ตอน 1

เสียงคมกระบี่ปะทะกันผสานกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เด็กหญิงวัยสิบสามถูกมือของมารดากำแน่นฉุดกระชากให้รีบวิ่งไปนอกคฤหาสน์ เด็กหญิงเหลียวมองไปด้านหลังในยามมืดมิดเช่นนี้กลับมีเปลวไฟโหมไหม้

“ไฟไหม้! ท่านแม่! ไฟไหม้บ้านของเรา!”

เด็กหญิงยื้อแขนตัวเองหวังจะกลับไปช่วยผู้อื่นดับไฟที่โหมลุกไหม้

“ไม่ได้! เจ้ากลับไปไม่ได้!”

“แล้วท่านพ่อล่ะ ทำไมท่านพ่อไม่มากับเรา”

เด็กหญิงจำอะไรได้ไม่มากนัก นางสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะเสียงดังคล้ายฟ้าผ่า นางสะดุ้งผวาลุกขึ้นนั่งบนเตียง พลันประตูห้องเปิดออกอย่างรวดเร็ว ท่านพ่อกับท่านแม่วิ่งเข้ามาคว้าข้อมือเล็กให้วิ่งตามออกมาทั้งที่นางยังสวมแค่ชุดนอน กระทั้งรองเท้าก็ไม่ได้สวมให้เรียบร้อย นางจึงกอดรองเท้าไว้แนบอกในขณะที่มืออีกข้างถูกลากจูงออกมาด้านนอกอย่างทุลักทุเล

ร่างเล็กงุนงงและสับสน มารดาชะงักไปเมื่อมีคนมาขวางทาง เสียงระเบิดดังจากด้านหลังทำให้เด็กหญิงหวีดร้อง นางหันไปกลับไปมองเห็นเปลวเพลิงเหนือหลังคฤหสาน์ บัดนี้ท้องฟ้าถูกย้อมสีแดงฉานน่ากลัวยิ่งนัก

“ท่านพ่อ” เด็กหญิงร้องเรียกด้วยความกังวล นางผวาเฮือกเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของมารดา นางหันกลับมาเห็นชายในชุดดำวาดกระบี่ฟาดลงใส่ร่างมารดาจนร่างนั้นร่วงลงไปกองกับพื้น แต่กระนั้นมารดาก็ยังเป็นห่วงนาง

“เวยเอ๋อร์ หนีไป” มารดาผลักห่อผ้าในมือใส่บุตรสาว ใช้เรี่ยวแรงที่เหลือดันร่างเล็กออกไปสุดมือ “ไปหาลุงจางฉวน อย่าคิดแก้แค้น รักษาชีวิตไว้ จงมีชีวิตอยู่ต่อไป”

“ท่านแม่”

นางเซถลาไปด้านหลัง เห็นเพียงมารดาใช้ร่างตัวเองปกป้องนาง เนื้อตัวของเด็กหญิงเปื้อนเปรอะโลหิตของมารดา

ยังไม่ทันทีเด็กสาวจะตั้งสติได้ คอเสื้อถูกหิ้วขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น เท้าเล็กเตะเปะปะไปมาก่อน ถูกเหวี่ยงไปที่ตลิ่ง ศีรษะแหงนหงายจมไปในน้ำ นางยื่นมือไปไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวแม้ลืมตาในน้ำแต่นางเห็นมือใหญ่ยื่นมากดใบหน้าของนางให้จมลงไปใต้ผิวน้ำที่แสนเยียบเย็น นางดิ้นรนแต่ไร้ผลไม่อาจสู้แรงชายชุดดำได้ นี่คงเป็นความปราณีที่ชายผู้นี้มอบให้เช่นนั้นหรือ? ให้นางได้ตายอย่างไร้บาดแผล ร่างบอบบางหยุดดิ้นรนรอรับความตายเพื่อจะได้ติดตามมารดาและบิดาไป

เพราะเห็นว่าร่างเล็กหยุดนิ่งไปแล้ว ชายชุดดำจึงปล่อยมือจากศีรษะแล้วผลุบหายไปในความมืด เด็กหญิงผวาเฮือกเงยตัวขึ้นแล้วสำลักน้ำออกมา นางกวาดตามองไปรอบตัวแต่ไม่เห็นผู้ใดแล้ว นางตั้งสติได้รีบคลานไปหาร่างมารดา

“ท่านแม่...ท่านแม่”

เด็กหญิงพยายามเขย่าตัวเรียกมารดา ทว่ากลับพบเพียงร่างแต่ไร้ลมหายใจ กลิ่นเหม็นไหม้ยังลอยคลุ้งในอากาศและเสียงโหวกเหวกทิศทางบ้านของนาง

‘รักษาชีวิตไว้’

เด็กหญิงได้ยินประโยคสุดท้ายของมารดาลอยวนในสมองน้อยๆ นางมองไปยังห่อผ้าที่ถูกทิ้งไว้ ซึ่งถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย เหลือก้อนเงินไม่กี่ก้อนที่ดูเหมือนมันจะหล่นเพราะความรีบร้อนของโจรชั่ว นางเก็บก้อนเงินที่หล่นด้วยมือที่สั่นเทา ก้มลงคำนับมารดาไม่อาจจะฝั่งศพนางได้

เด็กหญิงรีบวิ่งออกมาก่อนที่คนร้ายจะรู้ว่านางยังหายใจ!

...

“อยากได้หญิงรับใช้ทำงานบ้าน ไม่ใช่หญิงบำเรอ”

บุรุษหนุ่มโวยวายอยู่ในห้องพักของโรงเตี้ยม เดินทางแรมรอนมาสองเดือนจะได้กลับบ้านเสียที ยังต้องมาหัวเสียเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก นี่เห็นเขาว่างมากหรือไรต้องเพิ่มปัญหามาให้ก่อนเดินทางกลับเช่นนี้

เดินทางคุ้มกันสินค้าก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว ยุ่งยากต้องซื้อข้าวของกลับไปอีก รายการยาวเป็นหางว่าวกว่าจะได้ครบตามที่ต้องการ และหนึ่งในรายการที่ต้องซื้อคือ “สาวใช้” หนึ่งคน เขาสั่งกับเสี่ยวหงไว้แล้ว แม้รู้ ‘เสี่ยวหง’ ช่ำชองเรื่องใดก็เถิด แต่เพราะในเมืองนี้เขามิรู้ว่าจะไหว้วานใครหาหญิงสาวสักคนไปเป็นสาวใช้ จึงจำเป็นต้องให้เสี่ยวหงจัดการให้ มันเป็นรายการแรกที่เขาสั่งออกไปและเป็นรายการที่สุดท้ายที่เขาต้องเก็บขึ้นรถม้า ทว่ามันกลับเป็นรายการที่ยุ่งยากเมื่อเขามารับหญิงรับใช้จากเสี่ยวหง แต่กลับได้หญิงสาวแต่งกายน้อยชิ้นและพยายามเย้ายวนชวนเขาขึ้นเตียงเพื่อตรวจสอบสินค้า

เขายังคงโวยวายซ้ำยังผลักไสให้หญิงนางนั้นออกจากห้อง ปากตะโกนเรียกหาเสี่ยวหงทันที นางจึงได้ยืนตัวสั่นงันงกเช่นนี้

หยางเหลาหู่ คุณชายใหญ่แห่งป้อมพยัคฆ์ทมิฬ บุรุษอายุยี่สิบสองเจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่กำยำ โครงหน้าคมคาย คิ้วเข้มเป็นระเบียบ ริมฝีปากหยักสวยกำลังเม้มแน่นสะกดโทสะในใจ

ป้อมพยัคฆ์ทมิฬ มีกิจการหลายอย่างหนึ่งนั้นคือสำนักคุ้มภัย-คุ้มกันสินค้า เขาเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก แทบทุกที่เขาล้วนเคยย่ำผ่าน ชื่อเสียงของคุณชายหยางเหลาหู่น่าเกรงขามเพียงใดใครๆ ต่างรู้ดี นั้นทำให้กิจการของเขาดียิ่ง และมีน้องชายอย่างหยางกั๋วชิ่งที่คอยวางแผนซื้อขายจัดการเรื่องบัญชีต่างๆ เมื่อใดที่เดินทางคุ้มกันสินค้าไปเมืองหนึ่ง ขากลับจะได้สินค้ามีชื่อเสียงของเมืองนั้นกลับมาขาย มิได้มีการกลับบ้านมือเปล่าสักคราวเดียว เช่นครั้งนี้ที่เขามาเมืองเยว์และกลับเมืองจูโจวบ้านเกิด

“เจ้าค่ะๆ นายท่านอย่างเพิ่งโกรธ ข้าน้อยจะรีบหาหญิงรับใช้ให้ท่าน”

เสี่ยวหงกลัวจนตัวสั่น ไม่คิดว่าเขาต้องการ ‘สาวใช้’ จริงๆ หลายครั้งที่ชายผู้นี้มาและให้หาหญิงงามหรือนางรำไปรับรองผู้อื่นนั้น นางรับงานอย่างแข็งขันไม่มีขาดตกบกพร่อง นายท่านผู้นี้แม้ใบหน้าบึ้งตึงขึงขัง แต่จ่ายเงินให้ครบถ้วนไม่มีต่อรอง บางครั้งให้พิเศษเพิ่มเป็นน้ำใจ นางจึงถือว่าเขาเป็นลูกค้าชั้นดีของนาง

“ขออภัยนายท่าน” นางพยายามใช้เสียงอ่อนหวานของตนให้เป็นประโยชน์

“ข้าไม่อยากได้คำขอโทษ อยากได้สาวใช้ทำความสะอาดบ้าน ทำกับข้าว!”

“อีกสักสองสามวันได้ไหมเจ้าคะ ข้าน้อยจะหาสาวใช้จริงๆให้” อยากได้คนที่เป็นงานก็ต้องใช้เวลาสักหน่อย

ตอน 2

“ข้ากลับวันนี้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เอา แล้วอย่าหวังว่าจะได้เงินจากข้าอีกไม่ว่ากรณีใดก็ตาม”

“คุณชายหยางโปรดใจกว้างให้โอกาสข้าน้อยเถิดเจ้าค่ะ” ลูกค้ากระเป๋าหนักเช่นนี้ นางต้องรั้งไว้สุดกำลัง

“ข้าให้อีกครึ่งชั่วยาม เจ้ารู้ว่าข้าพูดคำไหนคำนั้น ออกไปได้แล้ว ไป!”

อย่างไรเขาก็ต้องหาสาวใช้กลับไปให้ได้ ถ้าไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่อง

แค่นี้ ขบวนเดินทางที่เตรียมจะกลับแล้วนั้นคงได้เดินทางไปนานแล้ว

“เจ้าค่ะๆ” นางพูดขึ้นทั้งที่ปากคอสั่น

ผู้ชายคนนี้แม้จะอายุเพียงยี่สิบต้นๆ แต่ดูน่าเกรงขาม และชื่อเสียงความโหดเหี้ยมเอาแต่ใจก็ดังกระฉ่อนพอๆ กับความร่ำรวยของเขาเองด้วย เสี่ยวหงปากคอสั่นแล้วรีบวิ่งออกไปทันที

หยางเหลาหู่ได้แต่สูดลมหายใจลึก แม้เขาเคยให้เสี่ยวหง จัดหาหญิงสาวมาปรนเปรอเป็นครั้งคราว ตามประสาชายหนุ่มที่ยังมิได้แต่งงาน แต่ครั้งนี้เขาต้องการ ‘หญิงรับใช้’ จริงๆ เสี่ยวหงกลับส่งหญิงบำเรอมาแทน

เหตุที่ต้องหาหญิงรับใช้ไกลบ้านเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเขาเองรำคาญหญิงสาวที่เข้ามาวุ่นวายในชีวิต หลายครั้งหลายคราวที่รับสาวใช้มาทำงานในบ้าน แต่ละคนล้วนอยากเลื่อนจากสาวใช้มาเป็นอนุหรือภรรยา ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง น้องชายหรือแม้กระทั้งบิดาของเขาซึ่งมีมารดาของเขาเป็นเพียงภรรยาเอกคนเดียว เขาจึงขับไล่หญิงรับใช้ไปหมด เหลือเพียงหญิงรับใช้ที่รุ่นใหญ่ที่แก่ชราลงไปทุกวัน เรี่ยวแรงไม่ค่อยมีซ้ำอาหารที่เคยถูกปากก็รสชาติเปลี่ยนไป ครั้นจะจ้างพ่อครัวใหม่ก็เห็นสีหน้าหมองเศร้าของแม่ครัวคนเก่าคนแก่ที่ใจสลายเพราะตกลำดับขั้นแล้ว เขาจำใจต้องกินอาหารรสชาติย่ำแย่นั้น

“ควรมีสาวใช้มาคอยดูแลงานในบ้าน”

“บ่าวผู้ชายมันทำงานไม่ได้หรือไง”

“บางอย่างมันก็ต้องใช้ผู้หญิงทำ” หยางกั๋วชิ่งส่ายหน้าไปมา “เดินทางคราวนี้ก็หาซื้อสาวใช้มาสักคน”

“แถวบ้านเราไม่มีรึ” ซื้อของมาค้าขายวุ่นวายมากพอแล้ว ไยต้องหาซื้อสาวใช้มาอีก คนมิใช่สิ่งของ ถึงมีแข้งมีขาแต่ก็ลำบากที่ต้องคอยดูแลระหว่างเดินทาง ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่นิยมรับงานคุ้มครอง ‘คน’ นัก

“ชื่อเสียงท่านไม่มีผู้ใดกล้าเอาชีวิตมาเสี่ยงแล้ว”

“ข้า?”

“นายท่านโหดเหี้ยมทำสาวใช้ร้องไห้กระเจิดกระเจิง มีใครกล้ามาเป็นสาวใช้ที่นี่”

“แค่ร้องไห้! ข้ามิได้หักแขนขานางเสียหน่อย นางบังอาจยั่วยวนแม้กระทั้งท่านพ่อ ข้าไม่สั่งโบยนางก็ดีเพียงใดแล้ว”

“เอาเถอะๆ อย่างไรก็หาสาวใช้มาช่วยแบ่งเบาภาระป้าอิงอู่กับบรรดาสาวใช้รุ่นป้า”

หยางเหลาหู่และหยางกั๋วชิ่งเป็นถึงคุณชายของตระกูลหยาง ทว่าบิดามารดาทั้งสองอบรมเลี้ยงดูพวกเขามิให้ถือตนว่าเหนือผู้อื่น หญิงรับใช้อายุมากเหล่านี้ บางคนทำงานมาตั้งแต่บิดาของพวกเขายังไม่แต่งเป็นภรรยาด้วยซ้ำ จึงอยู่ที่ป้อมพยัคฆ์ทมิฬเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว คนที่เหลืออยู่นี้ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน เขาจึงเลี้ยงดูให้อยู่ต่อไปแม้ทำอะไรไม่ได้มากแล้วก็ตาม

ชายหนุ่มได้แต่เดินวนไปมาอย่างหงุดหงิด หันกลับไปเปลี่ยนเสื้อ

ตัวนอกหยิบเสื้อคลุมสีน้ำเงินครามสีประจำของป้อมพยัคฆ์ทมิฬมาสวม พลางสำรวจดูกระบี่ประจำกาย

หลังจากที่เขาตัดสินใจสืบทอดกิจการของบิดาด้วยวัยเพียงสิบหกนั้น เขาทำงานหนัก เรียนรู้งานอย่างขันแข็ง เสียสละตัวเองไม่ได้เที่ยวเล่นสนุกเหมือนผู้อื่น แต่มันคุ้มค่ากับตัวเลขในบัญชีและทรัพย์สมบัติในห้องคลังที่เพิ่มขึ้น เรื่องคิดคำนวนเขาไม่คล่องแคล่วเท่าหยางกั๋วชิ่ง แต่เรื่องวรยุทธรวมทั้งพละกำลังเขาเก่งกาจกว่านัก ทั้งสองพี่น้องช่วยกันสองแรงแข็งขัน ทำให้กิจการต่างๆ ที่เคยซบเซาอยู่พักใหญ่กลับมาดีขึ้นตามลำดับ จนสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลหยางรุ่นที่สามโด่งดังอีกครั้ง

เขาบำรุงปรับปรุงความเป็นอยู่ของป้อมพยัคฆ์ทมิฬ สิ้นเงินและเวลาไปหลายปีแต่นับว่าคุ้มค่า ไม่มีจุดใดที่หลังคารั่วอีก ทุกคนในป้อมได้กินอิ่มนอนหลับอย่างไร้กังวล แต่เมื่ออายุมาถึงปีที่ยี่สิบก็ถูกบิดามารดารบเร้าให้แต่งงานมีหลานเสียที เดิมทีเขามีคู่หมั้นคู่หมายแต่ตายไปก่อนที่เขาจะได้พบหน้า เขายุ่งเรื่องกิจการคุ้มกันสินค้า มิไว้ใจผู้อื่นให้เดินทางแทนเขา และบรรดาลูกค้าเชื่อใจเขาแต่เพียงผู้เดียว ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยได้อยู่ป้อมฯ นัก ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น น้องชายของเขา-หยางกั๋วชิ่งก็ถูกมารดาขู่เข็นเรื่องให้แต่งภรรยาเช่นกัน แต่ยังทำเป็นหูทวนลมกับสิ่งที่ได้ยิน

ด้วยประสาทสัมผัสที่ไวเป็นพิเศษตามประสาคนฝึกวรยุทธ เขารู้สึกได้ว่ามีมีคนเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มหมุนตัวไปดูก็ต้องขมวดคิ้ว

หญิงสาวร่างเล็กยืนแอบที่หลังบานประตู โดยที่ยังแง้มหน้าโผล่ดูด้านนอก

“เจ้าทำอะไรนะ!”

“ว้าย!” หญิงสาวร้องอย่างตกใจ รีบหมุนตัวมาดู แต่พอเห็นอีกฝ่ายกำลังจัดเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่อยู่ นางรีบก้มหน้างุดลงทันที

“เป็นอะไรของเจ้า”

ตอน 3

หยางเหลาหู่ยกมือขึ้นกอดอก ก้มมองตัวเองด้วยความแปลกใจ ปกติผู้หญิงคนไหนเห็นเขามีแต่อ่อนระทวยทั้งนั้น เพิ่งจะมียายเด็กผอมกะหร่องคนนี้ที่เอาแต่ก้มหน้า ดวงตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า นางสวมชุดกระโปรงปักลายดอกไม้เล็กๆน่ารัก ยืนกอดห่อผ้าใบย่อม เขารู้สึกถึงคนที่วิ่งผ่านหน้าห้องของเขาไปพร้อมเสียงพูดคุยที่เขาไม่สนใจ แต่กลับทำให้ผู้หญิงคนนั้นกระเถิบกายเข้ามาในห้องมากขึ้น ราวกับกลัวคนอื่นจะรู้ว่านางอยู่ตรงนี้

“เสี่ยวหงส่งเจ้ามาใช่ไหม” เขาถามทำลายความเงียบตรงหน้าทิ้ง

“อะ...เอ่อ...” หญิงสาวเงยหน้ามองเขา อึกอักพูดไม่ออกเหมือนคนเป็นใบ้

“เจ้ามาทำงานเป็นสาวใช้?”

“สาวใช้?” แล้วนางก็พูดออกมาจนได้ แล้วก็ทำหน้าอย่างเพิ่งนึกได้ รีบพยักหน้าแรงๆ ทันที “ข้าทำอาหารได้ ทำความสะอาดบ้าน ซักเสื้อผ้าหรือรดน้ำพรวดดินต้นไม้ก็ได้เจ้าค่ะ”

“อยากได้แค่คนทำความสะอาดบ้านกับทำอาหาร ซ่อมเสื้อผ้า

แต่รดน้ำพรวนดินคงไม่เหมาะกับเด็กอย่างเจ้า”

เขากวาดตามองหญิงสาวเบื้องหน้า ประเมินด้วยสายตา

“อายุเท่าไหร่แล้ว”

“สิบเจ็ดแล้ว” นางทำตาดุใส่ แต่ประโยคของหญิงสาวทำให้เขาหัวเราะพรืดออกมา

“ตัวเล็กเหมือนเด็ก ที่บ้านเจ้ายากจนกินไม่อิ่มหรือไร”

“ก็ท่านมันตัวโตเป็นยักษ์เองนี่” นางเผลอโต้เถียงเขา แต่พอรู้ตัวก็หุบปาก

หยางเหลาหู่รู้สึกชอบใจ ไม่ค่อยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเขาบ่อยนัก เอาเถอะ ขุนให้อ้วนอีกนิดคงพอมีแรงทำงานได้

“อยู่กินที่บ้านข้า ยังไงไม่อดมื้อกินมื้อหรอก ขอแค่ทำงานเต็มกำลังของเจ้าก็พอ หากไม่ไหวส่งกลับอย่างเดียว”

“ได้” นางพยักหน้ารับแล้วอดเหลือบมองไปทางประตูไม่ได้

“เจ้าเตรียมข้าวของมาแล้วใช่ไหม” เขามองไปที่ห่อผ้าใบย่อมของนาง

“เจ้าค่ะ ไปได้เลย” นางรีบพูดเหมือนกลัวเขาเปลี่ยนใจ

“ดี ข้าก็ไม่อยากเดินทางกลางคืน” เขาพยักหน้า “ช่วยถือของให้ข้าด้วย”

“เจ้าค่ะ”

สั่งอะไรก็ทำ

หยางเหลาหู่นึกในใจ เห็นหญิงสาววางห่อผ้าของตัวเองแล้วเดินไปเก็บเสื้อของเขาที่วางทิ้งไว้บนที่นอน นางบรรจงพับแล้ววางใส่ห่อผ้าของเขาอย่างเรียบร้อยและรวดเร็ว เขามองเพลินจนลืมไปว่าตัวเองต้องรีบเดินทางแล้วเช่นกัน

“เจ้าชื่ออะไร”

“เสี้ยวเวย” หญิงสาวตอบแล้วก็สะดุ้งเหมือนคิดอะไรได้ แต่แสร้งทำเป็นนิ่งเฉย “แล้วนายท่านล่ะเจ้าคะ จะให้ข้าเรียกว่าอะไร”

“หยางเหลาหู่” เขาเอ่ยแล้วก็เห็นนางจัดเก็บเสื้อผ้าของเขาเรียบร้อย

นางคว้าห่อผ้าของตนเองมากอดแนบอก อีกมือถือห่อผ้าให้เจ้านายอีก

“จ้องข้าทำไม”

หยางเหลาหู่เห็นการทิ้งระยะห่างของนางที่มีต่อเขาก็รู้สึกพอใจ อย่างน้อย นางไม่ได้แสดงการยั่วยวนเขาเหมือนเช่นผู้หญิงคนก่อน แม้การพบกันแค่อึดใจตัดสินคนไม่ได้ แต่เขารู้สึกพอใจกับการทำตามคำสั่งของนาง

หลัวเสี้ยวเวยแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ กระนั้นก็อดกังวลคนที่ตามมาจับตัวนางไม่ได้ ไม่เอาล่ะ ยังไงครั้งนี้นางไม่ยอมถูกส่งไปขายตัวใช้หนี้ ถึงลุงจางฉวนและป้าสะใภ้เคยเลี้ยงดูนางมาอย่างไร แต่ให้ตอบแทนบุญคุณเช่นนี้นางยอมทำไม่ได้ นางได้แต่ขอโทษลุงจางฉวนในใจ ขอไปตายเอาดาบหน้า ยอมถูกตราหน้าเป็นคนอกตัญญู แต่นางไม่คิดจะขายตัวเป็นอนุให้ใครทั้งนั้น

หญิงสาวถือห่อผ้าตัวเองและถือห่อสัมภาระให้เขา แต่เพราะนางตัวเล็กจึงดูขัดหูขัดตา ชายหนุ่มเป็นฝ่ายคว้าห่อผ้าของนางและของเขามาถือให้เสียเอง

“นายท่าน! ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้” นางพูดขึ้นแล้วก้าวเร็วๆ ตามร่างสูงที่ก้าวช้าแต่ก้าวได้ยาวกว่านางนัก

“รู้แล้ว เจ้ามีสัมภาระอะไรอย่างอื่นอีกไหม?”

“ไม่มี แต่ข้าเป็นสาวใช้นะเจ้าคะ” นางทำให้เขาไม่พอใจและถูกถีบตัวส่งกลับตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มหรือเปล่านะ

“รู้แล้ว แล้วรู้ไว้ด้วยว่าที่ทำให้นี่ไม่ได้เต็มใจ แต่ข้ากำลังรีบ”

หยางเหลาหู่พูดเสียงเรียบ อดเหลือบตามองคนตัวเล็กไม่ได้ แค่เดินตามยังหอบแล้วจะมีแรงทำงานบ้านไหวไหม? หญิงสาวก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาใครและกลัวใครจะเห็นนางเข้า เขาพานางมายังด้านนอก มีรถม้าสามคันและคนจำนวนหนึ่งที่ทำราวกับรอชายผู้นี้อยู่นานแล้ว

เขาเหวี่ยงห่อผ้าเข้าไปในรถม้า ทำให้หญิงสาวรู้ว่านางต้องขึ้นรถม้าคันนี้ แต่เพราะไม่มีเก้าอี้หรือบันไดสำหรับปีนขึ้นรถม้า นางไม่มีปัญญาปีนขึ้นเอง เขย่งจนสุดปลายเท้าอยู่หลายทีก็ไม่อาจพาตัวเองเข้าไปด้านในได้สำเร็จ เขาส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด จำใจจับเอวของหญิงสาวยกนางขึ้นตัวลอย ส่งนางเข้าไปในรถม้าได้อย่างง่ายดาย

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หลัวเสี้ยวเวยทำหน้าไม่ถูก จึงพูดแก้เก้อออกไป “รถม้าของนายท่านสูงไปนะ”

“รถม้าของข้าผิดซินะ”

“ขออภัยที่ตัวข้าเล็กไปหน่อย”

“ทั้งตัวเล็กและขาสั้นด้วย”

“ปาก...” ปากคอร้ายกาจเหลือเกิน นางยั้งปากได้ทัน ทำให้ได้แต่ค้อนขวับเข้าให้

“เจ้าพูดอะไร”

“เปล่าเจ้าค่ะ”

“งั้นเราไปเถอะ”

“อืม”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED