‘บราลี คุณนายจิตราเลือกคุณให้ทำหน้าที่บอดี้การ์ดส่วนตัวเธอ และนี่งานแรกของคุณ’ ชายหนุ่มใหญ่หน้าตาธรรมดาๆ ยื่นแฟ้มเอกสารในมือให้บราลี
‘คืองานประมูลมงกุฎทองคำของกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอินทรานคร เตรียมตัวไว้ให้พร้อมนะ’
‘อินทรานครล่มสลายไปกว่าพันปีแล้ว ยังเหลือของไว้ให้แย่งกันอีกหรือคะ หัวหน้า’ บราลีทำหน้างุนงงยามเงยหน้าละสายตาจากรายละเอียดของงานที่ต้องทำ และรายละเอียดบางส่วนของงานราตรีการกุศล ซึ่งให้ความสำคัญที่การประมูลมงกุฎชิ้นเอก
‘เขาเรียกประมูล ใครเรียกแย่งล่ะ คุณก็’ หัวหน้าแย้งน้ำเสียงระอา
‘มงกุฎของเจ้าครองเมืองพระองค์สุดท้าย วิรุฬหิตจอมทรราช…จอมทรราช? หรือพิมพ์ผิดหัวหน้า เขาจะบอกว่าเป็น จอมราชัน จอมคน หรือจอมกษัตริย์ หรือเปล่าคะนี่?’ บราลีชี้ตรงคำว่า ‘จอมทรราช’ ให้หัวหน้าดู
หนุ่มใหญ่หน้าตาธรรมดาซึ่งวางสีหน้าราบเรียบเริ่มคลี่ยิ้ม ส่ายหน้าช้าๆ ‘ถูกทุกอย่าง คุณอย่าบอกนะว่าไม่เคยทราบประวัติของเมืองนี้’
บราลีเอามือป้องปากพูดเสียงเบาหวิว ทั้งๆ ที่อยู่ตามลำพังกับหัวหน้างานในห้องของเขา ‘คุ้นๆ ว่ามีเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ แต่…หนูลืม’
หัวหน้างานส่ายหน้าระอากับท่าทีของบราลีแล้วขยายความ ‘วิรุฬหิตได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์หนุ่ม ที่ปกครองอินทรานครองค์สุดท้าย ก่อนล่มสลายเพราะผู้คนทนความเหี้ยมโหดของพระองค์ไม่ไหว’
‘ทรราชของจริง! แล้วไอ้มงกุฎที่จะไปประมูลนั่นก็ของทรราช ของคนชั่ว คนโหด โอ!..แล้วจะไปแย่งกันทำไม? เจ้าของชั่วของมันก็เป็นอัปมงคลสิ หัวหน้า’ บราลีคิดแล้วสยดสยองจนทำหน้ายุ่งออกมา
‘ถึงประวัติเจ้าของจะไม่ดี แต่ทองโบราณของโบราณแบบนี้ ใครๆ ก็อยากได้ไปประดับบารมี’ หัวหน้าของเธอแย้ง แต่เธอก็ยังบ่นพึมพำไม่เห็นด้วย
‘เอาไปก็เป็นกาลกิณีเปล่าๆ’
แล้วคำที่เธอเคยว่าก็เป็นจริง งานประมูลมงกุฎทองคำองค์นั้น เปลี่ยนจากงานราตรีการกุศลกลายเป็นงานอัปมงคล มีคนตายมากมายตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดประมูล หรือจะเป็นอาถรรพณ์ของมงกุฎจอมทรราช ที่ว่ากันว่ากระหายเลือดอยู่ตลอดเวลา?
บราลีพาร่างกายอ่อนล้าและดวงตาที่แดงก่ำออกมาจากบริษัทหลังเหตุการณ์วันวิปโยคผ่านไปหนึ่งวัน บุคคลที่เธออารักขาตายสนิทหลังถูกกระสุนเจาะเข้าเต็มกลางหลังเมื่อวิ่งมาหาหวังให้เธอช่วยคุ้มครองตามหน้าที่ เพื่อนในบริษัทตายไปสองคน บาดเจ็บห้าคน ส่วนคนอื่นๆ บราลีไม่รับทราบเพราะเป็นคนละส่วน แต่รู้ว่าทั้งคนในงานและพวกเข้าปล้นตายมากกว่ายี่สิบชีวิต
นับว่าเป็นการปล้นกลางกรุงที่อุกอาจร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่มงกุฎเจ้ากรรมยังคงอยู่รอดปลอดภัย คณะกรรมการจัดงานอันเชิญไปเก็บไว้ในตู้เซฟที่ธนาคารเช่นเดิม รอวันที่จะนำออกมาประมูลอีกครั้ง ส่วนตัวเธอถูกไล่ออก อีกทั้งอาจถูกดำเนินคดีเมื่อญาติของคุณนายจิตราผู้ตายกล่าวหาว่าเธอบกพร่องในหน้าที่ อาจจะต้องติดคุกและเสียค่าปรับจำนวนมหาศาล
หญิงสาวนั่งแท็กซี่กลับบ้านด้วยดวงใจแห้งผาก เหมือนต้นไม้ขาดน้ำหล่อเลี้ยงรอวันเหี่ยวเฉา เมื่อคิดถึงปัญหาที่จะตามมามากมาย
“ซอยนี้ทำไมวันนี้คนพลุกพล่านจัง” โชเฟอร์แท็กซี่เปรย เมื่อเห็นผู้คนสองข้างทางทั้งจับกลุ่มพูดคุย ทั้งเดินสวนไปมาให้ขวักไขว่
บราลีนั่งนิ่งปลดปล่อยใจโดยไม่ได้ยินเสียงอันใด แต่ครั้นรถมาหยุดตรงที่เธอบอกไว้ หญิงสาวแทบกระโดดทะลุกระจกออกไปในทันที เมื่อสถานที่ที่เคยมีบ้านสองชั้นของครอบครัววันนี้ว่างเปล่าเหลือเพียงตอตะโก กับซากปรักหักพังที่มีควันสีเทาจางพวยพุ่งอยู่เป็นสาย
“ไฟไหม้บ้าน!”บราลีทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง ก่อนเริ่มตั้งสติมองหาสมาชิกในครอบครัวที่อาจรอเธออยู่แถวนี้ ปะปนกับผู้คนมากมายที่ยังยืนมองผลของความพิโรธแห่งเปลวเพลิง
“น้าๆ เห็นพ่อกับแม่หนูไหม” บราลีตรงเข้าจับแขนเพื่อนบ้าน เขย่าแรงๆ เพื่อซักถาม
“อยู่โรงพยาบาล รีบตามไปสิ”
เพียงยี่สิบนาทีบราลีก็มาถึงโรงพยาบาลที่ได้รับการบอกกล่าว ว่าบิดาซึ่งโรคหัวใจกำเริบเพราะตกใจสุดขีดกับมารดาที่ถูกไฟลวกผิวหนังบางส่วนมาพักรักษาตัวอยู่ หญิงสาวเข้าไปพบแพทย์เจ้าของไข้ทันทีเพราะตอนนี้พ่อของเธออยู่ในห้องไอซียู ส่วนมารดาอยู่ในห้องปลอดเชื้อ
“หมอแนะนำให้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ครับ”
คำของหมอยังก้อง วิธีการรักษาพ่อมีเพียงผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเท่านั้น แล้วจะเอาเงินจำนวนนั้นมาจากไหน ทรัพย์สินทุกอย่างมอดไหม้ไปในกองเพลิง ตัวเธอก็อยู่ในสภาพตกงานและอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายจ้างอีกต่างหาก ส่วนมารดาหมอก็บอกว่าต้องพักรักษาในห้องปลอดเชื้ออีกนาน อาจนานเป็นเดือนเลยทีเดียว แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเป็นค่ารักษาบุพการีทั้งสอง
ยามสับสนจนมุมในความคิด แสงหนึ่งก็ฉายวาบทำให้เธอเกิดความหวังขึ้นมาทันที หญิงสาวรีบมุ่งหน้าไปหาคนที่คิดว่าต้องช่วยเธอได้แน่ๆ คนที่พร่ำบอกว่ารักและห่วงหาเธอตลอดเวลา ชายหนุ่มที่วนเวียนชิดใกล้ออดอ้อนด้วยคำแสนหวาน
บราลีพารอยยิ้มแห่งความหวังมาหยุดยืนหน้าห้องพักของแฟนหนุ่ม พร้อมไขกุญแจเข้าไปเอง เพราะเขาเคยมอบไว้และเอ่ยอนุญาตให้เธอมานั่งเล่น นอนเล่นหรือจะนอนค้างกับเขาก็ยินดี ทว่าเธอไม่เคยที่จะประพฤติตัวเช่นนั้นเลยสักครั้ง ทันทีที่บานประตูเปิดออก สภาพข้างในบ่งบอกว่าเจ้าของห้องไม่ได้ไปไหน เพราะรองเท้าถอดวางไว้เป็นระเบียบและอยู่ครบ เครื่องปรับอากาศหรือก็เปิดเสียเย็นฉ่ำ เครื่องรับโทรทัศน์ยังเปิดทิ้งไว้กลางห้องรับแขกส่งเสียงแข่งกับเสียงหึ่งๆ ของเครื่องปรับอากาศ แต่บราลีไม่เห็นเจ้าของห้อง บราลียิ้มน้อยๆ แล้วย่องไปที่ห้องนอนตั้งใจจะทำให้เขาตกใจเล่น ก่อนผลักประตูเข้าไป
“จ้ะ..เอ๋...”
ภาพที่เห็นทำให้เธอตกใจเสียเอง เมื่อแฟนหนุ่มรีบผละออกจากร่างชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนที่กำลังนอนคว่ำอยู่บนเตียง ทั้งคู่อยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ผิวหนังประดับไปด้วยประกายเหงื่อมันวาว ลมหายใจของทั้งคู่ยังกระชั้นถี่ แม้มีสีหน้าตระหนกตกใจยามมีบุคคลที่สามเข้ามาในช่วงที่กำลังเสพสุขกัน แต่ทั้งสองไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ทำเพียงดึงผ้ามาพันกายกันอุจาดเท่านั้นเอง
“ขอโทษค่ะ” มีเพียงถ้อยคำสั้นๆ ที่ลอดออกมาจากปากอวบอิ่มที่เม้มเข้าหากันของบราลี ก่อนดึงบานประตูปิดลงให้ทั้งคู่อีกครั้ง พร้อมเดินอย่างอ่อนแรงกลับออกไปจากห้องพัก แต่มิวายก้มลงมองรองเท้าที่วางไว้เป็นระเบียบมีคู่หนึ่งแปลกปลอมมา แต่ตอนที่เข้ามาเธอไม่สนใจเพราะเห็นว่าเป็นรองเท้าผู้ชาย
รองเท้าผู้ชาย!
กลางสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา หญิงสาวคนเดิมที่กำลังเผชิญความสูญเสียมากมายจนจิตใจเกินจะทานไหว พ่อป่วยอาการหนัก แม่ก็ต้องรักษานาน บ้านที่พักอาศัยถูกไฟไหม้ ถูกไล่ออกจากงานและซ้ำร้ายแฟนหนุ่มที่หวังจะพึ่งพิงในยามยากก็สวมเขาที่แสนอัปลักษณ์ให้เธอเสียนี่
‘แฟนฉันเป็นเกย์หรือนี่? ทำไมคบกันมาตั้งนานฉันถึงไม่ระแคะระคายหรือระแวงระวัง ก็เขาไม่เคยแสดงออกนี่นา’ เธอคิดว่าถ้าหากเขานอกใจเธอไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นก็คงไม่เจ็บช้ำเท่านี้ นี่เธอถูกผู้ชายแย่งแฟนหรือจะเรียกว่าแฟนทิ้งเธอไปหาผู้ชายดีเล่า หลังรำพึงรำพันในใจอยู่พักใหญ่ บราลีก็ก้มลงมองสายน้ำสีคล้ำที่เต็มไปด้วยระลอกคลื่นยามเรือวิ่งผ่าน กองสวะลอยเคว้งคว้างอยู่กลางลำน้ำ พร้อมความคิดสั้นบังเกิดขึ้นเพียงชั่วกะพริบตา
‘ถ้าเราตายเงินประกันชีวิตคงช่วยได้บ้าง ถึงไม่พอรักษาจนพ่อหายแต่คงยื้อชีวิตพ่อไว้ได้อีกระยะ จนกว่าแม่จะหายออกมา’
เร็วเท่าความคิดบราลีเหวี่ยงตัวข้ามราวสะพานกระโจนลงน้ำสีคล้ำ ซึ่งกำลังปั่นป่วนรอรับร่างแบบบางที่ยินยอมพร้อมพลีลมหายใจฝากไว้กับพระแม่คงคา เสียงกระแทกน้ำดังขึ้นพร้อมน้ำแตกกระจายเป็นวงกว้าง แล้วกลืนร่างหญิงสาวหายไปในบัดดล