี่แล้วคราวนี้ถึงทีใจตอบคำถามพี่ได้แล้ว”
“ค่ะ ใจรอแม่ค่ะแต่คุณวัลเอ่อ... พ่อมาก่อนใจจึงมารอที่นี่จนกว่าแม่เลิกงานแล้วค่อยไปที่บ้านพักค่ะ”
“วัล ชื่อพ่อเหรอ?”
“ค่ะ... พ่อเลี้ยง” พี่กวางพยักหน้าเข้าใจในทันที “ใจขอรอที่นี่ก่อนนะคะ พี่กวางจะให้ใจทำอะไรมั้ย”
“ให้นั่งเฉยๆ แล้วช่วยกินขนมจานนี้ให้หมดที”
“เอ่อ...”
“ขนมที่ใจจ้องตอนที่เดินผ่านในห้างไง ช่วยกินให้หมดหน่อยได้มั้ยครับ”
“พี่กวางจะไปไหนคะ”
ฉันเอ่ยถามอย่างงงๆ เมื่อสวมรองเท้าแล้วเหลือบไปเห็นร่างสูงเดินตามมาพร้อมกับสวมรองเท้าแตะ ฉันกำลังจะกลับบ้านพักเพราะถึงเวลาที่แม่น่าจะเลิกงานจากไร่มาแล้วโดยที่ไม่ลืมล้างจานขนมที่พึ่งทานก่อนหน้าจนหมดเรียบร้อยพี่กวางทานแค่สองชิ้นเองจากนั้นที่เหลือทั้งหมดจึงตกมาเป็นหน้าที่ฉัน
“ไปส่งใจไง”
“เฮ้ย... ใจไปเองได้ไม่รบกวนพี่กวางดีกว่า”
ฉันเลือกปฏิเสธออกมาทันทีแอบเกรงใจมากกว่าอีกอย่างทางเดินไปบ้านพักก็ชินแล้ว
“พี่ใส่รองเท้าแล้วพร้อมเดิมขี้เกียจถอด”
แบบนี้ก็ได้เหรอแล้วรู้ไหมว่าพูดจบพี่กวางก็เดินนำออกไปเลยจนฉันที่ยังอยู่ที่เดิมต้องวิ่งตามกระทั่งอยู่ในระนาบเดียวกันจึงค่อยๆ ลดความเร็วลง ใบหน้าหล่อของพี่กวางมองซ้ายขวาซอกแซกไปมาสายตาก็สังเกตสิ่งรอบตัวเสมอในระหว่างนี้ก็มีแต่ความเงียบที่พอสะสมเข้าจะกลายเป็นความอึดอัดและฉันไม่ชอบจึงเผยประโยคชวนอีกฝ่ายคุย
“พี่กวางพึ่งมาไร่ครั้งแรกเหรอ ทำไมใจอยู่มานานไม่เคยเห็นเลย”
“พึ่งมา... พี่หมายถึงพึ่งมาอยู่ยาวแต่ถ้าถามว่าครั้งแรกมั้ยก็ไม่”
“แสดงว่ามาหลายครั้ง”
“ก็หลายครั้งนะแต่ไม่ออกมาให้ใครเห็น” ไม่อยากเปิดเผยความหล่อเหลาใช่ไหมนะ “ครั้งนี้ครั้งแรกที่ออกมาเดิน”
“สวยมั้ย ใจชอบบรรยากาศตอนนี้มากเลยยิ่งใกล้ถึงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินยิ่งชอบ”
ไม่ใช่แค่พระอาทิตย์ตกดินนะในเวลานี้จะได้เห็นฝูงนกที่พากันบินกลับรัง ได้กลิ่นดอกไม้หอมส่งกลิ่นล่องลอย ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่หาเช้ากินค่ำพากันกลับบ้านทุกอย่างล้วนหาเห็นได้อยากถ้าอยู่ในเมืองแต่นี่คือต่างจังหวัดฉะนั้นฉันจึงเห็นทุกวันแต่ก็ไม่เคยเบื่อสักนิด
“ชอบมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ค่ะ”
“แล้วถ้าวันหนึ่งเปลี่ยนเป็นนั่งริมทะเลมองพระอาทิตย์ตกเช่นกันล่ะใจจะชอบมั้ย”
“เอาตามตรงเลยนะใจยังไม่เคยเห็นทะเลเลย เห็นแต่ภูเขาและก็ทะเลหมอกที่สวยสุด” พี่กวางหยุดเดินแล้วหันมามองฉันนิ่ง สองมือเรียวซุกเข้าในกระเป๋ากางเกงสายตาคมเบิกกว้างนิดหน่อยกับคำตอบที่ได้ยิน “ทัศนศึกษาใจไม่ได้ไปค่ะ เอาเงินส่วนนี้ไปใช้ในเรื่องอื่นๆ คงดีกว่าเยอะอีกอย่างพอใจโตวันหนึ่งคงได้ไปเองแต่ช้าหน่อย”
“เสียใจหรือเปล่า ถ้าพี่ถามแบบนี้คำตอบคงเป็นการพยักหน้าสินะ”
“เสียใจค่ะแต่พอเพื่อนเล่าให้ฟังก็ยิ้มได้แล้ว”
ฉันส่งรอยยิ้มไปให้พี่กวางที่ยังมองมาตัวเองนิ่งๆ พี่กวางไม่ค่อยถือตัวหรอกแต่ไม่ชอบให้ใครโดนตัวมากกว่า พวกเราเดินมาจนถึงบ้านพักคนงานที่ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วน ทุกห้องเปิดประตูออกมาไว้บ้างห้องทำอาหารตรงหน้าระเบียงแต่บางห้องก็นั่งคุยกันแล้วมองมาทางฉัน
สายตาพวกนั้นแน่นอนว่ามีความสงสัย
สายตาพวกนั้นแน่นอนว่าคิดอะไรหลายๆ อย่างไปแล้ว
และฉันก็สามารถเดาได้
กระทั่งทั้งฉันแล้วก็พี่กวางเดินมาถึงหน้าห้องพักซึ่งเยื้องออกไปหน่อยมีต้นไม้และมีม้าหินอ่อนทุกเย็นก็จะมีการตั้งวงเหล้ากันหนึ่งในนั้นคือวัลพ่อเลี้ยงของฉันเอง
“ไอ้วัลลูกมึงมาแล้ว” เสียงของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในวงเหล้าเอ่ยขึ้น
“มาพร้อมผู้ชายด้วย หล่อนะเนี่ยอีน้อยตาถึง” สมทบด้วยอีกคนหนึ่งระหว่างนั้นแม่ก็เดินออกจากห้องพักมาพอดี “สายใจลูกมึงเป็นสาวแล้วพาแฟนมากด้วย”
“สายใจมาก็ดีพาน้อยเข้าบ้าน” วัลเอ่ยสั่งแม่ที่มองมายังฉันแล้วก็พี่กวางนิ่งๆ สายตาของแม่ฉันรับรู้ว่ากำลังคิดไปในทางที่หลากหลายยิ่งได้ยินในสิ่งที่คนในวงเหล้าเอ่ยมาใบหน้าของแม่ก็ยิ่งเรียบ ในที่นี้ไม่มีใครรู้เลยว่าพี่กวางเป็นถึงลูกเจ้าของไร่ที่ทำงานอยู่และในอนาคตพี่กวางอาจมาเป็นเจ้านาย “ได้ยินมั้ยสายใจ”
พ่อเลี้ยงฉันย้ำแม่อีกครั้งซ้ำๆ
“จ๊ะพี่” แม่รับปากแล้วเดินเข้ามาใกล้หน่อย “น้อยเข้าไปช่วยแม่ทำกับข้าว”
“เอ่อ...”
ใช่ฉันกำลังลังเลใจมากกว่าปกติหลายเท่าตัวปนไปกับการทำอะไรถูกในวินาทีนี้ด้วยความที่ว่าทุกคนต่างจังจ้องไปยังพี่กวางรวมถึงปลายสายตามายังฉันยิ่งกว่าการจับผิด สายตาของคนอื่นๆ ยังไม่เท่ากับสายตาของแม่เลยด้วยซ้ำแม่ถ้าตอนนี้ถามว่าเข้าข้างใครกับเลยว่าเอียงไปทางพ่อเลี้ยงมากกว่าฉันที่เป็นลูกสาวด้วยซ้ำ
ในทุกๆ ครั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรแม่จะให้ความสำคัญกับพ่อเลี้ยงมากกว่าฉันเป็นปกติ แม่จะถามความเห็นจากเขาทั้งที่บางครั้งมันไม่เกี่ยวอะไรเลยแต่ยังชักพ่อเลี้ยงให้เข้ามาร่วมด้วย
บางครั้งฉันก็อยากไปอยู่ที่อื่น
และบางครั้งฉันก็น้อยใจคนเป็นแม่
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้หรือว่าทำไปแล้วมันก็เท่านั้น
“แม่บอกให้เข้าไปช่วยทำอาหารได้ยินมั้ยน้อยใจ”
แม่ย้ำประโยคเดิมอีกครั้งแต่เพิ่มน้ำเสียงราบเรียบทว่านาทีนี้สิ่งที่ฉันตกใจมากกว่าคือพี่กวางยกมือไหว้แม่
“สวัสดีครับ”
“แม่นี่...”
“ผมเป็นลูกแม่กวาครับ” หกพยางค์ในประโยคนี้ชัดเจนและหนักแน่นอีกทั้งยังเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นทำให้คนที่อยู่ในละแวกนี้ต่างได้ยินชัดเจนและท่าทางก็เปลี่ยนไปในทันที “พึ่งมาอยู่ที่นี่ฝากตัวด้วยนะครับ”
“คุณกวางลูกนายหญิงเหรอ”
“ถ้าหมายถึงแม่กวาของไร่นาคนิลก็ใช่ครับ ผมเป็นลูกชายคนเดียวของแม่กวา”
“…”
“วันนี้เดินมาส่งใจเพราะเห็นว่าจะค่ำแล้วอีกอย่างอยากมาดูไร่ด้วย”
“…”
“ไร่สวยดีครับแต่อาจต้องเปลี่ยนระบบอะไรนิดๆ หน่อยว่ามั้ยครับ”
“…”
ไม่มีคำตอบจากคนรอบข้างอีกทั้งสถานการณ์ก็ยังอึมครึมลงคล้ายกับสภาพอากาศตอนฝนกำลังจะตกทั้งที่ความเป็นจริงไม่ใช่เลยไม่มีฝนตกอะไรทั้งนั้น พี่กวางหันมามองฉันที่นิ่งเงียบแต่รู้ไหมสายตาของฉันมันไม่เป็นแบบนั้นสายตาของตัวเองสอดส่ายไปมามองทุกคนกระทั่งมาหยุดที่พี่กวาง
“เข้าบ้านไปช่วยแม่ได้แล้วใจ” พี่กวางเอ่ยปากและใช้สายตาสั่งงานฉันทำตามอย่างง่ายดายถึงจะเดินห่างออกมาแต่ก็ยังทันได้ยินประโยคที่พี่กวางเอ่ยตามมาติดๆ กับแม่ของฉัน “ตอนเลิกเรียนนับตั้งแต่พรุ่งนี้ไปขอยืมตัวใจด้วยนะครับพอดีบ้านใหญ่มีงานให้ทำและไม่ต้องห่วงผมจะมาส่งเองครับ”
สุดท้ายรู้ไหมว่าฉันได้ยินประโยคตอบรับการขออนุญาตจากปากของแม่เลยฉะนั้นวันนี้ตั้งแต่เลิกเรียนเป็นต้นไปฉันต้องมุ่งหน้าไปบ้านใหญ่ซึ่งเป็นเรือนทรงไทยหลังเดิมแต่ตอนนี้ควรอยู่กับปัจจุบันดีกว่า
ปัจจุบันที่ว่าเป็นวันเปิดเรียนวันแรก
และก็เป็นปัจจุบันที่ฉันกำลังอยู่หน้าตู้กดน้ำของโรงเรียน
วันเปิดเรียนที่ใครหลายคนต่างรอให้มันมาถึงแต่รู้ไหมยังมีอยู่นะคนที่ไม่อยากมาโรงเรียนเช่นตัวฉันเอง แก้วน้ำพลาสติกที่บรรจุน้ำอยู่เกือบเต็มในมือถูกฉันเอาผ้าเช็ดหน้าชุปลงไปให้มันเปียกจากนั้นก็วางแก้วน้ำไว้ตรงโต๊ะม้าหินอ่อนก่อนเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาพร้อมบิดน้ำออกแล้วเอามาเช็ดเสื้อนักเรียนบนตัวช่วงหน้าท้องที่ยังเป็นสีแดงเด่น
ฝนทำน้ำแดงคว่ำใส่ฉันเมื่อกี้เองแต่ฝนก็แสดงความรับผิดชอบโดยการลากมาตรงนี้แล้วก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
ยังดีนะที่ทุกครั้งฉันมักจะใส่เสื้อซับในสีขาวซ้อนเสื้อนักเรียนทุกครั้งฉะนั้นมันจึงไม่ค่อยน่าเกลียดมากเท่าไหร่นักหรอก ด้วยความที่ตั้งใจเช็ดมากไปหน่อยจึงไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบตัวนักเพราะงั้นฉันจึงไม่รู้ว่าฝนเข้ามาเมื่อไหร่กระทั่งได้ยินเสียงของเธอดังขึ้น
“อีน้อยทำอะไรชักช้าว่ะ เทน้ำลงเสื้อก็หมดเรื่อง”
“เดี๋ยวๆ ฝน....”
ไม่ทันแล้วฝนคว้าแก้วน้ำที่ไม่ใช่น้ำเปล่ามาแล้วเทลงจุดเดิมซ้ำที่เดิมจนตอนนี้จากสีแดงเปลี่ยนเป็นสีคล้ำน่าอับอายกว่าเดิมอีกหลายเท่า ความเปียกชื้นมาพร้อมกับความเย็นเฉียบเพราะน้ำที่ฝนพึ่งเทเป็นโคล่าที่พึ่งซื้อมา
“เฮ้ย... กูลืมคิดอ่ะ”
“ช่างเถอะ” ฉันพูดได้แค่นี้
“ฝนทำอะไรอยู่ที่นี่แฟนมึงรอที่ห้องเรียน” เสียงของแฝดดังขัดขึ้นแล้วฟ้าก็มาหยุดยืนห่างเพื่อรักษาระยะ “อ้าวแล้วทำไมอีน้อยน่าเกลียดขนาดนั้น อี๋เสื้อสกปรก”
“น้ำแดงหกเลอะเสื้อกูเลยเอาโคล่าเทซ้ำ... นึกว่ามันจะหายไง”
“เหรอ... เอ่อรีบไปเถอะฝนปล่อยอีน้อยจัดการตัวเองซะ”
“ไปนะอีน้อย”
เสียงหัวเราะรั้งท้ายของคู่แฝดนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้นะแต่มันก็แค่ความรู้สึกเท่านั้นแหละแค่สองคนนี้คบกับฉันมันยังดีกว่าไม่มีใครคบเลย ยังดีแล้ว แกทำดีแล้ว ยิ้มได้แล้ว คำพวกนี้คือคำที่ฉันท่องเสมอว่าแล้วก็ชุบผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมลงไปในแก้วอีกใบแล้วก็กำลังจะเช็ดลงเสื้อกับต้องหยุดลง
มีปากกาสีเงินด้ามสวยเข้ามาตีลงมือฉันให้หยุดจากนั้นคนมาใหม่ที่อยู่ในชุดนักเรียนมอปลายไม่เรียบร้อยก็ยังนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนรองเท้าสีดำเหยียบส้นขึ้นเหยียบลงบนเก้าอี้ คิ้วทั้งสองขมวดขึ้นอีกทั้งสายตายังจ้องไปยังเสื้อของฉันอย่างไร้คำพูดใดๆ
“พี่กวางกินข้าวแล้วเหรอ”
ใช่เกือบลืมไปเลยพี่กวางพึ่งมาใหม่เมื่อเช้าฉันอยู่บนอาคารเรียนแอบเห็นพี่กวางเดินอีกอาคารหนึ่งผู้หญิงคนอื่นมองมายังเขาเต็มเลยยิ่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับพี่ดิวและพี่ข้ามฟ้ายิ่งฮอตใหญ่
“นี่คือประโยคทักทาย?” อ่า... ตอบแต่ไม่มองหน้าเลย “ไปทำอะไรมาทำไมถึงเป็นแบบนี้”
“น้ำหกค่ะ”
“แต่เมื่อกี้ที่เห็นไม่ใช่” เห็นที่ฝนทำแน่ๆ เลย
“ฝนช่วยต่างหาก”
“แน่ใจใช่มั้ยว่าช่วย... ช่วยซ้ำให้เป็นกว่าเดิมหรือเปล่า”
“…” ฉันตอบไม่ได้หรอกได้แต่ก้มหน้าลงแล้วตั้งหน้าตั้งตาเช็ดเสื้อของตัวเองซ้ำๆ แบบนั้นไปเรื่อยๆ จนมีปากกาด้ามเดิมเข้ามาตีซ้ำและคราวนี้มันแรงกว่าเดิมนิดหน่อย
“ไม่ออกหรอกหยุดได้แล้ว บิดผ้าเช็ดหน้าให้แห้งแล้วก็บิดที่เสื้อ” ฉันทำตามที่พี่กวางบอก “แล้วเดิมตามมา”
“ไปไหนคะ”
“ตามมาใจ” สามพยางค์เรียบแต่หนักแน่นกว่าเดิมทำให้ฉันเดินตามพี่กวางมาเงียบๆ กระทั่งขึ้นอาคารเรียนซึ่งอาคารนี้เป็นระดับมอปลายทั้งหมด ฉันมาหยุดลงหน้าห้องเรียน 601 หรือว่าหกทับหนึ่งนั้นแหละ “เข้ามา”
เพราะฉันยังนิ่งพี่กวางเลยหันตัวกลับมาแล้วเดินไปข้างหลังของฉันจากนั้นก็เอาปากกาเล่มเดิมจี้ไปที่กลางหลังก่อนดันเข้ามาแน่แหละคราวนี้ฉันดื้อไม่ได้ต้องเดินเข้าไปในห้องที่ในขณะนี้อยู่ในช่วงพักเที่ยงแต่ยังมีรุ่นพี่คนอื่นๆ มองมาอยู่ การกระทำของพี่กวางเรียนสายตาคนอื่นๆ ได้มาก การใช้ปากกาดันจี้หลังหยุดลงเมื่อมาถึงจุดที่พี่กวางต้องการนั้นก็คือโต๊ะเรียนของพี่กวาง
“เอาไปใส่”
“แต่ๆ ...”
“รูดซิปขึ้นด้วย” เสื้อยี่ห้อดังถูกยื่นมาให้พอฉันส่ายหน้าปฏิเสธก็เหมือนกำลังจะโดนด่าจึงรับมาใส่ทับลงกับตัวเองแล้วทำตามที่อีกฝ่ายบอก “ไม่น่าเกลียดหรอก”
“แต่เสื้อแพงนี่ค่ะ”
“แล้วยังไง ใครสนกัน”
“เดี๋ยวเปื้อนอีกคราวนี้ตายแน่ๆ”
“คนที่จะตายคือคนที่ทำใจต่างหาก”
ประโยคพูดอันแสนธรรมดาแต่กับทำให้ฉันชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่เดิมที่กำลังก้มมองลงมาเช่นกัน ความห่างมันมีอยู่แล้วเนื่องจากฉันเตี้ยส่วนพี่กวางสูงมากเราทั้งสองมองกันได้สักครู่หนึ่งก่อนที่พี่กวางจะเคลื่อนไหวโดยการนั่งลงพร้อมกับเอื้อมมือเปิดขวดน้ำเปล่าที่วางไว้บนโต๊ะ
“งั้นใจไปก่อนดีกว่า”
“ยัง... นั่งลงก่อน” แต่สิ่งที่ได้กับมาคือคำสั่งบวกกับสายตาที่สั่งให้นั่งลงไปกับเก้าอี้ตรงด้านหน้าซึ่งเป็นโต๊ะเรียนของใครคนหนึ่ง ช่วงพักเที่ยงโต๊ะเรียนนี้จึงว่างเพราะเจ้าของอาจไปทานข้าวหรือไม่ก็ไปซื้อขนมซึ่งนั้นแหละฉันก็เกรงใจอยู่ดีเผื่อเขาเข้ามาแล้วเจอฉันนั่งทำไงล่ะทีนี้ “โต๊ะไอ้ดิวนั่งได้มันไม่อยู่”
“เดี๋ยวพี่เขาก็มา”
“อย่าดื้อใจ”
อ่า... ฉันนั่งลงตรงข้ามพี่กวางทันที
โต๊ะเรียนของห้องมีการแบ่งเรียนโดยนั่งเป็นคู่มีสี่แถวแล้วแถวที่พี่กวางนั่งคือแถวในสุดติดกับหน้าต่างนั่งส่วนเกือบสุดหลังห้องและคู่ที่พี่กวางนั่งด้วยหน้าจะเป็นผู้ชายเพราะมีแค่กระเป๋าใบเล็กสีแดงกับปากกาเล่มเดียวบนโต๊ะเรียนส่วนโต๊ะพี่กวางนั้นมีแค่ขวดน้ำ
การย้ายมาโรงเรียนแค่วันแรกของพี่กวางถือว่าหาเพื่อนได้รวดเร็วมากเลย แค่วันเดียวทำได้ถึงขนาดนี้ถ้าเทียบกับฉันบอกเลยว่าดีกว่า การนั่งของตัวเองเรียกสายตาของรุ่นพี่หลายคนหนึ่งในนั้นคงเป็นรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งตรงมุมหน้าประตูฝั่งตรงข้ามสายตาของพี่เขาไม่เคลื่อนย้ายไปไหนเลยจ้องแค่ฉัน
ไม่นานพี่คนนั้นก็ลุกเดินเข้ามาเดี่ยวๆ มาหยุดลงที่ข้างโต๊ะที่อยู่ระหว่างฉันและก็พี่กวางแน่นอนว่าการกระทำทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของฉันหมด พี่ผู้หญิงคนนั้นใช้มือยื่นลูกอมหัวใจเม็ดเล็กมากลางโต๊ะคราวนี้พี่กวางก็เงยหน้าไปมองพร้อมกับท้าวคางรุ่นพี่คนนั้นแก้มแดง
“เพื่อนบอกชื่อกวางเหรอ เราชื่อดานะอยู่ห้องสอง”
“อ้อ...” พี่กวางตอบแค่นี้
“ขอไอดีไลน์หน่อยดิกวาง” คราวนี้ชัดเจนเลยว่าพี่ดาเข้ามาจีบพี่กวาง การจีบโต้งๆ แบบนี้เห็นได้น้อยมากถือว่าเป็นการจีบที่เปิดประสบการณ์ฉันมากเป็นพิเศษเพราะพึ่งเห็น “เราอยากคุยด้วย”
“อยากรู้จักเราเหรอ” พี่กวางถามขึ้นพร้อมกับยิ้มให้ “เราลึกลับนะฉะนั้นไอดีเราก็ลึกลับ”
“…”
“อยากคุยก็หามาให้ได้นะแล้ว... ดาจะได้คุย”
สรุปคือยังไงฉันคิ้วขมวดส่วนพี่ดากับอมยิ้มซึ่งมาพร้อมสายตามุ่งมั่นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“โอเค ถือว่าเปิดโอกาสนะกวาง”
“ถ้าหามาได้นะครับ”
พี่ดาเดินออกไปเหลือเอาไว้แค่ลูกอมหัวใจที่เอาไว้ต่างหน้าเพียงแค่ครู่เดียวก็มีร่างสูงของพี่อีกคนเข้ามานั่งข้างพี่กวางก็โต๊ะที่ฉันบอกว่ามีกระเปาสีแดงกับปากกาวางไว้อ่ะ
“มาวันแรกดาฉายานางฟ้าห้องสองก็มาจีบแล้วเหรอวะ”
“อ๋อนางฟ้าห้องสอง” พี่กวางหันไปมองพี่ข้ามฟ้าและหันมามองฉัน “มาขอไอดีไลน์”
“หึ... เข้าไม่ถูกทาง ตัดเลยว่างั้น”
“แล้วแต่มึงจะคิด”
“ก็ตามนั้น” พี่ข้ามฟ้าพูดอีกทั้งเคลื่อนสายตามายังฉัน สายตาคู่นั้นสำรวจตัวฉันจนแทบพรุนสุดท้ายก็เหลือเอาไว้แค่รอยยิ้มหวานส่งมาให้ พี่ข้ามฟ้าหนึ่งในสองหนุ่มที่เมื่อวันวาเลนไทน์เมื่อไหร่ได้ดอกกุหลาบมากสุดและเพจหนุ่มหล่อสาวสวยของโรงเรียนแทบลงรูปเป็นประจำทุกวันพอพี่กวางเข้ามาแน่นอนว่าจะต้องถูกเหมาให้มาโผล่หน้าในเพจแน่ๆ คราวนี้ฉันบอกเลยว่าจะต้องเปลี่ยนเป็นสามหนุ่มที่ทุกคนล้วนให้ความสนใจ “เข้าใจแล้ว เข้าใจแจ่มแจ้งเลยเลยสัส”
ก๊อกๆ
“ใจ...”
“คะ” ฉันรู้ว่าตัวเองเหม่อและสติพึ่งกลับมาเมื่อพี่กวางเคาะลงบนโต๊ะเรียก “พี่กวางมีอะไรหรือเปล่า”
“ใช้โทรศัพท์มั้ย”
“มีค่ะแต่วันนี้ไม่ได้เอามา” โทรศัพท์ที่เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีก่อนจากป้ากวามันราคาแพงอีกอย่างถ้าเกิดเอามาโรงเรียนด้วยจะต้องเกิดเรื่องฉะนั้นเอาไว้ที่ห้องดีกว่า “ใจไม่ค่อยพกโทรศัพท์มาค่ะ”
“ฉลาดนิ”
“คะ?”
“ชมว่าฉลาดแล้วเอาไว้ที่บ้านเหรอ”
“ค่ะโทรศัพท์แพงเอาไว้ที่บ้านดีแล้วอีกอย่างใจเอาไว้หาข้อมูลการเรียน”
“แล้วได้เล่นแอพอื่นมั้ย” ฉันพยักหน้ายอมรับมีแต่แค่ไลน์ส่วนเฟซกับไอจีกะว่าขึ้นมอสี่ค่อยเล่นดีกว่าไม่สายไปหรอก “มีอะไรบ้างเรายัยเด๋อ”
“มีแค่ไลน์ค่ะแต่มีเพื่อนแค่ป้ากวาคนเดียว”
“แม่พี่เหรอ”
“ค่ะป้ากวาชอบส่งการ์ตูนน่ารักมาให้ทุกครั้งก่อนนอนเลย” ฉันยอมรับกับพี่กวาง “โทรศัพท์ของใจป้ากวาก็ซื้อให้นะคะเป็นของขวัญวันเกิด สวยมากๆ ด้วย”
“เข้าใจแล้วครับ”
ฉันออกจากห้องเรียนของพี่กวางมาก่อนหน้าที่ออดจะดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าเริ่มเรียนคาบบ่ายแล้วที่พี่กวางถามถึงไลน์ก็ไม่ได้อะไรต่อนะคงถามเฉยๆ เท่านั้นแหละพอเลิกเรียนฉันก็กลับแล้วไปช่วยงานที่บ้านใหญ่เสร็จแล้วก็มาช่วยแม่ทุกอย่างเสร็จจึงเข้ามาอยู่ในห้องของตัวเอง
กระทั่งเสียงหนึ่งดังมาจากโทรศัพท์
เสียงนี้เรียกสายตาของฉันให้หันไปมองพร้อมกับสายตาเบิกกว้าง
Kwang [kw] Add Friend you