เมษา
"แม่จ๋าหนูหิวข้าวจ๊ะ" เด็กน้อยเอามือขยี้ตาหลังจากตื่นนอนตอนกลางวันแกเดินมาหาฉันที่กำลังนั่งทำกับข้าวให้แกอยู่หน้าเตาฟืนภายในครัวเล็กๆหลังคามุงสังกะสี
"รอแป๊บนะลูกแม่กำลังทำไข่ตุ๋นให้หนูอยู่" ฉันหันไปบอกลูกสาวตัวน้อยวัยสามขวบที่มีชื่อว่าน้องพอใจ
"เย้ เย้ ไข่ตุ๋นของแม่อร่อยที่สุดหนูชอบ^^"
"ถ้าชอบหนูต้องทานให้หมดนะคะรู้มั้ย'
"เข้าใจค่า แต่แม่จ๋าหนูถามอะไรหน่อยสิจ๊ะ"
"ถามอะไรจ๊ะ"
"กุ้งกับปลาหมึกนี่มันอร่อยมั้ยจ๊ะ อร่อยเหมือนไข่ตุ๋นที่แม่ทำให้หนูกินหรือเปล่า"
"ไข่ตุ๋นของแม่อร่อยกว่าเยอะเลยจ๊ะ^^" ฉันพูดปลอบใจลูกด้วยความสงสารเพราะตั้งแต่เกิดมาแกไม่เคยได้ทานของพวกนี้เลยสักครั้งก็เลยไม่รู้ว่ารสชาติของมันเป็นยังไง
"จริงเหรอจ๊ะแต่ทำไมพี่อิ่มถึงบอกว่าอร่อยล่ะจ๊ะ หนูอยากลองกินดูบ้างจังเลยจ๊ะ" พี่อิ่มที่น้องพอใจพูดถึงคือเด็กผู้หญิงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับน้องพอใจที่อยู่บ้านใกล้ๆกัน น้องพอใจมักจะไปเล่นด้วยเสมอ
"เอาไว้แม่ได้เงินจากร้อยพวงมาลัยแม่จะซื้อมาให้หนูกินนะจ๊ะ"
"แต่มันแพงมั้ยจ๊ะ ถ้าแพงพอใจไม่กินก็ได้นะจ๊ะ"
"ไม่แพงเท่าไหร่หรอกลูกแม่ซื้อให้หนูได้ถ้าหนูอยากกิน"
"เย้ ๆ ๆแม่ของพอใจใจดีที่สุดในโลกเล้ยย" ฉันยิ้มให้ลูกสาวที่ชูมือกระโดดด้วยความดีใจเมื่อได้ยินว่าฉันจะซื้อกุ้งปลาหมึกมาให้แกได้กิน แต่ในรอยยิ้มของฉันก็มีความเศร้าเสียใจซ่อนอยู่ที่ฉันไม่เคยมีอาหารดีๆให้ลูกได้กินเลย ดีที่สุดก็คือ หมูทอด ไก่ทอด ถ้าวันไหนไม่มีเงินเมนูก็จะเป็นพวกไข่ตุ๋น ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่พะโล้ ผัดผัก เป็นต้นโชคดีที่น้องพอใจแกชอบแกก็เลยไม่เคยบ่นเวลาฉันทำให้แกกิน แต่ถึงอย่างนั้นอาหารที่ฉันทำให้ลูกฉันจะพยายามทำให้ครบทั้งห้าหมู่ และในเมื่อแกอยากกินกุ้งปลาหมึกเย็นนี้ฉันจะไปขอเบิกเงินจากเจ้หงษ์เจ้าของแผงขายดอกไม้สดพวงมาลัยที่ฉันรับจ้างร้อยพวงมาลัยส่งให้แกตอนนี้น่าจะได้เกือบพันแล้วล่ะเพราะฉันจะเบิกเงินจากแกเป็นอาทิตย์ ถึงแม้จะได้ค่าร้อยแค่พวงละห้าบาทฉันก็ต้องทำเพราะมันเป็นหนทางเดียวที่ฉันพอจะทำได้ตอนนี้ เนื่องจากว่าฉันต้องดูแลน้องพอใจเพราะแกยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียน ทำให้ฉันไปหางานทำอย่างอื่นไม่ได้จะเอาแกไปฝากตามสถานรับเลี้ยงเด็กก็แพงฉันจึงคิดว่ารอให้แกโตอีกนิดจะพาแกไปสมัครเรียนที่โรงเรียนวัดแถวบ้านที่ค่าเทอมไม่แพง ตอนนี้ฉันก็เลยต้องเก็บเงินบางส่วนเอาไว้เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายตอนพาแกไปสมัครเรียนปีหน้า
ในทุกๆเช้าฉันจะเอาลูกซ้อนจักรยานปั่นไปรับดอกมะลิมาจากร้านเจ้หงษ์จากนั้นก็นำกลับมาร้อยที่บ้าน ฉันจะนั่งร้อยตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นแล้วก็จะเอาไปส่งเจ้หงษ์ที่ร้านเป็นแบบนี้ทุกวันไม่เคยหยุดเพราะถ้าหยุดก็คือไม่ได้เงินมีบ่อยครั้งที่ฉันไม่สบายแต่ฉันก็ต้องทน ทนเพื่อลูกสาวเพียงคนเดียวที่ฉันรักสุดหัวใจ ทุกครั้งที่ฉันทัอแท้พอได้มองหน้าลูกฉันก็จะมีกำลังแรงใจที่จะต่อสู้แม้รายได้วันนึงจะไม่ได้มากมายเท่าไหร่แต่มันก็ทำให้ฉันได้มีเงินซื้อข้าวซื้อนมซื้อขนมให้ลูกกินจนอิ่มทุกมื้อ
บ้านฉันอาศัยอยู่เป็นบ้านหลังเล็กๆในสวน ซึ่งเป็นสวยกล้วยสวนผลไม้แต่ไม่ใช่สวนของฉันหรอกนะฉันไม่ได้ร่ำรวยขนาดมีสวนมีบ้านเป็นของตัวเอง เพียงแต่เจ้าของสวนท่านใจดีให้ฉันอาศัยอยู่ที่นี่ฟรีๆโดยไม่คิดค่าเช่า บ้านหลังนี้ฉันอยู่มาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นฉันอาศัยอยู่กับยายสองคนแต่ตอนนี้ยายไม่อยู่แล้วท่านเสียไปหลายปีแล้วล่ะ ส่วนพ่อแม่ของฉันฉันไม่รู้ว่าท่านเป็นใครชื่ออะไรอยู่ที่ไหน ฉันรู้เพียงแค่ว่าฉันถูกนำมาทิ้งไว้ตั้งแต่แบเบาะแถมยังทิ้งไว้ข้างกองขยะจนยายมาเจอเข้ายายสงสารก็เลยเก็บฉันมาเลี้ยงตั้งแต่ตอนนั้น บุญคุณของยายฉันไม่ทันได้ตอบแทนท่านก็มาจากฉันไปแล้ว ทุกวันนี้ฉันยังคิดถึงท่านอยู่เสมอทุกวันพระฉันจะไปทำบุญให้กับยายเสมอ
ส่วนใครที่กำลังสงสัยว่าทำไมฉันกับลูกถึงอยู่กันตามลำพัง คือพ่อของน้องพอใจเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีลูกเพราะตอนที่ฉันจากมาฉันไม่รู้ว่าตัวเองกำลังท้องอยู่จนกระทั่งผ่านไปสามดือนอาการแพ้ท้องเริ่มปรากฏฉันจึงไปตรวจโรงพยาบาลชุมชนจนรู้ว่าตัวเองท้องได้สามเดือนตอนนั้นยอมรับว่าช็อคจนทำอะไรไม่ถูกแต่พอตั้งสติได้ฉันก็รู้สึกดีใจที่ต่อไปนี้ฉันจะไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเพียงลำพังบนโลกใบนี้อีกแล้วฉันกำลังจะมีลูก แต่ถึงฉันจะท้องฉันก็ไม่ได้กลับไปหาพ่อของลูกเพราะไม่รู้จะกลับไปทำไมในเมื่อเขาไม่ได้รักฉันเขารังเกียจขยะแขยงฉันยิ่งกว่าอะไรบนโลกใบนี้ เขาถึงไล่ฉันออกออกมาจากชีวิตของเขาอย่างไม่ใยดีแล้วแบบนี้จะให้ฉันกลับไปหาเขาเพื่ออะไรกลับไปให้เขาเยาะเย้ยสมน้ำหน้าว่าไม่มีทางไปงั้นเหรอฉันไม่ทำอย่างนั้นหรอก ลูกคนเดียวฉันเลี้ยงเองได้และจะเลี้ยงให้ดีถึงแม้ว่าฉันจะจบแค่มอสามความรู้น้อยก็ตาม ฉันรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถทำให้ลูกอยู่ได้อย่างสุขสบายบนกองเงินกองทองเหมือนพ่อของแกแต่ฉันก็ไม่เคยให้ลูกอดข้าวอดน้ำ ต่อให้ฉันต้องอดฉันก็ทนได้ ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่เคยอดมาก่อน ฉันน่ะลำบากมาตั้งแต่เล็กแล้วเดินเก็บของเก่ากับยายทุกวันแต่ฉันก็มีความสุขเพราะได้ไปไหนมาไหนกับยายเราไม่เคยแยกจากห่างกันเลยสักวันใครจะมองจะดูถูกฉันกับยายยังไงฉันก็ไม่เคยใส่ใจหรือสนใจเพราะเราไม่ได้ไปแบมือขอทานใคร เราหาด้วยตัวของเราเอง มีก็อิ่มไม่มีก็อดจนเป็นความชินชา เพราะเหตุนี้ถึงทำให้ฉันอดทนเข้มแข็งมาได้จนถึงทุกวันนี้
ประเดิมตอนแรกก็สงสารนางเอกเลย><
เมษา....
ห้านาทีผ่านไป...
"แม่จ๋าไข่ตุ๋นของหนูเสร็จหรือยังจ๊ะหนูกับน้องตุ๊กตาหิวมากเลย" น้องพอใจหันมาถามอีกรอบขณะนั่งเล่นตุ๊กตาตัวโปรดซึ่งเป็นตุ๊กตาตัวเดียวที่แกมีและแกก็รักมากเนื่องจากว่าตุ๊กตาตัวนี้ฉันเป็นคนเย็บให้แกเองกับมือเพราะฉันไม่มีเงินซื้อตุ๊กตาตัวแพงๆให้ลูกก็เลยลองเย็บเองปรากฏว่าแกชอบมากไปไหนก็จะเอาไปด้วยทุกที่
"อ้อ เสร็จแล้วจ๊ะ" ฉันรีบตักไข่ตุ๋นออกมาจากซึ้งนึ่งแล้วนำใส่จานรองก่อนจะเดินเอาไปให้ลูกสาวสุดที่รักตัวน้อยที่นั่งกอดตุ๊กตารอด้วยความหิว
"น่ากินจังเลยจ๊ะแม่ไข่ตุ๋นของแม่อร่อยที่สุดในโลก^^"
"น่ากินก็กินให้หมดนะอิ่มแล้วแม่มีกล้วยบวชชีให้หนูด้วยน๊า" น้องพอใจแกชอบกล้วยบวชชีมากๆค่ะอาจจะเป็นเพราะตอนฉันแพ้ท้องฉันกินกล้วยบวชชีเกือบทุกวัน เมนูนี้ยายมักจะทำให้ฉันกินเป็นประจำเพราะมันอิ่มท้องและประหยัดฉันก็เลยชอบทำ เวลาทำหรือได้กินก็จะนึกถึงยายตลอด แต่เหตุผลหลักจริงๆก็คือฉันไม่มีเงินไปซื้อของบำรุงแพงๆกินน่ะอะไรที่หาได้และประหยัดเงินฉันก็จะทำกินเองกล้วยมะพร้าวก็หาเอาในสวน แต่เมนูนี้มีอยู่คนนึงที่ไม่ชอบมันเอามากๆก็คือพ่อของน้องพอใจนั่นเองค่ะ เพราะตอนที่ฉันอยู่บ้านเดียวกับเขาแล้วฉันทำกล้วยบวชชีกินเขามาเทหม้อกล้วยบวชชีของฉันทิ้งลงถังขยะไปทั้งหม้อเขาให้เหตุผลว่าอาหารแบบนี้อย่ามาทำกินในบ้านมันเป็นอาหารของคนจนที่ไม่มีอะไรกินไม่มีเงินซื้อของดีๆกิน คำพูดที่มาพร้อมด้วยคำดูถูกสารพัด เขาชอบหาเรื่องฉันเป็นประจำถ้ามีโอกาสและคอยสรรหาคำมาด่าเพื่อให้ฉันทนไม่ไหวซึ่งฉันก็ไม่ต่ตอบโต้อะไรเพราะอาศัยบ้านเขาอยู่เขาว่าอะไรฉันทำได้แค่เงียบอย่างเดียว
ย้อนไปหลายปีก่อน....
"ป้าเสียใจด้วยนะลูก ยังไงหนูก็ต้องเข้มแข็งเข้าไว้นะ คิดซะว่ายายไปสบายแล้ว"
"พวกเรากลับก่อนนะ"
"พรุ่งนี้ป้าจะมาใหม่นะ"
"หนูขอบคุณทุกคนมากเลยนะคะที่มาร่วมงานของยาย" ฉันยกมือไหว้ขอบคุณคนที่มาร่วมงานศพยายของฉันแม้จะมีไม่ถึงสิบคนก็ตามก่อนที่พวกเขาจะพากันเดินออกไปจากศาลาเพราะคืนพิธีทางศาสนาได้เสร็จสิ้นลงแล้วพรุ่งนี้ก็เป็นวันเผา ฉันหันกลับไปมองดูรูปถ่ายของยายที่ตั้งอยู่หน้าโลงศพ ยายของฉันท่านจากไปด้วยโรคชรา ร่างกายของท่านไม่แข็งแรงมานานหลายปีแล้วจนในที่สุดท่านก็จากฉันไปอย่างสงบ
เหมือนตอนนี้ฉันอยู่ตัวคนเดียวบนโลกไม่มีใครไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนทั้งชีวิตของฉันตั้งแต่จำความได้ฉันอยู่กับยายแค่สองคนพ่อแม่ไม่มีฉันเคยถามยายว่าทำไมฉันถึงไม่มีพ่อไม่มีแม่เหมือนคนอื่นๆ ยายบอกว่ายายไม่รู้ว่าพ่อแม่ฉันเป็นใคร ยายเล่าว่าตอนนั้นยายออกไปเก็บของเก่าตามถังขยะแล้วได้ยินเสียงเด็กร้องยายก็เลยเดินหาดูปรากฏว่ายายเจอฉันที่นอนร้องไห้อยู่ข้างกองขยะตอนนั้นตัวของฉันมีแต่มดรุมไต่รุมตอมยายก็เลยรีบอุ้มฉันขึ้นมาแล้วพากลับบ้านจากนั้นยายก็เลี้ยงดูฉันจนถึงทุกวันนี้ ทั้งชีวิตของฉันฉันจึงมียายเพียงคนเดียวที่เลี้ยงดูฉันมาจนเติบใหญ่ฉันรักยายมากแม้เราจะยากจนมีอาชีพเก็บขยะเก็บของเก่าขายแต่ฉันก็มีความสุข ฉันยังจำได้ดีว่าตอนที่ฉันยังเด็กบางวันเราสองคนก็ไม่มีข้าวกินบางวันโชคดีหน่อยก็ได้กินข้าวกับไข่ต้มไข่ทอด บางมื้อเราสองคนต้องกินน้ำประทังชีวิตเพราะไม่มีเงิน คืนไหนถ้าฝนตกหนักๆ ฉันกับยายก็ต้องคอยหลบฝนหาถังน้ำกะละมังมารองเพราะหลังคามีแต่รอยรั่ว แต่ฉันก็มีความสุขที่มียายได้นอนกอดยายทุกคืนแค่นี้ฉันก็มีความสุข แต่ตอนนี้ความสุขของฉันได้หายไปแล้ว หายไปอย่างไม่มีวันกลับ
"ยายจ๋า เมคิดถึงยายจังเลย หลายวันแล้วนะที่เมไม่ได้เห็นหน้ายายไม่ได้กินข้าวกับยายไม่ได้นอนกอดยาย ฮืออ ฮือออ"
ฉันนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ข้างโลงศพของยายเพราะคิดถึงยายสุดหัวใจ หลังจากจัดการปิดไฟปิดศาลาเรียบร้อยฉันก็เดินกลับบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่เพราะบ้านที่ฉันอาศัยอยู่อยู่ด้านหลังวัด เป็นสวนกล้วยที่เจ้าของสวนใจดีให้ฉันกับยายปลูกบ้านอยู่ในสวนนั้นโดยไม่คิดค่าเช่าฉันกับยายก็เลยช่วยดูแลสวนให้เป็นการตอบแทน ฉันเดินมาถึงบ้านบ้านที่เงียบเหงาเพราะไม่มีใครอยู่ บ้านของฉันที่คนอื่นอาจจะมองว่ามันแทบจะไม่ใช่บ้านเพราะมันเป็นเพียงเพิงไม้เก่าๆ เล็กๆ แต่ฉันก็เรียกมันว่าบ้านอยู่ดี เพราะมันบ้านที่ฉันอยู่มาได้ตั้งแต่เด็กจนโต
ฉันลืมแนะนำตัวเองใช่ไหมคะ ฉันชื่อเมษาค่ะ ฉันเรียนจบแค่ชั้นมอสามเท่านั้นซึ่งก็จบมาหลายปีแล้ว ตอนแรกยายอยากให้ฉันเรียนต่อแต่ฉันสงสารยายที่ต้องเก็บของเก่าหาเงินให้ฉันไปโรงเรียนถึงแม้ว่าค่าเทอมจะไม่ต้องเสียเพราะฉันเรียนโรงเรียนวัดแต่อย่างอื่นก็ต้องเสียอยู่ดีไม่ว่าจะเป็นค่าสมุดหนังสือค่าเสื้อผ้าค่าอาหารกลางวันเพราะที่โรงเรียนจะเลี้ยงอาหารกลางวันแค่เด็กประถมเท่านั้นส่วนเด็กมัธยมต้องซื้อกินเองแล้วไหนจะค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกจิปาถะด้วยเหตุนี้พอฉันจบมอสามฉันก็เลยไม่เรียนต่อไปฉันหางานทำตามร้านอาหารไปเป็นเด็กเสิร์ฟไปล้างจานไปแจกใบปลิวอะไรที่ทำแล้วได้เงินฉันทำหมดไม่เคยเกี่ยง หลังเลิกงานก็จะคอยเก็บขวดน้ำเก็บกระป๋องน้ำอัดลมไปให้ยายขายแม้ว่าฉันจะบอกกับยายว่าไม่ต้องเก็บของเก่าแล้วเพราะฉันจะทำงานหาเงินเลี้ยงยายเองแต่ยายก็ไม่ยอมยายบอกว่ายายทำงานมาทั้งชีวิตแล้วจะให้หยุดทำยายทำไม่ได้
แต่ด้วยช่วงที่เกิดโรคระบาดทำให้ร้านหรืองานที่ฉันเคยทำต้องปิดกิจการบางร้านก็ลดจำนวนพนักงาน งานแจกใบปลิวก็ด้วย ฉันก็เลยต้องกลับมาเก็บของเก่าช่วยยายตามเดิม แม้จะไม่พอกินแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ชีวิตของฉันยอมรับว่าลำบากมาตั้งแต่เด็กแต่ฉันก็ไม่เคยย่อท้อ ยายเคยบอกว่าเรายังโชคดีกว่าใครหลายคนเรามีบ้านอยู่มีที่ซุกหัวนอนไม่ต้องเร่ร่อนนอนใต้สะพานลอย มีมือมีเท้ามีอวัยวะครบสามสิบสองเพราะฉะนั้นเราก็ห้ามท้อทำอะไรได้ก็ต้องทำ พอคิดถึงคำพูดของยายฉันก็จะร้องไห้อีกแล้ว พรุ่งนี้ยายก็คงจะจากฉันไปจริงๆ แล้วสินะเพราะพรุ่งนี้คือวันเผาคงจะหลงเหลือไว้เพียงเถ้ากระดูกเท่านั้นที่เอาไว้ดูต่างหน้า
หลายวันต่อมา....
หลังจากจัดการเรื่องงานศพของยายเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ววันนี้ฉันว่าจะออกไปหางานทำเพราะหลายวันมานี้ฉันยุ่งอยู่กับงานศพทำให้เงินที่มีอยู่เริ่มจะหมด ฉันล้วงเงินในกระเป๋าออกมาดูตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวของฉันมีอยู่แค่ไม่กี่ร้อยบาท
ฉันเดินถือร่มในมืออีกข้างมีกระดาษกับปากกาเอาไว้จดเบอร์ที่อยู่ร้านที่แปะประกาศรับสมัครพนักงาน ฉันเดินมาครึ่งค่อนวันแต่ก็ยังไม่ได้งานเดินจนเริ่มเหนื่อยเพราะวันนี้อากาศร้อนมาก ฉันก็เลยเดินไปหาที่นั่งพักที่สวนสาธารณะใกล้ๆ
"เห้อวันนี้จะได้งานไหม" ฉันบ่นกับตัวเองอย่างท้อใจเพราะยังไม่ได้งาน ฉันหาที่นั่งได้แล้วก็เอามือทุบขาทั้งสองข้างของตัวเองเพราะเดินนานหลายกี่โลจนเริ่มเมื่อยแต่พอคิดถึงคำพูดของยายก็ทำให้ฉันมีแรงสู้ ฉันลุกขึ้นยืนแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อเรียกความเข้มแข็งให้กับตัวเองเพราะฉันสัญญากับยายไว้แล้วว่าฉันจะอยู่ให้ได้จะไม่ท้อแท้สิ้นหวังฉันจะไม่ทำให้ยายต้องเป็นห่วง ฉันมองซ้ายมองขวาว่าจะไปทางไหนดีก่อนจะเริ่มเดินหางานต่อแต่เดินมาได้ไม่กี่ก้าวสายตาของฉันก็ไปสะดุดกับบางอย่างพอเดินไปดูใกล้ๆปรากฏว่าเป็นคุณยายท่านนึงที่ก็ล้มฟุบอยู่ที่พื้นเหมือนจะเป็นลม ฉันรีบวิ่งเข้าไปดูทันที
เมษา...
"คุณยายคะคุณยาย" ฉันเรียกคุณยายพร้อมกับประคองศีรษะของท่านที่ตอนนี้ยังไม่รู้สึกตัวใบหน้าของท่านซีดมากจนน่าเป็นห่วง ดูจากลักษณะการแต่งกายแล้วท่านน่าจะมาวิ่งออกกำลังกายแล้วเกิดเป็นลม ดูๆแล้วอายุของท่านน่าจะพอๆกับยายของฉัน ฉันหยิบยาดมออกมาจากกระเป๋ากางเกงที่ฉันมักจะพกติดตัวอยู่เป็นประจำเพราะเวลาเดินหาของเก่ากับยายแล้วอากาศมันร้อนอบอ้าวจนแทบจะเป็นลมฉันก็ได้มันคอยบรรเทาอาการฉันจึงพกเอาไว้ตลอดจนติดเป็นนิสัย ฉันเอายาดมให้ท่านดมจากนั้นฉันหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาคนช่วยแต่ตรงที่ฉันกับคุณยายอยู่มันไม่มีคนเดินผ่านเลยเพราะคนไปออกันอยู่ที่ลานกิจกรรมเพราะมีการแสดงการออกกำลังของผู้สูงอายุฉันก็เลยตะโกนออกไปอย่างสุดเสียงเพื่อให้คนอื่นที่อยู่ภายในบริเวณสวนสาธารณะได้ยิน
"ช่วยด้วยค่า ช่วยด้วยค่ามีคนเป็นลมทางนี้ค่า!!!!" ฉันตะโกนไปก้มมองหน้าคุณยายไปไม่นานจากนั้นก็มีผู้หญิงวัยกลางคนอีกคนหนึ่งวิ่งมาหน้าตาตื่นมา
"ทางนี้ค่า" ฉันโบกมือกวักมือเรียกเพราะกลัวจะไม่เห็น
"คุณท่านคะคุณท่าน คุณท่านเป็นอะไรคะ" หญิงวัยกลางคนอายุน่าจะประมาณห้าสิบปีพอเห็นคุณยายก็มีสีหน้าตกใจซึ่งฉันคิดว่าคงจะเป็นญาติ
"คุณป้าเป็นญาติของคุณยายเหรอคะ"
"ป้าเป็นคนดูแลคุณท่านน่ะ คุณท่านคะคุณท่าน คุณท่าน" หญิงวัยกลางคนพยายามเรียกแต่คุณยายก็ไม่ฟื้นสักทีจนฉันคิดว่าถ้าปล่อยไว้อาจจะแย่เพราะท่านก็แก่มากแล้ว
"เอ่อหนูว่าคุณป้าเรารีบพาคุณยายไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่านะคะ" ฉันบอกกับหญิงวัยกลางคนที่ตอนนี้เหมือนกำลังทำอะไรไม่ถูกท่านคอยจับคอยบีบมือคุณยายตลอดเวลา
"ใช่ๆเราต้องพาคุณท่านไปโรงพยาบาลเดี๋ยวป้าโทรเรียกคนขับรถก่อนนะน่าจะอยู่แถวนี้ หนูช่วยประคองคุณท่านไว้ทีนะ" ฉันพยักหน้าจากนั้นหญิงวัยกลางคนก็หยิบมือถือขึ้นมาแล้วกดโทรหาคนช่วยซึ่งน่าจะเป็นขับรถตามที่บอก จากนั้นไม่นานก็มีชายวัยกลางคนสวมชุดซาฟารีสีน้ำเงินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาก่อนจะอุ้มคุณยายที่ยังไม่รู้สึกตัวไปยังรถตู้สีขาวที่จอดอยู่ไม่ไกล หลังจากที่เห็นว่าคุณยายถูกนำตัวขึ้นรถแล้วฉันก็หมดห่วงไปเปลาะหนึ่งกำลังจะไปหางานต่อแต่...
"หนูอย่าเพิ่งไป" คุณป้าท่านจับมือฉันเอาไว้แล้วมองหน้าฉัน หรือท่านคิดว่าฉันขโมยของๆคุณยาย
"เอ่อคือหนูไม่ได้โขมยอะไรของคุณยายนะคะไม่เชื่อค้นตัวหนูได้เลยค่ะ" ฉันยื่นกระเป๋าสะพายของตัวเองที่มีเอกสารการสมัครงานกับปากกาเท่านั้น
"ป้าไม่ได้คิดแบบนั้นเลยลูก ป้ากำลังจะบอกว่าให้หนูไปที่โรงพยาบาลกับป้าด้วยกัน"
"ไปโรงพยาบาลเหรอคะ??"
"ใช่จ๊ะเพราะหนูคือคนที่ช่วยคุณท่านเอาไว้"
"เอ่อคือว่าหนูกำลังจะไปสมัครงานค่ะ หนูคงไปด้วยไม่ได้จริงๆ" ฉันบอกคุณป้าไปตามความจริงว่าฉันต้องไปหางานทำแต่คุณป้าท่านก็ไม่ฟังดึงมือฉันขึ้นรถมาจนได้
"เรื่องนั้นค่อยว่ากันนะลูก หนูไปกับป้าก่อนนะเพราะป้ากลัวว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก"
ที่โรงพยาบาล....
เรามาถึงโรงพยาบาลในเวลาอันรวดเร็วเพราะมีรถพยาบาลนำทางมาตลอด และตอนนี้ฉันกับคุณป้าและคนขับรถนั่งรอกันหน้าห้องฉุกเฉิน จนเวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงคุณหมอกับคุณพยาบาลก็เดินมาบอกว่าคุณยายปลอดภัยแล้วและกำลังจะพาคุณยายไปห้องพักฟื้น จากนั้นคุณป้าก็จูงมือฉันเดินตามรถเข็นที่คุณยายนอนอยู่มายังห้องพักฟื้นชั้นวีไอพี ฉันมองไปรอบๆห้องด้วยความตื่นเต้นเพราะห้องหรูหรามากเหมือนไม่ใช่ห้องในโรงพยาบาลมันเหมือนห้องพักในโรงแรมห้าดาวที่ฉันเคยไปรับทำงานพาร์ทไทม์เป็นแม่บ้านทำความสะอาดห้องพัก ฉันนั่งอยู่ที่โซฟามุมห้องกับคุณป้ายพร้อมกับมองไปที่เตียงคนไข้ที่มีคุณหมอกับพยาบาลที่กำลังใส่สายน้ำเกลือให้คุณยาย
"อีกสักพักคุณหญิงท่านก็น่าจะฟื้นครับเพราะท่านไม่ได้เป็นอะไรมาก"
"ขอบคุณนะคะคุณหมอ" คุณป้ายกมือไหว้คุณหมอที่มีอายุน้อยกว่าจนคุณหมอต้องรีบรับไหว้แทบไม่ทันก่อนจะออกไปจากห้องเหลือทิ้งไว้แค่ฉันกับคุณป้าแล้วก็คุณยายที่ยังนอนหลับอยู่
หนึ่งชั่วโมงต่อมา...
"ขอบใจหนูมากเลยนะที่ช่วยฉันไว้ถ้าไม่ได้หนูฉันคงแย่" คุณยายขอบคุณฉันหลังจากที่ท่านฟื้นและคุณป้าเล่าให้ท่านฟังว่าฉันเป็นคนช่วยท่านเอาไว้ตอนที่ท่านเป็นลม
"ไม่เป็นไรค่ะคุณยาย หนูเต็มใจช่วยถึงต่อให้ไม่ใช่หนูถ้าเป็นคนอื่นมาเจอคุณยายเป็นลมเขาก็ต้องช่วยคุณยายเหมือนกันค่ะ"
"แต่ยังไงฉันก็ขอบใจหนูอยู่ดีนั่นแล่ะว่าแต่หนูชื่ออะไรจ๊ะ"
"หนูชื่อเมษาค่ะ"
"หนูเมษาจ๊ะฉันจะอยากตอบแทนหนูที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้ รำภาเธอหยิบกระเป๋าออกมาให้ฉันที"
"ได้ค่ะคุณท่าน" ฉันมองไปที่คุณป้าที่ชื่อรำภาท่านลุกไปหยิบกระเป๋าหนังสีน้ำตาลแล้วเดินมาที่เตียงคนไข้ จากนั้นคุณยายก็หยิบสมุดเล่มเล็กๆออกมาที่ฉันไม่รู้ว่ามันคือสมุดอะไรท่านเขียนบางอย่างลงไปก่อนจะฉีกมันออกมายื่นให้ฉัน
"อะไรเหรอคะ" ฉันถามโดยที่ยังไม่ได้ยื่นมือไปรับ
"เช็คเงินสดหนึ่งแสนบาทจ๊ะ ฉันให้เป็นรางวัลตอบแทนความดีของหนู"
"ไม่เป็นไรค่ะคุณยายหนูเต็มใจช่วยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน" ฉันรีบปฏิเสธทันทีถึงมันจะเป็นเงินจำนวนเยอะที่ชาตินี้ทั้งชาติฉันคงหาที่ไหนไม่ได้แต่ฉันไม่อยากได้เพราะฉันช่วยท่านไม่ได้หวังเงินทองของรางวัลอะไร
"คุณท่านให้ก็รับไว้เถอะ ถ้าไม่ได้หนูช่วยป่านนี้คุณท่านคงจะอาการแย่กว่านี้"
"ไม่เอาค่ะ หนูไม่รับจริงๆค่ะ" ฉันปฏิเสธแต่คุณป้าก็ไม่ยอมท่านเดินไปหยิบเช็คเงินสดในมือของคุณยายแล้วมาเอามาใส่มือฉัน
แอร๊ดดดดดดดดด
"คุณย่า!!!" ฉันหันไปตามเสียงพร้อมกับมองคนที่เข้ามาใหม่คุณป้ารำภาอาศัยจังหวะนี้เอาเช็คยัดใส่มือฉันทันทีทำให้ตอนนี้เช็คเงินสดจำนวนหนึ่งแสนบาทอยู่ในมือของฉันเรียบร้อยแล้ว
"คุณป้าคะคืออหนูไม่.." ฉันกำลังจะยื่นเช็คคืนแต่คุณป้ารำภาท่านไม่ยอมรับคืน
"คุณย่าเป็นยังไงบ้างครับ" ฉันมองตามผู้ชายแต่งตัวภูมิฐานที่เดินมายืนตรงข้ามคนละฝั่งกับฉัน
"ย่าไม่เป็นอะไรลูก" จากสรรพนามที่เรียกผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นหลานชายของคุณยาย
"ผมตกใจแทบแย่จนต้องรีบออกมาจากห้องประชุมตอนที่รู้ว่าคุณย่าเป็นลมจนต้องเข้าโรงพยาบาล"
"ย่าไม่เป็นอะไรมากหรอกลูก ย่าแค่ไปวิ่งออกกำลังกายแล้วทีนี้แดดมันร้อนย่าก็เลยเป็นลม" ท่านพูดกับหลานของท่านด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ทำให้ฉันคิดถึงยายของฉันท่านก็พูดกับฉันด้วยน้ำเสียงแบบนี้ แล้วจู่ๆ น้ำตาของฉันก็ไหลออกมาเพราะคิดถึงยาย ฉันรีบเช็ดน้ำตาของตัวเองทันทีเพราะตอนนี้ฉันอยู่ท่ามกลางคนที่ฉันไม่รู้จักเลยแม้แต่คนเดียว
"ต่อไปผมสั่งห้ามเลยนะครับห้ามคุณย่าไปออกกำลังกายข้างนอกอีกเด็ดขาด สนามหญ้าบ้านเราก็ออกจะกว้างคุณย่าไม่จำเป็นต้องไปวิ่งออกกำลังกายข้างนอกเลย ถ้าคราวนี้ไม่มีคนช่วยแล้วคุณย่าเป็นอะไรไปผมจะทำยังไงครับ"
"เป็นความผิดของป้าเองค่ะคุณไทด์ที่ไม่ดูแลคุณท่านอย่างใกล้ชิด" คุณป้ารำภาเอ่ยโทษตัวเอง
"ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกรำภา ฉันเป็นคนสั่งให้เธอนั่งรอไม่ต้องเดินตาม"
"แต่ถึงยังไงหน้าที่ดูแลคุณท่านก็เป็นหน้าที่ของรำภานี่คะ"
"เอาล่ะครับไม่ต้องโทษกันไปมาผิดกันทั้งคู่นั่นแล่ะทั้งคุณย่าทั้งป้ารำภา" ฉันลอบมองชายหนุ่มที่ดุคนสูงวัยทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"แล้วนี่ไทด์มาคนเดียวเหรอลูก พีเจล่ะ"
"มันยังไม่เข้าบ้านเลยครับโทรไปก็ปิดเครื่องสงสัยนอนที่คอนโดยังไม่ตื่น"