ตื๊ด! ตื๊ด! ตื๊ด!
ร่างหนาในสูทสีน้ำตาลทองที่กำลังเตรียมตัวจะลุกจากโต๊ะทำงาน เอื้อมมือไปรับโทรศัพท์เครื่องเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาแนบหู
“มีอะไรครับแด๊ด” ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ แต่ทว่าเมื่อได้ยินเสียงเข้มทรงอำนาจทางปลายสายตอบกลับมา ก็ทำให้คนที่กำลังอยู่ในอารมณ์ค่อนข้างสงบต้องลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยสีหน้าตกใจไม่น้อย กับคำสั่งของบิดาที่เพิ่งได้รับ
“ว่ายังไงนะครับแด๊ด! จะให้ผมไปคุยงานกับคู่ค้าของแด๊ดที่เมืองไทยวันจันทร์หน้าหรือครับ ผมไม่ไป!” เจ้าพ่อคาสโนวาแห่งฮัมบูร์กรีบปฏิเสธคำสั่งของบิดาทันทีเมื่อได้ยินท่านบอกให้เขาไปคุยงานที่เมืองไทย แล้วทำไมจะต้องเป็นเขาด้วย ทำไมถึงไม่ให้มาติโนไปแทน และเหตุผลที่เฮ็นริครีบปฏิเสธบิดา ก็เพราะเขาไม่อยากไปเจอใครบางคนที่เมืองไทยนั่นเอง
“แต่แกต้องไป!” เสียงปลายสายสั่งเฉียบขาดดังขึ้นอีกครั้งจนแก้วหูคนฟังแทบระบม
“อาทิตย์หน้าผมมีนัดทั้งอาทิตย์”
“ยกเลิกไปซะ”
“ไม่ได้นะครับแด๊ด ซิลเวียคือผู้หญิงคนแรกที่ผมไม่อยากผิดนัดกับเธอ”
เจ้าของชื่อที่เฮ็นริคพูดถึง คือลูกสาวคนเล็กทายาทของเจ้าของโรงแรมชื่อดังหลายแห่งในกรุงเบอร์ลิน ชายหนุ่มพบหล่อนในงานการกุศลแห่งหนึ่ง หล่อนเป็นนางแบบกิตติมศักดิ์ในงานประมูลเครื่องเพชรสุดหรูเพื่อมอบรายได้ให้กับเด็กด้อยโอกาสในประเทศเอธิโอเปีย หล่อนสวย หุ่นดี เซ็กซี่ ตรงสเปคเขาทุกอย่าง
“งานนี้แกห้ามปฏิเสธเด็ดขาด เพราะนี่คือคำสั่งของท่านประธานแห่งบีเอ็นซี กรุ๊ป!”
เสียงเข้มเน้นหนักที่ท้ายประโยค ทำให้คนฟังที่อยู่ในตำแหน่งต่ำกว่าไม่กล้าต่อปากต่อคำอีก เฮ็นริครู้ว่าคำสั่งของท่านประธานฯ ใครก็ขัดไม่ได้เด็ดขาด ไม่เว้นแม้แต่เขาหรือพี่ชายของเขา แต่เมื่อกลับมาจากการทำงาน ผู้ชายที่กุมอำนาจแห่งบีเอ็นซี กรุ๊ป จะดูอ่อนโยนและรักครอบครัวมาก ไม่ค่อยขัดใจภรรยากับลูกชายทั้งสองคนเท่าไรนัก
“แด๊ด!” เฮ็นริคอยากจะปฏิเสธแทบขาดใจ แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงจริงจังและทรงพลังที่ส่งมา ทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่ามันคือคำประกาศิตที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม และเขาก็คงต้องทำตามคำสั่งนั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เจ้าของร่างสูงเกือบสองเมตรในชุดสูทสีน้ำตาลทองเรียบหรูสอดมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋ากางเกง สูดหายใจเข้าปอดหนักๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆ อย่างหนักใจ แล้วกรอกเสียงลงไปตามสายอย่างยอมจำนน
‘นี่เขาเป็นถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนะเนี่ย ไม่มีข้อยกเว้นเลยหรือไง’
“ก็ได้ครับแด๊ด แต่ผมไม่รับประกันความพอใจนะครับ” จบประโยคห้วนๆ คนที่ไม่เต็มใจรับคำสั่งก็กดวางสายทันที โดยไม่คิดจะฟังคำทักท้วงใดๆ จากบิดาที่ตะโกนไล่หลังเรียกชื่อเขาสองสามครั้งทางปลายสายอีก เจ้าของดวงตาสีกาแฟเข้มแสดงความรู้สึกเซ็งที่สุดในชีวิตออกมาอย่างเห็นได้ชัด
‘หวังว่าการไปเยือนประเทศไทยครั้งแรกนี้ เขาคงจะได้พบกับความเพลิดเพลินเจริญใจบ้างนะ อย่างน้อย...ก็ขออย่าให้เขาได้เจอกับผู้หญิงที่ทำตัวเป็นตุ๊กแก ชอบวีนเหวี่ยงและหึงร้ายกาจคนนั้นอีกก็แล้วกัน’
ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าของร่างอรชรในชุดเดรสสั้นสีครีมที่เน้นทรวดทรงองค์เอวและเรียวขาเรียวสวย กำลังมองหาร่างสูงของใครบางคนที่มารอรับเธอตามคำสั่งของบิดา ก่อนที่เธอจะขึ้นเครื่องที่สนามบินดึสเซลดอ์ฟ เยอรมนี เขาชื่อ ‘ทาคุมิ โคบายาชิ’ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในเครือ ‘พิบูลชัย กรุ๊ป’ หลายสาขาทั่วประเทศไทย เธอไม่รู้ว่าทำไมบิดาของเธอถึงเจาะจงให้เขามารับเธอด้วย ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ว่าเธอไม่ค่อยชอบหน้าซีอีโอหนุ่มคนนี้นัก
ความจริงแล้ว เธอทำใจให้ชอบผู้ชายคนไหนไม่ได้อีกทั้งนั้นแหละ นับตั้งแต่ที่เธอกลับมาจากเที่ยวเมืองโคโลญจน์เยอรมนีเมื่อหลายปีที่แล้ว ผู้ชายผู้เป็นเจ้าของนัยน์ตาคมราวกับดวงตาของพญาเหยี่ยวคนนั้น ทำให้เธอลืมเขาไม่ลง ทั้งที่พยายามหักใจให้ลืมแล้ว แต่ภาพวันวานระหว่างเธอกับเขาก็หวนเข้ามาในมโนครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น
อุ๊บ!
ความใจลอยทำให้ร่างระหงเดินชนเข้ากับ ‘กำแพง’ อย่างจัง ใช่เธอคิดว่าตนเองกำลังเดินชนเข้ากับกำแพงอะไรสักอย่างแน่ๆ เพราะมันแข็งมาก แต่เมื่อมีมือสองข้างยื่นเข้ามาประคองร่างของเธอที่เกือบเซล้ม ก็ทำให้หญิงสาวรู้ว่าสิ่งที่เธอชนไม่ใช่กำแพงอย่างที่เธอคิดแต่แรก
ใบหน้าสวยหยาดเยิ้ม ที่มีเครื่องหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสดใสเรืองรอง จมูกโด่งเล็กเชิดขึ้นเล็กน้อยแสดงถึงความดื้อรั้นเอาแต่ใจของผู้เป็นเจ้าของค่อยๆ เงยหน้าขึ้น หญิงสาวกะพริบตาสองสามครั้งด้วยความตกตะลึง นี่เธอกำลังฝันอยู่หรือเปล่า และกว่าหญิงสาวจะหาเสียงของตนเองเจอก็ปาเข้าไปหลายวินาที
“เอ่อ...ขอโทษค่ะ” หัวใจทั้งดวงเต้นกระหน่ำโครมคราม เมื่อดวงตาคู่สวยสบประสานเข้ากับดวงตาคมกล้าชวนฝันของผู้ชายที่มีเครื่องหน้าคมคร้ามหล่อเหลาสุดๆ ในสามโลกตรงหน้า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็ยังจดจำเขาได้เสมอไม่มีวันลืมเลือน ริมฝีปากอิ่มเล็กสีชมพูสดอ้าเผยอเล็กน้อยอย่างน่ามอง
‘ผู้หญิงคนนี้หน้าตาคุ้นๆ’
ชายหนุ่มพยายามคิดว่าเคยเจอเธอที่ไหน แต่ก็ยังคิดไม่ออกเมื่อสายตาคมเอาแต่จดจ้องไปยังเรียวปากอิ่มน่าจูบของเธอ ระยะห่างไม่ถึงคืบกับกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวหญิงสาว มันทำให้เขาอยากจะกระชากร่างอรชรที่แสนจะเซ็กซี่เข้ามากอดแล้วบดจูบให้หนำใจมากเหลือเกิน รสชาติของเธอคงจะหอมหวาน เธอสวยมีเสน่ห์มากเลยทีเดียว เฮ็นริคเผลอคิดในใจยิ้มๆ
‘ดูเธอจ้องตาเขาสิ แววตาของเธอ ริมฝีปากอันเซ็กซี่ของเธอ ช่างยั่วยวนใจเขานัก มันน่า...จริงๆ’
ทั้งสองร่างที่เพิ่งชนกันค่อยๆ พยุงตัวยืนตัวตรง ร่างบางถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแหงนหน้ามองพ่อเสาโทรเลขนี่จนคอตั้ง ขนาดว่าเธอเป็นคนรูปร่างสูงโปร่งเกินมาตรฐานหญิงไทยส่วนใหญ่แล้วนะ ทว่าเมื่อยืนเทียบความสูงกับผู้ชายคนนี้ ก็ทำให้คนตัวสูงเช่นเธอดูแคระไปเลย
เมื่อเฮ็นริคสบตาเธอด้วยแววตาเป็นประกายระยับ บวกกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์ของเขา มันก็เหมือนมีกระแสไฟฟ้าหลายร้อยโวลต์วิ่งผ่านร่างกายของหญิงสาวจนร้อนวูบวาบไปหมด เลือดสาวสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าเนียนผ่องอย่างเฉียบพลัน จนแก้มนวลสองข้างซับไปด้วยสีแดงระเรื่อราวกับมะเขือเทศสุก
เฮ็นริคเผลอมองเรียวหน้านวลปลั่งที่แดงระเรื่อขึ้นด้วยความประหม่าเขินอายของสาวน้อยตรงหน้าอย่างหลงใหลตั้งแต่นาทีแรก ‘ใช่ เขาคิดว่าเธอคือสาวน้อยที่แสนขี้อาย’ ก็แค่สบตากัน แก้มนวลทั้งสองข้างของเธอก็แดงเถือกเสียแล้ว ไม่อยากจะคิดต่อเลยว่าถ้าหากเธอถูกเขาเปลื้องผ้า เรือนร่างขาวผ่องของเธอคงแดงเป็นกุ้งต้มแน่
หัวใจของมนต์นรียังเต้นโครมครามไม่หยุด เมื่อถูกผู้ชายที่เธอแอบฝันถึงมานานจ้องมองเธอราวกับจะเปลื้องผ้า ทั้งที่ตัวเธอออกจะเป็นสาวมั่นเกินร้อย แต่กับผู้ชายคนนี้เขาสามารถเขย่าหัวใจของเธอให้สั่นคลอนได้ทุกครั้งเมื่อได้เห็นหน้า ใช่แล้ว...เธอแอบเห็นเขาบ่อยๆ ตามสถานที่ต่างๆ แต่เขาคงมองไม่เห็นเธอหรอก ก็เธอไม่ใช่ผู้หญิงในสายตา ทว่าเฮ็นริคคือผู้ชายในฝันที่ไม่ได้อยู่แค่ในสายตา แต่เขาอยู่ในใจของเธอเรื่อยมาจนกระทั่งถึงตอนนี้ ว่าแต่ผู้ชายตรงหน้าจะยังจำเธอได้หรือเปล่า
‘เพราะว่าคืนนั้นเมื่อสี่ปีที่แล้ว...เขา...’
ก่อนที่จะมนต์นรีจะทันได้คิดอะไรต่อ ร่างอรชรก็ถูกเบี่ยงออกอย่างแรงจนเสียหลัก พร้อมกับร่างเพรียวบางสมส่วนของสาวสวยนางหนึ่งเบียดแทรกเข้ามาตรงกลางอย่างเสียมารยาท พร้อมกับที่เจ้าหล่อนปรายตามองมาทางเธออย่างไม่พอใจแกมสะใจ ก่อนจะหันหน้าไปทางเจ้าของร่างสูงเกินมาตรฐานชายไทยที่มีผมสีบลอนด์เข้มด้วยสายตาพราวระยับอย่างดีใจ
ทั้งที่เห็นสวรรค์อยู่รำไร เฮ็นริคก็รู้สึกเหมือนมีนรกมารออยู่ตรงหน้า สายตาคมกวาดมองร่างสูงระหงส์ในชุดเดรสเปลือยหัวไหล่สีบานเย็นรัดรูปสั้นจู๋ บนรองเท้าส้นแหลมสูงประมาณสี่นิ้วด้วยสีหน้าเซ็งที่สุดในชีวิต กว่าเขาจะสลัดหล่อนหลุดออกไปจากชีวิตได้มันยากเย็นแสนเข็ญ ทั้งที่ไม่อยากเจอกลับต้องมาเจอง่ายๆ โดยไม่คาดฝัน โลกนี้มันกลมจริงๆ
ทว่าเจ้าของดวงหน้าสวยเปรี้ยวที่แต่งแต้มมาอย่างประณีตกลับยิ้มหวานอย่างประจบ เพราะว่ามหาสมุทรไม่ได้กว้างอย่างที่ใครๆ คิด เธอจึงมีโอกาสได้เจอกับเฮ็นริคและกำลังจะได้ร่วมงานกับเขาตามที่บิดาสั่ง แล้วนางแบบสาวก็นึกไปถึงวันที่ได้คุยกับบิดาในวันที่เซ็งกับชีวิตสุดๆ ต้นเหตุที่ทำให้เธอได้มารับเจ้าพ่ออุตสาหกรรมยานยนต์แห่งฮัมบูร์กในวันนี้
“สวัสดีค่ะเตี่ย ตะลึงในความสวยของลูกสาวจนพูดไม่ออกเชียวเหรอคะ” วันนั้นเธอถูกบิดาเรียกเข้าพบหลังจากกำลังแต่งตัวจะออกไปช้อปปิ้ง
ดวงตากลมโตใต้คิ้วเรียวที่บรรจงวาดเกือบครึ่งชั่วโมงทอประกายหงุดหงิดออกมา เมื่อเจ้าของร่างสูงภูมิฐานในชุดสูทสีเทาเงินตีหน้ายักษ์ใส่ สงสัยจะโดนบ่นเรื่องเดิมๆ อีกแล้ว
“ยัยเกว! ที่นี่มันที่ทำงานนะ แต่งกายให้เกียรติสถานที่หน่อยได้ไหม อย่างน้อยก็ไว้หน้าเตี่ยบ้าง ดูแต่งตัวเข้าสิ อย่างกับผู้หญิงราคาถูก”
ดวงตาที่มีแววตำหนิติเตียนตวัดมองร่างระหงตรงหน้าขึ้นลงจากหัวจรดเท้ารอบหนึ่ง ก่อนจะดุว่าลูกสาวคนเล็กตรงๆ จนใบหน้าสวยเฉี่ยวเจื่อนลง บูดบึ้งงอง้ำอย่างขัดใจ ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องโดนตำหนิ แต่มันก็เซ็งทุกครั้งที่บิดาเอ็ดเอา
“เตี่ยว่าหนูอีกแล้วนะคะ เตี่ยไม่เบื่อบ้างหรือไงตำหนิหนูได้ทุกวี่ทุกวัน วันนี้หนูอุตส่าห์อารมณ์ดีสุดๆ แล้วนะคะ แล้วไอ้ชุดที่ใส่เนี่ย ก็ถือว่าสุภาพเรียบร้อยสุดๆ แล้วด้วย”
คุณหนูผู้เอาแต่ใจโต้กลับเสียงห้วนๆ เตี่ยของเธอนี่ช่างไม่เข้าใจอารมณ์วัยรุ่นเลยจริงๆ ไม่เคยเข้าใจหัวอกลูกสาวของตนเองเลยสักครั้ง ไม่เหมือนกับแม่ของเธอที่เข้าอกเข้าใจตามใจสารพัด ทั้งที่ปกติเธอชอบแต่งตัวเปรี้ยวกว่านี้หลายเท่า การสวมชุดเดรสเข้ามาในบริษัทถือว่าไม่ผิดสำหรับลูกสาวของท่านประธานใหญ่แห่งอัครพิบูล กรุ๊ป
‘สำหรับเธอแล้วมันคือข้อยกเว้นทุกกรณี’
เกวลินคิดเข้าข้างตนเองแบบสุดๆ พลางก้มมองชุดที่ตนเองสวมใส่ด้วยใบหน้าที่ยังบูดบึ้งเช่นเดิม เพราะเจอหน้าบิดาทีไรเธอต้องถูกตำหนิเรื่องการแต่งตัวทุกครั้งไป
“อย่าเพิ่งมาเถียงเตี่ย นั่งลงก่อนสิ วันนี้เตี่ยมีข่าวดีจะบอก”
เจ้าของร่างอรชรนั่งลง วางกระเป๋าสะพายชาแนลสีดำลงบนโต๊ะ ก่อนจะทำหน้างอง้ำถามผู้เป็นบิดาเชิงประชดนิดๆ
“ข่าวดีหรือว่าข่าวร้ายกันแน่คะ”
“เตี่ยมั่นใจ ว่ามันคือข่าวดีสำหรับลูกนะ ตอนนี้บริษัทของเรากำลังขยับขยายมากขึ้น มีทั้งผู้สนใจจะร่วมหุ้นกับเรามากมาย ขณะเดียวกันคู่ค้าที่ทำธุรกิจกับเรามานานก็อาจจะแยกตัวเป็นอิสระไปเป็นผู้ลงทุนเสียเอง พอถึงตอนนั้นเราอาจจะตกที่นั่งลำบาก แต่สำหรับคุณฟาลิกผู้กุมบังเหียนแห่งบีเอ็นซี กรุ๊ป คู่ค้ารายล่าสุดของเราเตี่ยได้ยินข่าวแว่วๆ มาว่า เขาอยากจะมาร่วมทุนกับเรา เตี่ยจึงคิดว่านี่น่าจะเป็นข่าวดีของพวกเราทุกคนที่จะได้สานสัมพันธไมตรีกับเจ้าพ่อยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งเยอรมนีอีกเจ้าหนึ่งให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น อีกสามวันคุณฟาลิกจะส่งลูกชายคนเล็กของเขามาดูงานที่นี่ เตี่ยอยากให้ลูกเตรียมตัวต้อนรับเขาด้วยในฐานะลูกสาวของเตี่ยและเจ้าของบริษัท”
“แค่เตรียมตัวต้อนรับผู้ร่วมหุ้นคนสำคัญ ไม่เห็นจะยุ่งยากตรงไหนนี่คะ มีพี่กฤษณ์ลูกชายคนโปรดของเตี่ยอยู่ทั้งคน เตี่ยไม่เห็นจำเป็นต้องเรียกหนูให้มารับงานนี้เลยนะคะ”
เกวลินรักงานอิสระมากกว่าที่จะมาเป็นสาวออฟฟิซในบริษัทของบิดา เธออยู่วงการถ่ายแบบและโฆษณามาสองสามปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำงานในวงการบันเทิงเต็มตัวเพราะต้องปลีกเวลามาช่วยบิดาทำงานในบริษัทด้วยนั่นเอง
“เตี่ยคิดว่าลูกชายของคุณฟาลิกคงไม่ได้มาดูงานอย่างเดียวหรอกนะ คิดว่าเขาคงอยากจะมาเที่ยวเมืองไทยด้วย ความจริงพ่อก็อยากให้เจ้ากฤษณ์มันรับงานนี้นะ แต่ลูกก็น่าจะรู้ว่าพี่ชายของลูกมีงานล้นมือ อีกอย่างทางโน้นเขาก็โทรมาย้ำนักย้ำหนาว่า เขาขอคุยงานกับคนที่สามารถพูดภาษาเยอรมันเก่งๆ เท่านั้น และต้องเป็นคนสำคัญของบริษัทด้วย ซึ่งเตี่ยก็มองไม่เห็นใคร นอกจากเกว”
ดวงตาคมกริบที่มองการณ์ไกลของผู้นำแห่งอัครพิบูล กรุ๊ป ทอประกายไหววูบแวบหนึ่งก่อนจะปรับมาเป็นเรียบนิ่งดังเดิม โดยที่บุตรสาวไม่ทันสังเกตเห็น
“แล้วลูกชายของคุณฟาลิกอะไรนั่นพูดภาษาบ้านเกิดของตนเองเป็นอยู่ภาษาเดียวหรือยังไงคะ ถึงได้เจาะจงเสียขนาดนั้น” เกวลินกระแทกเสียงเย้ยหยันคล้ายจะดูถูกอีกฝ่ายด้วยอารมณ์หงุดหงิด
“ยัยเกว!”
“เตี่ย! หนูพูดผิดตรงไหนคะ ทำไมต้องตะคอกใส่หนูด้วย” ใบหน้าสวยงอง้ำเมื่อเริ่มแอบน้อยใจที่บิดามักจะตะคอกใส่เธอบ่อยๆ ซึ่งมันช่างต่างกับตอนที่ท่านพูดคุยกับพี่ชายของเธอมากเหลือเกิน
“เอาล่ะๆ นั่งลง เกว” สั่งพร้อมกับจับไหล่แบบบางสองข้างให้เจ้าตัวนั่งลงบนเก้าอี้หรูอีกครั้งอย่างใจเย็นมากกว่าเดิม
“อย่าทำตัวเป็นเด็กๆ หน่อยเลยน่าลูก ฟังเตี่ยพูดให้จบก่อนสิ บางทีลูกอาจจะเปลี่ยนใจ”
เกวลินยังหน้าบูดบึ้งเมินมองไปทางอื่นโดยไม่ยอมหันไปสบตาผู้เป็นพ่อ จนคนที่กำลังตั้งใจจะพูดอย่างเป็นงานเป็นการต้องส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา แต่ก็จำเป็นต้องพูด
“ลูกเป็นคนเดียวที่ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยถึงกรุงเบอร์ลิน พูดภาษาเยอรมันก็เก่งกว่าเจ้ากฤษณ์มัน และเตี่ยก็รู้ว่าเกวเป็นคนมีความสามารถสูง เกวช่วยงานเตี่ยมานานพอสมควร งานนี้เตี่ยจึงคิดว่าเหมาะกับเกวมากที่สุด”
คนฟังแอบทอดถอนใจเฮือกใหญ่ สงสัยว่างานถ่ายแบบวีคหน้าของเธอคงต้องเลื่อนออกไปอีกแน่ แต่ดวงตาคู่สวยที่กำลังมีแต่แววยุ่งยากใจกลับเบิกกว้างขึ้นเมื่อรูปใบหนึ่ง ถูกยื่นมาตรงหน้า
“นี่คือ เฮ็นริค ลูกชายคนเล็กของคุณฟาลิก รู้จักหน้าค่าตาเอาไว้เสียสิ เตี่ยจะให้ลูกไปรอต้อนรับเขาที่สนามบินเลย เขาจะได้ประทับใจ”
เกวลินแทบจะไม่ได้ฟังที่บิดาของเธอพูดเลยด้วยซ้ำ เพราะภาพใบหน้าหล่อเหลาดูมีเสน่ห์น่าดึงดูดใจตรงหน้ากำลังทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวแรงขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่มันห่อเหี่ยวมานานเป็นแรมเดือน
‘โอกาสมาอยู่ในมือของเธออีกครั้งแล้ว คราวนี้เธอจะไม่เป็นสาวน้อยอ่อนหัดอีกต่อไป’
“เตี่ยบอกว่าเขาจะเดินทางมา เมื่อไหร่นะคะ” เกวลินถามเสียงแผ่วเบาคล้ายคนละเมอ แต่ทว่าดวงตาสวยซึ้งกลับจ้องมองภาพในมือด้วยประกายตาวาววับไม่กะพริบ
“อีกสามวัน”
และวันที่เธอรอคอยก็มาถึง ต่อให้เขาเคยสลัดเธอทิ้งอย่างไม่ใยดี ต่อให้เขาไม่ได้รักเธอ แต่สำหรับเธอแล้ว เฮ็นริคคือผู้ชายในสเปคที่เธอหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องได้เป็นเมียที่เชิดหน้าชูตาของเขาให้ได้ เธอยอมพลีกายให้เจ้าพ่อคาสโนวาแห่งฮัมบูร์กได้เชยชม หวังว่าเขาจะเห็นค่าของเธอ เห็นว่าเธอเป็นคนสำคัญ แต่ชายหนุ่มกลับมองไม่เห็นหัวใจที่ภักดีของเธอ เขาหันเหความสนใจไปหา ‘ยัยซิลเวีย’ หลังจากพบมันไม่กี่ครั้ง มันน่าเจ็บใจนัก
ถึงยังไงเธอก็ยังมีความหวัง ว่าการได้พบกับผู้บริหารฯ ที่แสนเก่งกาจทั้งเชิงรักและเชิงธุรกิจอีกครั้ง เขาจะไม่หลุดมือไปเธออีก นางแบบสาวซ่อนยิ้มที่ร้ายกาจเอาไว้ ก่อนจะทักทายชายหนุ่มเสียงหวานอย่างดัดจริตเต็มที่
“คุณริคขา เราเจอกันอีกครั้งแล้วนะคะ ช่างบังเอิญจริงๆ เกวดีใจมากๆ เลยค่ะ ที่ได้พบคุณอีกครั้ง เตี่ยบอกให้เกวมารับคุณค่ะ”
เฮ็นริคอึ้งไปสองสามวินาที ความจริงเขาอึ้งตั้งแต่นาทีแรกที่นางตุ๊กแกสาวดันร่างแม่สาวจอมซุ่มซ่ามนั่นออกห่างจากเขาอย่างเสียมารยาทแล้วล่ะ และก็อึ้งที่โลกช่างโหดร้ายกับเขานักที่ทำให้เขาต้องมาเจอผู้หญิงคนนี้อีกครั้งจนได้ แต่ก็ต้องถามเพื่อความแน่ใจว่า...
“คุณคือ...”
“เกวลิน อัครพิบูล ค่ะ”
คำตอบของหญิงสาวทำเอาความเป็นชายของเขาหดลงเหลือเท่าปลายนิ้วก้อย หมดอารมณ์ทางเพศไปเลย
‘มันนรกชัดๆ บ้าเอ๊ย!’ ทว่าเจ้าของใบหน้าหล่อเข้มกลับไม่ได้แสดงสีหน้า ‘น่าเบื่อ’ อย่างที่รู้สึกออกมา เพราะถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดีให้สามารถรับอารมณ์ของลูกค้า และคู่ค้าทั้งหลายมาเป็นเวลานานจนเป็นนิสัย เขาจึงไม่ได้แสดงสีหน้าอาการไม่พอใจใดๆ ออกมา นอกจากเสียจากรอยยิ้มแสนเสน่ห์ที่ระบายออกมาอย่างที่เคยทำเป็นประจำจนชิน
“เกว” เสียงเรียกชื่อเล่นอย่างสนิทสนมคุ้นเคยที่เขาเรียกนางแบบสาวคู่อริของเธอ ทำให้มนต์นรีนึกสงสัย นาทีแรกเธอไม่พอใจที่ถูกเกวลินมาแทรกกลาง แล้วดันร่างของเธอออกห่างจนเสียหลัก และคิดอยากจะเอาคืนทันทีด้วยอารมณ์ที่เดือดปุดๆ ถ้าไม่ติดว่าต้องรักษามารยาทต่อหน้าผู้คนที่เดินผ่านไปมา โดยเฉพาะต่อหน้า ‘เขา’ ที่อาจจะมองเธอในแง่ที่ไม่ดี
‘อย่าบอกนะ...ว่าสองคนนี้เป็นแฟนกัน’ มนต์นรีคิดแล้วก็อดใจหวิวๆ ไม่ได้
“คุณหนูมินนี่ มาอยู่ที่นี่เอง ผมมองหาคุณหนูหลายนาทีแล้วนะครับ” เสียงภาษาไทยแปร่งๆ ทางด้านหลัง ทำให้มนต์นรีต้องหันไปมอง
“ทาคุมิซัง” เสียงหวานอุทานออกมาอย่างแผ่วเบา
หนุ่มเจแปนนิสที่ทำธุรกิจอยู่เมืองไทยมานานแล้ว หันไปสบตากับหนุ่มฝรั่งที่ตัวโตสูงกว่าเขาเล็กน้อยด้วยแววตาสงสัย เพราะเมื่อครู่เขายังทันได้เห็นมนต์นรีมองผู้ชายคนนี้ราวกับคนรู้จักอยู่เลย แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นเขาก็หันมาสนใจคนที่เขาต้องมารับกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉยดังเดิม
เฮ็นริคหันไปมองคู่หนุ่มสาวข้างๆ ด้วยความสนใจใคร่รู้เช่นกัน เขามองริมฝีปากสีชมพูดสดที่เขาอยากจะจูบก่อนหน้านั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเสียดายเล็กน้อย เมื่อข้างกายเธอมีชายหนุ่มรูปหล่อส่งสายตาหึงหวงมาให้เขา
“คุณหนู ไปกันเถอะครับ พ่อของคุณหนูกำลังตั้งตารอคุณหนูอยู่ที่บ้าน”
มนต์นรีพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินเคียงข้างไปกับร่างสูงที่ยื่นมือมาโอบประคองเอวบางของเธอหลวมๆ อย่างฉวยโอกาส
เฮ็นริคมองตามอย่างลืมตัว ส่งผลให้เกวลินหน้างอง้ำมองคนตัวโตตรงหน้าอย่างไม่พอใจ เธอไม่ชอบมนต์นรี เพราะ ‘แม่นั่น’ คือ ‘คู่อริ’ ของเธอ
สองสาวเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น กระทั่งไปศึกษาต่อที่เยอรมนีก็ยังไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันอีก แล้วก็ยังถูกทาบทามให้ไปเป็นนางแบบของ ‘มอร์แกน โมเดลลิ่ง’ ในเวลาไล่เลี่ยกันอีกต่างหาก
เจ้าของดวงตาเรียวรีสีน้ำตาลรีบปรับใบหน้าให้หวานเยิ้ม ก่อนที่ใบหน้าหล่อเข้มแสนเสน่ห์จะตวัดสายตากลับมามองเธออีกครั้ง
“ไปกันหรือยังคะ คุณริค”
“ครับ” เมื่อชายหนุ่มตอบรับ เกวลินก็ฉวยโอกาสสอดแขนกลมกลึงของตนเข้าไปควงแขนกำยำทันทีอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แล้วพากันเดินไปที่รถที่มีคนขับรถรอเปิดประตูต้อนรับคนทั้งคู่ด้วยกิริยานอบน้อม ก่อนที่บีเอ็มดับบลิวสีดำมันปลาบรุ่นล่าสุดจะเคลื่อนตัวออกไปจากจุดจอดอย่างไม่รีบเร่งนัก
พอกลับมาถึงคฤหาสน์ หลังจากแยกตัวจากทาคุมิ ห้านาทีต่อมามนต์นรีก็ถูกบิดาของเธอเรียกเข้าไปคุยในห้องตามลำพังสองคน ใบหน้าของประมุขใหญ่ของบ้านดูเครียดขรึมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ท่าทางของท่านดูอึดอัดจนสังเกตเห็นได้ชัด
“เตี่ยมีอะไรจะคุยกับหนูหรือเปล่าคะ”
การที่บิดาของเธอโทรเรียกตัวเธอกลับมาจากการพักร้อนกะทันหัน มนต์นรีคิดว่าท่านจะต้องมีเรื่องสำคัญอยากจะบอกเธอแน่ แต่เธอก็ยังเดาไม่ออกว่าเรื่องอะไร
“ความจริงเตี่ยไม่อยากเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังเลยนะ” เจ้าสัวอนันต์ไม่อยากจะเล่าความจริงที่เจ็บปวดเกี่ยวกับปัญหาของทีเอ็มซี พิบูลชัยฯ ให้ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาฟังเลย แต่มันคงถึงเวลาแล้ว
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร ทำให้เขาต้องตกจากเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูงมาดำรงอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาประธานกรรมการบริหารเท่านั้น แล้วแต่งตั้งให้ ทาคุมิ โคบายาชิ ซึ่งก่อนหน้านั้นดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาดของบริษัทลูกขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด หรือ ‘ซีอีโอ’ เพื่อดูแลด้านการบริหารจัดการองค์กรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลในวันที่หนึ่งเดือนหน้านี้
แน่นอนว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารครั้งนี้ คงถึงคิวปิดฉากการเป็นตันแทนจำหน่ายรถมิตซูบิชิของ ‘ตระกูลพิบูลชัย’ ที่ทำธุรกิจนี้มานานไม่ต่ำกว่าสามสิบปีต้องจบสิ้นลง หากถึงเวลานั้น สิ่งที่เขาปลุกปั้นมาร่วมกันกับบิดาก็อาจถึงกาลอวสาน ซึ่งเขาคงทำใจยอมรับได้ยาก และครอบครัวของเขาอาจต้องพบกับความลำบาก เพราะตอนนี้เขาแก่มากแล้ว แต่ถ้าสิ่งที่เขาคาดหวังไว้เป็นความจริงขึ้นมา เขาก็คงตายตาหลับ
“เตี่ยมีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ”
“เตี่ยอยากเห็นลูกแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที” สีหน้าของเจ้าสัวอนันต์มีแววกังวลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
“เตี่ย!”
“เตี่ยพูดจริงๆ นะมินนี่ ลูกจะยี่สิบเจ็ดแล้วนะ เพื่อนรุ่นเดียวกันกับลูก บางคนเขามีลูกกันไปหมดแล้ว” นี่หรือคือเหตุผลที่บิดาเรียกเธอเข้าพบโดยด่วน เพราะอยากเห็นเธอแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเนี่ยนะ
“ทำไมอยู่ๆ เตี่ยถึงได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาคะ” มนต์นรีมองบิดาด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วพ่อของเธอเป็นคุณพ่อที่หวงลูกสาวเอามากๆ แต่ว่าตอนนี้ทำไมท่านถึงได้นึกอยากให้คนอื่นมาดูแลเธอ
คนที่ห่วงใยว่าธุรกิจที่ทำมานานตั้งแต่สมัยบิดามารดายังแข็งแรงจะปิดฉากลง แล้วทำให้คนที่ก่อตั้งมันมาต้องเสียใจ และห่วงใยว่าลูกสาวอาจจะลำบากในอนาคตอันใกล้นี้ จึงอยากให้เธอได้คู่ครองที่ดีและคู่ควรเหมาะสม ดวงตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดู มองบุตรสาวเพียงคนเดียวที่ทะนุถนอมมาอย่างกับไข่ในหินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เขารู้มาตลอดว่าทาคุมิแอบรักมนต์นรีมานานแล้ว และวันนี้ซีอีโอหนุ่มก็เอ่ยปากว่าเขาอยากแต่งงานมีครอบครัวเสียที ผู้หญิงที่เขาอยากให้มาเป็นภรรยามากที่สุดก็คือมนต์นรี คนที่รักลูกห่วงลูกอยากให้ลูกมีความสุขสบายในอนาคตจึงได้ตอบตกลงยกลูกสาวสุดที่รักของตนเองให้ซีอีโอหนุ่มโดยไม่ทันได้ถามเจ้าตัวเสียก่อน คนเป็นพ่อจึงรู้สึกหนักใจมากที่จะต้องพูดเรื่องนี้กับลูกสาวเพียงคนเดียวในเวลานี้
“วันนี้ทาคุมิมาคุยกับเตี่ยเรื่องลูก เขาบอกว่าเขาอยากแต่งงานกับลูก”
คนที่ได้ฟังตกใจไม่น้อย มิน่า...บิดาของเธอถึงได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมา “แล้ว...แล้วเตี่ยตอบเขาไปว่ายังไงคะ”
“อีกไม่กี่วันเตี่ยคงจะหลุดจากตำแหน่งเก้าอี้ผู้บริหาร ทาคุมิ ซัง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอแล้ว และจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการอาทิตย์หน้า อีกทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารหลายคนในบริษัท แต่ผลเสียตกอยู่ที่เรา ทาคุมิ ซัง เป็นลูกชายของคุณทาคาชิเจ้าของบริษัทแม่ และกำลังจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ทีเอ็มซี พิบูลชัย ถึงเจ็ดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นเท่ากับว่า เขาจะมีอำนาจและบทบาททั้งทางตรงและอ้อมแต่เพียงผู้เดียว และเตี่ยรู้ว่า ทาคุมิ ซัง เขาเป็นคนดี เขาจะสามารถดูแลลูกให้อยู่อย่างสุขสบายได้ในอนาคต”
‘อย่าบอกนะว่าบิดาของเธอกำลังคิดจะยกเธอให้กับทาคุมิจริงๆ’
...ไม่เอาหรอก ทาคุมิ ไม่ใช่ผู้ชายที่ในสเปคของเธอสักนิด หน้าตาแข็งกระด้างเย็นชาอย่างกับหุ่นยนต์ เหมือนผู้ชายไร้ความรู้สึก อยู่ใกล้แล้วอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก...
คนเป็นพ่อหยุดพูดแล้วมองหน้าลูกสาว ก่อนจะตอบให้ตรงคำถามว่า
“เตี่ยตกลงยกหนูให้เป็นคู่หมั้นของทาคุมิซังแล้ว”
คนเป็นพ่อรู้สึกละอายใจพอสมควรที่ตัดสินใจโดยพละการเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว แต่ทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อต้องการให้บุตรสาวที่เคยอยู่อย่างสุขสบายและสง่างามอย่างนางหงส์ให้เป็นนางหงส์ต่อไป ไม่อยากให้เธอกลายเป็นเพียงลูกเป็ดลูกไก่ที่ต่ำต้อยในสายตาของคนที่อยู่ระดับเดียวกันกับเขา
“เตี่ย!!” ใบหน้าสวยหยาดเยิ้ม ส่ายหน้าไปมาเหมือนไม่เชื่อหู ทำไมบิดาของเธอถึงทำอะไรไม่ปรึกษาถามความยินยอมพร้อมใจจากเธอเสียก่อน ทำไมท่านถึงเผด็จการแบบนี้
“เตี่ยรักและหวังดีกับลูกนะ เตี่ยถึงได้ทำแบบนั้น”
“ไม่จริง เตี่ยรักธุรกิจของเตี่ยมากกว่า เตี่ยถึงยอมขายหนู”
หัวใจของคนเป็นพ่อหล่นวูบ เมื่อลูกสาวสุดที่รักกล่าวหาเขาเช่นนั้น คำว่า ‘ขายลูก’ มันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาเลย หากไม่เห็นว่าทาคุมิแสดงออกว่ารักและปรารถนาดีต่อมนต์นรีจริงๆ เขาคงไม่กล้ารับปาก และทางพ่อแม่ของฝ่ายชายก็รับทราบแล้วด้วย อีกไม่กี่วันพ่อแม่ของทาคุมิก็คงจะมาสู่ขอมนต์นรีอย่างเป็นทางการและคงจะกำหนดฤกษ์แต่งงานในวันนั้น
“เตี่ยไม่ได้ขายหนูนะมินนี่ เตี่ยเห็นว่าลูกยังไม่มีใคร และคุณทาคุมิเขาก็เป็นคนดีมีฐานะ เหมาะสมกับลูกทุกอย่าง เขาชอบลูก แล้วเขายังบอกอีกว่าเขารักลูก”
“แต่หนูไม่ได้รักเขานี่คะ เตี่ยก็รู้ แล้ว...ถ้าหนูขอปฏิเสธ จะได้ไหมคะ” ความเงียบของบิดา ทำให้มนต์นรีรู้สึกใจคอไม่ดี เธอรู้ว่าบิดาเป็นคนรักษาสัจจะของตนเองมากแค่ไหน ท่านไม่เคยผิดคำพูดหรือผิดสัญญากับใครมาก่อน การที่ท่านตอบตกลงยกเธอให้กับทาคุมิ เธอพอจะรู้เหตุผลอยู่หรอก ว่าท่านทำไปเพื่ออะไร
“ทางพ่อแม่ฝ่ายชายรับรู้แล้ว ยังไงลูกก็ต้องแต่งงานกับเขา หากลูกปฏิเสธ ลูกคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“หนูไม่ยอม หนูไม่ชอบทาคุมิซัง เขาไม่เหมาะสมกับหนูหรอก ที่สำคัญหนูไม่ได้รักเขา และไม่คิดจะรักด้วย”
พ่อของเธอก็แค่เห็นว่าทาคุมิเป็นลูกชายของเจ้าของบริษัทแม่ที่ทำธุรกิจร่วมกัน เห็นว่าเขาจะสามารถช่วยพยุงธุรกิจของพิบูลชัยได้ พ่อก็คงหวังจะใช้เธอเป็นสะพานเชื่อมเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้พิบูลชัยไม่ให้ธุรกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิปิดฉากลงโดยที่ไม่เหลืออะไร
ที่จริงเป็นตัวแทนขายรถยนต์ประเทศอื่นยี่ห้ออื่นก็ได้นี่ไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหน หรือไม่ก็ขยายบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วให้ใหญ่โตขึ้นก็ได้ก็ไม่เห็นว่ามันจะทำให้ฐานะทางครอบครัวแย่ลงตรงไหน ทุกวันนี้ก็เหลือกินเหลือใช้มากพออยู่แล้ว ไม่เข้าใจความคิดของบิดาของเธอเลยจริงๆ
“แล้วผู้ชายคนไหนที่เหมาะสมกับลูก เตี่ยขอถามหน่อยเถอะ ใช่พวกพระเอกละคร นายแบบไฮไซ หรือพวกผู้ชายที่ลูกเป็นข่าวทุกๆ สามเดือนแล้วเลิกนั่นเหรอ คือผู้ชายในสเปค เตี่ยก็ไม่เห็นจะมีใครเข้าตาสักคน คุณทาคุมินั่นแหละเหมาะสมกับลูกที่สุดแล้ว” คนเป็นพ่อยืนยันเสียงแข็ง
“ไม่เหมาะสมสักนิดค่ะเตี่ย และเขาก็ไม่ใช่สเปคหนูด้วย เตี่ยบอกมาดีกว่าค่ะว่า พอจะมีวิธีไหนที่จะทำให้หนูไม่ต้องแต่งงานกับเขา ที่สำคัญไม่ทำให้เตี่ยเสียคำพูดด้วย”
ร่างสูงภูมิฐานสูดหายใจเข้าปอดหนักๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆ อย่างหนักใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า การที่เขาหวังดีกับลูกสาวและทำเพื่อธุรกิจของครอบครัวโดยการตอบตกลงยกมนต์นรีให้แต่งงานกับทาคุมิเป็นวิธีที่ถูกต้อง แต่เขาก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว และยังไม่คิดจะเปลี่ยนใจ
“มีอยู่หนทางเดียวที่พ่อพอจะแนะนำได้ คือให้คุณทาคุมิเป็นคนยกเลิกงานหมั้นหมายและงานแต่งงานด้วยตัวของเขาเอง แต่มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงอาทิตย์ ทางครอบครัวของคุณทาคุมิก็จะเดินทางมาเมืองไทยเพื่อสู่ขอลูกแล้ว”
อันที่จริงเรื่องการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถต์มิตซูบิชิจะต้องปิดฉากลงยังไม่หนักใจเท่าการเสียคำพูดสำหรับคนที่ยึดถือสัจจะมากกว่าสิ่งใดอย่างท่านเจ้าสัวอนันต์เลย
เวลาไม่ถึงอาทิตย์เธอจะแก้ปัญหาได้อย่างไร มนต์นรีพยายามหายใจเข้าปอดลึกๆ อย่างพยายามควบคุมอารมณ์ร้อนรุ่มที่พวยพุ่งลุกท่วมกาย เพราะมันรวดเร็วแบบนี้นี่เอง มิน่าเล่า...บิดาของเธอถึงได้รีบร้อนเรียกตัวเธอกลับบ้านอย่างกะทันหันทั้งที่เธอยังไม่หมดเวลาพักร้อน มนต์นรีรู้สึกเสียใจไม่น้อยที่อดคิดไม่ได้ว่า บิดาของเธอไม่ถามความสมัครใจของเธอเลยสักคำ ท่านรักธุรกิจของครอบครับมากกว่าที่จะแคร์ความรู้สึกของเธอเสียอีก
“เตี่ยใจร้าย”
“มินนี่ เตี่ยรักและหวังดีกับลูกจริงๆ นะ”
“ไม่จริง เตี่ยไม่ได้รักหนูมากไปกว่าธุรกิจของเตี่ยหรอกค่ะ”
“มันไม่ใช่แบบนั้นนะมินนี่ เตี่ย...”
คนเป็นพ่อรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อยที่จะต้องอธิบายบางอย่างที่ฟังดูเหมือนเขาเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่เพราะคิดตรึกตรองทุกอย่างมานานแล้ว เขามั่นใจว่าถ้ามนต์นรีได้แต่งงานกับผู้ชายอย่างทาคุมิ มนต์นรีจะต้องมีความสุขมากแน่ๆ
“ถ้าเตี่ยรักหนู เตี่ยก็โทรไปบอกยกเลิกการหมั้นหมายสิคะ”
“ไม่ได้หรอกลูก เตี่ย...เตี่ยได้ลั่นวาจาไปแล้ว ยังไงลูกก็ต้องได้แต่งงานกับคุณทาคุมิ ตามที่เตี่ยกับพ่อของคุณทาคุมิได้ตกลงกันเอาไว้”
ความจริงแล้วมันมีเหตุผลที่ละเอียดอ่อนมากกว่านั้น ที่ทำให้ผู้ที่เป็นแกนนำขับเคลื่อนธุรกิจของพิบูลชัยอย่างท่านเจ้าสัวอนันต์ไม่สามารถที่จะอธิบายเป็นคำพูดให้ลูกสาวฟังได้ทั้งหมด ทั้งที่เขาเองก็ปวดใจไม่น้อยที่ต้องบังคับฝืนใจลูกสาวสุดที่รัก แต่ที่ทำไปทุกอย่างก็เพื่อทุกคนในครอบครัว
มนต์นรีน้ำตาคลอหน่วย แอบน้อยใจบิดาลึกๆ แต่ไหนแต่ไรมาบิดาของเธอตามใจเธอมาโดยตลอด อยู่ๆ ท่านก็มาบังคับให้เธอแต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้รักเสียอย่างนั้น เธอทำใจไม่ได้จริงๆ
“หนูไม่แต่ง ยังไงหนูก็ไม่แต่ง”
“ไม่แต่งไม่ได้นะลูก” ร่างระหงหันขวับไปทางต้นเสียงอ่อนโยนนั้นทันที
“คุณแม่! นี่คุณแม่ก็เห็นด้วยกับเตี่ยเหรอคะ” เธอถามเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ในเมื่อมารดาของเธอตามใจเธอมาตลอดเช่นกัน เรียกว่าแทบจะไม่เคยขัดใจเธอเลยก็ว่าได้
“ใช่ลูก แม่เห็นด้วยกับคุณพ่อ หากลูกไม่เห็นแกพ่อแม่ ก็ให้เห็นแก่ปู่กับย่าที่เป็นทั้งโรคความดันและโรคหัวใจนะลูก หากท่านทั้งสองต้องมารับรู้ว่าธุรกิจที่พวกท่านก่อตั้งมาเป็นสามสิบสี่สิบปีต้องปิดฉากลงในอีกสองสามเดือนข้างนี้ พ่อแม่กลัวว่า...กลัวว่า...”
“หนูพอเข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นบอกหนูได้ไหมคะ ว่าอีกกี่วันญาติผู้ใหญ่ของคุณทาคุมิจะมาบ้านเรา” มนต์นรีรู้ว่ามารดาจะพูดอะไรต่อ เธอรักและเป็นห่วงปู่กับย่ามาก พอมารดาเอาท่านทั้งสองมาอ้าง เธอก็คงต้องทำตามคำสั่งอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
“อีกประมาณสามวันจ้ะลูก” คุณมินตราบอกลูกสาวด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะรู้สึกสงสารเห็นใจลูกสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเธอไม่น้อย
นี่หรือคือชีวิตของหงส์ฟ้าที่ใครๆ หลายคนบอกว่าเธอช่างโชคดี สูงส่ง เติบโตขึ้นมาบนกองเงินกองทอง เป็นคุณหนูที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คต์ แต่ใครบ้างจะรู้ว่าเวลานี้ เธอกำลังจะเป็นเหมือนหงส์ที่ถูกจับล่ามโซ่ในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว ช่างน่าสมเพชตนเองสิ้นดี แต่หงส์อย่างเธอตราบใดที่ยังไม่ถูกเด็ดปีก เธอก็จะขอบินอย่างอิสระตราบเท่าที่ยังมีเวลา
“ถ้าอย่างนั้นสามวันต่อจากนี้ หนูขอใช้ชีวิตอย่างอิสระนะคะเตี่ย คุณแม่” จบคำร่างอรชรก็หันหลังเดินลิ่วๆ ตรงไปยังรถพาหนะคู่ใจสีแดงโฉบเฉี่ยวทันที
“เดี๋ยวมินนี่! ลูกจะไปไหน” คุณมินตราตะโกนไล่หลังลูกสาวเพียงคนเดียวไปด้วยความเป็นห่วง แล้วก็ก้าวฉับๆ ตามไปจนถึงรถ
“มินนี่ ลูกจะไปไหน บอกแม่มาก่อน” ร่างระหงที่กำลังจะก้าวขึ้นรถหันมามองมารดาแล้วบอกด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจว่า
“หนูจะไปหาวิธีที่จะทำให้ธุรกิจของคุณปู่คุณย่าที่ก่อตั้งมาสามสิบสี่สิบปีไม่ต้องปิดฉากลงน่ะสิคะ”
“ยังไง” ร่างสูงภูมิฐานที่ก้าวตามหลังภรรยามาติดๆ ถามขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมระคนเป็นห่วง
“ตอนนี้หนูยังคิดไม่ออกหรอกค่ะ แต่ไม่เกินสามวัน หนูคิดออกแน่นอน”
จบประโยคเน้นหนัก คนดื้อรั้นที่ถูกตามใจมาจนชินก็ก้าวขึ้นรถปิดประตูแล้วสตาร์ทรถออกไปทันที ปล่อยให้คนที่ยืนนิ่งอยู่ข้างหลัง ต้องหันหน้ามาสบตากันด้วยความหนักใจ เพราะพอจะรู้จักนิสัยของลูกสาวดี ว่ามนต์นรีมักจะทำอะไรที่ไม่คาดฝันเสมอๆ และมักจะไปทางด้านลบเสียด้วยสิ
อีกไม่กี่วันทางครอบครัวของทาคุมิก็จะเดินทางมาเมืองไทยเพื่อทำการสู่ขอมนต์นรีอย่างเป็นทางการแล้ว ‘หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น และไม่มีข่าวหน้าหนึ่งออกมาให้พ่อกับแม่ปวดหัวอีกนะ’