เสียงสังสรรค์ในงานเลี้ยงหลังปิดกล้อง ทำให้เว่ยหย่งฮวาอดรู้สึกน้อยใจตัวเองไม่ได้ เพราะท่ามกลางผู้คนที่มากมายนี้ตัวเธอกลับโดดเดี่ยว
นอกจากผู้จัดการชั่วคราวที่ออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกแล้ว ก็ไม่มีใครเห็นหัวนักแสดงอิสระคนนี้อีก
ไม่ว่าจะเป็นงานครั้งที่เท่าไรเว่ยหย่งฮวาก็ไม่เคยชินได้เลย อาจเพราะเธอไม่ยอมปีนขึ้นเตียงผู้กำกับพวกนั้น ทำให้เธอเป็นเพียงดาราลำดับสามที่กำลังตกกระป๋องเท่านั้น แต่เธอยอมเป็นดาราตกกระป๋องดีกว่าเป็นของเล่นให้ชายวัยกลางคนที่อ้วนลงพุงแบบนั้น
"ทำไมถึงยังนั่งอยู่อีกกันนะ ไม่รู้สึกถึงบรรยากาศรอบตัวบ้างเหรอ"
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง ที่นั่งในห้องจัดเลี้ยงเป็นแถวยาวสามแถว เว่ยหย่งฮวานั่งอยู่แถวด้านในของโต๊ะจัดเลี้ยงแถวแรก เธอจำเสียงนั้นได้เพราะต่อบทกันมานักต่อนักแล้ว
"อย่าพูดไปเชียวนะ ทำงานมาไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี ยังขึ้นแท่นนางเอกอันดับต้น ๆ ไม่ได้เลย"
เว่ยหย่งฮวาอดจะกรอกตาไม่ได้จริง ๆ ก็คนที่พูดอยู่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ความเป็นมนุษย์ช่างย้อนแย้ง แล้วที่เธอไม่ได้ขึ้นเป็นนางเอกก็เพราะไม่ได้ปีนขึ้นเตียงเหมือนเจ้าหล่อนไง
"เบาเสียงหน่อย เจ้าตัวอาจจะได้ยินนะ"
ผู้พูดก็อยากได้แสงเหลือเกิน ต่อให้เบาขนาดไหนก็ยังได้ยินอยู่ดี ที่นั่งห่างกันเพียงหนึ่งศอกกัน นินทาระยะเผาขนขนาดนี้ไม่ได้ยินก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว
ถ้าเทียบกับนักแสดงมีสังกัดล่ะก็ เว่ยหย่งฮวายอมรับว่าตัวเองไม่ค่อยมีชื่อเสียงจริง แต่ในหมู่นักแสดงอิสระด้วยกันก็ถือเป็นระดับต้น ๆ ที่ผู้คนจะรู้จัก
แต่เมื่อทำงานให้คนที่มีบริษัทเป็นรูปธรรม ต่อให้เธอจะมีความสามารถแค่ไหน บริษัทก็จะต้องเอาคนของตัวเองไว้ก่อนอยู่แล้ว
ไม่แปลกเลยเพราะหากเป็นเธอก็จะทำแบบเดียวกัน แต่การนินทาว่าร้ายกันทั้งต่อหน้าและลับหลังอย่างนี้เธอรับไม่ได้จริง ๆ
"ได้ดีเพราะว่าเรามีนางเอกแท้ ๆ กระแสก็ดังมาก ๆ ตัวเองไม่มีอะไรมาให้เทียบได้เลยต้องทำแบบนี้สินะ"
"ไม่พูดเกินไปหน่อยเหรอ เสียงเธอชักจะดังขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ เมาแล้วหรือเปล่าเนี่ย"
"ฉันไม่เมา ฉันคอแข็งจะตาย"
เสียงยานคางขนาดนั้นเอาตรงไหนมาไม่เมาล่ะ
เว่ยหย่งฮวาแอบค้านในใจ หากไม่ติดว่าเธอเสียเปรียบ คงจะนินทากลับไปหลายประโยคแล้ว แต่กองถ่ายนี้ไม่มีเพื่อนร่วมวงสนทนากับเธอได้จริง ๆ แม้จะเป็นกองถ่ายของผู้กับกับชื่อดัง
แต่เห็นได้ว่าทุกคนที่เขาเลือกมาแสดงล้วนมีเส้นมีสายทั้งนั้น คงมีแต่เธอที่ถูกถูกเลือกอย่างงง ๆ และนี่คงเป็นเป้าหมายให้ดาราคนอื่นจ้องจะเล่นงานเธอตลอดเวลาแบบนี้ เมื่อไม่มีโอกาสกลั่นแกล้งเธอก็ใช้ปากนินทาแทน
"ถึงเธอจะเป็นตัวละครเอกหญิงคนหนึ่ง เห็นได้ชัดเลยนะว่าไม่ว่าพระเอกหรือพระรองก็ไม่เลือกเธอ"
"ได้สิหยิ่งผยองขนาดนั้นใครจะอยากเข้าใกล้"
คนฟังเริ่มสับสนแล้วว่าตกลงนินทาเรื่องในชีวิตจริงหรือเรื่องในละครกันแน่ เพราะดูเหมือนจะเอามาปะปนกันจนเลอะเทอะไปหมด
แม้จะเป็นเรื่องที่ควรทำตัวให้ชิน แต่เว่ยหย่งฮวาก็อดหงุดหงิดไม่ได้ว่าทำไมจะต้องให้ชินกับเรื่องแบบนี้ด้วย ไม่มีใครสมควรต้องเจอเลย แต่ก็อย่างว่าแหละ
นี่คือโลกบันเทิงมีใครบ้างที่จะไม่โดนนินทา แม้แต่นางเอกแสนดีมีเงินหลายร้อยล้านหยวนก็ยังถูกนินทา นับประสาอะไรกับดาราไร้สังกัดที่กำลังตกกระป๋องอย่างเธอกัน
"คือว่า นี่ดึกมากแล้ว คงต้องขอตัวก่อนนะคะ"
เว่ยหย่งฮวาลุกขึ้นแล้วเอ่ยลาทีมงาน เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับที่นี่อย่างรุนแรง ความกดดันนี้เกินจะทำใจอยู่ต่อได้ จนกระทั่งจะกลับแล้วก็ยังไม่มีใครสนใจเธอเหมือนเดิม หญิงสาวทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินออกมาเงียบ ๆ
งานที่ส่งคำขอมาจากบริษัทนี้ในอนาคตคงต้องปฏิเสธให้หมด เรื่องเงินก็สำคัญแต่สุขภาพจิตสำคัญกว่า
เดินออกมาจากร้านได้ไม่นานโทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงแจ้งเตือนออกมา เธอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นข้อความจากลูกพี่ลูกน้อง เว่ยหย่งฮวาฝากร้านเสื้อผ้าแบรนด์เล็ก ๆ ให้เธอคนนี้ช่วยดูแลระหว่างทำการถ่ายทำภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ที่เธอรับงานช่วงนั้น
ข้อความนั้นไม่มีอะไรมาก นอกจากการบอกว่าสินค้าล็อตใหม่มาถึงแล้ว
เว่ยหย่งฮวาเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าแฮนด์เมดขนาดเล็ก ทุกชิ้นปักประดับด้วยมือ บางตัวก็ใช้กรรมวิธีแตกต่างไป แต่ทั้งหมดถูกทำขึ้นด้วยมือชิ้นต่อชิ้น และเพราะอัตราการผลิตที่ทำได้ช้าและยอดผลิตต่ำนี่เอง ทำให้แบรนด์ของเธอพูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นแบรนด์ขนาดเล็ก
ทว่าราคาของมันนั้นสูงพอสมควร เจ้าของแบรนด์อย่างเธอเลยพออยู่ได้ แม้ว่างานนักแสดงอิสระจะไม่ราบรื่นนักก็ตาม เว่ยหย่งฮวาไม่ได้ดื่มมากนัก ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่เทียบเท่าคนทั่วไปที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์
เว่ยหย่งฮวาอยากจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านเต็มที เธอจึงตอบข้อความกลับไปว่าให้ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นปิดร้านได้เลยเมื่อถึงเวลา เพราะวันนี้เธอจะไม่เข้าไป
เว่ยหย่งฮวาไปที่ร้านสะดวกซื้อ ตั้งใจจะซื้ออะไรไว้กลับไปทานที่บ้านเพิ่ม อาหารงานเลี้ยงปิดกองมีมากมายแต่เธอแทบไม่ได้แตะอะไรบรรยากาศแบบนั้นคนที่จะกินได้อร่อยก็คือคนที่ไม่มีปัญหากับใคร
เว่ยหย่งฮวาเชื่อว่าตัวเองไม่เคยมีปัญหากับใครมาก่อน ส่วนใหญ่เป็นการหาเรื่องจากฝ่ายนั้นเองทั้งนั้น
ทั้งที่วันนี้หน้าตาอาหารน่าทานเป็นอย่างมาก แต่บรรยากาศงานเลี้ยงกลับแย่ที่สุดที่เธอเคยเจอ งานก่อนหน้านี้ไม่ว่าภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ ทุกคนให้เกียรติเธอแม้ว่าเป็นนักแสดงอิสระ
เว่ยหย่งฮวายืนรอขึ้นรถบัสสายประจำที่ป้ายรถ แต่แล้วฝนก็ตกลงมาอย่างหนักไม่ทันตั้งตัว เธอรีบเข้าไปหลบในซุ้มที่นั่งแบบมีหลังคา
เว่ยหย่งฮวาอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตวันนี้จะซวยซ้ำซวยซ้อนเกินไปแล้ว และเพื่อตอบสนองความคิดนั้นให้เด่นชัดขึ้นไป รถยนต์ที่ขับผ่านมาด้วยความเร็วระดับหนึ่งก็เหยียบน้ำขังที่พื้นก็กระเด็นมาโดนตัวเธอ
นักแสดงสาวอยากจะกรี๊ดแต่ก็กรี๊ดไม่ออก สงสัยวันนี้จะไม่ใช่วันของเธอจริง ๆ รู้สึกว่าดวงไม่ดีตั้งแต่เช้าแล้ว
เว่ยหย่งฮวาเปลี่ยนใจไม่ใช้รถโดยสารประจำทางเพื่อกลับบ้าน แต่เรียกแท็กซี่แทน แอพลิเคชั่นเพื่อความสะดวกสบายถูกจัดทำขึ้นหลายโปรแกรมหลายวัตถุประสงค์ เป็นความสะดวกในชีวิตอย่างหนึ่งตั้งแต่เข้าสู่ยุคการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันเกือบทั้งหมด
รถโดยสารที่เว่ยหย่งฮวาต้องการมาถึงแล้ว เธอใช้เสื้อคลุมตัวเองพับแล้วลองเบาะไว้อีกชั้นก่อนขึ้นไปนั่ง
เว่ยหย่งฮวาบอกจุดหมายปลายทางแล้วก็เงียบไปตลอดทาง ความรู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า ทำให้เธอแทบจะผล็อยหลับอยู่ในรถ แต่เพื่อปลอดภัยของตัวเองตลอดการเดินทาง เธอไม่ควรหลับและปล่อยให้คนขับมองทางคนเดียว
เว่ยหย่งฮวาพิมพ์ข้อความกลับไปหาลูกพี่ลูกน้องคนนั้น ทั้งสองคุยกันสีหน้าเคร่งเครียด
หรือว่าเธอจะเจอดีเข้าให้แล้ว โรงงานที่จ้างผลิตสินค้าไปในครั้งนี้ราคาสูงกว่าที่อื่น เธอจึงคิดว่ามันคุ้มค่า แต่สินค้าทุกตัวที่ส่งมาครั้งนี้กลับมีปัญหา
เว่ยหย่งฮวาก้มหน้าดูจอ โต้ตอบกับลูกพี่ลูกน้องคนนั้นไม่หยุด เธอรื้อแล้วถ่ายรูปมาให้เห็นชัด ๆ เลยว่าคุณภาพสินค้าไม่ผ่านมาตรฐานเธออย่างแรง
"ขอโทษนะ คุณช่วยเปลี่ยนไปส่งที่...หน่อยได้ไหม"
เว่ยหย่งฮวาตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายทันที อย่างไรก็ต้องไปจัดการด้วยตัวเอง เพราะสินค้าชุดนี้เหมือนจะย่ำแย่จริง ๆ เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ช่วงนี้เธอซวยซ้ำซวยซ้อนจริง ๆ
"อิงอิง อยู่หรือเปล่า?"
เว่ยหย่งฮวาไขกุญแจร้านเล็ก ๆ ของเธอเข้ามาด้านในก็ไม่พบเปิดไฟอยู่ ถึงเธอจะไม่ได้บอกลูกพี่ลูกน้องคนนั้นก่อนว่าจะมาหา แต่ระยะเวลาไม่กี่นาทีจะปิดร้านได้เร็วขนาดนี้เชียว
เว่ยหย่งฮวาเดินหาไปทั่วร้าน คิดว่าเธออาจจะแค่ไม่ได้เปิดไฟไว้เท่านั้นแต่ก็ไม่พบใครเลย ร้านเล็ก ๆ ของเธอแห่งนี้ ด้านบนทำเป็นห้องพักชั่วคราวเผื่อมีใครต้องค้างคืน วันนี้เธอตั้งใจจะค้างที่นี่จึงขึ้นไปอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสบาย ๆ ก่อนจะลงมาดูสินค้าเจ้าปัญหา
เสื้อและกางเกงเดนิมยังวางแล้วเก็บรักษาอยู่บนชั้นวางเหมือนเดิม หลังจากที่รื้อออกมาตรวจสภาพแล้วได้แต่ส่ายหน้า เวลานี้ดึกมาก ต่อให้ติดต่อโรงงานไปก็คงไม่มีใครตอบ
เว่ยหย่งฮวาตัดสินใจส่งอีเมลทิ้งไว้ หวังว่าพรุ่งนี้พนักงานของโรงงานนั้นจะติดต่อเธอกลับมาอย่างรวดเร็ว
"เปลี่ยนโรงงานผลิตดีไหมนะ"
ครึ่งปีมานี้นี่เป็นครั้งที่สองที่มีปัญหา แถมยังเป็นปัญหาที่ทำให้สินค้าใช้ไม่ได้สักตัวเลยด้วย เหมือนเอาของเหลือจากความผิดพลาดทั้งหมดส่งมาให้ เจ้าของแบรนด์อย่างเธอไม่มีทางปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปแน่ ต่อให้เป็นแบรนด์เล็ก ๆ แต่นี่ก็เป็นความภาคภูมิใจ
เว่ยหย่งฮวาพยายามปรับอารมณ์ตัวเองให้ใจเย็นลง วันนี้เธอเจอเรื่องหนักมามากเกินไปแล้ว หากจะปล่อยให้อารมณ์โกรธค้างคาอยู่แบบนี้จะไม่ดีกับสุขภาพเธอด้วย
เว่ยหย่งฮวาต้องการกำลังใจจึงโทรศัพท์ไปหาแม่ แต่ยังไม่ทันที่เสียงรอสายจะดังเธอก็ตัดสายทิ้งก่อนเพราะกลัวจะรบกวน แม่ของเธออาจจะหลับไปแล้วก็ได้
"นี่มันวันแย่ ๆ อะไรกันเนี่ย รับไม่ได้จริงๆ" เธอเอนตัวนอนบนโซฟา วางแขนก่ายหน้าผาก ด้วยความเหนื่อยล้าจึงเผลอหลับไปทั้งอย่างนั้น
ค่ำคืนที่มืดสนิททุกคนรู้ว่าอันตรายสามารถย่างกลายเข้ามาได้เสมอ แต่ที่ผ่านมาสงบสุขมากจนอาจนึกไม่ถึงว่าจะถึงคราวตัวเองเข้าจนได้
ประตูกระจกที่ล็อคดีแล้วจากด้านใน มีม่านติดไว้ไม่ให้คนนอกมองเข้ามาเห็นว่าข้างในมีอะไรหรือมีใครอยู่หรือไม่ หากเคยมาสักครั้งก็จะรู้ว่ามันเป็นแค่ร้านขายเสื้อธรรมดา ห้องเล็ก ๆ ห้องเดียวไม่มีของมีค่าอะไร
หากไม่ใช่โจรโง่ ๆ ที่สุ่มหาบ้านปล้นไปเรื่อย ก็ต้องเป็นคนคุ้นเคยที่รู้ว่ามันมีของมีค่าอะไรในที่แห่งนี้ ที่ดูผิวเผินเป็นแค่ร้านขายเสื้อธรรมดาบ้าง
กุญแจร้านถูกหมุนบิดจนปลดล็อคได้จากด้านนอก ง่ายดายเสียจนไม่มีเสียงรบกวนออกมา แทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย
กระทั่งผู้บุกรุกก้าวเข้ามาจึงสังเกตได้ว่าบนพื้นมีรอยหยดน้ำ ซึ่งก่อนจะออกไปอิงอิงจำได้ว่าทำความสะอาดหมดแล้ว
หญิงสาวรู้สึกระแวงขึ้นมาทันที เธอคว้าเก้าอี้ที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาเป็นอาวุธก่อนจะย่องเข้าไปในร้านเมื่อมาถึงห้องด้านหลังถัดจากห้องน้ำมาก็พบว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งนอนหลับอยู่
"พี่ฮวาฮวา?" อิงอิงชะโงกหน้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าใช่จริง ๆ
เมื่อรู้ว่าเป็นคนคุ้นเคยเธอก็โล่งอก ตั้งใจจะหมุนตัวกลับไปปิดประตูร้าน ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นผู้บุกรุกเข้ามาที่ร้านจริง ๆ และชายผู้นั้นเหมือนจะรู้ตัวว่าเธอไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในในร้านเพียงคนเดียว
กรี๊ดดดดด
เสียงกรีดร้องหวีดแหลมดังจนปลุกคนที่นอนอยู่ให้ตื่นขึ้นมา เว่ยหย่งฮวาสะดุ้งตัวโยน หันมองตามทิศทางของเสียง จากแสงไฟถนนที่ลอดเข้ามาทำให้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าได้ไม่ชัดเจน แต่เธอก็เห็นแล้วว่ามีคนสองคนอยู่ในห้องกับเธอทั้งที่เธอล็อคประตูไปแล้ว
หญิงสาวเจ้าของร้านก็กรีดร้องออกมาซ้ำสอง ตกใจทั้งผู้บุกรุกและอื่น ๆ เพราะมันเห็นว่ามีคนอยู่ในร้านมากกว่าหนึ่งก็รามือแล้วรีบวิ่งหนีออกไป
"อิงอิง! อิงอิงเหรอ!?" สองสาวเพิ่งมาหากัน กอดกันกลม ต่างคนต่างตัวสั่นเป็นลูกนก
"พี่ฮวาฮวา ฉันกลัวมากเลย วันนี้เข้ามาไม่นึกว่าพี่จะมาวันนี้ฉันนึกว่าเป็นโจร พอเห็นเป็นพี่ก็โล่งใจ แต่เจ้าคนนั้นน่ากลัวมากจริง ๆ ฉันรีบไปล็อคประตูก่อนนะ"
เธอกล่าวเร็ว ๆ รัว ๆ จนลิ้นพันกัน ก่อนจะรีบหันตัวออกไปปิดประตูลงกลอนอย่างรวดเร็ว ชายผู้นั้นต้องเข้ามาพร้อมเธอแน่ ๆ
"พี่นึกว่าเธอกลับบ้านไปแล้ว แล้วนี่ย้อนกลับมาทำไม"
"ฉันไม่สบายใจเรื่องเสื้อของพี่รอบนี้เลย กลับไปคงนอนไม่หลับแน่ฉันก็เลยกลับมาใหม่"
"เธอแจ้งลงเว็บร้านแล้วเหรอว่าสินค้ารอบนี้มีปัญหา"
เว่ยหย่งฮวาเป็นคนบอกลูกพี่ลูกน้องคนนี้เองว่าให้แจ้งสถานการณ์ที่หน้าเว็บไซต์ของร้านด้วย ลูกค้าบางคนตั้งใจรอสินค้าข้ามเดือนเพื่อให้ได้ใช้แบรนด์ของเธอ ซึ่งเธอก็รักษามาตรฐานตัวเองตลอด ทำให้ลูกค้ายังเหนียวแน่น
คืนนั้นเธอนอนค้างกับอิงอิงที่ร้าน แต่เกิดความไม่สบายใจบางอย่างจนเธอหลับไม่ลง เว่ยหย่งฮวารู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดี กว่าเธอจะข่มตาหลับได้ก็เกือบเช้า
ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเช้าครั้งสุดท้ายของตัวเองจะมาถึงเมื่อไร เว่ยหย่งฮวาก็ไม่รู้เช่นกัน…
เช้าวันรุ่งขึ้น เว่ยหย่งฮวาก็ตื่นขึ้นมาในตอนสาย เธองัวเงียเปิดเข้าอีเมลว่าทางโรงงานติดต่อมาหรือยัง ซึ่งก็ตอบกลับมาจริงแล้วให้เธอถ่ายรูปส่งหลักฐานไป เว่ยหย่งฮวาไม่ลังเลที่จะส่งรูปที่ถ่ายตั้งแต่เมื่อคืนไป
เธอพบว่าอิงอิงตื่นนานแล้วและกำลังทำมื้อเช้าอยู่ในครัวเล็กๆ ของร้านที่มีประตูอีกบานปิดไว้กันกลิ่น
ป้าของเธอหรือก็คือแม่แท้ ๆ ของอิงอิง รับเธอไปดูแลตั้งแต่ยังเด็กหลังพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ เว่ยหย่งฮวาไม่ค่อยมีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่หลงเหลือมากนัก แล้วก็ไม่ค่อยสนิทสนมกับครอบครัวของป้านอกจากอิงอิง
ป้าเลี้ยงดูเธอด้วยมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ ไม่ได้เลี้ยงทิ้งขว้างแต่ก็ไม่ใส่ใจเท่าลูก ๆ ของตัวเอง ทำให้หญิงสาวค่อนข้างด้านชาทางความรู้สึกอยู่พอสมควร
อาจเป็นเหตุผลนี้ด้วยเช่นกันที่ทำให้ทีมงานในกองถ่ายไม่ชอบเท่าไร นอกจากตอนสวมบทเป็นตัวละครแล้ว เว่ยหย่งฮวาแสดงอารมณ์ค่อนข้างน่าเบื่อเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ รอบตัว
"อิงอิง พี่จะไปที่โรงงาน ฝากร้านให้เธอดูนะ"
"พี่เชื่อมือฉันได้เลย แต่ไม่ทานข้าวก่อนไปสักหน่อยล่ะ"
"พี่จะไปกินข้างนอกน่ะ อยากแก้งานให้เสร็จเร็วๆ"
"งั้นฉันใส่ตู้เย็นไว้ให้แล้วกัน"
เธอพยักหน้าให้อิงอิงผู้มีรอยยิ้มสดใสตลอดเวลา น้องสาวคนนี้เป็นความสดใสรอบตัวเธอที่ไม่มีใครเหมือน หญิงสาวยิ้มตอบผู้เป็นนอกก่อนออกไป
เว่ยหย่งฮวาเรียกแท็กซี่ไปส่งที่คอนโดแล้วจึงค่อยนำรถของตัวเองขับออกไป
ทั้งที่เป็นตอนกลางวันที่ไม่น่าจะมีอะไรบดบังทัศนวิสัยของคนขับได้มากเท่าตอนกลางคืน หรืออาจเป็นเพราะการอดหลับอดนอนเพื่อทำงานก็ไม่อาจรู้แน่ชัดในตอนนี้
แต่การที่รถบรรทุกจากเลนตรงข้ามพุ่งออกมาหลังสัญญาณไฟจราจรของฝั่งนั้นหมดลง เป็นอะไรที่เว่ยหย่งฮวาไม่ได้คาดคิดไว้
เธอไม่มีแม้เวลาจะกรีดร้องด้วยซ้ำ พาหนะหุ้มเหล็กถูกกระแทกจนตัวโครงสร้างยุบอย่างยับเยิน ทิวทัศน์เบื้องหน้าถูกย้อมไปด้วยเลือดของตัวเองที่ไหลลงมาจากศีรษะ ความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าในที่สุด
เรือนไม้แห่งหนึ่งเงียบสงัด แสงจากตะเกียงริบหรี่ลง ทุกคนล้วนมีสีหน้าโศกเศร้า ผู้เป็นพ่อแม่ยังไม่อยากเชื่อว่านี่จะเป็นความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนเย็นเมื่อวานกระทันหันเกินกว่าจะตั้งตัวได้ทัน
เสียงร้องไห้ของผู้เป็นแม่กรีดหัวใจคนฟังแทนไปแล้วว่านางเจ็บปวดเพียงใด คุณหนูสามบุตรสาวแท้ๆ เพียงคนเดียวของเสนาบดีเว่ยพลัดตกน้ำจนเสียชีวิต
สร้างความตกตะลึงให้คนทั้งจวนก่อนจะกลายเป็นความเศร้าในเวลาต่อมา ใบหน้าของนางถูกผ้าสีขาวปักลายละเมียดละไมคลุมไว้
หนิงชิงชิงน้ำตานองหน้า ปาดแล้วปาดอีกก็ยังไหลอยู่ นางสะอึกสะอื้นแทบไม่เป็นอันทำงาน จัดดอกไม้ขาวประดับรอบโลงแต่ละครั้งมือก็สั่น แต่นางก็ไม่ยอมให้คนอื่นทำแทน
"คุณหนูเจ้าขา เป็นเพราะชิงชิงดูแลคุณหนูไม่ดีเอง ขอให้คุณหนูไปอยู่ที่ชอบๆ นะเจ้าคะ"
เสียงรบกวนที่ดังแว่วเข้าหูนางมาได้ระหนึ่งรบกวนการนอนเป็นอย่างมากจนอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมา ทว่าตัวนางกลับไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับเลย ถ้ารู้ว่าจะหมดแรงง่ายขนาดนี้ กินข้าวฝีมืออิงอิงก่อนออกมาก็คงดี
ผ้าคลุมหน้าสีขาวถูกลมหายใจเป่ารดจนกระพือขึ้นน้อยๆ คนกำลังเอ่ยลาส่งผู้ตายชะงักมือที่กำลังวางดอกไม้รอบโลงด้านใน
"คุณหนู…"
ความเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวาในทันที น้ำตานางเหือดแห้ง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ ตอนนี้หนิงชิงชิงตัวสั่นเทิ้มยิ่งกว่าเดิม เอ่ยเสียงวิงวอน
"คะ คุณหนู หากข้าเคยทำอะไรให้ไม่พอใจก็ให้อภัยกันเถอะนะเจ้าคะ อย่ามาหลอกมาหลอนเลย บ่าว…บ่าวไม่ตั้งใจเจ้าค่ะ"
แล้วผ้าคลุมหน้าก็ถูกมือเล็กๆ นั่นกระชากออกเพราะหายใจไม่ถนัด เป็นหนิงชิงชิงที่กรีดร้องลั่นจวน คนพึ่งยันตัวเองขึ้นจากโลงมีอันต้องวิงเวียนซ้ำ
เสียงกรี๊ดของสาวน้อยตรงหน้านี้เรียกคนอื่นมามุงเธอกันหมด เว่ยหย่งฮวาอดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้
นี่มันเรื่องอะไรกัน
"ฮวาฮวา?"
"คะ?"
ทำไมคนพวกนี้รู้จักชื่อเล่นฉันล่ะ
"ฮวาฮวาฟื้นแล้วจริง ๆ ฮวาฮวา พวกเจ้ายืนนิ่งอยู่ทำไม ไปตามหมอมาเร็วสิ!" ชายผู้ดูอาวุโสที่สุดตะโกนเสียงดัง อารมณ์ดีใจตกใจปนกันมั่วไปหมด
สตรีวัยไล่เลี่ยกับเขาอีกคนเดินมาจับแขนนางก่อนจะไปจับที่อื่นเหมือนไม่แน่ใจว่านี่เป็นความจริงหรือไม่ ที่พื้นข้างประตูนั้นยังมีสาวน้อยอีกคนที่ใส่เสื้อผ้าสีสันจืดชืดร้องห่มร้องไห้ยกใหญ่
ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
เว่ยหย่งฮวาถูกพาออกมาจากโลงโดยที่ยังไม่สามารถประติดประต่ออะไรได้ ทุกคนดูวุ่นวายและแตกตื่นกันมาก จากที่ฟังพวกเขาคุยกันเหมือนว่าเธอจะพลัดตกน้ำแล้วถูกกระแสน้ำพัดไป กระทั่งหญิงสาวผู้นี้เสียชีวิต
เว่ยหย่งฮวาสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแต่เธอมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าร่างที่เธอใช้อยู่ในปัจจุบันมีชื่อเหมือนกับตัวเธอเอง หลังจากนั่งมึนเบลออยู่ครู่ใหญ่คนที่น่าจะเป็นหมอก็มาตรวจอาการ
เพราะเธอไม่ใช่เจ้าของร่าง และไม่มีความทรงจำใดหลงเหลือให้ใช้อ้าง เว่ยหย่งฮวาหวั่นใจมากว่าเธอจะโดนไล่ออกไป อาการหวาดผวาของเธอแสดงออกมาผ่านทางร่างกาย
"คุณหนูเว่ยอย่าได้พะวงไป ข้าต้องการเพียงตรวจอาการเท่านั้น" หมอชราเอ่ยปลอบอย่างใจเย็น แต่ก็ไม่ช่วยให้เธอหายหวาดระแวง
นักแสดงสาวไม่แน่ใจว่าเธอจะสามารถกลับไปโลกเดิมได้ไหม สุดท้ายเธอแน่ใจว่าตัวเองตายไปแล้ว ร่างของเธอถูกอัดกระแทกอย่างแรง ต่อให้รอดไปเธอก็อาจจะพิการ เป็นภาระให้กับคนที่ยังอยู่อีก เช่นนั้นการไม่กลับไปหรือกลับไปไม่ได้เป็นการดีกว่า
ป้าไม่ได้สนใจเธอขนาดนั้นและไม่ได้มีความปรารถนาดีหรือรักเธอมากพอจะสละเวลามาดูแลเธอได้ นอกจากอิงอิงเธอก็คิดไม่ออกเลยว่าใครจะมาดูแลเธออีก หากเป็นเช่นนั้นไม่กลับไปเป็นภาระให้น้องสาวผู้นั้นคงจะดีกับเธอมากกว่า
แต่ว่าการอยู่ที่นี่นั้นจำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น สถานะของเธอที่นี่ยิ่งกว่าตัวเปล่า หากพวกเขาจับได้ว่าเธอเป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ ทั้งพ่อและแม่หนูจะรักและเป็นห่วงลูกสาวคนนี้มาก เหมือนเธอจะมีพี่น้องแต่พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ในเวลานี้
เช่นนั้นเว่ยหย่งฮวาก็ขอเสี่ยงดวง
"คะ คือข้า ข้าจำไม่ได้ พวกท่านเป็นใคร"
คำถามของนางทำให้ทั้งห้องเงียบลงสงัด ผู้เป็นพ่อถามท่านหมอเสียงวิตกกังวล
"ท่านหมอ อย่าบอกนะว่าลูกข้า…"
หมอชราถอนหายใจเฮือก "เกรงว่านางจะความจำเสื่อมนะท่านเสนาบดี"
"มีโอกาสจะกลับมาจำได้หรือไม่"
"เคยมีทั้งได้และไม่ได้เกิดขึ้นทั้ง สองกรณี พวกท่านก็ทำใจเผื่อเอาไว้หน่อย คนความจำเสื่อมยิ่งหวาดกลัวมากเพราะอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จักและคนที่ไม่รู้จัก แม้พวกท่านจะจำนางได้ รู้ว่านางเป็นใคร แต่นางไม่รู้อะไรเลยมีความหวาดกลัวและพะวงย่อมไม่แปลก"
"เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านหมอมาก" ฮูหยินให้คนไปส่งเขาก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างบุตรสาว ซึ่งเธอก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่ายังระแวงอยู่
"เอาล่ะฮวาฮวา ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรพวกเรายังเป็นบ้านของเจ้าเสมอ ยังเป็นครอบครัวของเจ้า เพราะงั้นทำใจให้สบายเถอะนะ"
ฮูหยินผู้มีสติกว่าสามีเอ่ยแนะนำคนใกล้ตัวของเธอให้ฟังทีละคนว่าใครเป็นใครบ้าง สาวน้อยที่ร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างประตูตอนนั้นคือหนิงชิงชิง เป็นสาวรับใช้คนสนิทของร่างเดิม นางค่อยๆ คลานมาแนบใบหน้ากับขา ร้องไห้ไม่หยุดจนฮูหยินต้องปรามให้นางใจเย็นขึ้นหน่อย
"คนที่สมควรต้องปลอบตอนนี้คือคุณหนูของเจ้า ทำไมมาร้องไห้แข่งกับนางเสียได้เล่า"
"ขออภัยเจ้าค่ะฮูหยิน ข้าดีใจมากนี่เจ้าคะ คุณหมอฟื้นแล้วแบบนี้ เหมือนฝันไปเลยเจ้าค่ะ"
เว่ยหย่งฮวาพูดไม่ออก ถึงพูดออกก็บอกไม่ได้ เรื่องบางเรื่องให้เป็นความเข้าใจผิดตลอดไปอาจจะเป็นการดีกว่าให้รู้ความจริง แต่อีกใจก็นึกย้อนแย้งในตัวเองเธอโกหกเช่นนี้ดีแล้วหรือ ไม่สิต่อไปนี้ต้องเป็นนางแล้ว ตัวตนนี้นางขอรับไว้เองก็แล้วกัน
"ท่านแม่! ท่านพี่ฟื้นหรือ!?"
ประตูถูกผลักออกอย่างแรงโดยเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ดูจะอายุอ่อนกว่า เขาตะโกนโวยวายเข้ามา
"เพ่ย เจ้านี่ยังไงเสียงดังโวยวายเกินไปแล้ว พี่เจ้าพึ่งฟื้น ตอนนี้ความจำเสื่อมอีก อย่าทำให้นางกลัวสิ"
"ความจำเสื่อม ท่านพี่น่ะหรือ?" เว่ยอวี่หยุนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ท่าทีราวกับกระต่ายตื่นตูมก่อนหน้านี้กลายเป็นหงอยลง
"เอาล่ะ ๆ ทุกคนออกไปได้แล้ว ให้นางพักผ่อน นี่ดึกแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่" ฮูหยินเห็นว่าบุตรสาวเพิ่งฟื้นตัว ควรได้พักผ่อนมากกว่านี้ นางไล่ทุกคนกลับแล้วปล่อยให้หนิงชิงชิงดูแลคุณหนู
ทั้งห้องเหลือเพียงนายบ่าวสองคนในบรรยากาศเงียบสงัด เว่ยหย่งฮวาไม่ค่อยผ่อนคลายนัก จะขยับตัวสักนิดก็เกร็งไปหมดจนสาวใช้สังเกตเห็น
"คุณหนู ไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ"
"ข้า...ข้าแค่ไม่คุ้นชิน"
"เช่นนั้นบ่าวจะจุดกำยานให้นะเจ้าคะ เผื่อคุณหนูจะผ่อนคลายขึ้น"
นางพยักหน้าแล้วปล่อยให้สาวใช้จัดการเรื่องในห้อง ส่วนตัวเองก็คอยสังเกตเครื่องเรือนและการทำงานของสาวใช้คนสนิทไปพลาง
"เล่าเรื่องของข้าให้ฟังหน่อยสิ"
หนิงชิงชิงยิ้มกว้างรีบมานั่งพื้นข้างเตียง
"คุณหนูเป็นบุตรสาวของนายท่านกับฮูหยิน มีพระพันปีเป็นพระอัยยิกา"
"เดี๋ยวก่อนนะ พระอัยยิกา?"
นางยกมือให้หยุดตั้งแต่เรื่องแรก เว่ยหย่งฮวารู้สึกเหมือนโดนคนตีเข้าที่หัวอย่างแรง
"เจ้าค่ะ ฮูหยินเป็นอดีตองค์หญิง เป็นพระกนิษฐภคินีของฝ่าบาท หลังแต่งงานเข้าสกุลเว่ยก็ลดยศเป็นท่านหญิงเจ้าค่ะ"
เว่ยหย่งฮวารู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม มีพระพันปีเป็นยาย มีฮ่องเต้เป็นลุง บางทีนางควรหยุดไว้แค่นี้แล้วรีบหนีออกจากที่นี่ดีหรือเปล่า รู้สึกว่าเรื่องมันซับซ้อนเกินกว่าที่นางจะทำความเข้าใจได้ในวันเดียว
"คุณหนู หากท่านยังเวียนศีรษะอยู่ค่อยให้ข้าเล่าพรุ่งนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะค่อยๆ เล่าให้ท่านฟังเอง"
"รบกวนเจ้าแล้วจริงๆ" เว่ยหย่งฮวาตอบรับอย่างคนหมดแรง เพราะตอนนี้นางหมดแรงแล้วจริง ๆ รู้สึกในท้องไม่มีอะไรเลย
"อิงอิง พอจะมีอะไรเหลือให้กินไหม"
"อิงอิงไหนหรือเจ้าคะ?"
เว่ยหย่งฮวายกมือปิดปากตัวเองด้วยความตกใจ นางพลาดไปแล้ว เพราะหนิงชิงชิงผู้นี้ไม่ว่าจะการพูดหรือท่าทางก็ดูคล้ายกับลูกพี่ลูกน้องของนางจนเผลอไป
"ข้า..."
ก่อนจะได้แก้ตัวท้องก็ประท้วงขึ้นมาอย่างน่าอาย สาวใช้ผู้ซื่อสัตว์จึงหันไปสนใจเรื่องอาการกินแทน
"คุณหนูไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เย็นเมื่อวาน คงหิวแย่ บ่าวจะไปดูที่ครัวให้เองเจ้าค่ะ"
หนิงชิงชิงรีบออกไปจัดการงานของตน
ขณะที่เว่ยหย่งฮวายังตระหนกไม่หายจากเรื่องทั้งหมดนี้ ครอบครัวของนางกลับเชื่อเหลือเกินว่านี่คือปาฏิหาริย์ ร่างของนางหลังนำขึ้นมาจากน้ำก็ไร้ลมหายใจแล้ว รักษาอย่างไรก็ไม่ฟื้นจนทั้งครอบครัวต้องทำใจ
ทว่าหนึ่งวันที่ผ่านมานั้นร่างของนางกลับไม่เสื่อมถอย เหมือนคนที่หลับไปเฉยๆ พวกเขาจึงค่อนข้างปักใจว่าที่นางหวนกลับมาต้องเป็นปาฏิหาริย์อย่างแน่นอน