“ช่วยซื้อหัวมันต้มหนูหน่อยนะคะ ช่วยซื้อหน่อยค่ะ” เสียงหวานใสเจือแววเศร้าสร้อยของเด็กหญิงพลับพลึงพาตะกร้าใบเก่าๆ พร้อมทั้งมันเทศต้มวิ่งขายไปตามงานในช่วงเทศกาลปีใหม่อยู่ในหมู่บ้านซึ่งจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เธอใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ และไม่มีแม้แต่รองเท้าที่จะสวมใส่ แต่เธอก็ยังขายมันต้มไม่ได้สักหัว เพราะผู้คนหันไปสนใจซื้อของกินแสนอร่อยอย่างอื่นแทน
เธอตื่นขึ้นมาต้มมันเทศที่ไปขุดมาจากในป่าแถวบ้านตั้งแต่ย่ำรุ่ง ก่อนจะเดินเท้าเปล่ามายังงาน เด็กน้อยมองความตื่นตาตื่นใจของงานซึ่งมีเครื่องเล่นหลายอย่าง ทั้งชิงช้า ม้าหมุนหรือกระเช้าลอยฟ้า แม้จะอยากเล่นแค่ไหนแต่เธอไม่มีเงินติดตัวสักบาทเดียว ได้แต่ยืนมองด้วยความอิจฉาเด็กคนอื่นๆ
ผู้คนในงานสวมใส่เสื้อผ้าสวยๆ ด้วยชุดใหม่ในเทศกาลปีใหม่ เธอก้มมองเสื้อผ้าขาดๆ มอซอของตัวเองแล้วหน้าเศร้า จำไม่ได้ว่าตัวเองได้รับเสื้อผ้าที่มีคนใจบุญบริจาคมาให้กี่ปีมาแล้ว เพราะเด็กน้อยสวมชุดเก่าๆ ซอมซ่อ จึงไม่มีใครอยากอุดหนุนมันเทศของเธอ รวมถึงสายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลน
เด็กน้อยพลับพลึงเดินเท้ากลับบ้านด้วยความเศร้าใจระคนหวาดกลัว เธอกลัวบิดาจะทุบตีเอา ท่านเป็นคนติดเหล้า และชอบขู่ให้เธอไปทำงานหาเงินตั้งแต่เด็ก ท้องของเธอร้องไปตลอดทางที่เดินกลับบ้าน จำได้ว่าก่อนหน้านี้ได้ไปยืนอยู่หน้าร้านขายลูกชิ้นปิ้งแต่ไม่มีเงินซื้อ จึงได้แต่กลืนน้ำลายด้วยความหิว จนโดนพ่อค้าไล่ตะเพิดออกมา หาว่าเกะกะหน้าร้าน
เท้าเล็กๆ ที่ไร้รองเท้าติดกายเจ็บปวดไปหมดเพราะโดนหนามทิ่มตำขณะย่ำเดิน เด็กหญิงเดินมาถึงบ้านก็ไม่กล้าเดินเข้าไปในบ้าน ได้ยินเสียงบิดาตั้งวงกินเหล้ากับบรรดาเพื่อนๆ ของพวกท่านอยู่ด้านในของตัวบ้าน
ภายในบ้านกำลังสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานในขณะที่เธอเต็มไปด้วยความเศร้า พลับพลึงสะดุดหกล้มระหว่างเดินเข้าไปใต้ถุนบ้าน เด็กน้อยไม่กล้าร้องเสียงดังกลัวบิดารู้ว่ากลับมาแล้ว เธอเข้าไปนั่งขดตัวอยู่ที่ซอกเล็กๆ ด้วยความหนาวเหน็บ เก็บมันเทศต้มขึ้นมาปัดเศษดินออกไปเบาๆ ก่อนจะนำมาปอกกินด้วยความหิวโหยแล้วเผลอหลับไป เด็กน้อยถูกกระชากแขนให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสาย เธอเห็นใบหน้าถมึงทึงของบิดาก็สะดุ้งสุดตัว
“ไหนเงินนางพลับพลึง”
“ไม่มีจ้ะพ่อ เมื่อคืนหนูขายมันเทศไม่ได้เลยจ้ะ”
“อะไรนะ นางลูกหน้าโง่ทำไมถึงขายไม่ได้ โกหกหรือเปล่า เอ็งอมเงินใช่ไหม”
“หนูเปล่านะจ๊ะ”
“หัดโกหกตั้งแต่เด็ก สันดานเหมือนแม่มึงไม่มีผิด โตขึ้นคงจะหนีตามผู้ชายไปเหมือนแม่มึง มานี่เลย วันนี้กูจะเอาเลือดหัวมึงออก” นายพันหยิบไม้เรียวมาถือเอาไว้ก่อนจะหวดไปที่สะโพกเล็กๆ ของบุตรสาวเต็มแรง
“โอ๊ย! โอ๊ย! โอ๊ย! พ่อจ๋า หนูเจ็บ อย่าตีหนูเลย หนูขายมันเทศไม่ได้จริงๆ นะจ๊ะ หนูไม่ได้โกหก”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปมึงไม่ต้องไปโรงเรียนอีกต่อไปแล้ว เรียนไปก็เปลืองเงิน” คนพูดยังตีไม่หยุดมือ
“พ่อจ๋า อย่าตีหนูเลย หนูเจ็บ” เด็กน้อยยกมือไหว้ปลกๆ ร้องไห้น้ำตาเปรอะเปื้อน
“ต่อจากนี้ไปมึงต้องออกมาทำงานหาเงิน”
“หนูอยากเรียนต่อ พ่อให้หนูเรียนเถอะนะจ๊ะ” เด็กน้อยเอ่ยขอร้องเสียงสั่น ร้องไห้จนน้ำตาไหลพรากอาบแก้มนวลทั้งสองข้าง ปวดแสบปวดร้อนไปหมดที่โดนไม้เรียวหวดลงมาบนสะโพกไม่ยั้งแรง
“กูไม่ให้มึงเรียนแล้ว หูแตกหรือไงวะ ไปทำงานไป” นายพันผลักร่างบุตรสาวจนหงายหลัง ไล่ให้ไปทำงาน ไล่ตีไม่ยั้งหากอีกฝ่ายดื้อ
พลับพลึงทำงานมือไม้สั่นเทา แอบคิดถึงมารดาจับใจ ตั้งแต่จำความได้เธอก็ไม่เคยเห็นหน้ามารดามาก่อน มีแต่ป้าลำไยเพื่อนของมารดาเล่าให้ฟังเท่านั้นว่ามารดาเป็นคนใจดี
“พ่อเอ็งนี่มันใจร้ายจริงๆ ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ เมื่อก่อนมันรักเอ็งมากนะ” ลำไยพูดกับเด็กน้อยที่เอ็นดูเหมือนลูกหลานเพราะท่านไม่มีครอบครัวและเคยเป็นเพื่อนจินดามารดาของพลับพลึงมาก่อน
“พ่อเคยรักหนูด้วยเหรอจ๊ะ” พลับพลึงเอ่ยถามเสียงเศร้า พลับพลึงไม่เข้าใจว่าความรักจากบิดาเป็นเช่นไร เธอไม่เคยสัมผัสสิ่งที่เรียกว่าความรักจากท่านเลย
“กินอะไรหรือยัง ป้าทำข้าวเหนียวหมูทอดเหลืออยู่อีกนิดมากินสิ” ลำไยเปลี่ยนเรื่อง นึกสงสารปนเวทนาเด็กน้อยจับใจ
“กินได้จริงๆ เหรอจ๊ะ” เด็กน้อยเอ่ยถามกลืนน้ำลายด้วยความหิว
“กินได้สิ เอ็งก็เหมือนลูกหลาน ไม่มีข้าวกินมากินบ้านป้าได้เลยไม่ต้องเกรงใจ” ลำไยตักข้าวเหนียวหมูทอดให้เด็กน้อยหน้าตามอมแมม เสื้อผ้าก็เก่าๆ ขาดๆ ถ้าเธอพอช่วยอะไรได้ก็จะช่วยเพราะสงสาร พลับพลึงยกมือไหว้ป้าลำไยก่อนจะกินข้าวเหนียวหมูทอดด้วยความหิว ลำไยเห็นแล้วเศร้าใจในชะตาชีวิตของเด็กน้อย มือคล้ำๆ ลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ
“แล้วนี่เอ็งจะไปไหนล่ะ” ลำไยเอ่ยถาม มองเด็กน้อยที่กินด้วยความหิวอย่างเอ็นดู
“ไปดายหญ้าจ้ะ มีคนจ้างหนู” ประโยคของเด็กน้อยทำให้ลำไยของขึ้น นึกโกรธไปถึงบิดาของเด็กน้อย
“พ่อเอ็งไม่ทำงานรึไง เอาแต่ใช้เอ็ง แล้วนี่ไม่ไปโรงเรียนแล้วเหรอพลับพลึง”
“พ่อไม่ให้เรียนแล้วจ้ะ” เด็กน้อยหยุดกินเพราะเริ่มกลืนไม่ลง น้ำตาซึมด้วยความเศร้า อยากเรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่บิดาไม่ให้เรียน
“ไอ้พันนี่มันยังไงกัน ลูกเต้าก็ไม่ให้เรียน บ้าบอคอแตกที่สุด” ลำไยด่ายาวเหยียดด้วยความโมโห
“หนูต้องไปทำงานแล้วนะจ๊ะป้า เดี๋ยวไปสายเขาจะจ้างคนอื่น”
“เอาขนมนี่ไปกินรองท้องนะ” ลำไยหยิบขนมกล้วยยัดใส่มือเด็กน้อย
“ขอบคุณป้ามากเลยนะจ๊ะ” พลับพลึงยกมือไหว้อย่างดีใจ ซาบซึ้งในบุญคุณของท่านเหลือล้น ลำไยมองตามร่างเล็กไปด้วยความเวทนา ท่านเองก็หาเช้ากินค่ำ ขายของได้บ้างไม่ได้บ้าง กำไรน้อยนิดอยากจะช่วยให้มากกว่านี้แต่ไม่มีปัญญาเลยช่วยเท่าที่ช่วยได้เท่านั้น
พลับพลึงคอยรับจ้างทำงานเท่าที่จะทำได้เพื่อหาเงินมาให้บิดา ผู้ใหญ่คนไหนใจดีก็จ้างเธอ แต่คนไหนเห็นว่าจะเอาเปรียบได้ก็เอาเปรียบ เด็กน้อยตัวเล็กๆ เที่ยวของานทำไปเรื่อยๆ มือน้อยๆ หยาบกร้านเพราะต้องทำงานทุกวัน แทบไม่ได้หยุดพักแม้แต่วันเดียว
เด็กน้อยแอบเดินลัดเลาะไปที่โรงเรียนด้วยเท้าเปล่าๆ มองเด็กคนอื่นๆ ที่กำลังเรียนหนังสือแล้วร้องไห้เบาๆ อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงลานโล่ง เสียงสะอื้นนั้นทำให้ครูใหญ่ที่เดินสำรวจอยู่บริเวณโรงเรียนได้ยินเข้า
“อ้าว... พลับพลึงมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ทำไม” ครูใหญ่เอ่ยถามด้วยความสงสาร เด็กในโรงเรียนนั้นมีไม่กี่คน จึงทำให้ครูใหญ่จึงจำชื่อเด็กทุกคนได้
“คือหนู...” พลับพลึงเงยหน้าขึ้นมองครูใหญ่น้ำตานอง ก่อนจะสะอื้นฮักๆ
“เป็นอะไรบอกครูมาซิ แล้วทำไมไม่มาเรียนเหมือนคนอื่นเขา” ครูใหญ่เอ่ยถามพลางลูบศีรษะไปมา พลับพลึงยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก มืออุ่นๆ นั้นทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความเมตตาปรานี
“เอาเช็ดน้ำตาซะ” ครูใหญ่สุภาพหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าส่งให้เด็กน้อย เธอรับไปซับน้ำตาที่ใบหน้าก่อนจะพูดเสียงสะอึกสะอื้น
“พ่อไม่ให้พลับพลึงเรียนหนังสืออีกแล้ว ฮึกๆ ฮือๆๆ” เด็กน้อยพูดไปร้องไห้ไป ครูใหญ่เห็นแล้วสะท้อนใจ
“เดี๋ยวครูจะไปคุยกับพ่อของเธอเอง” ครูใหญ่สุภาพมองเด็กน้อยด้วยแววตาสงสารจับใจ คิดว่าควรต้องไปคุยกันให้รู้เรื่อง
“พ่อจะตีหนูอีกไหมคะ” คนที่โดนพ่อตีบ่อยๆ เริ่มหวาดกลัว
“เดี๋ยวครูให้พูดเอง เชื่อครูสิ” ครูใหญ่ลูบศีรษะเด็กน้อยเพื่อปลอบประโลม
“จริงๆ เหรอคะ” พลับพลึงเอ่ยถาม สีหน้ามีความหวัง
“จริงสิ” น้ำเสียงปรานีเอื้อเอ็นดูของครูใหญ่ทำให้เด็กน้อยยิ้มออก
“เลิกเรียนแล้ว งั้นเดี๋ยวเราไปกันเลยนะ”
“ค่ะ” มือแสนอบอุ่นของครูใหญ่จับมือเล็กๆ พาเดินไปยังบ้านของเด็กน้อยซึ่งอยู่ห่างออกไปจากโรงเรียนหลายกิโลเมตร
ครูใหญ่สุภาพจูงมือเด็กน้อยเดินมาตามทางทุรกันดารของหมู่บ้าน พอมาถึงบ้านไม้หลังเก่าๆ โทรมๆ เขาก็เห็นว่าบิดาของเด็กน้อยกำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่บนแคร่ใต้ต้นมะขาม
“นายพัน” ครูใหญ่เอ่ยเรียกเสียงหนัก พันวางจอกเหล้ามือสั่นก่อนจะยกมือขึ้นท่วมหัว เหลือบมองบุตรสาวที่ยืนหลบอยู่ทางด้านหลังของครูใหญ่ด้วยสายตาไม่ชอบใจนัก คิดว่าบุตรสาวคงไปฟ้องอะไรครูใหญ่เป็นแน่ อีกฝ่ายเลยมาถึงบ้านเช่นนี้
“ครูใหญ่มาถึงบ้านผมมีอะไรครับ” พันถามครูใหญ่อย่างนอบน้อม
“ครูจะมาคุยเรื่องพลับพลึงหน่อย”
“นางพลับพลึงมันไปทำความเดือดร้อนอะไรให้ใครเหรอครับ นางลูกคนนี้มันต้องตีเสียให้เข็ด” นายพันทำท่าจะตรงเข้าไปทุบตีบุตรสาว แต่ครูใหญ่สุภาพรีบดึงมือเด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมไปซุกเอาไว้ทางด้านหลัง พลับพลึงกอดขาครูใหญ่แน่น หลบบิดาอย่างหวาดกลัว
“ไม่ใช่หรอกนายพัน พลับพลึงไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน” เสียงดุๆ ของครูใหญ่ทำให้นายพันหยุดกึก
“แล้วครูใหญ่มาหาผมถึงบ้านมีอะไรเหรอครับ”
“พลับพลึงควรได้เรียนหนังสือนะนายพัน ยังเด็กอยู่เลยจะให้ออกมาทำงานงกๆ ได้ยังไงกัน”
“ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะครับ หัดให้มันทำมาหากินตั้งแต่ตอนนี้โตขึ้นจะได้เลี้ยงตัวเองได้ ไม่เป็นภาระคนอื่น” เหตุผลของนายพันทำให้ครูใหญ่ถอนใจแรงๆ
“เป็นเด็กก็ควรเรียนหนังสือ จะทำงานก็ทำได้แต่นอกเหนือจากเวลาเรียน นายพันเป็นพ่อก็ควรส่งเสียเลี้ยงดูลูก มันเป็นหน้าที่ที่พ่อควรทำ ไม่ส่งลูกเข้าโรงเรียนรู้ไหมว่าผิดกฎหมายนะ” คำขู่ของครูใหญ่ทำให้พันชะงัก
“ถ้ามันอยากเรียนก็ได้ครับ แต่มันก็ต้องทำงานด้วย บ้านผมยากจนออกอย่างนี้ ข้าวสารกรอกหม้อแทบไม่มี จะให้ส่งมันเรียนผมก็ไม่มีปัญญาหรอกครับ”
“ก็ถ้าเลิกกินเหล้าหรือกินเหล้าให้น้อยลงก็คงมีเงินมากกว่านี้” ครูใหญ่ตอกกลับ พันไม่กล้าเถียงอะไรมากเพราะเกรงบารมีครูใหญ่อยู่มาก
“เดี๋ยวครูจะช่วยเรื่องจัดหาทุนการศึกษาให้พลับพลึงเอง พลับพลึงเป็นเด็กหัวดีเรียนเก่ง ฟังแบบนี้แล้วนายพันจะว่ายังไงล่ะ” ครูใหญ่วกกลับมาเรื่องเรียนของเด็กน้อยอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอขอบคุณครูใหญ่มากครับ” นายพันยกมือขึ้นไหว้ พอรู้ว่าบุตรสาวจะได้ทุนการศึกษาก็หูผึ่งในทันที
“งั้นฉันกลับก่อนนะ พรุ่งนี้ให้พลับพลึงไปเรียนด้วยล่ะ” ครูใหญ่กำชับนายพันเป็นมั่นเหมาะ
“ได้ครับ มันอยากไปเรียนก็ให้มันไปเรียนสิครับ ถ้าได้ทุนการศึกษาก็ดีไม่ต้องเป็นภาระผม” พันรีบเออออห่อหมกเดินไปส่งครูใหญ่ก่อนจะหันมาทำตาเขียวใส่บุตรสาว
“มึงฟ้องครูใหญ่ใช่ไหมว่ากูไม่ให้ไปโรงเรียน” เสียงของบิดาทำให้เด็กน้อยสะดุ้งตัวสั่นเทา
“หนูเปล่านะจ๊ะ”
“มึงไม่ทำงานแล้วจะเอาอะไรกิน” พันตะคอกบุตรสาวเสียงดัง
“หนูจะทำงานหลังเลิกเรียนนะจ๊ะพ่อ”
“ให้มันแน่ จริงๆ ก็ไม่รู้จะเรียนไปทำไม เสียเงินเสียทองเปล่าๆ นี่ถ้าครูใหญ่ไม่บอกว่าให้ทุนการศึกษามึง กูก็ไม่ให้มึงเรียนหรอก ไปให้พ้นหน้ากูเลยไป เห็นแล้วรำคาญจริงเชียว” ได้ยินเสียงตวาดเช่นนั้นเด็กน้อยจึงรีบหนีขึ้นบ้านในทันที
ร่างเล็กๆ ผอมบางเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ผุพัง เธอหยิบชุดนักเรียนเก่าๆ สีซีดออกมา เสื้อนักเรียนมีคราบเหลืองๆ เพราะผ่านการใช้งานมานานหลายปี เด็กน้อยจำได้ว่ามีคนบริจาคมาให้เมื่อหลายปีก่อน แม้เสื้อนักเรียนจะตัวใหญ่มากใส่แล้วดูตลกจนโดนเพื่อนล้อ แต่เธอก็ยังมีความสุขที่ได้ใส่มันไปโรงเรียนทุกวัน กระโปรงนั้นขาดมีรอยปะ เย็บเบี้ยวๆ เยๆ จากฝีมือของตัวเอง มันเก่าจนซีดและยับย่นเพราะที่บ้านไม่มีเตารีด พอซักผึ่งจนแห้ง เธอก็สะบัดไปมา ก่อนนำมาสวมใส่ไปเรียน
เด็กน้อยพลับพลึงกอดชุดนักเรียนแนบอกด้วยความรัก เธอมีชุดนักเรียนแค่ชุดเดียวและรองเท้านักเรียนขาดๆ อีกหนึ่งคู่ มือเล็กๆ หยาบกร้านลูบเสื้อผ้าไปมาแล้วอมยิ้มตามประสาเด็ก ก่อนจะเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้อย่างทะนุถนอม
เธอเดินเข้าไปในครัวด้วยความหิว วันนี้ไม่มีกับข้าวแต่มีข้าวสารอยู่นิดหน่อยจึงจัดการก่อไฟกับไม้ฟื้นเพื่อต้มข้าวต้ม เสียงบิดาที่เมามายขึ้นมานอนโวยวายอยู่บนพื้นบ้านเก่าๆ ผุๆ แว่วเข้ามากระทบหู
“นางแพศยา นางกากี มึงมันร่าน นางดอกทอง หนีตามชู้ไป ทิ้งกูกับลูกไป นางวันทองสองใจ มึงต้องไม่ตายดี” พันด่าทอภรรยาที่หนีหายไปไม่หยุดปาก ก่อนจะเงียบเสียงแล้วหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เรียกหาบุตรสาว
“นางพลับพลึง มึงอยู่ไหนวะ ทำไมไม่มาดูแลกู อย่าให้เห็นนะว่ามึงแอบไปกินอะไรอร่อยๆ แล้วปล่อยให้กูอดนะ กูจะตีมึงให้หลังลายเลยคอยดู” คนเมาร้องโหวกเหวกโวยวายเสียงดังลั่นบ้าน เด็กน้อยตัวเล็กผอมบางเดินไปทรุดนั่งลงข้างๆ บิดาก่อนจะใช้ช้อนตักข้าวต้มร้อนๆ ขึ้นมาเป่าเบาๆ
“พ่อกินข้าวนะจ๊ะ” คนได้ยินก็อ้าปากรับข้าวเข้าปาก กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั่วบริเวณแต่เด็กน้อยชินเสียแล้ว
พลับพลึงป้อนข้าวบิดาจนหมดก่อนจะเดินไปล้างชามตรงนอกชานเก่าๆ ที่ทำจากไม้ไผ่ เธอมองข้าวต้มที่เหลืออยู่ก้นหม้อจึงตักมากินแก้หิวเนื่องจากรู้สึกแสบท้อง
เด็กน้อยเดินไปหยิบผ้าห่มผืนเก่าที่มีคนบริจาคมาห่มให้บิดาก่อนจะนำมุ้งมากางให้ เธอต่อเก้าอี้ขึ้นไปแขวนมุ้งกับตัวบ้าน แล้วตัวเองก็ไปนอนขดอยู่อีกด้านหนึ่งของมุ้งที่กางให้บิดาเพราะมีมุ้งแค่หลังเดียว
เสียงไก่ขันในตอนย่ำรุ่งปลุกให้พลับพลึงลุกขึ้นมาจากที่นอน เธอปรือตาขึ้นแล้วรีบลอดมุ้งออกมาเพื่ออาบน้ำอาบท่าเตรียมจะไปโรงเรียน บิดายังไม่ตื่น เด็กน้อยจึงรีบไปขุดเผือกกับมันมาต้มและใส่จานสังกะสีเก่าๆ ทิ้งเอาไว้ให้ท่าน คิดตื่นมาท่านอาจจะหิว
เด็กน้อยรีบสวมใส่ชุดนักเรียนเก่าๆ ของตัวเองและวิ่งลงบันไดบ้านไปอย่างลิงโลด รอยยิ้มสดใสของเด็กน้อยกลับมาอีกครั้งเมื่อจะได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนอีกครั้ง มือน้อยๆ กอดตำราเรียนเก่าๆ และสมุดแจกฟรีที่ทางโรงเรียนแจกให้เอาไว้แน่น เธอไม่มีกระเป๋าสวยๆ เหมือนคนอื่นแต่ขอให้ได้เรียนก็ดีใจแล้ว พลับพลึงวิ่งมาถึงโรงเรียนตอนเข้าแถวเตรียมตัวเคารพธงชาติพอดิบพอดี เด็กน้อยวิ่งกระหืดกระหอบมาต่อท้ายแถว เธอตัวเล็กที่สุดเลยไม่ค่อยมีใครมองเห็น พลับพลึงร้องเพลงชาติอย่างมีความสุข เดินเขาห้องเรียนด้วยรอยยิ้ม เพื่อนๆ ที่โรงเรียนคุยกันอย่างสนุกสนาน ชีวิตการเป็นนักเรียนทำให้พลับพลึงรู้สึกมีความสุขเพราะเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งที่ไม่ใช่ที่บ้านและมีบิดาคอยเฆี่ยนตี
พอพักกลางวันก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน พลับพลึงเข้าไปยืนต่อแถวจากเด็กคนอื่นๆ ด้วยรอยยิ้มยินดี เด็กน้อยมองแกงผักบุ้งใส่ปลากระป๋องแล้วกลืนน้ำลายด้วยความหิว การมาโรงเรียนทำให้เด็กน้อยไม่ต้องอดข้าว
พลับพลึงมองถาดอาหารตรงหน้าขณะวิ่งตามเพื่อนๆ ไปนั่งลงกินอย่างมีความสุข เธอตักกินอย่างเอร็ดร่อยน้ำตาไหลเพราะสุขจนไม่อยากกลับบ้าน
หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ คุณครูจะให้ไปยืนเข้าแถว พลับพลึงตัวเล็กที่สุดแต่เธอก็ไปยืนอยู่ท้ายแถว ถุงเท้าที่ใช้งานมานานหลายปีแทบไม่เกาะเท้า แถมยังขาดจนเห็นนิ้วเท้าเล็กๆ โผล่ออกมา กระโปรงตัวเก่าและเสื้อนักเรียนสีเหลืองเก่าๆ ทำให้ครูใหญ่สุภาพหยุดมองเด็กน้อยอย่างเวทนา
“เด็กๆ แปรงฟันกันนะจ๊ะ” ทุกวันคุณครูจะให้แปรงฟันก่อนเข้าห้องเรียน หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จและเด็กๆ ได้วิ่งกันจนหมดเวลาพักแล้ว
แปรงสีฟันอันเล็กๆ เก่าๆ ที่ครูสมศรีเคยซื้อให้ก่อนย้ายไปสอนที่อื่นถูกหยิบมาพร้อมแก้วน้ำพลาสติกเก่าๆ เด็กน้อยไปยืนเข้าแถวแปรงฟันใกล้ๆ กับเพื่อนคนอื่นๆ มองแปรงสีฟันอันใหม่และแก้วน้ำสีสวยของเพื่อนร่วมชั้นอย่างอิจฉานิดๆ เธอพยายามทำตัวกลมกลืนกับคนอื่น แม้หลายครั้งจะโดนเพื่อนๆ ดูถูกก็ตามที
หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้วคุณครูก็ให้นักเรียนท่องสูตรคูณ พลับพลึงท่องอย่างแข่งขันเพราะเธอค่อนข้างเป็นเด็กหัวดี พอตกเย็นก็เข้าแถวเดินกลับบ้านตามนักเรียนคนอื่นๆ ไป บ้านของเธออยู่หลังสุดท้ายของหมู่บ้านจึงต้องเดินเท้านานกว่าเด็กๆ คนอื่น
พอถึงบ้านเด็กน้อยก็รีบซักชุดนักเรียนของตัวเองเพื่อวันพรุ่งจะได้ใส่อีก บ้านของเธอมีลมโกรกเพราะไม่ไกลกันนักมีทะเล ลมตอนกลางคืนทำให้เสื้อผ้าของเด็กน้อยแห้งหมาดๆ พอใส่ไปโรงเรียนก็แห้งไปเอง
พลับพลึงบิดชุดนักเรียนและถุงเท้าของตัวเองแรงๆ แล้วสะบัดเพื่อให้แห้งมากที่สุดก่อนตากเอาไว้ เธอรีบกวาดบ้านถูบ้านและหุงหาอาหาร วันนี้ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ จึงรีบพาจอบวิ่งไปขุดมันสำปะหลังตรงชายป่า เพื่อเอามาต้มเป็นอาหารเย็น บิดาไม่อยู่เธอจึงไม่ได้ยินเสียงบ่น รู้ว่าท่านออกไปสังสรรค์ดื่มเหล้ากับเพื่อนๆ อีกเช่นเคย
พลับพลึงจึงรีบปอกเหลือกมันสำปะหลัง ก่อนจะจัดการนำไปล้างแล้วก่อไฟ เธอใช้มือเล็กๆ ปาดเหงื่อจนใบหน้ามอมแมมไปหมด มองมันที่ถูกต้มอยู่ในหม้อเก่าๆ ก้นดำๆ ด้วยความหิว
เด็กน้อยนั่งกินมันสำปะหลังต้มอย่างเดียวดาย มองบันไดบ้านก็ไม่เห็นบิดาแม้แต่เงา นั่งตบยุงเหงาๆ อยู่คนเดียว ไม่นานบิดาก็เดินเซๆ ขึ้นบ้านมาด้วยความเมา แต่เผลอสะดุดบันไดบ้านจนหน้าฟาดไปกับพื้นไม้
“โอ๊ย!”
“พ่อ”
“ทำไมมึงไม่มาพยุงกู” คนเมาร้องเสียงหลงเลือดไหลกบปาก ด่าทอสาดเสียเทเสีย เด็กน้อยหน้าเสียรีบไปประคองร่างหนักๆ นั้นขึ้นบ้าน พาไปนอนที่กลางบ้านก่อนจะช่วยเช็ดเลือดให้คนเมาโวยวายก่อนจะหลับไปทั้งอย่างนั้น
พลับพลึงวิ่งไปหาผ้ามาเช็ดหน้าและเนื้อตัวให้บิดา ก่อนจะรีบกางมุ้งให้เพราะกลัวยุงกัด พอจัดการกับบิดาเรียบร้อยแล้วจึงไปนั่งกลางบ้านเพื่อทำการบ้านที่คุณครูสั่ง ดินสอที่ใช้อยู่มันสั้นมาก พอเผลอกดเพราะต้องคัดลายมือส่งคุณครูมันเลยหัก
“หักซะแล้ว” เธอมองอย่างเสียดายก่อนจะไปหามีดมาเหลา แต่พอเหลามันก็หักอีก
“ไม่มีดินสอจะทำยังไงดี พรุ่งนี้ไปโรงเรียนต้องโดนครูตีแน่ๆ เลย” เด็กน้อยขบคิดให้วุ่น รีบไปหาถ่านดำๆ มาเหลาให้เป็นแท่งก่อนจะเริ่มคัดลายมือในสมุดแจกฟรีที่เคยได้มาจากโรงเรียน
“เสร็จแล้ว” เด็กน้อยมองลายมือของตัวเองแล้วอมยิ้ม ก่อนจะรีบเก็บหนังสือและสมุดอีกมุมหนึ่งของบ้านและมุดมุ้งเข้าไปนอนกับบิดา
พลับพลึงตื่นตั้งแต่ไก่โห่มากวาดบ้านถูบ้านและทำอาหารเช้าให้บิดา นั่นคือมันต้มอีกเช่นเคย วันนี้เป็นวันศุกร์ คิดว่าวันเสาร์และวันอาทิตย์นี้จะไปรับจ้างทำงานเพื่อหาเงินมาซื้อข้าวสาร
พลับพลึงไปถึงโรงเรียนก็ทำเวรประจำวัน เธอกวาดห้องจนเรียบร้อยพร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆ ก่อนจะรีบวิ่งไปเข้าแถวเคารพธงชาติ
“หนูใช้อะไรคัดลายมือคะ” ครูศรีสุภางค์เอ่ยถาม มองสมุดของนักเรียนตัวน้อยแล้วขมวดคิ้วเข้าหากัน แม้ลายมือจะสวยแต่เหมือนไม่ได้ใช้ดินสอคัดลายมือ
“หนูใช้ถ่านเพราะไม่มีดินสอค่ะ เหลาแล้วมันหักสั้นมากจนเขียนไม่ได้” เด็กน้อยตอบเสียงเศร้า ก่อนจะรีบวิ่งไปคว้าดินสอแท่งเล็กๆ สั้นกุดมาให้คุณครูดู
“โธ่...” คุณครูวัยกลางคนครางเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กน้อยแล้วเปิดลิ้นชักหยิบดินสอแท่งสีน้ำตาลอ่อนด้านบนมียางลบส่งให้ลูกศิษย์ตัวน้อย
“ครูให้จ้ะ”
“ให้หนูจริงๆ เหรอคะ”
“จ้ะ”
“ขอบคุณค่ะคุณครู” เด็กน้อยยกมือไหว้อย่างดีใจ
“ถึงคัดลายมือโดยใช้ถ่านหนูก็คัดลายมือสวยมากเลยนะรู้ไหม ช่างคิดแล้วก็ฉลาดด้วย” ครูศรีสุภางค์เอ่ยชม พอครูชมเด็กน้อยก็ยิ้มกว้างแทบจะทันที
พลับพลึงตั้งใจเรียน ตั้งใจฟังครูสอน เวลาพักกลางวันเป็นเวลาที่เด็กน้อยมีความสุขที่สุด วันนี้มีปลาทูทอดเป็นอาหารกลางวัน เด็กน้อยกลืนน้ำลายด้วยความหิวเมื่อได้กลิ่นของมันลอยเข้ามาปะทะจมูก
...น่ากินจัง...
เธอไม่เคยได้กินปลาเลยเพราะมันแพงมาก มาโรงเรียนแบบนี้ได้กินปลาเป็นอาหารกลางวันก็ดีใจจนน้ำตาไหล เด็กน้อยแอบแบ่งปลาครึ่งหนึ่งใส่ใบตองที่นำติดตัวมาจากบ้านห่อเอาไว้เพื่อเอากลับไปให้บิดากินในตอนเย็น
“ไปเล่นหมากเก็บกัน” เพื่อนๆ ชวนกันไปเล่นหมากเก็บ โดยใช้ลูกหินลูกกลมๆ กับลูกแก้วเป็นอุปกรณ์ พอเล่นหมากเก็บจนเบื่อก็ไปเล่นกระโดดยาง ถ้าวันไหนมีวิชาพละก็จะไปเล่นงูกินหางบ้าง วิ่งแข่งบ้าง มอญซ่อนผ้าบ้าง
“ว้าย! ทำอะไรน่ะ” พลับพลึงร้องขึ้นเมื่อโดนเด็กผู้ชายในโรงเรียนเปิดกระโปรง
“ทำอะไร ไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย ยายพลับพลึงใส่กางเกงในขาด แบร่ๆๆ” เด็กผู้ชายในโรงเรียนแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ พลับพลึงรู้สึกอับอายเมื่อหลายคนเริ่มหัวเราะเยาะและล้อเลียน
“ใส่กางเกงในขาด สีอะไรนะ” ทิดเป็นคนทำท่าทางล้อเลียน
“สีแดง” เพื่อนๆ เอ่ยล้อประสานเสียงกัน
“อย่าพูดนะ” พลับพลึงรีบห้ามด้วยความอาย พวกเด็กผู้ชายก็วิ่งหนีเอ่ยล้อไม่หยุด พลับพลึงปล่อยโฮออกมาก่อนจะวิ่งไปนั่งหลบร้องไห้อยู่หลังห้องเรียน
“พลับพลึงเป็นอะไรลูก” ครูศรีสุภางค์เอ่ยถามเด็กน้อย
“พวกนายทิดแกล้งหนูค่ะ ฮึกๆ ฮือๆๆ” เด็กน้อยตอบเสียงสะอื้น
“ตายแล้ว แกล้งคนอื่นแบบนี้ได้ไงกัน” ครูศรีสุภางค์ให้ไปตามพวกของเด็กชายทิดมา ก่อนจะว่ากล่าวตักเตือนและอบรมสั่งสอน
“เป็นผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษรู้ไหม ขอโทษเพื่อนเดี๋ยวน้เลย” คุณครูวัยกลางคนทำหน้าขึงขัง ทำให้พวกของเด็กชายทิดต้องขอโทษพลับพลึงเพราะกลัวจะโดนครูตี
“ทีหลังอย่าให้ครูรู้ว่าแกล้งเพื่อนอีกนะ ไม่เช่นนั้นครูจะตีให้หนักเลย”
“ครับ” พวกของเด็กชายทิดรับคำเสียงหงอในทันที เย็นวันนั้นพอกลับบ้าน เธอก็เลยโดนแกล้งอีกรอบ พลับพลึงโดนพวกของทิดลากไปยังสระบัวที่อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน
“จะทำอะไรน่ะ ปล่อยเราเดี๋ยวนี้นะ” เด็กน้อยดิ้นหนีแต่สู้แรงพวกเด็กผู้ชายจอมเกเรไม่ไหว
“ขี้ฟ้องดีนัก แบบนี้ต้องสั่งสอน พวกเราโดนครูศรีดุเลยเห็นไหม”
“อย่านะ อย่า ว้าย!”
ตู้ม!!! เสียงตู้มที่ดังขึ้นคือเสียงของพลับพลึงที่ตกลงไปในน้ำ
“ชะ.. ช่วยด้วย ช่วยด้วยฉันว่ายน้ำไม่เป็น”
“ว่ายขึ้นมาเองเถอะ อย่ามาโกหกเลยว่าว่ายน้ำไม่เป็น อยากให้พวกเราตัวเปียกกระโดดลงไปช่วยน่ะสิ” ทิดกอดอกสีหน้าชั่วร้าย
“ฉันว่ายน้ำไม่เป็นจริงๆ นะ แคกๆๆ” พลับพลึงสำลักน้ำรีบตะเกียกตะกายอย่างหวาดกลัว
“เฮ้ย! ไอ้ทิด นางพลับพลึงมันว่ายน้ำไม่เป็นจริงๆ นะโว้ย มึงกระโดดลงไปช่วยมันเร็ว เดี๋ยวมันก็จมน้ำตายหรอก”
“มึงลงไปช่วยมันสิ” ทิดไม่ยอมลงไปช่วย
“ไม่เอา บึงบัวนี้น่ากลัวจะตายไป เขาว่าผีดุ ใครตกลงไปตายทุกราย” พอไอ้ธรรมพูดแบบนั้น ไอ้ทิดกับเพื่อนอีกคนก็เริ่มกลัวไม่มีใครกล้ากระโดดลงไปช่วยเลยสักคนแต่กลับวิ่งหนีหายกันไปหมด พลับพลึงตะกายร่างสำลักน้อยด้วยความทรมาน ก่อนที่เธอจะจมดิ่งลงไปก้นสระ ร่างของใครคนหนึ่งก็กระโดดลงมาช่วยเหลือ
“เป็นยังไงบ้าง” เหมราช... เด็กชายวัยสิบเจ็ดร้องถาม เขาตบแก้มเด็กน้อยไปมา หลังจากผายปอดเรียบร้อยแล้ว ไม่นานพลับพลึงก็กะพริบตาฟื้นคืนสติอีกครั้ง
“ฟื้นแล้วครับน้าสน” เหมราชหันไปพูดกับคนขับรถอย่างดีใจ
“หนูตายแล้วเหรอคะ พี่เป็นคนมารับหนูไปสวรรค์เหรอจ๊ะ”
“เพ้อใหญ่แล้ว พี่ไม่ใช่ยมทูตนะครับ เราน่ะจมน้ำพี่เลยช่วยขึ้นมาจากสระ” เหมราชยิ้มเอ็นดูให้เด็กน้อย
“ขอบคุณค่ะ” พลับพลึงยกมือไหว้ปลกๆ เหมราชยิ้มอย่างเอ็นดู โยกศีรษะของเด็กน้อยไปมาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“รู้สึกยังไงบ้าง” เด็กหนุ่มเอ่ยถามอาการเด็กหญิงตัวน้อยรูปร่างผอมบาง
“ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ” เธอส่ายหน้าไปมา เนื้อตัวเปียกปอนไปหมด เหมราชมองร่างเล็กจ้อยที่อยู่ในชุดนักเรียนเก่าๆ แล้วนึกเวทนาไม่น้อย
เด็กน้อยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงนักเขียนเก่าๆ ของตัวเองก่อนจะดึงห่ออะไรบางอย่างออกมา
“อะไรครับ” เหมราชเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ปลาทอดที่โรงเรียนน่ะค่ะ หนูจะเอากลับไปให้พ่อกินเย็นนี้ มันเปียกหมดแล้ว” เธอคลี่ห่อปลาทูทอดเละๆ เปียกน้ำแล้วถอนใจหนักหน่วงสีหน้าเศร้าสร้อย
“งั้นเอาขนมพี่ไปกินก่อนไหม” เขาดึงเด็กน้อยให้ลุกขึ้นพาเดินไปที่รถ มองถุงเท้าเก่าๆ ที่ยับย่นไม่มียางรัดข้อเท้าและรองเท้านักเรียนเก่าๆ นั้นอย่างสงสาร
“ว้าว... ขนมน่ากินจังเลยค่ะ” พลับพลึงยกมือไหว้รับมาด้วยความดีใจ มีขนมหลายอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
“บ้านอยู่ตรงไหนครับ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” เหมราชยิ้มให้เด็กน้อยอย่างใจดี
“อยู่ท้ายหมู่บ้านค่ะ” เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เหมราชหันไปคุยกับนายสนสั่งให้อีกฝ่ายพาเด็กน้อยไปส่งบ้าน
เหมราชเป็นลูกชายคนเดียวของกำนันเหิมและคุณนายจำปา ตอนเด็กๆ มารดาส่งไปอยู่กับคุณยายที่กรุงเทพฯ นานๆ เขาถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักที
เมื่อนายสนขับรถมาส่งที่บ้าน พลับพลึงจึงรีบกุลีกุจอไปเอาน้ำฝนโรยดอกมะลิมาให้พี่ชายใจดีในทันที เหมราชมองสภาพบ้านเก่าๆ ของเด็กน้อยอย่างเวทนา มันเก่าและโทรมแทบจะพังอยู่รอมร่อ คอกไก่ที่บ้านบิดาของเขายังดูดีกว่าอีก
“หนูขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ ต้องรีบซักชุดนักเรียนตาก จะได้แห้งไวๆ วันจันทร์จะได้ใส่ไปเรียน” บางทีมีฝนตก เธอก็ต้องใส่ชุดเปียกๆ ไปเรียน