ปฐมบท
“ผมไม่แต่ง! คุณย่าจะมาบังคับให้ผมแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้!” เสียงโวยวายที่ดังสนั่นบ้านไม้ใจกลางบ้านไร่เรือนดาวส่งผลให้เหล่าบรรดาคนใช้นับสิบต่างก็พากันสะดุ้งไปตามๆ กัน จะมีก็แต่เจ้าของบ้านผู้เป็นใหญ่สุดที่ยกแก้วชาในมือขึ้นจิบเบาๆ อย่างใจเย็น ทำราวกับว่าไม่หยี่ระต่อคำปฏิเสธของหลานชายเลยสักนิดเดียว
“แกต้องแต่ง! ไม่อย่างนั้นฉันจะเล่นงานทุกคนที่แกรักให้ไม่เหลือแม้แต่ที่ซุกหัวนอน เริ่มจากใครดี แม่แพรวพราวนั่นเลยเป็นไง!”
“คุณย่า!”
“ฉันไม่เห็นว่าหนูองค์อินของฉันจะมีอะไรแย่ตรงไหน น้องเองก็รักแกมาตั้งนานนม อีกอย่าง…แกลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับแม่บัวตองแม่ของแกไปแล้วหรือไงตาสอง!” เมื่อเจอเข้ากับคำถามที่เกือบๆ จะลืมไปจากความทรงจำเข้าชรัส สุนธรวิทย์ หลานชายคนเดียวของคุณบุษบาเจ้าของไร่องุ่นขนาดใหญ่ที่สุดของเชียงรายก็ถึงกลับเงียบนิ่งไป มันพาลทำให้เขาคิดไปถึงคำสั่งเสียสุดท้ายของผู้เป็นมารดาขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คำสั่งเสียสุดท้ายของท่านที่เขาต้องตอบรับเอาไว้ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจคาอ้อมกอดของเขาไปด้วยรอยยิ้มที่แสนจะอ่อนโยน รอยยิ้มที่มันทำให้คิดถึงทุกครั้งเมื่อละลึกถึงขึ้นมา
“แม่อยากให้สองแต่งงานกับคุณหนูองค์อินเมื่อน้องโตพอที่จะมีครอบครัวได้ สองสัญญากับแม่ได้ไหมว่าไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นเราจะไม่มีวันทอดทิ้งน้อง…นะสอง สัญญากับแม่สิ…”
เขารู้ดีว่าครอบครัวของเขาเป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่ของผู้หญิงน่ารำคาญคนนั้นมากแค่ไหน เรื่องมันเกิดขึ้นเป็นเพราะพ่อกับแม่เธอที่เคยช่วยเหลือธุรกิจของบ้านเขาตอนที่เกือบๆ จะล้มละลายไป แต่ใครจะไปคิดว่าบุญคุณบ้าๆ นั่นมันจะมากเสียจนทำให้พวกผู้ใหญ่เห็นดีเห็นงามที่จะจับคู่เขากับหล่อน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้าแบบนั้น
องค์อิน ผู้หญิงที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็น่ารำคาญในสายตาเขาไปหมด!
“จริงเหรอคะคุณย่า! พี่สองจะแต่งงานกับหนูจริงๆ เหรอคะ!” น้ำเสียงตื่นเต้นที่ดังออกมาถึงนอกบ้านทำให้นางอุ่นเรือน อดที่จะอมยิ้มตามคุณหนูของตนเองขึ้นมาไม่ได้เมื่อบังเอิญมาได้ยินเรื่องราวอันน่ายินดีที่คุณหนูของนางรอมานาน
“ได้ค่ะ หนูอินเรียนจบแล้วค่ะ แล้วพบกันนะคะคุณย่า หนูอินรักคุณย่าที่สุดเลยค่ะ” องค์อิน เลิศภักดี หญิงสาววัยยี่สิบสองเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะกดวางสายพร้อมกับหัวใจที่เบิกบานมากกว่าวันไหนๆ
“มีข่าวดีจากเชียงรายเหรอคะคุณหนู”
“ยิ่งกว่าข่าวดีเสียอีกคะนม คุณย่าโทรมาบอกเมื่อกี้เองค่ะว่าตอนนี้พี่สองเขาตอบตกลงจะแต่งงานกับหนูอินแล้ว หนูอินดีใจที่สุดเลยคะนม!” หญิงสาวตอบเสียงหวานก่อนจะโผเข้ากอดแม่นมที่เลี้ยงดูเธอมานับตั้งแต่ที่พ่อกับแม่ของเธอเสียไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อหลายสิบปีก่อนอย่างมีความสุขที่ในที่สุดความฝันที่รอมานานนับสิบๆ ปีก็ใกล้จะเป็นจริงเสียที ความฝันที่อาจจะมีแค่เธอที่มีความสุขไปกับมัน
“นมดีใจด้วยจริงๆ นะคะ แล้วนี่คุณหนูจะลงไปเชียงรายเมื่อไหร่คะ” คนถูกถามยิ้มก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“อีกสามวันค่ะนม คุณย่าบอกว่าอยากให้หนูอินลงไปเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ” องค์อินตอบพร้อมรอยยิ้มสดใส นานกี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้เจอกัน แต่ถึงจะนานแค่ไหนสำหรับเธอแล้วผู้ชายคนนั้นก็ยังคงเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ แม้เธอจะไม่เคยเป็นที่หนึ่งในใจเขาเลยก็ตาม
แต่เธอก็ยังเชื่อว่าสักวันความรักของเธอมันจะส่งไปถึงใจของเขาบ้าง สักวันชรัสจะรักเธอเหมือนอย่างที่เธอยังรักเขาเรื่อยมา
เชียงรายสามวันต่อมา
“คุณสองให้ผมมารับครับคุณหนูอินครับ” สีหน้าของคนที่เพิ่งจะเหยียบแผ่นดินเชียงรายเป็นอันต้องเศร้าสลดเมื่อพบว่าคนที่มารอรับเธอนั้นไม่ใช่คนเดียวกับคนที่เธอกำลังชะเง้อหาแต่อย่างใด
“แล้วพี่สองของพี่เก้าไปไหนเสียล่ะคะ ทำไมเขาไม่มารับอินด้วยตัวเอง” องค์อินถามกลับอย่างอดเคืองว่าที่สามีขึ้นมาไม่ได้ ก็ไหนคุณย่าบอกว่าเขาจะมารับเธอด้วยตัวเองยังไงล่ะ แล้วนี่เขาหายไปไหน ทำไมถึงเป็นพี่เก้าคนสนิทของคนเขาที่มารับเธอแบบนี้
“เอ่อ คือว่าตอนนี้นาย…ติดธุระสำคัญอยู่น่ะครับ ก็เลยให้ผมมารับคุณหนูแทน” แม้จะอยากถามต่อว่าธุระอะไรของเขาที่มันสำคัญไปกว่าเธอแต่องค์อินก็เลือกที่จะเก็บเงียบเพราะไม่อยากสร้างเรื่องตั้งแต่วันแรกที่มาถึง อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีน้ำใจส่งคนของตัวเองมารับ ไม่ใจร้ายปล่อยให้เธอหาทางไปที่ไร่ด้วยตัวเองแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว
“ขอบคุณมากนะคะที่อุตส่าห์มารับอิน เราไปกันเลยไหมคะ” นายเก้าพยักหน้ารับก่อนจะอาสาช่วยถือกระเป๋าเสื้อผ้าถึงสามใบให้กับว่าที่เมียนายอย่างเต็มใจ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าคุณหนูองค์อินที่เมื่อก่อนยังตัวเล็กเท่าลูกแมวคนเดิมที่เคยวิ่งตามตูดเจ้านายของเขาไปซะทั่วไร่ บัดนี้เติบโตขึ้นเป็นสาวสวยสะพรั่งแบบนี้
สวยเสียจนเขาอยากจะเห็นหน้านายตอนได้เจอว่าที่เมียเข้าจริงๆ ว่าจะทำหน้าแบบไหน…
ตลอดการเดินทางอันยาวไกลทำให้องค์อินมีโอกาสมองดูความเปลี่ยนไปของจังหวัดเชียงรายไปในตัว และนั่นมันทำให้เธอยิ่งคิดถึงอดีตในวัยเด็กของตัวเองขึ้นมา เธอเกิดและเคยใช้ชีวิตที่นี่ถึงอายุเจ็ดขวบก่อนจะย้ายตามพ่อกับแม่ไปอยู่กรุงเทพในที่สุด และถ้าหากเลือกได้จริงเธออยากเลือกอยู่ที่นี่มากกว่าอะไรทั้งหมด เพราะที่นี่มันไม่ได้เป็นแค่บ้านเกิด แต่ยังเป็นที่ที่ทำให้เธอได้พบกับใครคนนั้น คนที่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ยังเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ คนที่แม้จะใจร้ายแต่เธอก็ยังรัก และคงจะรักเขาไปแบบนี้อีกนานเท่านานเลยทีเดียว
“คิดถึงที่นี่จังเลยค่ะ รู้สึกเหมือนอินได้กลับบ้านยังไงก็ไม่รู้สิคะ” นายเก้าทำได้แค่พยักหน้ารับก่อนจะยิ้มตาม ด้วยอาจเพราะเป็นคนคุยไม่เก่งเท่าไหร่นัก อีกทั้งสถานะของตัวเองก็แค่ลูกจ้างธรรมดาคนหนึ่ง เขาจึงไม่อาจเอื้อมที่จะพูดคุยกับว่าที่เมียนายอย่างที่ใจคิด
สุดท้าย..ก็เลยต้องปล่อยให้คุณหนูองค์อินพูดคนเดียวต่อไป
ร่างสมส่วนที่กำลังก้มลงกราบเท้าของตนเองด้วยท่าทีนุ่มนวลน่ารักตรงหน้าถูกรวบเข้าไปกอดแทบทันทีเมื่อมาถึง องค์อินยิ้มรับก่อนสวมกอดคุณย่าของชรัสด้วยความรู้สึกคิดถึงท่านจับหัวใจ
“อินคิดถึงคุณย่ามากเลยค่ะ”
“ย่าก็คิดถึงหนู ไหนมานั่งใกล้ๆ ย่าหน่อยสิ ย่าอยากเห็นหน้าเราชัดๆ” องค์อินไม่ขัดความต้องการของอีกฝ่าย เธอขยับขึ้นมานั่งคู่กับท่าน ก่อนปล่อยให้ท่านจับคางของตนเองไปซ้ายทีขวาทีอยู่นาน
“หนูโตขึ้นมากเลย แถมยังสวยกว่าในรูปที่ส่งมาให้ย่าดูเสียอีก” คุณบุษบาไม่ได้ชมจนเกินความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว หนูองค์อินของนางโตและสวยหวานขึ้นมาก ยิ่งได้เห็นก็ยิ่งอยากให้เจ้าหลานชายตัวดีกลับมาไวๆ เผื่อว่าความสวยของหนูอินของนางจะทำให้อีกฝ่ายตะลึงและหันกลับมามองน้องบ้าง ไม่ใช่วันๆเอาแต่วิ่งตามแม่คนนั้น คนที่นางไม่เห็นเลยสักนิดว่ามีเหมาะสมกับชรัสตรงไหน
“แล้วนี่พี่สองไปไหนคะ เห็นพี่เก้าบอกว่ามีธุระด่วนเลยไปรับอินที่สนามบินไม่ได้” คำถามที่ดังขึ้นทำให้เจ้าของบ้านต้องตวัดสายตาไปมองคนทีถูกเอ่ยถึงเล่นเอานายเก้าเสียวสันหลังขึ้นมาทันที
“ผมขอโทษครับคุณท่าน แต่ว่าผม…”
“เอาล่ะไม่ต้องพูดแล้วฉันพอเข้าใจ นายมีอะไรจะไปทำก็ไปเถอะ เดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการเอง” ได้ยินเช่นนั้นนายเก้าก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่เหลือก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้านายไป
“มีอะไรรึเปล่าคะคุณย่า” นางบุษบาทำได้เพียงแต่ยิ้มให้ เพราะยังนึกไม่ออกเลยว่าควรเริ่มเล่าหรือพูดอะไรจากตรงไหนก่อนดี
“ย่าว่าหนูอินมาถึงเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนดีกว่า ส่วนเรื่องอื่นเดี๋ยวเราค่อยคุยกันอีกทีตอนอาหารเย็นดีไหมลูก” แม้ใจอยากจะรู้ทุกอย่างในตอนนี้ แต่ว่าองค์อินก็ยอมพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายกลับไป ยอมทำตามที่ผู้เป็นย่าเสนออย่างไม่คิดที่จะขัดใจท่าน
ไม่ว่าเธอจะรู้เอาตอนนี้หรือตอนไหนเธอมองว่ามันคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ ว่าแต่มันคือเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมทุกๆคนเหมือนทำตัวแปลกๆ แถมยังไม่มีใครบอกได้ว่าพี่สองของเธอตอนนี้หายไปไหน
เขาหายไปไหนกันแน่นะ…
ตกเย็น
“กำลังจะทานข้าวกันอยู่เหรอครับคุณย่า พอดีเลยครับ ผมกับแพรวกะว่าจะเข้ามาทานด้วยอยู่พอดี” เสียงเข้มดุดันที่ดังขึ้นจากด้านหลังนั้นทำให้บทสนทนาขององค์อินและคุณบุษบาเป็นอันต้องชะงักลงไปกะทันหัน และก็เป็นองค์อินที่หันไปสบสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของคนที่เธอเฝ้ารอการกลับมาของเขาตลอดทั้งวันเป็นคนแรก เธอยิ้มก่อนจะหุบมันลงเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มาคนเดียว
ข้างกายยังมีผู้หญิงหน้าตาสะสวยกลับมาด้วยอีกหนึ่งคน…
“แกหายหัวไปไหนมาทั้งวันตาสอง! รู้ไหมว่าหนูอินรอแกทั้งวัน แล้วนี่ทำไมถึงไม่ไปรับหนูอินด้วยตัวเองตามที่ย่าสั่ง!” นางบุษบาเอ่ยทำลายความเงียบ สายตาจ้องมองหลานชายกับผู้หญิงอีกคนอย่างไม่ชอบใจ แต่เหมือนว่าชรัสนั้นจะเตรียมคำตอบมาเป็นอย่างดี
“ผมไม่ว่างครับคุณย่า! พอดีว่าวันนี้ต้องพาแพรวเข้าเมืองไปซื้อผ้าเพิ่ม!” องค์อินกระพริบตาถี่ๆ เพื่อฝืนไม่ได้น้ำตาไหลออกมายามเมื่อได้รู้ความจริงว่าธุระสำคัญของเขาที่มันสำคัญถึงขนาดต้องให้คนงานไปรับเธอแทนตัวเองแท้จริงแล้ว ก็คือพาผู้หญิงข้างกายของเขาไปซื้อของในเมืองมานี่เอง ยิ่งได้ยินความสงสัยก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ทนอยู่เฉยต่อไปไม่ไหวตัดสินใจเอ่ยถามออกไป
“ผู้หญิงคนนี้..เพื่อนพี่สองเหรอคะ” เนิ่นนานกว่าคำถามนี้จะถูกเปล่งออกไปพร้อมกับความหวังอยากให้อีกฝ่ายยืนยันกลับมาให้
“แพรวพราวไม่ใช่เพื่อนของฉัน! แต่เธอเป็นผู้หญิงที่ฉันรักและอยากจะแต่งงานด้วย!!” ทว่าคำตอบที่ได้ยินมันกลับทำให้โลกทั้งใบของเธอแทบพังทลายลงไปในทันที และมันคงจะยังไม่สาแก่ใจเขา เมื่อชรัสเอื้อมมือไปโอบเอวหญิงสาวข้างกายเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น เหมือนอยากจะยืนยันให้เธอและผู้เป็นย่าของเขาได้เห็นว่าทุกๆ คำที่เขาพูดออกมาเมื่อสักครู่นี้นั้นมันล้วนแล้วแต่เป็นความจริงแทบทั้งสิ้น ไม่มีคำไหนในคำพูดที่แสดงให้เห็นถึงการโกหกเลยแม้แต่นิด!
“นี่มันจะมากไปแล้วนะตาสอง! แกกล้าดียังไงพูดกับหนูองค์อินเขาแบบนี้ห๊ะ” จะมีก็แต่นางบุษบาที่โมโหจนตวาดหลานชายเสียงแข็งคาดไม่ถึงเลยว่าชรัสจะกล้าพาผู้หญิงคนนี้มาที่นี่เพื่อประกาศตัว
“มันไม่มากเกินไปหรอกครับคุณย่า ก็ผมพูดความจริง ผมกับแพรวรักเราสองคนแค่ไหนคุณย่าก็น่าจะรู้ แล้วอย่างนี้คุณย่ายังจะอยากให้ผมแต่งงานกับผู้หญิงน่ารำคาญคนนี้อยู่อีกเหรอครับ หรือเธอคิดว่ายังไงองค์อิน…เห็นแบบนี้แล้วยังคิดอยากจะแต่งงานกับฉันอีกไหม!” คนถูกถามเผลอกำหมัดแน่นอย่างเดือดดาล ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเขาจะมีคนรัก เพราะไม่เคยมีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้ให้เธอรู้มาก่อนเลยสักคน ไม่เคยรู้แม้กระทั่งว่าเขาสองคนรักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ รักกันตอนไหน แล้วตอนนี้เขารักผู้หญิงคนนี้ไปมากแค่ไหน!
หากลองเธอได้รู้เพียงสักนิด…
เธอคงรีบมาที่นี่ทันที หรือไม่ก็คงตัดใจเลิกรักเขาไปนานแล้ว
แต่ในเมื่อตอนนี้ทั้งใจเธอมันมีแต่เขาอยู่เต็มไปหมด ครั้นจะให้หักดิบเลิกรักเขาไปเลยง่ายๆ มันก็ดูไม่ใช่นิสัยของเธอสักเท่าไหร่ เขาสองคนยังเป็นแค่คนรักกัน เพราะฉะนั้นก็หมายความว่าเธอยังพอมีหวังอยู่ หวังที่จะทำให้เขามารักและใช้ชีวิตที่เหลือไปพร้อมกัน!
“อินก็ไม่ว่ายังไงหรอกค่ะ…เพราะยังไงเสียคนที่พี่สองจะต้องแต่งงานด้วยมันก็คืออินอยู่ดี ส่วนเรื่องบ้านเล็กบ้านน้อยนอกบ้าน ถ้ามันเป็นความสุขชั่วครู่ชั่วยามของสามี อินก็พอจะรับได้อยู่ค่ะ หรือคุณคิดว่ายังไงคะ…พร้อมที่จะใช้สามีร่วมกันกับฉันรึเปล่า…” หญิงสาวที่คนที่ถูกย้อนถามหน้าชาราวกับถูกตบ ต่างจากหญิงชราเจ้าของบ้านที่ยิ้มรับให้กับคำสวนของว่าที่หลานสะใภ้ที่โตขึ้นมาก และดูเหมือนเธอจะไม่ยอมใครมาถูกกดขี่ข่มเหงเอาง่ายๆ เสียด้วยสิ
แบบนี้มันค่อยสมน้ำสมเนื้อกันหน่อย
และก็เป็นชรัสเสียเองที่เดือดแทนคนรักสาวเมื่อจู่ๆ ก็ถูกสวมบทให้ต้องกลายเป็นเมียน้อยของเขาไป ทั้งๆ ที่ความจริงมันไมใช่!
“ไม่ใช่! คนที่จะต้องกลายมาเป็นเมียน้อยฉัน มันคือเธอไม่ใช่แพรวพราวองค์อิน!!” เขาตวาดกลับก่อนจะจ้องมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเกลียดชัง สายตาที่เขามักจะชอบใช้มองกันทุกครั้งที่พบหน้า
“แต่คนที่ได้จดทะเบียนสมรมกับพี่สอง ได้เข้าพิธีวิวาห์ถูกต้องตามกฎหมายมันคืออินนี่คะ แล้วแบบนี้จะให้อินเป็นเมียน้อยได้ยังไง จริงไหมคะคุณย่า” องค์อินยังคงสวมบทนางอิจฉาทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วในใจเธอมันกำลังร้าวระทมอย่างหนักกับความจริงที่ได้รับรู้ว่าคนที่เธอรักและบูชาเขามาทั้งชีวิตตอนนี้มีใครอีกคนไปแล้ว ใครอีกคนที่เหมือนว่าเขาจะทั้งรัก และอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยมากกว่าคนอย่างเธอ ผู้หญิงที่ไม่เคยมีความหมายอะไรสำหรับเขาเลยสักนิด ไม่เคยมี และคงไม่มีวันจะมีไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน!
“นั่นน่ะสิ ผู้หญิงของแกนั่นต่างหากที่จะกลายเป็นเมียน้อยตาสอง ว่ายังไงล่ะแม่หนูแพรวพราว ตัวจริงเขามาทวงสิทธิ์ของตัวเองถึงที่ขนาดนี้แล้ว ฉันว่าหนูทำใจเสียเถอะนะ หน้าตาหนูเองก็สะสวย หาผู้ชายดีๆ ใหม่สักคนคงไม่ยากหรอก” คุณบุษบาว่าตอบด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างเหลือทน ภายนอกแฟนสาวของหลานชายอาจจะดูนิ่มนวลไม่ประสา แต่ใครเลยจะรู้ว่าความจริงแล้วผู้หญิงคนนี้หวังสูงแค่ไหน และหากไม่ใช่เพราะความหวังสูงนางเองคงไม่คิดขัดขวางความรักของคนทั้งคู่ เพราะรู้ดีว่าเรื่องหัวใจมันบังคับกันยาก
แต่เพราะได้รู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของหล่อนเข้าโดยบังเอิญ…จึงรับไม่ได้และจะทำทุกๆ หนทางให้ทั้งสองคนแยกจากกัน
“คุณย่า!”
“สองคะ แพรวอยากกลับบ้าน พาแพรวกลับบ้านนะคะ” แพรวพราวที่เห็นท่าไม่ดีเลยเอ่ยขึ้นพร้อมปรับสีหน้าให้ดูแย่ตามที่เพิ่งเอ่ยบอกแฟนหนุ่มไป นั่นเรียกความสนใจทั้งหมดจากชรัสให้ละสายตา จากผู้หญิงที่เขาแสนเกลียดกลับมาที่คนรักแทบจะในทันที
“ไปกันเถอะครับแพรว ผมเองก็ไม่อยากอยู่ตรงนี้ไปมากกว่านี้แล้วเหมือนกัน! ค่อยๆ เดินนะครับ” ภาพของชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตค่อยๆ ประคับประคองผู้หญิงคนอื่นด้วยท่าทีทะนุทะนอมอย่างที่ตนเองไม่เคยได้รับจากเขาเลยสักครั้งสร้างความปวดร้าวแก่องค์อินเป็นอย่างมาก เมื่อได้เห็นมันด้วยสองตาตัวเอง
“หนูอิน…ย่าต้องขอโทษที่ทำให้หนูต้องมาเจอเรื่องแบบนี้นะลูก แต่ตอนนี้เห็นทีคงจะมีแต่หนูคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยย่าได้” นางบุษบาเอ่ยขึ้นหลังจากที่คนทั้งคู่พากันเดินหายออกจากบ้านไป และนั่นมันทำให้คนที่เงียบอยู่นานหลายนาทีหันกลับมามองนางอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถาม เพราะไม่เข้าใจทุกคำที่เพิ่งได้ยินเมื่อสักครู่เลยสักนิด
“คุณย่า…หมายความว่ายังไงเหรอคะ”
“ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนดีอย่างที่ใครๆ เห็น หล่อนเข้าหาตาสองก็เพื่อหวังอยากจะตกถังข้าวสาร เรื่องนี้ย่าให้คนไปสืบจนรู้ว่าบ้านของเด็กคนนั้นเป็นหนี้ตั้งหลายล้านจนต้องรีบหาคนกระเป๋าหนักๆ ไปช่วยโละหนี้ให้ และคนที่ว่าก็คือตาสองของเรา พ่อคนที่ฉลาดทุกเรื่องแต่ดันไม่ทันแม่คนนั้น” องค์อินตกใจไม่น้อยกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อเพราะว่าคุณย่าไม่เคยโกหก หรือแม้แต่จะคิดใส่ความใครสักคนให้ได้เห็น หากลองท่านไม่ได้มีหลักฐานมาก ท่านก็พอคงไม่มีทางจะพูดมันออกมาอย่างแน่นอน
“แล้วนี่พี่สองรู้เรื่องนี้รึเปล่าคะ”
“ย่าพยายามบอกมันไปหลายครั้งแล้ว แต่มันก็รั้นไม่เชื่อ หาว่าย่าใส่ความคนรักมัน” ดูจากท่าทางที่เขากางปีกปกป้องผู้หญิงคนนั้นเธอก็พอจะเห็นตามคำบอกเล่าของคุณย่าอยู่ไม่น้อย เขาคงจะรักเธอมาก มากจนความรักมันบังตาทำให้มองไม่เห็นความจริงนั้นไป
“แล้วแบบนี้เราจะทำยังไงกันดีล่ะคะคุณย่า” ไม่ว่ายังไงเธอก็ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ พี่สองของเธอไม่ควรเจอกับเรื่องราวแบบนี้ อีกทั้งเธอเองก็รักเขามาก มากมายเสียจนไม่อยากจะเสียเขาให้ใครทั้งนั้น!
“หนูอินต้องทำยังไงก็ได้ให้ตาชรัสอยู่ให้ไกลแม่นั่น ไกลเท่าไหร่ได้ยิ่งดี คนที่ย่าอยากให้แต่งงานกับตาสองคือหนูคนเดียวเท่านั้น ย่าขอเท่านี้หนูอินจะทำเพื่อย่าได้รึเปล่าลูก” องค์อินรู้สึกคิดหนักไม่น้อยกับสิ่งที่คุณย่าท่านขอ แต่ถ้าเพื่อทำให้ชรัสไม่ต้องตกเป็นเหยื่อผู้หญิงคนนั้น มันคงเป็นการเสี่ยงที่น่าคุ้มพอสมควรไม่น้อยเลย
“ตกลงค่ะคุณย่า หนูอินจะทำทุกอย่างให้พี่สองเลิกยุ่งกับผู้หญิงคนนั้นให้ได้ คุณย่าไม่ต้องห่วงนะคะ ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนหนูอินสัญญาว่าจะทำให้ได้ค่ะ!” นางบุษบายิ้มรับเมื่อได้คำตอบที่แสนถูกใจ นางเชื่อว่าความรักขององค์อินจะสามารถเอาชนะใจหลานชายได้ในที่สุด ผู้หญิงคนนี้ต่างหากที่นางอยากให้ลงเอยกับชรัส เพราะไม่เพียงแต่หนูอินของนางจะมีรักที่จริงใจให้อีกฝ่ายมาตลอดแล้ว ครอบครัวของเธอเองก็มีบุญคุณต่อทุกคนที่นี่ไม่น้อยเหมือนกันแต่เหนือสิ่งอื่นใดมันก็คงเป็นเพราะนางรักองค์อินมากกว่า
องค์อินคนเดียวเท่านั้นที่นางอยากได้เป็นหลานสะใภ้
หลังจากส่งตัวคุณย่าเข้านอนองค์อินก็ใช้เวลาที่เหลือมานั่งรอชรัสที่ห้องรับแขกเพราะมีหลายเรื่องที่อยากจะคุยกับเขาหลังจากไม่ได้เจอกันมานานหลายปี รออยู่นานหลายชั่วโมงจนในที่สุดคนที่รอคอยอยู่ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกลิ่นเหล้าจางๆ ที่ลอยมาก่อนเจ้าตัว
“ทำไมกลับดึกแบบนี้ละคะ รู้ไหมว่าอินนั่งรอจนเกือบๆ จะหลับอยู่แล้ว” องค์อินเปิดฉากขึ้นก่อนจะลุกเดินไปเผชิญหน้ากันอีกคนที่เพียงแค่เธอเข้าใกล้ เขาก็ขยับตัวหนีทำราวกับว่าเธอคือสิ่งสกปรกที่ไม่น่าเข้าใกล้ก็ไม่ผิด
และนี่…มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียด้วยสิที่เขาทำมัน
“ใครใช้ให้รอ! แล้วนี่ทำไมยังเสนอหน้าอยู่ที่นี่อีก! ทำไมไม่กลับไป!” ชรัสตวาดโต้ก่อนจะจ้องมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่สบอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้เกลียดเธอนัก อาจเป็นเพราะผู้หญิงคนนี้จุ้นจ้านและชอบก้าวก่ายเรื่องของเขาในขณะที่คนอื่นๆ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดทำมัน เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้ไม่ชอบเธอ แต่เหมือนแม่ตัวดีตรงหน้าจะไม่ได้รู้สึกรู้สาเลย เธอยังคงวางตัวด้วยท่าทีเย็นชาอย่างที่เขาเกลียดเป็นอย่างดี
“แล้วทำไมจะอยู่ไม่ได้ล่ะคะ ในเมื่อที่นี่มันคือบ้านของว่าที่สามีของอิน” องค์อินที่เงียบไปอยู่ครู่หนึ่งตัดสินใจเชิดหน้าขึ้นพร้อมตอบกลับไป ในเมื่อเธอให้สัญญากับคุณย่าไว้แล้วว่าจะพยายามทำให้เขาตาสว่าง ก็คงมีแต่ต้องสวมบทเป็นนางมารร้ายแบบนี้เท่านั้น
“ฉันไม่มีวันแต่งงานกับเธอ!” ชรัสย้ำหนักแน่นด้วยคำพูดเดิมที่ไม่ว่าจะให้เขาพูดอีกสักกี่ครั้งคำตอบของมันก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแน่!