ตอน 1

เมืองฮาลอง ประเทศเวียดนาม...

“เฮ้ย! หยุดนะ! ขอโทษครับ! ขอโทษ!” เสียงตะโกนโหวกเหวกเป็นภาษาเวียดนามดังกึกก้องพร้อมร่างสูงของชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงสแล็กวิ่งไล่กวดชายร่างเล็กในชุดดำตัวเสื้อมีฮู้ดคลุมศีรษะไว้อย่างมิดชิดไปติดๆ สร้างความแตกตื่นให้แก่ผู้คนที่กำลังเดินเลือกซื้อสินค้าในตลาดขนาดย่อม

พระจันทร์ พรพิทักษ์ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์เดินทางไปติดต่อธุรกิจที่เวียดนามกับคู่ค้าที่สนใจร่วมทุนในโครงการใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวขึ้น หลังจากเจรจากับหุ้นส่วนคนสำคัญเสร็จสิ้น เขาจึงท่องเที่ยวพักผ่อนพร้อมกับสำรวจแหล่งธุรกิจในเวียดนามไปในตัว ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเพลิดเพลินกับการเดินดูสินค้าในตลาดฮาลองก็ถูกมือดีล้วงกระเป๋า แต่ทว่าเจ้าหัวขโมยมือไม่เบาพอชายหนุ่มจึงรู้ตัว แต่ช้าไปกว่าหัวขโมยที่รีบโกยแนบทันทีที่ฉกกระเป๋ามาไว้ในมือได้ การวิ่งไล่ล่ากันเกิดขึ้นท่ามกลางความโกลาหลของผู้คนที่พากันแตกตื่นด้วยไม่รู้เรื่องราว

“บัดซบ! หายไปไหนนะ ไวฉิบ!” พระจันทร์สบถอย่างหัวเสียเมื่อเจ้าวายร้ายที่เขาวิ่งไล่กวดมาหายตัวไปเมื่อมาถึงทางแยกที่ซับซ้อน ชายหนุ่มหยุดยืนหายใจหอบมองซ้ายมองขวาอย่างลังเล ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในตรอกหนึ่งด้วยหวังว่าจะใจตรงกันกับเจ้าหัวขโมย ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ล่าให้เหนื่อยแรง เพราะเขาไม่ได้นึกเสียดายเงิน แต่เพราะไม่อยากเสียเวลาไปจัดการเดินเรื่องเกี่ยวกับเอกสารในกระเป๋าต่างหาก อย่างน้อยหากมันเอาเงินในกระเป๋าไปแล้วทิ้งกระเป๋าและเอกสารสำคัญไว้ก็ยังดี แต่ตอนนี้หัวขโมยตีนผีวิ่งหนีหายไปในซอกซอยไหนก็ยากที่จะคาดเดา

**********************************

“ว้าย!” เสียงหวีดร้องอย่างตกใจดังขึ้นเมื่อจู่ๆเธอก็ถูกวิ่งชนแทบเสียหลักล้ม แต่คนชนกลับไม่เอ่ยคำขอโทษสักนิด หญิงสาวได้แต่มองตามอย่างหงุดหงิดใจ

“บ้าจริง! จะขอโทษกันสักนิดก็ไม่มี ไร้มารยาทสิ้นดี” พิมพ์อัปสรก่นด่าอย่างไม่สบอารมณ์ แต่หญิงสาวก็ต้องชะงักเมื่อเบื้องหน้าของเธอมีกระเป๋าสตางค์แบรนด์เนมตกอยู่

“เอ๊ะ! กระเป๋าสตางค์นี่! แปลกจริงคนแบบนั้นใช้ของดีมียี่ห้อขนาดนี้เลยเหรอหรือว่าของก็อป” ว่าพลางก้มลงไปหยิบกระเป๋าสตางค์ที่ตกอยู่ตรงหน้าขึ้นมาดู แต่ยังไม่ทันที่จะได้ตรวจดูอย่างถี่ถ้วนตามที่ใจนึกคิด เสียงห้าวกังวานของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น ฉุดให้เธอหันไปมองตามเสียงนั้นอย่างมึนงง

“อยู่นี่เองเจ้าหัวขโมย หยุดนะ! อย่าคิดหนี”

“เอ๊ะ! นี่คุณ! ปล่อยนะ คุณเป็นใครมากล่าวหากันแบบนี้ไม่มากไปหน่อยหรือ” พิมพ์อัปสรโวยวายเมื่อเจ้าของเสียงทรงพลังอำนาจนั้นตรงเข้ามายื้อยุดฉุดกระชากแขนเธอ

พระจันทร์อึ้งไปนิดที่หญิงสาวที่เขาเข้าใจว่าเป็นหัวขโมยนั้นช่างมีใบหน้าที่ดูสวยเฉี่ยว แม้จะไม่ได้แต่งแต้มสีสันใดลงบนใบหน้าเลยก็ตาม ยิ่งริมฝีปากบางเฉียบสีชมพูอ่อนราวกลีบกุหลาบนั่นด้วยแล้วช่างดูน่าหลงใหลเสียจนไม่อยากละสายตา แต่เพียงเสี้ยววินาทีนักธุรกิจหนุ่มก็ขับไล่ความคิดนั้นออกไปแล้วโต้ตอบด้วยน้ำเสียงและแววตาหยามเหยียด

“ฉันเนี่ยนะกล่าวหาเธอ หลักฐานอยู่ในมือโทนโท่ อย่างไรเธอก็ดิ้นไม่หลุดแน่แม่หัวขโมย”

“หลักฐานอะไรพูดให้มันดีๆ นะคุณ” พิมพ์อัปสรแค่นหัวเราะก่อนถาม ยามนี้ใบหน้างามเหยเกดวงตาขุ่นเขียวเพราะขัดใจที่ไม่อาจดิ้นหลุดจากมือหนาที่รึงรัดท่อนแขนเธอไว้มั่น

“ก็กระเป๋าสตางค์ฉันที่อยู่ในมือเธอนี่ไง ไปกับฉันซะดีๆ อย่างไรวันนี้ฉันต้องให้ตำรวจจับเธอเข้าคุกแน่ๆ”

พระจันทร์จับจ้องคนตรงหน้าด้วยสายตาคาดคั้นแกมบังคับ พิมพ์อัปสรถึงกับไฟโทสะลุกโชนเมื่อเข้าใจในสถานการณ์ มัคคุเทศก์สาวรู้สึกเกลียดชัง ชายหนุ่มหน้าตาดีแต่มีจิตใจคับแคบชอบคิดเองสรุปเองโดยไม่ไตร่ตรองหรือถามไถ่ให้รู้เรื่องราว หญิงสาวจึงหลุดพ่นวาจาท้าทายด้วยแรงโทสะราวกำลังมีกองเพลิงอันร้อนแรงลุกโชติช่วงอยู่ภายในอก

“ก็เอาเซ่! ถ้าคุณไม่กลัวหน้าแตกก็เชิญ คุณเห็นนั่นไหม กล้องวงจรปิดของโรงแรม ฉันก็มีหลักฐานยืนยันเหมือนกัน”

พระจันทร์ตวัดสายตามองตามคำท้านั้นแล้วโต้ตอบทันควันอย่างมั่นใจเช่นกัน

“ได้! งั้นเราจะได้เห็นดีกัน”

“เอ๊ะ! นี่คุณปล่อยนะ จะพาฉันไปไหนเนี่ย” พิมพ์อัปสรโวยวายอีกครั้งเมื่อปลายนิ้วแกร่งขยับรัดแน่นเข้าแล้วเจ้าของมือหนานั้นก็ออกแรงฉุดให้เธอเดินตาม หญิงสาวทั้งเจ็บและแค้นเคืองกับความบ้าอำนาจของอีกฝ่าย

“ก็ไปพิสูจน์กันไง ว่าเธอผิดจริงหรือฉันเป็นฝ่ายคิดไปเอง” พระจันทร์หันมาตอบกลับดวงตาคู่คมจับจ้องดวงตาสีนิลด้วยแววตาอันคมกล้าแสนท้าทาย คิ้วดกเข้มเลิกขึ้นสูงราวต้องการถามอยู่ในที

“คุณนี่มันบ้าชะมัด”

“หรือเธอไม่กล้า งั้นก็ยอมรับมาซะดีๆ ว่าเธอเป็นหัวขโมย”

“โธ่โว้ย! คุณนี่มันฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง ฉันไม่ได้เป็นหัวขโมย ได้ยินไหม!” พิมพ์อัปสรตะโกนลั่นเป็นภาษาไทยเร็วปรื๋อทั้งที่ตลอดช่วงเวลาที่ถกเถียงกันล้วนโต้ตอบกันไปมาด้วยภาษาเวียดนามทั้งสิ้น

“ถ้ามั่นใจจริงก็ตามฉันมา”

มัคคุเทศก์สาวถึงกับอ้าปากค้างเมื่อได้ยินชายหนุ่มแปลกหน้าโต้กลับด้วยภาษาเดียวกัน พระจันทร์กระตุกมือ ฉุดดึงแขนให้อีกฝ่ายเดินตาม ครั้งนี้พิมพ์อัปสรเพียงแค่ชักสีหน้าหงุดหงิดใจก่อนเดินตามชายร่างสูงมาดเท่ทว่าแสนเอาแต่ใจไม่ฟังคำใครไปด้วยอาการสุดเซ็ง

‘บ้าจริง! คอยดูนะฉันจะเอาเรื่องคุณให้ถึงที่สุดที่บังอาจมาทำให้ฉันเสียเวลา’ พิมพ์อัปสรเข่นเขี้ยวในใจพลางยกข้อมือขึ้นดูเวลาบนนาฬิกาสุดเก๋ เมื่อเห็นว่าใกล้เวลานัดหมายกับคณะทัวร์แล้วหญิงสาวก็ยิ่งขุ่นเคืองในอารมณ์

“ผมขอโทษคุณแล้วกันที่เข้าใจคุณผิดไป” พระจันทร์เอ่ยขึ้นด้วยสรรพนามที่ใช้แทนตัวเองและหญิงสาวเปลี่ยนไป เขารู้สึกผิดเมื่อได้ดูเทปบันทึกจากกล้องวงจรปิดหลังจากแจ้งความประสงค์ ผู้จัดการโรงแรมรีบจัดการให้อย่างรวดเร็วเนื่องจากเขาเป็นแขกวีไอพีที่มักมาพักที่โรงแรมนี้เป็นประจำ แต่ในความรู้สึกของพิมพ์อัปสร เธอกลับรู้สึกว่ากิริยาอาการนั่นช่างเสแสร้งมากกว่าที่เจ้าตัวจะรู้สึกสำนึกผิดจริงจัง เพราะดวงตาคมกล้าคู่นั้นยังเต็มไปด้วยแววถือดีไม่มีวี่แววคล้อยตามวาจานั้นสักนิด

“เก็บคำขอโทษของคุณไว้ดีกว่าค่ะ ฉันว่าทางที่ดีคุณควรรู้จักไถ่ถามให้แน่ใจเสียก่อนคิดกล่าวหาคนอื่นแบบนี้”

“นี่คุณ!” พระจันทร์ฉุนกึกเมื่อได้ฟังวาจาแสนร้ายกาจนั่น

“ทำไมคะ ฉันจี้ใจดำคุณหรือไงคุณควรขอบใจฉันมากกว่านะคะที่ชี้ให้คุณเห็นจุดบกพร่องของตัวเอง” พิมพ์อัปสรยังคงเย้ยหยันทั้งแววตาสีหน้าและวาจาอย่างไม่มีท่าทีว่าจะยอมลงให้อีกฝ่ายสักนิด ผู้จัดการโรงแรมเหมือนจะรู้ตัวว่าหมดหน้าที่จึงรีบปลีกตัวหลีกหนีออกไป เมื่อเจอสายตาคมกล้าของพระจันทร์ตวัดมองมาราวออกคำสั่ง

ตอน 2

“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนผม จำไว้”

“คุณก็ไม่มีสิทธิ์ปรักปรำใครง่ายๆ แบบนั้นเหมือนกัน”

พระจันทร์ขบฟันเข้าหากันแน่นอย่างเหลืออด เขาไม่เคยต้องมาต่อล้อต่อเถียงหรืออดกลั้นกับวาจาแสนก้าวร้าวนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้าหาญต่อกรกับเขา

“คุณต้องการเท่าไรสำหรับค่าเสียหาย ผมจะเขียนเช็คให้” พระจันทร์เอ่ยถามขึ้นใหม่อย่างใจเย็นหลังจากที่พยายามเก็บข่มความขุ่นเคืองใจไว้

พิมพ์อัปสรถึงกับหน้าชากับวาจาของอีกฝ่าย มัคคุเทศก์สาวไม่อาจยั้งอารมณ์โกรธที่คุกรุ่นไว้ได้อีกต่อไป

“เฮอะ! เพราะคุณมันบ้าอำนาจเห็นแก่เงินอย่างนี้นี่สิ ถึงได้ไม่เห็นหัวใคร”

“คุณ!” พระจันทร์สบถกราดเกรี้ยวได้เพียงเท่านั้น พิมพ์อัปสรก็ตอกวาจาซ้ำเติมให้เพลิงโทสะในอกเขายิ่งรุนแรงขึ้น

“คุณคงเคยชินกับการแก้ปัญหาด้วยการใช้เงินฟาดหัวสินะ อย่าคิดเอามาใช้กับฉัน มันไม่ได้ผลจำไว้”

“คุณต้องการอะไรสาวน้อย ผมขอโทษคุณก็ต่อว่าผม พอผมเสนอเงินให้คุณก็มาด่าผมอีก ผมไม่สนุกรู้ไว้ซะ” คราวนี้ท่าทางเริ่มเปลี่ยนจากมือล้วงกระเป๋ามาเป็นท้าวเอวพิมพ์อัปสรก็ช่างยอกย้อนเสียจนพระจันทร์แทบกระอักเลือด

“ฉันก็ไม่สนุกหรอกนะที่ต้องมาเสียเวลากับเรื่องบ้าๆ นี่ เวลาของฉันมันมีค่ามากกว่าเศษเงินของคุณรู้เอาไว้”

“เวลาของผมก็มีค่ามากกว่ามาโต้เถียงกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างคุณเหมือนกัน”

“คุณ!” พิมพ์อัปสรเป็นฝ่ายสะอึกอึ้งที่ถูกพระจันทร์กล่าวหา

“ในเมื่อจบเรื่องแล้วก็ทางใครทางมัน เพราะคำขอโทษของผมมันไม่อาจทำให้จิตใจที่กระด้างของคุณมันอ่อนนุ่มได้ ก็ไม่จำเป็นที่ผมต้องใส่ใจ แต่ก็ขอบใจนะสาวน้อยสำหรับกระเป๋านี่ บาย!” พระจันทร์เบ้ปากยักไหล่ให้ก่อนเบี่ยงกายเดินเลี่ยงจากไป แต่สองเท้ากลับต้องชะงักหยุดเดินเพราะพิมพ์อัปสรวิ่งมาขวางทางและยกมือขึ้นกางกั้นราวกลัวเขาหาทางหลบหลีก

“นี่คุณ! เดินหนีกันง่ายๆ แบบนี้ มันไม่มากไปหน่อยหรือ”

“คุณจะเอาอย่างไรกันแน่” อีกครั้งที่ต้องยกมือขึ้นท้าวเอวเลิกคิ้วถามอย่างเอือมระอา แต่ไม่ทันที่พิมพ์อัปสรจะได้โต้ตอบวาจาใดๆ เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือก็ดังกังวานขึ้นก่อน ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!

“ฮึ่ย!” เสียงหวานสบถอย่างหงุดหงิดก่อนที่เจ้าของจะหยิบโทรศัพท์มือถือที่ห้อยคอไว้ขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าสายเรียกเข้าเป็นใครหญิงสาวก็รีบกดรับทันที ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนถอนใจรออย่างสุดเซ็งเพราะรู้ดีว่าเธอไม่ยอมให้เขาจากไปง่ายๆ หากไม่ได้สิ่งที่พอใจ

“ฮัลโหล ว่าไงเก่ง เออ…เฮ้ย! แย่จริง โทษทีน้อง พี่จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” เจ้าของปลายนิ้วเรียวรีบกดวางสายอย่างหงุดหงิดที่ปล่อยให้ความขุ่นเคืองใจเข้าครอบงำจนลืมความรับผิดชอบในหน้าที่ ยามนี้ล่วงเลยเวลานัดหมายกับคณะทัวร์มาเกือบครึ่งชั่วโมง แต่ในใจก็ไม่วายกล่าวโทษว่าเพราะชายหนุ่มบ้าอำนาจตรงหน้านี้เป็นเหตุให้เธอเสียเวลา

“ฝากไว้ก่อนเถอะ ถือว่าล้างซวยไป อย่าได้เจอะเจอกันอีกเลย พวกบ้าอำนาจอย่างพวกคุณนี่” พอพ่นวาจาดุดันเสร็จพิมพ์อัปสรก็สะบัดหน้าแล้ววิ่งจากไปทันทีทิ้งให้พระจันทร์งงกับวาจาแสบๆ คันๆ ของคู่กรณี เพราะยังไม่ทันที่เขาจะได้โต้ตอบคำใด ร่างโปร่งระหงของเธอก็หันหลังกลับแล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็วราวกับมีเรื่องร้อนรน

พระจันทร์ถึงกับส่ายหน้าก่อนแค่นหัวเราะราวเยาะตัวเองที่มาพลั้งเผลอโต้เถียงกับคนท่าทางถือดีราวกับเด็กทะเลาะกันอย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน สองเท้าเดินไปตามทางเดินที่ร่างของคู่กรณีที่เขารู้จากผู้จัดการโรงแรมแค่ว่าชื่อ พิมพ์ เป็นมัคคุเทศก์ที่พาคณะทัวร์มาพักที่นี่นั้นหายลับไป แต่ดูเหมือนว่าวาจาและดวงตาแสนเหยียดหยามของเธอยังติดตามมายากจะลบเลือนออกไป

************************************

“พี่พิมพ์! ทางนี้พี่!”

พิมพ์อัปสรชะงักเท้าที่กำลังก้าวอย่างเร่งรีบเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยเอ่ยเรียกมาจากมุมหนึ่งของล็อบบี้ในโรงแรม มัคคุเทศก์สาวหันไปมองตามเสียงนั้นเมื่อเห็นว่าเป็นใครก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาเจ้าของเสียงคุ้นเคยนั้นทันที

“เก่ง! มาทำอะไรตรงนี้”

“โหพี่! พี่หายไปไหนมาเนี่ย ลูกค้าด่าไฟแลบจนแสบแก้วหูหมดแล้ว” พิพัฒน์ หรือ เก่ง หน้ายุ่งทันทีที่ได้ฟังคำลูกพี่ ปกติปัญหาไหนๆ เขาแก้ได้หมดไม่เคยต้องให้ร้อนถึง แต่ครั้งนี้มันยากเกินแก้จริงๆ ในเมื่อพิมพ์อัปสรเล่นหายไปค่อนชั่วโมงพร้อมตั๋วเข้าชมสถานที่ที่จะนำพาคณะทัวร์ท่องเที่ยว รอบเย็นนี้

“โทษทีเก่ง เอาไว้พี่จะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ไปเคลียร์เรื่องวุ่นๆ นี่ก่อนเถอะ” พิมพ์อัปสรตบบ่าลูกน้องคู่หูด้วยความรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในการออกทัวร์ครั้งนี้

“ไปสิพี่!” พิพัฒน์พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย ทั้งลูกพี่ลูกน้องต่างสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจับมือมองตาอย่างให้กำลังใจกันแล้วพากันออกไปคลี่คลายสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด

“คุณพิมพ์! คุณเป็นไกด์ประสาอะไรถึงได้ผิดนัดกันเกือบชั่วโมงแบบนี้น่ะฮะ!” ลูกทัวร์หนุ่มใหญ่คนหนึ่งรีบถลาเข้ามาต่อว่าทันทีที่เห็นพิมพ์อัปสรปรากฏกายขึ้น เสียงดังลั่นทำให้คนทั้งล็อบบี้หันมามองเป็นตาเดียวกัน พลันลูกทัวร์คนอื่นๆ ก็พากันกรูเข้ามารุมต่อว่ายาวเหยียดจนพิมพ์อัปสรได้แต่ยืนนิ่งเงียบเพราะไม่มีโอกาสเอ่ยแทรก

“นั่นสิ! มาเอาจนป่านนี้แล้วมันจะไปทันไหม!”

“เอ่อ...คือ ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ คือพิมพ์” มัคคุเทศก์สาวพยายามดึงอารมณ์ของลูกทัวร์ให้เย็นลง

“จะให้เย็นอย่างไรไหว คุณมันไม่มีความรับผิดชอบ” เสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยจบ จากนั้นก็มีเสียงอื่นๆ แทรกขึ้นมาแทบจะพร้อมกันจนเสียงดังเซ็งแซ่ไปหมด

“ใช่ผิดหวังจริงๆ คอยดูนะฉันจะฟ้องบริษัทให้ถึงที่สุด”

“อย่างนี้คุณจะรับผิดชอบอย่างไรคะคุณพิมพ์”

“ผมรับผิดชอบเองครับ” เสียงเข้มกังวานดังแทรกขึ้นขณะที่พิมพ์อัปสรกำลังปวดหัวจนแทบระเบิดด้วยไม่อาจคุมสถานการณ์ได้ เสียงนั้นทรงพลังอำนาจมากพอที่จะทำให้ทุกคนหยุดวาจาและหันมามองเจ้าของเสียงโดยพร้อมเพรียงกัน

“กรี๊ด...ใครอะ หล่ออะเธอ”

“ใช่อย่างกะดาราแน่ะ ดูสิเค้ายิ้มให้ฉันด้วย”

เหล่าลูกทัวร์สาวที่อยู่ข้างๆ พิมพ์อัปสรพากันกรีดร้องแล้วกระซิบกระซาบชื่นชมรูปร่างหน้าตาของเจ้าของเสียงนั้น เมื่อหันไปตามเสียงเข้มกังวานแล้วพบชายหนุ่มรูปงามไม่ว่ามองมุมไหนก็ไร้ที่ติ แถมรอยยิ้มแสนอบอุ่นนั้นช่างกระชากใจเหล่าสาวน้อยสาวใหญ่ให้ใจหลุดลอยไปตามๆ กัน

“คุณ!” พิมพ์อัปสรอุทานลั่น ดวงตาคู่งามเบิกกว้างเมื่อพบคนที่เป็นต้นเหตุให้เธอผิดนัดกับลูกทัวร์ครั้งนี้ มัคคุเทศก์สาวถลึงตาใส่เมื่อพระจันทร์หลิ่วตาให้ก่อนหันไปเอ่ยกับลูกทัวร์ที่ยังคงจับจ้องมองเขาอย่างสงสัย

ตอน 3

“ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยครับ ผมเองที่เป็นต้นเหตุให้คุณพิมพ์เธอผิดนัด ดังนั้นผมยินดีรับผิดชอบครับ”

“นี่อย่าบอกนะว่ามาทำงานแล้วแอบนัดหนุ่มมาจู๋จี๋น่ะ อย่างนี้มันใช้ไม่ได้” หนุ่มใหญ่คนเดิมที่เป็นต้นเสียงเริ่มต่อว่าต่อขานหันมาเอ่ยหวังเล่นงานต่อด้วยเข้าใจผิด มัคคุเทศก์สาวขยับจะคัดค้านแต่พระจันทร์กลับชิงพูดขึ้นก่อน หญิงสาวหันขวับมามองตาขวางด้วยไม่พอใจ

“มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอกครับ พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยแล้วผมเข้าใจคุณพิมพ์ผิด ไปกล่าวหาว่าเธอเป็นต้นเหตุ เลยเสียเวลาเคลียร์กันนานไปหน่อย อย่างไรอย่าถือโทษโกรธเธอเลยนะครับ เรื่องนี้ผมขอรับผิดที่ผมเป็นต้นเหตุ”

“แล้วคุณจะรับผิดชอบยังไง” หนุ่มใหญ่คนนั้นเริ่มเย็นลงเมื่อได้ฟังเหตุผล แต่ไม่วายเรียกร้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ตัวเอง สายตายาวรีจับจ้องมองมายังพระจันทร์อย่างประเมินระดับฐานะของนักธุรกิจหนุ่ม

“เอาเป็นว่าทริปนี้ผมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทุกคนครึ่งหนึ่ง และค่ำคืนสุดท้ายก่อนเดินทางกลับผมขอจัดเลี้ยงส่งพวกคุณเอง เอาชนิดที่ว่าพิเศษกว่าทริปไหนๆ ดีไหมครับ” พระจันทร์ส่งยิ้มให้ขณะกวาดสายตามองไปทั่วกลุ่มคณะทัวร์ก็เห็นว่าทุกคนมีทีท่าอ่อนลงและพึงพอใจในสิ่งที่เขาเสนอ

“อย่างนี้ค่อยน่าฟังหน่อย”

“และเพื่อเป็นการชดเชยที่ทำให้พวกคุณพลาดการท่องเที่ยวในค่ำคืนนี้ ผมจึงถือโอกาสนี้เชิญทุกท่านทานอาหารค่ำที่ริมสระน้ำในอีกครึ่งชั่วโมงนะครับ” สิ้นคำเชิญชวน เสียงฮือฮาอย่างพึงพอใจก็ดังกระหึ่มไปถ้วนทั่ว พระจันทร์ยักคิ้วไหวไหล่ให้พิมพ์อัปสรราวต้องการบอกทำนองว่าในที่สุดเงินเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

“นี่คุณ! หยุดก่อนอย่าเพิ่งไป” พิมพ์อัปสรตะโกนเรียกพระจันทร์หลังจากที่วิ่งตามมาทัน เพราะเขาหันหลังกลับเดินจากไปทันทีที่ส่งสายตาเยาะเย้ยเธอโดยไม่รีรอให้เธอได้โต้แย้งใดๆ

“มีอะไรให้ผมรับใช้อีกไม่ทราบครับคุณพิมพ์”

“อย่ามาเล่นลิ้น คุณมาวุ่นวายกับงานของฉันทำไม” พิมพ์อัปสรโวยวายอย่างหาเรื่อง นักธุรกิจหนุ่มได้ฟังถึงกับเริ่มโมโหที่อีกฝ่ายตั้งท่าหาเรื่องไม่จบสิ้น

“นี่คุณ! คุณควรขอบคุณผมมากกว่ามายืนต่อว่าผมปาวๆ แบบนี้นะคุณพิมพ์”

“ทำไมฉันต้องขอบคุณ ในเมื่อคุณเสนอตัวเข้าไปวุ่นวายเอง ฉันไม่ได้ร้องขอ และที่สำคัญคุณเป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องวุ่นวายนี่” มัคคุเทศก์สาวเชิดหน้าอย่างท้าทายสายตาท่าทางช่างยียวนจนพระจันทร์อยากคว้าร่างนั้นมาสั่งสอนให้สิ้นฤทธิ์

“ครับผม รับทราบครับ ทีนี้ผมจะไปได้หรือยังครับ” ชายหนุ่มลากเสียงถามด้วยต้องการตัดความรำคาญ แต่พิมพ์อัปสรกลับรู้สึกว่ามันช่างยียวนเสียจนอยากประทับกำปั้นเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลานั่น

“ยัง! คุณเล่นไปบอกลูกทัวร์ฉันแบบนั้น แล้วฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณจะไม่ทำให้ฉันเดือดร้อน”

พระจันทร์หัวเราะเบาๆ เมื่อเข้าใจในสิ่งที่หญิงสาวต้องการ

“ฮึ! นึกว่าอะไร นี่นามบัตรผม คุณเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไปได้เลยทันทีที่กลับถึงเมืองไทย ส่วนอาหารค่ำคืนนี้ผมจะให้โรงแรมเรียกเก็บกับผม ตลอดจนอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่ผมรับปากพวกเขาไว้ แค่นี้พอสบายใจได้รึยังครับ”

พิมพ์อัปสรรับนามบัตรมาถือไว้ ก่อนไหวไหล่เบะปากเมื่อเห็นตำแหน่งที่โชว์บนนามบัตรนั้น

พระจันทร์ พรพิทักษ์

ประธานกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พรพิทักษ์กรุ๊ป!

“ก็ดี คุณคงใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยเงินจนเคยชินสินะ”

“แล้วคุณคิดว่าในสถานการณ์ตอนนั้นจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนล่ะ ที่จะทำให้พวกเขาสงบลงและพึงพอใจถ้าไม่ใช่วิธีนี้” พระจันทร์เลิกคิ้วเป็นเชิงถามยามเอ่ยคำ แต่พิมพ์อัปสรก็ได้แต่อ้ำอึ้งแทนคำตอบ

“ผมว่าทางที่ดีคุณควรไปเตรียมตัวทานอาหารค่ำกับลูกทัวร์ของคุณดีกว่านะ เพราะถ้าคุณยังยืนขวางทางผมอยู่อย่างนี้ ผมอาจสั่งการไม่ทันแล้ว ลูกทัวร์คุณอาจโวยวายเป็นครั้งที่สองก็ได้” นักธุรกิจหนุ่มแค่นยิ้มตวัดสายตามองปราดไปทั่วดวงหน้างดงามก่อนเอ่ยคำที่ทำให้พิมพ์อัปสรต้องขยับเบี่ยงกายหลีกทางให้

มัคคุเทศก์สาวย่นจมูกแลบลิ้นตามแผ่นหลังกว้างไปอย่างหมั่นไส้ในท่าทางถือดีนั้น หญิงสาวไหวไหล่อีกครั้งแล้วหันหลังกลับเพื่อเตรียมตัวดูแลคณะทัวร์ในช่วงอาหารค่ำที่เปลี่ยนโปรแกรมกะทันหัน แต่ก็เกือบปะทะเข้าอย่างจังกับพิพัฒน์ผู้ช่วยรุ่นน้องที่เข้ามาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้

“ใครอ่ะพี่พิมพ์ ทั้งหล่อ ทั้งเท่ แถมยังใจดีอีกต่างหาก”

“ใจดีกะผีน่ะสิ นายนี่นั่นแหละต้นเหตุที่ทำให้พี่มาช้า” ลูกพี่สาวสบถตอบกลับอย่างหัวเสียเมื่อได้ยินลูกน้องหนุ่มเอ่ยปากชมคนต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย

“อ้าว! มันอย่างไรล่ะพี่ เกิดอะไรขึ้น”

“ใครก็ไม่รู้อยู่ๆ ก็วิ่งมาชนพี่แล้วทำกระเป๋าสตางค์หล่นไว้ พอนายนี่มาถึงก็ต่อว่าพี่ หาว่าพี่เป็นขโมย พูดแล้วมันน่าเจ็บใจนัก” พิมพ์อัปสรร่ายยาวด้วยแรงอารมณ์ พิพัฒน์ได้ฟังก็พยายามหว่านล้อมให้ลูกพี่เลิกใส่ใจกับความเข้าใจผิดกันนั้น

“เอาเถอะน่าพี่พิมพ์ ยังไงซะเขาก็ช่วยกู้สถานการณ์ให้เรานะพี่”

“แต่มันเหมือนดิสเครดิตเรานี่สิ” พิมพ์อัปสรยังไม่หยุดโวยวาย

“แต่ผมว่าเขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอกมั้งพี่พิมพ์” อีกครั้งที่พิพัฒน์พยายามแก้ต่างให้ ลูกพี่สาวตวัดสายตาจับจ้องมองลูกน้องหนุ่มก่อนส่งค้อนให้อย่างขัดเคืองใจ

“ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจพี่ก็ไม่ชอบเข้าใจไหมเก่ง แล้วถ้าไม่อยากให้พี่อารมณ์เสีย อย่าเอ่ยถึงผู้ชายคนนี้ให้พี่ได้ยินอีกโอเค้!”

“พี่พิมพ์ พี่เป็นไรหรือเปล่า ผมว่าพี่หงุดหงิดง่ายไปไหม อย่างกะวัยทองแน่ะพี่”

“ไอ้เก่ง!” พิมพ์อัปสรถลึงตาใส่ทันทีที่ได้ยินวาจาหยอกเย้า คนปากดีที่ริอาจสะกิดนางเสือถึงกับยกมือไหว้ปรกๆ ทันทีที่สบเข้ากับดวงตาวาววับราวนางเสือของลูกพี่สาว

“แฮ่ะๆ ขอโทษครับพี่ ผมเห็นพี่เอาแต่ทำหน้ายับยู่ยี่ก็เลยสงสัย”

“เออๆ โทษที พี่แค่หงุดหงิดเรื่องยัยแพรน่ะ” บอกพร้อมโบกไม้โบกมือเอ่ยขอโทษเมื่อเริ่มรู้ตัวว่าเผลอใส่อารมณ์กับหนุ่มน้อยหน้าใสผู้ช่วยไกด์มากไป พิพัฒน์หูผึ่งทันที

“แพรตะวัน! ทำไมหรือพี่พิมพ์”

“ก็ยัยแพรน่ะสิ โทรไปเท่าไรก็ไม่รับสาย ทั้งมือถือ ทั้งที่บ้าน นี่ก็ปิดเครื่องไปแล้ว ไม่รู้เป็นอะไรหรือเปล่า” พิมพ์อัปสรร่ายยาวระบายความรู้สึกอึดอัดที่อัดอั้นในใจ

“ไม่มีไรหรอกมั้งพี่พิมพ์ วัยรุ่นก็แบบนี้แหละ ติดเพื่อนบ้าง อะไรบ้าง พี่พิมพ์ก็อย่าเข้มงวดเกิน สงสารยัยแพร ผมกลัวกลายเป็นเด็กเก็บกด” พิพัฒน์พยายามโน้มน้าวให้พิมพ์อัปสรคิดในสิ่งที่ดี

“สมัยนี้ไว้ใจใครได้ง่ายๆ ซะที่ไหนกันล่ะ ยัยแพรยิ่งหัวอ่อนอยู่ด้วย” พิมพ์อัปสรพ่นลมหายใจออกทางปากยาวเหยียดด้วยหวังช่วยคลายกังวล พิพัฒน์พยักหน้าอย่างคล้อยตาม แต่ก็ไม่วายพูดให้ลูกพี่สาวได้ฉุกคิดถึงความประพฤติของน้องสาว

“มันก็ใช่ แต่ยัยแพรก็ไม่เคยเกเรไม่เคยทำเรื่องเสียหายไม่ใช่หรือพี่”

“เออ...อันนี้พี่รู้ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้นี่ยะ น้องสาวทั้งคน”

“งั้นพี่พิมพ์ให้ผมช่วยดูแลน้องแพรอีกคนดีไหมพี่” พิพัฒน์ยื่นหน้าทะเล้นให้ลูกพี่สาวจนเกือบได้รอยบาทามาประทับตราบนเรือนร่างหากพิมพ์อัปสรไม่ชะงักค้างไว้เสียก่อน

“ไอ้เก่ง!”

“แฮ่ะๆ ล้อเล่นอะคร้าบ...ลูกพี่! ผมรู้ลูกพี่หวงน้องสาว ผมไม่กล้าหรอกครับ” พิพัฒน์รีบยิ้มเอาใจรู้ดีว่างานนี้กระตุกหนวดเสือสาวเข้าให้แล้ว คนเป็นลูกพี่รู้ดีว่าคนเป็นลูกน้องแฝงไปด้วยแววทีเล่นทีจริง เธอไม่ได้รังเกียจผู้ช่วยหนุ่มคนเก่ง แต่เธอไม่อยากให้น้องสาวที่รักใส่ใจสิ่งใดมากกว่าเรื่องเรียนที่เหลืออีกเพียงแค่ไม่กี่เดือนก็จะสำเร็จการศึกษาแล้ว

“ให้มันแน่เถอะ อย่าให้รู้นะว่าคิดไม่ซื่อกับยัยแพร ไม่งั้นอย่าหาว่าไม่เตือน” พิมพ์อัปสรไม่วายคาดโทษพร้อมหรี่ตามองอย่างจับผิดลูกน้องหนุ่มที่ยืดตัวตรงยกมือขึ้นตะเบะท่าทำความเคารพราวทหารชั้นผู้น้อยทำความเคารพ

“ครับพ้ม!”

พิพัฒน์ทำคอยืดคอยาวชะโงกมองตามเรือนร่างโปร่งระหงของพิมพ์อัปสรไปก่อนผ่อนลมหายใจยาวเหยียด เขารู้ว่าลูกพี่สาวไม่ได้รังเกียจและกีดกันเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุน หรือแม้พิมพ์อัปสรจะไม่เอ่ยปากห้ามเขาก็คงไม่กล้าอยู่ดี เพราะแพรตะวันงดงามราวนางฟ้าขณะที่เขามันก็แค่ ไอ้เก่งที่ติดสอยห้อยตามพิมพ์อัปสรไปวันๆ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED