1
เสียงร้องไห้ปริ่มขาดใจของสตรีวัยห้าสิบเจ็ดปีขณะที่มองกลุ่มควันสีเทาที่ลอยออกมาจากปล่องเมรุกรีดหัวใจชายวัยยี่สิบเจ็ดปี ที่ต้องทนเห็นมารดาบุญธรรมในสภาพเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากเข้าไปทุกวัน อาการเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สาริชจากไปอย่างไม่มีวันกลับ นำพาความโศกเศร้ามาให้ครอบครัวของเขาชนิดที่ว่า เสมือนตกอยู่ในโลกมืดก็ว่าได้ แล้วตอกย้ำความเศร้าให้หนักขึ้น เมื่อตัวต้นเหตุที่คร่าชีวิตน้องชาย ไม่ได้ถูกลงโทษตามกฎหมาย แต่กลับเป็นอีกคนหนึ่งที่ยินยอมเป็นแพะรับผิดแทน
“แม่ครับ เรากลับบ้านกันนะครับ พรุ่งนี้ค่อยมารับปอกลับบ้าน”
ภาวินทร์เข้าไปบอกมารดาที่ร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด ก่อนจะประคองนางให้ลุกขึ้นยืน แต่ดูเหมือนว่าขาทั้งสองข้างของอรุณจะอ่อนล้าเกินกว่าจะหยัดยืนได้ พอลุกขึ้นได้ก็เกิดอาการมึนศีรษะ ทุกอย่างรอบตัวโคลงเคลงราวกับว่าอยู่ในเรือที่ลอยบนพายุคลั่งของทะเล สุดท้ายก็เป็นลมล้มพับ ภาวินทร์จึงอุ้มอรุณไปปฐมพยาบาลในศาลาสวดศพ
“แม่เป็นลมอีกแล้วเหรอ” เสียงทุ้มแหบโรยของปัญญา บิดาบุญธรรมที่นั่งอยู่บนรถวีลแชร์เอ่ยถาม
“ครับพ่อ” ภาวินทร์ตอบ หยิบยาดมมาจ่อตรงปลายจมูกมารดา
“วันนี้รอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย อรุณคงทำใจไม่ได้...ฮือ...พ่อเองก็ทำใจไม่ได้เหมือนกัน...ฮือ”
อุบัติเหตุในค่ำคืนนั้น ไม่เพียงแค่สาริชในวัยยี่สิบปีที่เสียชีวิต ปัญญาโดนผลพวงจากรถยนต์อีกคันที่พุ่งชนรถแท็กซี่ที่ตนเช่าขับอย่างจัง ส่งผลให้รถแท็กซี่หมุนหลายตลบ ก่อนจะพลิกคว่ำกลางถนน ปัญญาที่ยังพอมีสติคลานออกจากรถได้ทัน หมายจะเข้าไปช่วยสาริชบุตรชาย
ทว่าเหตุการณ์ซ้ำร้ายหนัก เมื่อรถแท็กซี่เกิดระเบิด ไฟลุกท่วม เขามองเปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ไม่กี่อึดใจ สติของเขาก็ดับวูบ มารู้ตัวอีกทีก็อีกสองวันต่อมา พอฟื้นคืนสติ เขาได้รับข่าวร้ายสองข่าวในเวลาเดียวกัน ข่าวร้ายข่าวที่หนึ่งคือ สาริชเสียชีวิต ข่าวร้ายข่าวที่สองคือ เขาไม่มีขาข้างขวา
ภาวินทร์กัดกรามแน่น มองความเสียใจและความทุกข์ที่อาบใบหน้าบุพการี ที่แม้นว่า ทั้งสองจะไม่ใช่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่เป็นผู้ให้ชีวิตใหม่ที่ชาตินี้เขาต้องตอบแทนบุญคุณ ยิ่งมองเห็นยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ จนอยากจะกรีดเลือดฉีกเนื้อผู้หญิงคนนั้นเป็นชิ้นๆ
“ในเมื่อกฎหมายลงโทษคนทำผิดตัวจริงไม่ได้ ผมเองครับ ผมจะพิพากษาครอบครัวของผู้หญิงนั้นด้วยตัวผมเอง พวกมันจะต้องเจ็บปวดและทุกข์อย่างแสนสาหัสมากกว่าเรา ร้อยเท่าพันเท่า จากนั้นผมจะให้พวกมันมาขอขมาเราทุกคน”
ภาวินทร์ประกาศกร้าว นัยน์ตามีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า มองหน้าบิดามารดาบุญธรรม ก่อนจะเงยหน้ามองควันสีเทาที่ลอยออกจากปล่องเมรุ
“ปอไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น พี่จะทวงความยุติธรรมให้ปอเอง ไปสู่สุขคตินะน้องรัก”
ผู้พูดเป็นคนรักษาสัญญา ยึดมั่นในวาจาเป็นที่สุด ในเมื่อเขาเปล่งออกมาแล้ว เขาต้องทำให้ได้ จุดเริ่มต้นของการชำระความแค้นเริ่มต้นนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป
เจ็ดปีผ่านไป
“อื้อ...จะนอน”
เจ้าของเสียงไม่ได้ลืมตาขณะพูด แถมยังปัดสิ่งที่ขัดจังหวะการนอนให้พ้นทรวงอกตน ทว่าสิ่งที่หล่อนปัดออก หาได้พ้นไปจากความนุ่มหยุ่นที่กำลังถูกมือใหญ่ของคนรักบีบเคล้น ภาวินทร์กลับออกแรงขยำมากขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น ริมฝีปากเขาจูบไปตามเรียวแขน หัวไหล่ ไล่ไปถึงบ่า เลยไปถึงลำคอ มาหยุดอยู่ตรงใบหูที่อดจะขบเม้มเบาๆ ไม่ได้ การกระทำของเขาส่งผลตรงกับร่างกายเอมิกาที่สะท้านไปทั้งตัว
“ตื่นได้แล้วครับ แมวเหมียวขี้เซา”
พูดจบ เขาเป่าลมปากเข้าไปในหูสาว ไรฟันกัดติ่งหูหล่อนไม่แรงมาก เป็นการปลุกหล่อนอีกทาง...ซึ่งมันได้ผล
“ง่วงค่ะ ไม่อยากลุกเลย”
เอมิกา สาวสวยวัยยี่สิบเจ็ดปี ลูกสาวของนายอมรกับโสภา อินทรหิรัญ เจ้าของโรงแรมรอยัลเพลสจังหวัดกระบี่ และเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางพีวายเค ที่กำลังเป็นที่นิยมในท้องตลาด และกำลังขึ้นไปอยู่ในอันดับหนึ่งของประเทศในอีกไม่ช้านี้ หล่อนพูดแต่ไม่ลืมตา
“ตื่นครับ เช้านี้มีประชุมนะครับ” ภาวินทร์กระซิบบอกข้างหู มือใหญ่ตระครุบทรวงอวบใหญ่เกินตัวของคนขี้เซาที่แอ่นอกสู้มือแกร่ง “ขนาดนอนหลับนะเนี่ย ดูสิ...สู้มือซะด้วย จัดซะดีไหมเนี่ย”
ภาวินทร์ไม่พูดเปล่า สะบัดผ้าห่มที่คลุมตัวเอมิกาออก แล้วใช้ร่างกายเขาเป็นผ้าห่มแทน และเมื่อร่างใหญ่อยู่เหนือร่างเล็ก เขาก็เริ่มโยกตัวช้าๆ แกล้งบดเบียดใจกลางร่างกายเบาๆ ก้มหน้าใช้ปากละเลียดชิมยอดทรวงที่เวลานี้หดตัวรอสัมผัส
“พอแล้วค่ะ ไหนบอกมีประชุมไงคะ” คนไม่อยากตื่นก็ต้องตื่น ก็เขาเล่นปลุกหล่อนแบบนี้ ไม่เพียงแค่ตื่นจากนิทรา อวัยวะต่างๆ ในกาย รวมถึงกระแสสวาทก็ตื่นตามไปด้วย หญิงสาวมองหน้าคนรักแล้วยิ้มหวาน “ลามก...เมื่อคืนไม่อิ่มหรือไงคะ”
“ก็เอมสวยไปทั้งตัว แถมอึ๋มอีกต่างหาก พี่ทนไม่ไหวหรอก อีกอย่างไม่ได้เจอกันตั้งสิบวันมันจะขาดใจรู้ไหม” เขาตอบเหนือปทุมถันสีชมพูอ่อน ขบกัดแล้วดึงเบาๆ หล่อนถึงกับครางสั่น ฝ่ามือเล็กลูบไปตามแขนกำยำ ใช้ปลายเล็บกรีดไปตามผิวเนื้ออุดมไปด้วยหมัดกล้ามเชื่องช้า “ยั่วเก่งอีกต่างหาก ไม่จัดคงไม่ได้”
2
“ไม่ได้ยั่วซะหน่อย ถ้ายั่วมันต้องอย่างนี้ต่างหากค่ะ”
นางแมวยั่วสวาทออกแรงผลักร่างหนาให้นอนราบบนที่นอน ส่วนตัวหล่อนก็ย้ายขึ้นไปอยู่บนตัวเขา ลูบแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นหนัก ก่อนจะลากปลายนิ้วไปยังยอดอกสีน้ำตาลอ่อน บดบี้ตุ่มเล็กๆ นั้นแผ่วเบา ช้อนตามองเขาที่ทำตาปรอยเพียงนิด แล้วหันมาจัดการใช้ปากครอบงับสิ่งที่มือหยอกเย้า ดูดดึงจากเบาไปสู่แรง
“อืม...” ภาวินทร์ครางเบาๆ ผงกหัวมองการกระทำของหล่อน สอดมือไปตระครุบทรวงอกอวบใหญ่ บีบเคล้นค่อนข้างแรง กระตุ้นกระแสสวาทในตัวหล่อน เกมสวาทกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี หากไม่มีเสียงนี้ดังขึ้นเสียก่อน
มันคือเสียงเรียกเข้าบนมือถือของภาวินทร์
เจ้าของเครื่องไม่อยากรับสาย ทว่าเสียงเรียกเข้าเฉพาะบุคคลที่เขาจะไม่รับไม่ได้ มือใหญ่เอื้อมไปหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมากดรับ นางแมวแสนสวยเห็นดังนั้นก็นึกสนุก แทนที่จะหยุดให้เขาสนทนาได้อย่างสะดวก หล่อนกลับทำให้ใจเขาฟุ้งซ่าน พูดผิดๆ ถูกๆ ลมหายใจติดขัด อยากจะเขวี้ยงมือถือในมือทิ้งบนพื้น แล้วหันมาจัดการนางแมวจอมยั่ว
เอมิกาเลื่อนใบหน้าไปเสมอความยิ่งใหญ่ที่เวลานี้ถูกมือเล็กคว้าจับ หล่อนไม่เพียงแค่จับยังรูดขึ้นรูดลง จากช้าไปสู่เร็ว แลบลิ้นออกจากปากแตะลงไปบนส่วนปลายสีแดงก่ำไล้เลียเบา ก่อนจะเน้นดูดจนแก้มตอบ
“โอ้ว” เขาเผลอปล่อยเสียงครางออกด้วยความเสียว เอมิกาก็เหลือร้าย ยิ่งดูดดุนมากขึ้น และคราวนี้หล่อนครอบครองตัวตนชายเขาไปทั้งลำ พร้อมกับใช้ลิ้นเล็กเลียไปรอบๆ ด้วย ภาวินทร์สะกดกลั้นเสียงครางของตัวเองเต็มที่ หน้าเขาแดง ตัวก็แดง ลมหายใจติดๆ ขัดๆ
“แค่นี้ก่อนนะ พอดีออก...ออกกำลังกายอยู่”
เขารีบบอกก่อนที่ต้นสายจะสงสัยน้ำเสียง และลมหายใจที่ไม่เป็นปกติ และหมายจะจัดการนางแมวจอมยั่วให้สิ้นฤทธิ์คาเตียง
แต่ช้าไป เอมิกาหยุดการกระทำทั้งหมด ก้าวลงจากเตียงแล้ววิ่งหัวเราะชอบใจเข้าไปในห้องน้ำ
“อาบน้ำเข้าบริษัทก่อนนะคะ”
พูดจบก็ปิดประตูห้องน้ำ คนนั่งอยู่บนเตียงส่ายหัว เอนตัวนอนแผ่หลาบนเตียง ไม่คิดจะตามหล่อนเข้าไปสานต่อศึกสวาทที่คุกรุ่นในกาย
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาเมื่อครู่เปลี่ยนไป กลายเป็นนัยน์ตาที่สุมไปด้วยความแค้น ทว่าริมฝีปากกลับมีรอยยิ้มแห่งความเย้ยหยัน หันใบหน้าไปมองภาพถ่ายของเอมิกาที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง
“อีกไม่นานเธอกับครอบครัวจะต้องเจ็บเหมือนที่ครอบครัวฉันเจ็บ แล้วเจ็บยิ่งกว่าร้อยเท่าพันเท่า” ภาวินทร์จดจำทุกความรู้สึกที่ครอบครัวเขาต้องแบกรับมาหลายปีได้ดี ไม่มีวันไหนที่เขาจะลืม ไม่มีวันไหนที่เขาจะเปลี่ยนใจไม่แก้แค้นตัวต้นเหตุที่ทำให้สาริชต้องจบชีวิตลงก่อนเวลาอันควร ไม่มีวันไหนที่เขาจะลบภาพความเสียใจจากใบหน้าของบิดามารดาบุญธรรมลงได้ เหล่านี้จึงเป็นชนวนความเคียดแค้นที่ภาวินทร์ต้องสะสาง แม้ว่าตัวต้นเหตุจะสวยพริ้ง เร่าร้อนจนตัวเขาแทบละลาย และช่างยั่วเกินห้ามใจ ภาวินทร์ไม่มีวันล้มล้างความตั้งใจของตนแน่นอน
ข่าวดีเรื่องยอดขายแป้งรองพื้นตัวใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดเมื่อกลางเดือนก่อน ทะลุเป้าเกินความคาดหมาย ทำให้ใบหน้าของอมร ชายวัยหกสิบเอ็ดปีถึงกับยิ้มไม่หุบ เพราะนั่นหมายถึงรายรับที่ได้จากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางตัวนี้จะพุ่งขึ้นสูงถึงหลักสิบล้านในอีกสองเดือนหน้าตามคาดการณ์
“ไม่น่าเชื่อว่า แป้งรองพื้นตัวนี้จะทำกำไรให้เราดีขนาดนี้ ขายมาแค่เดือนกว่าๆ ยอดขายปาเข้าไปเกือบแสนตลับแล้ว ถ้าอีกสักเดือนสองเดือนน่าจะถึงครึ่งล้านตลับ”
อมรเอ่ยในห้องทำงาน ขณะมองดูยอดขายในเอกสารที่ว่าที่ลูกเขยลงรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน
“ก็เพราะพี่ป้องเก่งไงคะ ตั้งแต่พี่ป้องเข้ามาบริหารงานในบริษัทของเรา อะไรก็ดีไปหมด การตลาดพี่ป้องมองขาด ยอดขายเลยพลอยดีไปด้วย” เอมิกาอวยคนรัก
ภาวินทร์เข้ามาอยู่ในตำแหน่งคนรักของเอมิกาเมื่อสามปีก่อน เขาเริ่มเข้ามาเรียนรู้งานในบริษัทของอมรในอีกหนึ่งปีที่คบหาเอมิกา ในปีแรกเขาสามารถบริหารงานโรงแรมรอยัลเพลสกระบี่ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่างเพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยว ส่งผลให้มีลูกค้าจองที่พักยาวข้ามปี งานสัมมนา งานเลี้ยงต่างๆ ก็มีต่อเนื่อง รายได้ก็เพิ่มมากตาม อาจพูดได้ว่าภาวินทร์เข้ามาพลิกฟื้นความเงียบเหงาให้เป็นคึกครื้น
ในส่วนของงานบริษัทพีวายเค ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ไม่ได้สร้างความหวือหวามากนัก แต่ก็ไม่ได้ตกอันดับ ทว่าพอภาวินทร์เข้ามาช่วยงานด้านนี้ เขาปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยขึ้น ให้ดูน่าใช่ และเสนอให้ทำเวชสำอางแบบอื่นนอกเหนือจากแป้งและครีมรองพื้น
ด้วยสายตาอันกว้างไกล เขาเสนอให้ทำลิปสติกที่สาวๆ นิยมใช้กันมาก ด้วยเฉดสีที่ไม่ซ้ำใคร บวกกับชื่อเรียกสีลิปสติกที่ไม่มีใครเคยตั้ง รวมถึงการตลาดเหนือชั้น ทำให้ลิปสติกแบรนด์พีวายเคมียอดขายหนึ่งล้านแท่งภายในสองเดือน จนมาตัวล่าสุดแห้งรองพื้นตัวใหม่ล่าสุดได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ภาวินทร์ไม่ทำให้อมรผิดหวังเลยสักครั้ง ไม่แปลกที่อมรกับโสภาจะรักและไว้ใจภาวินทร์มาก มากถึงขั้นให้หุ้นส่วนสิบเปอร์เซ็นต์ ให้ภาวินทร์เป็นหนึ่งในผู้บริหาร
3
“เอมก็พูดเกินไป พี่ทำตามหน้าที่ครับ” ภาวินทร์ถ่อมตน
“พ่อว่าเอมพูดถูกนะ ป้องเก่งมาก เก่งมากจริงๆ พาบริษัทของพ่อทะยานขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ กำไรก็มากขึ้นทุกปีด้วย ไม่เสียแรงที่พ่อไว้ใจและรัก”
“ผมขอบคุณคุณพ่อเช่นกันครับที่รักและเมตตาผม ผมจึงตั้งใจทำงาน ตอบแทนคุณพ่อไงครับ”
“พ่อขอบใจมากเลย ยิ่งมองเห็นยอดขายก็ยิ่งอยากให้รางวัลคนเก่งของพ่อ เอ...ให้อะไรดีนะ” อมรทำท่าคิด ก่อนจะยิ้ม “ให้เอมเป็นรางวัลดีไหม พ่อจะจัดงานแต่งงานให้เอมกับป้อง ส่วนเรื่องสินสอดพ่อไม่เอา ขอแค่ป้องรักเอมก็พอ”
อมรมองไม่เห็นว่าใครจะเหมาะสมกับตำแหน่งลูกเขยได้เท่าภาวินทร์ ภาวินทร์เป็นหนุ่มไฟแรง มีสมองทางธุรกิจ สายตากว้างไกลไม่หยุดอยู่ในกรอบ พลิกฟื้นพีวายเคให้ตลาดเป็นที่รู้จัก นำพาความปลาบปลื้มใจให้อมรไม่น้อย ไม่แปลกที่อมรจะอยากได้ภาวินทร์เป็นลูกเขยจนตัวสั่น
ภาวินทร์ถือได้ว่า เป็นกำลังหลักของบริษัท เขาทำหน้าที่หลายอย่างในตำแหน่งเดียวกัน และทำได้ดีจนอมรที่นั่งตำแหน่งประธานบริษัทแทบไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากอนุมัติตามที่ภาวินทร์เสนอมา
“เพราะอย่างนั้นเราถึงต้องเพิ่มการผลิตขึ้นครับ จากออเดอร์ที่สั่งจองล่วงหน้ามาก็เกือบสองแสนแล้ว ผมคิดว่าลอตนี้น่าจะทำเผื่อไปเป็นห้าแสนตลับนะครับ ยิ่งผลิตมากต้นทุนเราก็น้อยลงด้วย” ภาวินทร์พูดเรื่องงานก่อน “ส่วนเรื่องแต่งงาน ผมแต่งแน่ครับ หัวใจผมเป็นของเอมคนเดียว ผมไม่มีวันแต่งงานกับคนอื่นแน่นอน แต่อย่างที่ผมเคยบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ไม่อยากให้ใครคิดว่าผมเป็นหนูตกถังข้าวสาร ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่และเอมภูมิใจในตัวผม เงินเก็บที่ผมตั้งใจไว้ว่าจะให้เป็นค่าสินสอดและซื้อแหวนให้เอมใกล้แล้วครับ ขอเวลาอีกสักระยะนะครับ ผมจะพาผู้ใหญ่ไปสู่ขอเอมกับคุณพ่อครับ”
“เอมรอได้ค่ะคุณพ่อ เอมเข้าใจพี่ป้องค่ะ”
เอมิการู้เรื่องนี้ดี เขาบอกหล่อนหลายครั้ง ซึ่งหล่อนเข้าใจและรอคอยเขาได้ มีความมั่นใจเกินร้อยว่า ภาวินทร์ไม่มีทางปันใจให้หญิงอื่น เขารักหล่อนคนเดียว
“ถ้าเป็นความต้องการของป้อง พ่อจะรอจนกว่าป้องพร้อม” อมรยิ้มให้ว่าที่ลูกเขยที่ยิ้มตอบกลับ ก่อนจะเข้าเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ภาวินทร์ตระเตรียมมา
“คุณพ่อช่วยเซ็นเอกสารด่วนให้ผมด้วยครับ อันที่จริงต้องเซ็นตั้งแต่เมื่อวานนี้ แต่คุณพ่อไปเพชรบุรี ผมเลยให้ทางฝ่ายจัดจำหน่ายหยุดการส่งออกก่อน เพราะถ้าไม่มีคำสั่งอนุมัติจากคุณพ่อ ของก็ส่งออกไม่ได้” ภาวินทร์พูด ขณะกางแฟ้มตรงหน้าที่อมรต้องเซ็นอนุมัติ “นี่ครับเอกสารที่คุณพ่อต้องเซ็น”
“เอาอย่างนี้ดีกว่า พ่อจะเซ็นมอบอำนาจให้ป้อง ถ้าพ่อไม่อยู่แล้วมีเอกสารด่วนที่ต้องเซ็นหรือมีเรื่องตัดสินใจ ป้องจะได้จัดการแทนพ่อไปเลย” ความไว้ใจ เชื่อใจที่มีต่อภาวินทร์ ส่งผลให้อมรตัดสินใจมอบอำนาจให้ภาวินทร์เป็นคนดูแล
“ผมว่าอย่าดีกว่าครับ ตอนนี้ผมเป็นคนนอกอยู่ หากคุณพ่อทำอย่างนั้นคนอื่นอาจมองผมในแง่ไม่ดีได้” ภาวินทร์ปฏิเสธ ก่อนจะเสนอแนะ “ผมคิดว่า คุณพ่อเซ็นมอบอำนาจให้เอมดีกว่าครับ เพราะเอมอยู่กับผมตลอด มีงานด่วนจะได้ให้เอมเซ็น”
“เอาอย่างนั้นก็ได้” อมรไม่มีปัญหา ภาวินทร์ว่าไงเขาว่าตาม
ภาวินทร์มองวินาทีที่อมรเซ็นชื่อลงในเอกสาร ที่อมรไม่ได้อ่านสักนิดเลยว่าเป็นเอกสารใด ราวกับว่าอมรมีหน้าที่เซ็นก็เซ็นอย่างเดียว เมื่อลงชื่อเสร็จ อมรก็ส่งแฟ้มคืนให้คนรักของบุตรสาว
“ผมขอตัวก่อนนะครับ มีงานต้องเคลียร์”
ภาวินทร์ลุกขึ้นยืนเดินออกไปจากห้องประธานบริษัท เพื่อไปทำงานของตน
“เรานี่เอาเปรียบป้องนะ เป็นลูกเจ้าของบริษัทแท้ๆ แต่ไม่ทำอะไรเลย ลอยไปลอยมาอยู่ได้ เมื่อไหร่จะเข้ามาดูงานบ้าง” อมรบ่นไม่จริงจัง
“เอมไม่ชอบ มีแต่ตัวเลขทั้งนั้นอะไรก็ไม่รู้ ดูแล้วปวดหัว อยู่เฉยๆ ดีกว่าค่ะ อยู่เฉยๆ ก็มีเงินใช้ ไม่เห็นต้องเหนื่อย” ความที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งถูกประคบประหงมมาโดยตลอด ส่งผลให้หล่อนกลายเป็นคุณหนูอย่างแท้จริง รักสบาย ไม่ชอบทำงาน “เอมไปก่อนดีกว่าคะ กะว่าจะไปเม้าท์กับจิ๊บซะหน่อย ไม่ได้เม้าท์มาตั้งหลายวันแล้ว”
“ทีเรื่องชาวบ้านนี่เก่งนักนะ ถ้าเอาเวลาไปยุ่งเรื่องคนอื่นมาดูแลบริษัท พ่อว่าไม่ดีกว่าเหรอ”
“คุณพ่อไม่รู้อะไร เรื่องของชาวบ้านคืองานของเอมไงคะ การที่เรารู้เรื่องของคนในบริษัท ก็เท่ากับว่าเราคอยตามดูพฤติกรรมของพนักงานคน ๆ นั้นไปด้วย ไม่แน่ว่าอาจะได้ข้อมูลอะไรดีๆ ก็ได้ เอมไปก่อนนะคะ”
อมรส่ายหัวกับการแถจนสีข้างถลอกของบุตรสาว เขาไม่คิดว่า เอมิกาจะชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านได้มากขนาดนี้ เป็นนิสัยที่แก้ไม่หายเช่นเดียวกับความขี้เกียจทำงาน อมรคงหวังพึ่งเอมิกาไม่ได้ จะมีเพียงภาวินทร์คนเดียวเท่านั้นที่จะสานต่อกิจการทั้งหมดของตน