บทที่ 1 เริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
คิ้วเรียวราวกับปีกนกของสาวน้อยคนหนึ่งขมวดเข้าหากัน เมื่อท้องฟ้าที่เคยสวยงามเมื่อสักครู่แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นมืดครึ้ม สายลมที่พัดโชยเอื่อยเปลี่ยนเป็นแรงจนโบกสะบัดเส้นผมยาวสลวยจรดกลางแผ่นหลังบอบบางปลิวสยายจนเจ้าตัวต้องใช้โบว์มัดผมที่ใส่ข้อมือเอาไว้ออกมารัด ไม่ให้สายลมตีผมเธอจนยุ่ง ดวงตากลมโตประดุจกวางป่าล้อมกรอบด้วยแพขนตาสีดำสนิทเหมือนเส้นผมหรี่ลงเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองปลิดปลิวเข้าดวงตาทั้งสองข้างของเธอ กมิตตราเร่งฝีเท้าของตัวเองให้เร็วขึ้นเพราะถ้าขืนช้าไปกว่านี้เธอคงหนีไม่ทันฝน
“โอ๊ย...พี่ฝนขา อย่าเพิ่งตกลงมานะคะ ขอให้แก้มกลับถึงบ้านก่อน”
แต่ดูเหมือนพี่ฝนของกมิตตราจะไม่ให้ความร่วมมือ เพราะตอนนี้พี่ฝนเริ่มตกมาเป็นละอองฝอย ๆ เสียแล้ว เมื่อไม่กี่นาทีก่อนตอนที่เธอกำลังปั่นจักรยานไปยังตลาดนัดเล็ก ๆ ข้างหมู่บ้านซึ่งตลาดแห่งนี้จะมีทุกวันพุธ มีทั้งอาหารคาวหวานจากแม่ค้าที่อาศัยอยู่ละแวกนี้ ตอนนั้นอากาศยังดีอยู่เลย ท้องฟ้าแจ่มใสจนไม่ส่อแววว่าจะมีฝนตกด้วย ดวงตากลมโตมองข้าวของหน้าตะกร้าจักรยานด้วยสีหน้าที่ร้อนรน เธอต้องรีบนำผักสดพวกนี้ไปให้คุณแม่อธิการทำกับข้าวให้น้อง ๆ ของเธอที่กำลังรอกินข้าวอยู่ กมิตตราเองก็เหมือนกับน้อง ๆ พวกนั้นของเธอที่เกิดและเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในโบสถ์คริสตจักรเซบัสเตียนของเมืองเชียงใหม่ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบิดาและมารดาของเธอเป็นใคร รู้แต่เพียงว่าคุณแม่อธิการจันดากับคุณแม่อธิการเภตราเป็นผู้เลี้ยงดูคอยสั่งสอนส่งให้เธอได้เล่าเรียนจนจบปริญญาตรี กมิตตรากำลังหางานทำซึ่งงานเดี๋ยวนี้มันก็หายากเหลือเกิน แต่เธอก็ไม่เกี่ยงเพียงเพื่อจะได้มีเงินมาช่วยส่งเสียเลี้ยงดูน้อง ๆ ที่น่าสงสารของเธอ ช่วยเหลือคุณแม่อธิการแบ่งเบารายจ่ายบ้างก็ยังดี
เท้าเล็กพยายามเร่งฝีเท้าจูงจักรยานคันเล็กของตัวเองไปข้างหน้าให้เร็วขึ้น แต่ตรงหน้าเธอนั้นเป็นถนนใหญ่ถึงแม้จะเป็นถนนทางลัดไม่ค่อยมีรถหนาแน่นเหมือนถนนหลักแต่ก็ต้องระมัดระวัง ร่างบางถึงกับสะดุ้งสุดตัว มือเล็กปล่อยจักรยานที่จับเอาไว้ล้มกระแทกพื้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองฝ่าละอองฝนด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงเบรกของรถคันหนึ่งดังลั่นยาวเหยียด เสียงเหล็กกระทบของแข็งจนเกิดประกายไฟก่อนจะพลิกคว่ำหลายตลบบนท้องถนน กมิตตราไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองทรุดลงไปนั่งกับพื้นถนนได้อย่างไร รู้เพียงแต่ว่าตอนนี้สายตาของเธอกำลังมองจ้องรถคันนั้นนอนหงายท้องบนถนนด้วยความตกตะลึง
รถบรรทุกขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่ารถสิบล้อหยุดจอดห่างจากเธอไปเล็กน้อยและตอนนั้นนั่นเองที่เธอได้ยินเสียงคุยกันบนรถ เท้าของเธอเย็นเฉียบทันทีเมื่อได้ยินข้อความที่สองคนนั่นคุยกัน
“อัด...มึงว่ามันจะตายไหม”
คำถามของวิทย์ทำให้อัดต้องชะโงกหน้ามองผ่านบานกระจกรถที่เลื่อนลงเพียงแค่ครึ่ง เรียวปากของมันยกสูงขึ้นอย่างเยาะหยันเมื่อเห็นสภาพรถที่หงายท้องอยู่กลางถนน
“จะเหลือเรอะ...ถ้าไม่ตายมันก็เลี้ยงไม่โตล่ะ”
วิทย์มองหน้าเพื่อนก็จะยิ้มออกมาอย่างเห็นด้วย ประกายตาวาวโรจน์เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมไม่มีความสำนึกผิดในสิ่งที่ตัวเองทำแม้แต่น้อย
“ฉันอยากเห็นหน้าไอ้เอียนมันนัก...ถ้ามันเห็นสภาพศพพ่อมัน...มันจะทำหน้ายังไง”
สองหนุ่มหัวเราะกันอย่างสะใจในขณะที่หญิงสาวอีกคนหนึ่งนั่งกองกับพื้นถึงกับอ้าปากค้าง หมายความว่าอย่างไร...สองคนนี้ตั้งใจที่จะทำให้อุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้น เร็วเท่าความคิดหญิงสาวลุกขึ้นมาเตรียมที่จะวิ่งหนีออกไปเพราะถ้าเธอได้ยินความลับของพวกมันแล้วมันคงไม่เอาเธอไว้แน่ และการขยับกายของเธอไม่ได้เล็ดลอดสายตาของอัดที่กำลังมองไปรอบด้านเลย
“ซวยแล้วไอ้วิทย์ มีคนเห็นพวกเรา”
วิทย์หันขวับมามองทางด้านหลังผ่านบานกระจกของรถบรรทุกเมื่อได้ยินคำพูดของอัดตะโกนดังออกมา
“ไม่เป็นไร...เหยียบมันให้ติดถนนแค่นี้ก็หมดเรื่อง”
วิทย์พูดกับอัดด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม เปลี่ยนเป็นเกียร์ถอยหลังพร้อมกับเหยียบคันเร่งถอยรถบรรทุกอย่างสุดแรงหวังจะจัดการปิดปากคนที่รู้เห็นเรื่องนี้ให้สิ้นซาก เสียงเหยียบคันเร่งและแรงรถที่ถอยหลังทำให้กมิตตราเร่งฝีเท้าตัวเองมากยิ่งขึ้น หัวใจดวงน้อยของเธอหายวับไปทั้งดวงเมื่อคิดได้ว่ารถบรรทุกคันนั้นตั้งใจจะถอยมาชนเธอ แต่ก็เหมือนโชคช่วยเมื่อได้ยินเสียงแตรรถยนต์ดังยาวเหยียดของรถยนต์อีกคันหนึ่งที่กำลังขับผ่านมา
“ช่วยด้วย...ช่วยด้วยค่ะ”
เสียงร้องของกมิตตราดังลั่นอย่างขอความช่วยเหลือกับผู้ที่ผ่านมา หัวใจที่หายวับไปทั้งดวงเมื่อสักครู่ค่อย ๆ ชื้นขึ้นมาเมื่อคิดว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ตามลำพัง ร่างบางที่เริ่มเปียกชื้นสั่นสะท้านด้วยความโล่งอกทรุดนั่งกับพื้นถนนอย่างไม่มีแรงจะวิ่งต่อ เพราะตอนนี้ขาทั้งสองข้างของเธอชาจนไม่มีแม้แต่แรงจะยืน รถบรรทุกที่กำลังถอยหลังไล่บี้เธออยู่หยุดชะงักจนได้ยินเสียงล้อรถยนต์บดกับพื้นถนนเสียงดัง ก่อนที่มันจะพุ่งไปข้างหน้าและขับหายไปท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกหนาตาขึ้น
“คุณ...เป็นอะไรหรือเปล่า”
เจ้าของรถกระบะที่มาใหม่ลงมาจากที่นั่ง คนขับมองภาพหญิงสาวที่กำลังทรุดนั่งพื้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ถ้าเขาตาไม่ฝาดรถบรรทุกสิบล้อนั่นตั้งใจจะถอยมาทับหญิงสาวคนนี้แน่
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ...พี่...มีรถโดนชน”
กมิตตรารีบบอกผู้ใจดีที่มาช่วยเธอไว้อย่างรวดเร็ว เพราะถ้าขืนช้ากว่านี้เธอไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในรถคันนั้นจะยังปลอดภัยอยู่หรือเปล่า หญิงสาวจึงรีบวิ่งไปยังรถที่หงายท้องอยู่กลางถนนพร้อมกับเจ้าของรถกระบะที่มาช่วยเธอเอาไว้ด้วยสีหน้าที่ร้อนรน ในขณะที่ผู้มีพระคุณของเธอกลับหยิบโทรศัพท์ออกมา เธอไม่รู้ว่าเขาโทร. หาใครแต่คาดคะเนได้ว่าคงเรียกหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินมาช่วยเหลือ
เสียงครางอย่างเจ็บปวดดังออกมาเบาหวิว มือของคนเจ็บพยายามเคาะกระจกที่แตกร้าวไปทั่วทั้งบานแต่ยังไม่หลุดออกเป็นชิ้น ๆ เพราะการยืดเกาะของฟิล์มติดรถยนต์บวกกับประสิทธิภาพของกระจกที่ได้คุณภาพนั่นเอง เพื่อขอความช่วยเหลือบอกคนที่อยู่ด้านนอกว่ายังมีคนบาดเจ็บอยู่ด้านใน
“พี่คะ...ทางนี้ค่ะ มีคนติดอยู่ในรถ”
เจ้าของรถกระบะที่มาช่วยเหลือเธอเอาไว้รีบมาดูยังที่เกิดเหตุ ก่อนจะหันซ้ายขวาไปหยิบท่อนไม้พอเหมาะและตะโกนดังลั่นเพื่อให้คนเจ็บที่อยู่ด้านในหลบไปก่อน
“คุณ...เขยิบหนีไปก่อน ผมจะใช้ไม้เคาะกระจกพวกนี้ออก”
ไม่นานเศษกระจกเหล่านั้นก็หลุดออกมาเป็นชิ้น ๆ ร่วงกราวบนท้องถนน ชายร่างหนาคนที่ช่วยเหลือเธอเอาไว้ตะโกนถามคนเจ็บอีกครั้ง
“คุณ...คุณได้รับบาดเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า ถ้าผมดึงคุณออกมาคุณไหวไหม”
สิ้นสุดคำถามคนบาดเจ็บด้านในก็ตะโกนตอบชายหนุ่มร่างหนาผู้ใจดีนั้นทันที
“ผมเจ็บที่ขาอย่างเดียว...เหมือนขาจะหัก”
“ถ้าอย่างนั้นผมดึงคุณออกมานะ”
ผู้ใจดีเอื้อมมือไปดึงร่างสูงของผู้บาดเจ็บออกมาทันที กมิตตรายกมือขึ้นแตะปากตัวเองด้วยความตกใจเมื่อเห็นรอยเลือดไหลเป็นทางยาวเหนือคิ้วของคนเจ็บ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเรียกสติตัวเองให้กลับคืนมา เธอต้องมีสติ ถ้าเป็นอย่างนี้เธอไม่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้แน่ ร่างบางเดินไปรอบรถเพื่อมองผู้บาดเจ็บคนอื่นอีก แต่หญิงสาวก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างสิ้นลมหายใจใต้พวงมาลัยรถ ร่างบางผงะออกเล็กน้อย แต่เสียงร้องขอความช่วยเหลือยังคงดังลอยตามลมมาเป็นระยะ กมิตตราเรียกสติตัวเองให้คืนมา หญิงสาวกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ดวงตากลมโตของหญิงสาวต้องเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งเมื่อเหลือบเห็นร่างหนาที่นอนจมกองเลือดไกลจากรถที่เกิดเหตุเพียงแค่สามเมตร ร่างบางถลาเข้าไปหาร่างของผู้บาดเจ็บคนนั้นทันที
“คุณคะ...คุณ”
กมิตตราพยายามส่งเสียงเรียกคนเจ็บที่เริ่มหายใจรวยริน เห็นจากหน้าตาแล้วเขาไม่ใช่คนไทยอย่างแน่นอน คงจะเป็นนักท่องเที่ยว...แต่นักท่องเที่ยวที่ไหนทำไมถึงได้โดนรถบรรทุกคันนั้นตั้งใจขับชนหมายจะเอาชีวิต
“คุณลุงคะ...อดทนนิดนะคะ รถพยาบาลกำลังจะมาถึง”
เปลือกตาที่จะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ของคนบาดเจ็บพยายามมองหญิงสาวตรงหน้าให้ชัดเจน แต่มันก็เป็นเรื่องยากสำหรับเขา ในที่สุดเปลือกตาหนาของผู้บาดเจ็บก็ปิดลงทันทีพร้อมกับลมหายใจรวยรินที่ทำให้กมิตตราต้องหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหารถพยาบาล และทันใดนั่นเองเสียงหวอของรถกู้ภัยฉุกเฉินก็ดังขึ้นมา
“คุณลุงคะ...รถพยาบาลมาแล้ว แข็งใจอีกนิดนะคะ”
มือเล็กของหญิงสาวบีบมือหนาที่เริ่มเย็นเพราะความเปียกชื้นของละอองฝน เธอพยายามส่งกำลังใจให้คนเจ็บเผื่อว่าแรงใจของเธอมันจะช่วยทำให้ชายสูงวัยคนนี้มีพลังขึ้นมาบ้าง
“เจ้านายผม...ช่วยเจ้านายผมด้วย”
กันต์พยายามเอ่ยปากขอร้องชายหนุ่มที่ช่วยเหลือเขาออกมาจากรถให้ช่วยเจ้านายของเขาซึ่งอาจจะติดอยู่ในรถหรือเปล่าเขาก็ไม่รู้...เขากับนพขับรถพาคริสออกจากท่าอากาศยานเพื่อไปยังบ้านพัก ในขณะที่ขับรถออกมาพอเห็นว่าฝนตกเขาก็กำชับนพบอกให้ขับอย่างระวัง รถบรรทุกคันนั้นไม่รู้มาจากไหน พยายามเบียดรถของเขาหมายจะให้ตกไหล่ถนน นพพยายามขับหนีให้นำหน้ารถบรรทุกคันนั้นแต่มันก็เร่งความเร็วจนชนท้ายรถของเขากระเด็นกระดอนกลิ้งอยู่บนท้องถนนอย่างที่เห็น มันไม่ใช่อุบัติอย่างแน่นอน
“โน่น...แม่หนูคนนั้นกำลังดูอยู่”
สิ้นคำพูดของชายหนุ่มผู้ใจดี เสียงหวอรถกู้ภัยก็ดังเข้ามา เสียงผู้คนดังโหวกเหวกตะโกนเรียกนั่นเรียกนี่และตอนนั้นสติสัมปชัญญะอันน้อยนิดของกันต์ก็ค่อย ๆ ดับลงเช่นเดียวกับคริสที่มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาบ่งบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่เช่นเดียวกัน
เสียงตอบรับอัตโนมัติที่ดังทำให้แดนไทยถึงกับถอนหายใจออกมายาวเหยียด กันต์มัวแต่ทำอะไรอยู่ถึงได้ปิดมือถือ ขาดการติดต่อไปแบบนี้ปล่อยให้เขาต้องสะดุ้งกับสายตาเพชฌฆาตที่มองเขามาเป็นระยะ ๆ ของผู้เป็นเจ้านาย อนรรฆ เอียน แบรนดอน รองประธานกรรมการบริษัทซอฟต์แวร์ คอมพิว ดอท คอม จำกัด บริษัทนำเข้าและส่งออกซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์อันโด่งดังซึ่งมียอดขายแต่ละปีไม่ต่ำกว่าพันล้าน เจ้าของฉายานัยน์ตาพญาเหยี่ยว ยามเมื่อดวงตาคู่นี้มองไปที่ไหนหรือศัตรูคนไหน คนนั้นต้องย่อยยับในทันที อนรรฆมักให้เพื่อนชาวต่างชาติเรียกเขาว่าเอียน เพราะการออกเสียงชื่อภาษาไทยของเขานั้นมันค่อนข้างยากและเขาก็ชินกับชื่อเอียนเสียแล้ว
“มีอะไร...ติดต่อกันต์ไม่ได้หรือยังไง”
แดนไทยชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองคนที่นั่งหน้าเครียดหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ภายในห้องทำงานของคฤหาสน์แบรนดอน
“แดนนี่ก็พยายามแล้วนี่ฮะ สงสัยกันต์แบตหมดมั้ง”
แดนไทยบอดี้การ์ดมือหนึ่งของอนรรฆจีบปากจีบคอจนคนเป็นเจ้านายรู้สึกหมั่นไส้ ตอนแรกเขาเคยสบประมาทแดนไทยมาแล้ว คิดว่านิสัยกระตุ้งกระติ้งประดุจหญิงของผู้ชายคนนี้คงไม่สามารถปกป้องหรือทำงานกับเขาได้เป็นแน่ แต่แดนไทยก็พิสูจน์ฝีมือให้เขาเห็นเต็มสองตา ที่สำคัญมีคนพยายามซื้อตัวแดนไทยให้เป็นพวกด้วยวงเงินมิใช่น้อยแต่แดนไทยก็ยังยืนยันจะอยู่รับใช้เขานั่นเอง แดนไทยถึงได้สามารถซื้อใจของเขาได้ ถึงแม้บางครั้งจะรู้สึกรำคาญกิริยากระตุ้งกระติ้งของบอดี้การ์ดหัวใจสาวคนนี้ก็เถอะ ส่วนกันต์ก็บอดี้การ์ดอีกคนหนึ่งของเขาซึ่งตอนนี้เขาส่งไปช่วยดูแลบิดาที่เมืองไทยเพราะบิดากับมารดาอยากกลับไปพักผ่อนที่เชียงใหม่
“แล้วอีกอย่าง...แดนนี่บอกกี่ครั้งแล้วฮะ...ว่าอย่าเรียกแดนเฉย ๆ ฟังแล้วมันปวดใจ”
กิริยาค้อนน้อย ๆ ของบอดี้การ์ดมือขวายิ่งทำให้อนรรฆเกิดอาการอยากถีบคนที่ยืนลอยหน้าลอยตาตรงหน้าให้พ้นลูกตาเสียจริง ร่างสูงเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของอนรรฆเดินเข้ามาใกล้ลูกน้องคนสำคัญทันที ในขณะที่คนเป็นลูกน้อยถึงกับถอยหลังหนีไปสองสามก้าว ไม่ค่อยไว้ใจกับท่าทีของผู้เป็นเจ้านาย รู้ดีทีเดียวว่าถ้าหากเขาออกอาการสาวมากเกินไปคนเป็นเจ้านายมักจะทนไม่ไหว ไม่เตะก็ถีบให้เขาร้องโอดโอยทุกครั้ง
“ให้มันน้อย ๆ หน่อยไอ้แดน”
แดนไทยกระทืบเท้านิด ๆ ไม่พอใจที่อนรรฆเรียกชื่อเดิมของเขา
“รีบติดต่อกันต์ให้ได้ อ้อ...ช่วยโทร. บอกเคธี่ด้วยว่าฉันไม่ว่าง ขอยกเลิกนัด”
เคธี่ก็คือหนึ่งในบรรดาสาว ๆ ที่คอยแวะเวียนมาให้แดนไทยปวดหัวเพราะต้องคอยสับหลีกสับหลอกยิ่งกว่านักฟุตบอล ไล่พวกคุณเธอทั้งหลายไม่ให้แวะเวียนเกาะแกะเจ้านายของเขา สายตาของแดนไทยจับจ้องใบหน้าคมเข้มของอนรรฆอย่างชื่นชม ถ้าไม่ติดว่าเป็นเจ้านายนะ แม่จะขายขนมจีบดูสักตั้ง ผู้ชายอะไรดูดีไปเสียทุกอย่าง รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ หุ่นก็สมาร์ทน่ากิน กล้ามเป็นมัด ผมสีน้ำตาลเข้ม นัยน์ตาสีน้ำเงินเกือบดำกลับยิ่งทำให้ใบหน้าของอนรรฆดูมีเสน่ห์ขึ้นอีกเท่าตัว จมูกก็โด่งเป็นสันสวยงามไม่ใช่โด่งแบบฝรั่งทั่ว ๆ ไป คงเพราะได้เลือดไทยผสมลงไปด้วย ริมฝีปากนั่นอีก...อ๊าย...แค่คิดก็น้ำลายไหล
“บอสฮะ...แดนนี่สับขาหลอกบรรดาสาว ๆ ของบอสจนเก่งกว่านักฟุตบอลแล้วนะ แดนนี่มาเป็นบอดี้การ์ดนะฮะ...ไม่ใช่นักสับรางรถไฟ”
แดนไทยจีบปากจีบคอพูดกับคนเป็นเจ้านายพร้อมกับค้อนให้อีกฝ่ายเล็กน้อย ยามพูดถึงบรรดานังชะนีสองขาของอนรรฆ บอดี้การ์ดหนุ่มหัวใจสาวเห็นสายตาคมเข้มของผู้เป็นเจ้านายมองเขาเขม็ง ร่างสูงของแดนไทยถึงกับถอยหลังไปอีกเล็กน้อยเพื่อให้พ้นระยะปลายเท้า ถ้าหากผู้เป็นเจ้านายจะเหวี่ยงมาที่เขา แต่อนรรฆก็ยังไม่ได้ทำอะไรเพราะโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเขาดังขึ้นเสียก่อนซึ่งโทรศัพท์เครื่องนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เบอร์ ส่วนมากก็เป็นคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทจริง ๆ ของเขาเท่านั้น รอยยิ้มของอนรรฆแย้มออกมาทันทีเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทร. เข้ามา
“ว่าไงครับแม่”
เสียงนุ่มทุ้มของชายหนุ่มดังออกมาจนคนที่ยืนฟังอีกคนถึงกับยิ้มออกมาด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ต้องเดาแดนไทยก็รู้ว่าน้ำเสียงแบบนี้อนรรฆพูดกับใครเพราะมีอยู่คนเดียวที่ทำให้อนรรฆเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังนั่นก็คืออรรดา มารดาของเขานั่นเอง
“เอียน...เกิดเรื่องใหญ่แล้วลูก...พ่อ...พ่อ...”
น้ำเสียงสะอื้นไห้ของมารดาทำให้อนรรฆหุบยิ้มทันที ใบหน้าอ่อนโยนเมื่อสักครู่กลับกลายเป็นแข็งกระด้างเพราะคิดว่ามีใครทำร้ายมารดาถึงกับร้องไห้ออกมา
“พ่อเป็นอะไรครับแม่...แม่ใจเย็น ๆ นะครับค่อย ๆ พูด”
ยิ่งพูดสีหน้าของอนรรฆก็ยิ่งเคร่งขรึมจนแดนไทยต้องเดินเข้ามาใกล้ร่างสูงของเจ้านายเมื่อเห็นสีหน้ากับน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของอนรรฆ
“พ่อรถคว่ำบาดเจ็บสาหัส...กันต์ก็บาดเจ็บ ตอนนี้ยังอยู่ให้ห้องผ่าตัดเลยส่วนนพ...ตายเสียแล้ว เอียน...แม่กลัวเหลือเกินลูก”
ดวงตาของอนรรฆวาวโรจน์ สันกรามบดเข้าหากันแน่น เมื่อได้ยินเสียงมารดาสะอื้นไห้ ใครจะรู้ว่าเสียงร้องไห้ของมารดานั้นเปรียบเสมือนหัวใจของเขาที่โดนทิ่มแทงด้วยมีดอันแหลมคม
“แม่ไม่ต้องกลัวนะครับ...เดี๋ยวผมจะรีบไปเชียงใหม่เดี๋ยวนี้เลย”
อนรรฆวางสายทันที ดวงตาคมเข้มของเขาวาววาบขึ้นมาอีกครั้ง นพเป็นคนขับรถที่ระมัดระวังมากคนหนึ่งเลยทีเดียวและก็ชินทางกับเส้นทางแถวนั้นเป็นอย่างดี ไม่น่าจะสะเพร่าจนเกิดอุบัติขึ้น
“มีอะไรฮะบอส”
“แดน...เตรียมเครื่องบินส่วนตัวกลับเมืองไทยเดี๋ยวนี้”
คำสั่งสายฟ้าแลบของอนรรฆทำให้แดนไทยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สีหน้าท่าทางของเจ้านายหนุ่มคงไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน บอดี้การ์ดหนุ่มหัวใจสาวเก็บความไม่เข้าใจเอาไว้ในใจ แล้วรีบเดินไปปฏิบัติตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้านายทันที
สายตาของกมิตตรามองไปยังคนที่นั่งซับน้ำตาอย่างน่าสงสาร ใบหน้าที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยบ่งบอกว่าเลยวัยกลางคนมาหลายปีแล้ว ถ้าเธอเดาไม่ผิดผู้หญิงคนนี้คงเป็นภรรยาของคุณลุงที่ได้รับบาดเจ็บอย่างแน่นอน
“คุณป้าขา...ใจเย็น ๆ นะคะ คุณลุงต้องไม่เป็นอะไร”
อรรดาเงยหน้าขึ้นมองสาวน้อยที่นั่งข้างกายของเธอ นี่คงเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์และเป็นคนที่ช่วยชีวิตสามีเธอเอาไว้ ใบหน้าที่ติดจะซีดเซียวเล็กน้อย ดวงตากลมโตราวกับตากวาง จมูกโด่งเล็ก ริมฝีปากเข้ารูปเข้าตำราปากนิดจมูกหน่อยจริง ๆ รอยยิ้มของคุณอรรดาแย้มออกมาเพียงนิดเมื่อเอ่ยปากขอบคุณหญิงสาวตรงหน้าพร้อมกับเอื้อมมือไปจับมือบางกมิตตราเอาไว้
“ขอบใจหนูมากนะ...ที่ช่วยสามีของป้าเอาไว้ ถ้าไม่ได้หนู...คริสจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
“คุณลุงต้องปลอดภัยค่ะ...คุณป้าหน้าซีดจังเลย อยากกินอะไรไหมคะ เดี๋ยวแก้มไปซื้อมาให้”
น้ำเสียงอ่อนหวานของกมิตตรายิ่งทำให้คุณอรรดามองหญิงสาวอย่างชื่นชม
“ไม่เป็นไรจ้ะ...แล้วนี่บอกคนที่บ้านหรือยัง ป่านนี้คุณพ่อคุณแม่ของหนูคงตกใจน่าดูว่าทำไมหนูยังไม่กลับบ้าน”
รอยยิ้มเซียว ๆ ของกมิตตราทำให้คุณอรรดานิ่วหน้าเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมสาวน้อยตรงหน้าถึงได้เศร้าสร้อยลงเมื่อเอ่ยถึงบิดากับมารดา
“หนูเป็นเด็กกำพร้าค่ะ...อยู่ที่โบสถ์เซบัสเตียน หนูโทร. ไปบอกคุณแม่อธิการเรียบร้อยแล้วค่ะ คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ"
เสียงหวานปนเศร้าเรียกสายตาของคุณอรรดาให้พิจารณามองหน้ากมิตตรามากยิ่งขึ้น หน้าตาเกลี้ยงเกลา ดวงตากลมโตใสแจ๋วประดุจน้ำค้าง ยิ่งมองนางยิ่งรู้สึกถูกชะตาอย่างมากมาย
“น่าสงสารจริงแม่คุณ”
มือเล็กที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งวัยยกขึ้นวางบนศีรษะที่มีเส้นผมนุ่มสลวยอย่างเบามือแล้วลูบไล้อย่างปลอบโยน ในขณะที่กมิตตรากลับยิ้มให้คุณอรรดาอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณป้า แก้ม...เอ่อ...มันคงเป็นกรรมของหนู”
รอยยิ้มเซียว ๆ กับน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนธรรมดาแต่กลับแฝงไว้ด้วยความเศร้าจนคุณอรรดานึกสงสารสาวน้อยตรงหน้าอย่างจับใจ
“ขอบใจหนูอีกครั้ง...ที่ช่วยเหลือคุณคริส ถ้าไม่ได้หนูคุณคริสไม่รู้จะเป็นหรือตาย”
เสียงของคุณอรรดาสั่นเครือเล็กน้อยยามคิดถึงคนที่อยู่ในห้องผ่าตัด มือบางเล็กของกมิตตราเอื้อมไปจับมืออวบอิ่มของคุณอรรดาเอาไว้อย่างปลอบโยนและให้กำลังใจให้เข้มแข็ง
“ไม่ต้องขอบคุณหนูหรอกค่ะ...เราคนไทยด้วยกันต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้วค่ะ”
รอยยิ้มซีดเซียวของคุณอรรดาแย้มบนใบหน้าเล็กน้อย ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูมองใบหน้าหวานของกมิตตราอย่างขอบคุณ ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิตกลับกลายเป็นคนที่ช่วยชีวิตคนในครอบครัวของเธอ คุณอรรดาเพียรมองใบหน้าหวานนั้นอย่างถูกใจ รู้สึกถูกชะตาอย่างเหลือเกิน เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่มีใครสนใจเนื่องจากความสนใจทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่หน้าประตูห้องผ่าตัดเพียงอย่างเดียว คุณอรรดาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและนั่นก็ทำให้ร่างอวบอิ่มตามวัยของคุณอรรดาเซเล็กน้อย กมิตตราถลาเข้าไปประคองร่างของคุณอรรดาเอาไว้ทันที ประตูห้องผ่าตัดเปิดออกกว้างก่อนที่ร่างท้วมของคุณหมอจะออกมา