เสียงดนตรีไทยบรรเลงคลอเบา ๆ ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราของงานแต่งงานที่ถูกจัดขึ้นอย่างประณีตภายในบ้านทรงไทยสไตล์ล้านนาที่งดงาม แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านชายคาไม้ ช่อดอกไม้สดจัดอย่างละเอียดประดับประดาทุกมุมของงาน พ่อแม่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่างนั่งยิ้มอยู่ที่มุมหนึ่ง แขกผู้มีเกียรติมากมายกำลังพูดคุยด้วยความคาดหวัง แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นงานแต่งงานอันสมบูรณ์แบบกลับถูกทำลายลงทันทีเมื่อมีเสียงกระซิบดังขึ้นจากแม่งานที่เข้ามาส่งข่าวแก่ครอบครัวว่า เจ้าสาวหนีไปแล้ว
“ลูกเกดไปไหน”
คุณวิภาแม่ของเจ้าสาวนาม รุ่งทิวาหรือลูกเกดตะโกนออกมาเสียงแหลมด้วยความตื่นตระหนกแทรกผ่านบรรยากาศทุกอณู ทุกคนในงานมองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย มีแต่ความเงียบแปลกประหลาดเข้าปกคลุม แขกที่มาร่วมงานเริ่มซุบซิบกันอย่างอึกทึก
ในขณะเดียวกัน รุ่งกานดา (ลูกหยี) ที่นั่งอยู่ห่างออกไปในชุดเดรสสีเข้มที่โดดเด่น รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมาทางเธอ เธอคือ น้องสาวของลูกเกด ที่ไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
“แล้วจะทำยังไงกันดี” คุณประสิทธิ์พ่อของลูกเกดมองไปทางเอกกับเพื่อนรุ่นน้องที่นั่งเงียบอยู่ ประสิทธิ์และเอกณัฐรู้จักกันมานานไปมาหาสู่กันคบเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน
เอกณัฐ เจ้าบ่าวในชุดสูทสีขาว ท่าทางสุขุม ถึงกับคิ้วขมวดเล็กน้อย ดวงตาคมนิ่งสงบเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาอายุ 45 ปีและมีภาพลักษณ์ที่ตรงกันข้ามกับวัยรุ่นอย่างลูกหยี เขาเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อของลูกเกดและรู้จักครอบครัวนี้มานานหลายปี ในใจเขานั้นไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้
“เธอหนีไปแล้วเพราะฉันแก่ใช่ไหม” เอกณัฐพึมพำในใจ ท่ามกลางความโกลาหล เขายังคงสงบเย็น
พ่อของลูกเกดหันไปมองหน้าลูกหยี เหมือนมีความคิดหนึ่งที่พุ่งเข้ามาในหัว
“ลูกหยี ลูก ไปแต่งแทนพี่ได้ไหม”
ลูกหยีเบิกตากว้าง หัวใจเต้นเร็วขึ้น เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องมารับบทเจ้าสาวแทนพี่สาวที่หนีไป
“พ่อพูดจริงเหรอ หนูนี่นะที่จะต้องแต่งงานกับ เขา” ลูกหยีหันไปมองเอกณัฐที่ยังคงนั่งนิ่ง ขมวดคิ้ว เขาเป็นผู้ชายที่เธอจำไม่ได้ชัดเจนจากวัยเด็ก ตอนที่เขายังเป็นเพียง “ลุงณัฐ” เพื่อนของพ่อ ที่เคยเห็นแค่ผ่านตา
เอกณัฐ เองก็ไม่ชอบสถานการณ์นี้ เขาเคยชอบลูกเกดเพราะเธอเป็นคนเรียบร้อย อ่อนหวาน แต่ลูกหยีกลับเป็นคนที่ตรงกันข้าม เธอมีความมั่นใจ แต่งตัวโดดเด่น ชอบท้าทายทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนจะเป็นผู้หญิงในแบบที่เขาไม่เคยต้องการ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าจะปฏิเสธได้
“งานแต่งนี้ต้องไปต่อ ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าสาว” เอกณัฐคิดในใจ แม้ในหัวใจลึก ๆ จะเต็มไปด้วยความผิดหวัง
“น้องลูกหยี เป็นเจ้าสาวให้ลุงณัฐ แต่งงานกับลุงณัฐหน่อยนะลูก” คุณเพ็ญจันทร์แม่ของเอกณัฐหันมาขอร้องลูกหยีทันที เธอรู้สึกโล่งอกที่ลูกชายไม่ต้องมาแต่งงานกับลูกเกดคนพี่
“กะ ก็ได้ค่ะ” เมื่อทุกคนบีบบังคับ ลูกหยีเลยจำต้องพยักหน้ารับ
ภายในห้องรับรองขนาดใหญ่ บรรยากาศที่ตึงเครียดที่เกิดจากเหตุการณ์วุ่นวายในงานแต่งยังคงคลุมเครือ ลูกหยี ยืนอยู่ท่ามกลางความสับสน ในขณะที่คุณวิภาหรือที่เธอเรียกว่าแม่ใหญ่ เดินเข้ามาใกล้เธอ ดวงตาคมดุจะแผดเผา
“ลูกหยี ไม่ต้องมาทำหน้างอแงเลย ลูกต้องแต่งแทนพี่สาว”
ถึงแม้ลูกหยีจะตอบรับที่จะแต่งงานแต่สีหน้าของเธอก็แสดงออกชัดว่าโดนบังคับ ทั้งๆ ที่เธอรับปากแล้วแต่เสียงของแม่ใหญ่ก็ยังมาตอกย้ำอย่างไม่มีทางเลี่ยง ลูกหยีเงยหน้าขึ้นมองแม่ด้วยสายตาที่แสดงความไม่พอใจ
“ทำไมต้องเป็นหนูด้วยคะ แม่รู้ใช่ไหมว่าพี่ลูกเกดเขาหนีไปเพราะอะไร” ลูกหยีเถียงกลับ เสียงสั่นเล็กน้อย “เขาหนีไปเพราะไม่อยากแต่งกับลุงณัฐ ไม่ใช่ความผิดของหนู”
แม่ใหญ่ยืนตรงสีหน้าแสดงความโกรธที่ลูกหยีพูดตรงเกินไปแบบไม่ไว้หน้าเธอกับพี่สาว
“ใช่ พี่ลูกเกดหนี แต่เรื่องนี้มันจะจบแค่นี้ไม่ได้ มันเกี่ยวกับหน้าตาของครอบครัว พวกเราเป็นหนี้บุญคุณลุงณัฐมากมายตั้งแต่สมัยที่พ่อของลูกป่วยหนักและเขาเป็นคนช่วยไว้ ถ้าเราไม่แต่งตามสัญญา จะทำให้ครอบครัวเราดูแย่ในสายตาของทุกคน”
ลูกหยี ฟังคำพูดของแม่แล้วรู้สึกถึงความกดดันที่ถาโถม เธอไม่เคยสนใจเรื่องของหนี้บุญคุณหรือสัญญาครอบครัวมาก่อน สิ่งที่เธอรู้สึกคือความอยุติธรรมที่พี่สาวของเธอหนีไป แต่เธอกลับต้องแบกรับภาระนี้แทน
“แต่แม่คะ หนูไม่ใช่พี่ลูกเกด หนูไม่เหมือนเขา” ลูกหยีพูดเสียงดังขึ้น พลางส่ายหัว
“ลุงณัฐก็ไม่ได้ชอบหนู หนูรู้” หญิงสาวหันหน้าไปมองทางเจ้าบ่าวที่ยืนฟังอยู่อีกด้านอย่างเงียบๆ
แม่ใหญ่ขยับเข้าใกล้ ดวงตาแข็งกร้าวขึ้น
“ใช่ ลูกไม่เหมือนพี่สาว แต่ลูกต้องทำเพื่อครอบครัวนี้ จะชอบหรือไม่ชอบมันไม่สำคัญ ลูกเกดทำให้เราต้องเสียหน้า แต่เราจะแก้ไขเรื่องนี้ด้วยการแต่งงานของลูก มันคือหน้าที่ของลูก เข้าใจไหมลูกหยี ลูกอย่าลืมว่าลูกเป็นหนี้บุญคุณครอบครัวเราด้วย”
เสียงของแม่ใหญ่ดังชัดเจนพร้อมกับการทวงบุญคุณ มันเหมือนการตัดสินใจที่ไม่เปิดช่องให้ลูกหยีมีทางเลือกใด ๆ ลูกหยีกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกดดัน หัวใจเต้นแรง ความคิดภายในสมองวิ่งวุ่น เธอรู้สึกเหมือนถูกกดดันให้ทำสิ่งที่ไม่ต้องการอย่างหนัก ความรู้สึกโกรธและไม่พอใจท่วมท้นขึ้น แต่เธอก็รู้ว่าการปฏิเสธแม่ใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย
“แม่จะทำยังไงถ้าหนูไม่แต่ง” ลูกหยีถามเสียงสั่นเล็กน้อยแต่ก็ยังมีความถือดีและท้าทาย
แม่ใหญ่จ้องเธอนิ่ง ก่อนพูดออกมาช้า ๆ
“ถ้าลูกไม่แต่ง ครอบครัวเราจะล้มละลาย เราจะไม่มีที่ดิน ไม่มีบ้าน ทุกอย่างที่พ่อของลูกสร้างมาจะหายไปหมด ลูกคิดว่าอยากเห็นอย่างนั้นหรือ”
คำพูดนั้นกระแทกเข้าไปในใจลูกหยีอย่างแรง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการแต่งงาน แต่มันเป็นเรื่องของความอยู่รอดของครอบครัว เธอคิดถึงพ่อที่เธอรักและพยายามปกป้องครอบครัวเสมอมา แล้วหันไปมองแม่ใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอด้วยแววตาที่ไม่ยอมแพ้
“ก็ได้หนูจะทำเพื่อครอบครัว” ลูกหยีพูดเบา ๆ น้ำเสียงขมขื่น เธอรู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หลังจากการเผชิญหน้ากับแม่ใหญ่ ลูกหยีกลับไปยังห้องที่ถูกจัดไว้เพื่อใช้เป็นห้องพักของเจ้าสาวในงานแต่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น เธอนั่งลงบนเตียง มองกระจกที่สะท้อนภาพตัวเองก่อนที่จะให้ทีมช่างแต่งตัวให้ใหม่
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ขัดจังหวะ เอกณัฐก้าวเข้ามาในห้องดวงตาเขาเย็นชาและดูเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่าง
“ตกลงเธอจะยอมแต่งงานกับฉันจริง ๆ หรือเด็กน้อย”
เขาถามเสียงเรียบ แต่มันเจือความสงสัยในใจว่าเด็กสาวคนนี้จะยอมรับชะตากรรมที่เธอไม่ได้เลือกได้จริงหรือไม่
“ลุงก็เห็นว่าแม่บังคับให้หนูแต่ง” ลูกหยีตอบเสียงแผ่ว เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อดี
เอกณัฐถอนหายใจยาว มองเธอด้วยสายตาที่แฝงความรู้สึกบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก
“ฉันไม่ใช่ผู้ชายที่เธอจะพอใจหรอก ฉันไม่ได้อ่อนโยนเหมือนพ่อหนุ่มในฝันของเธอ แต่ถ้าเธอต้องการทำตามหน้าที่ ฉันจะไม่บังคับเธอ”
คำพูดของเอกณัฐทำให้ลูกหยีสับสน เธอคาดหวังว่าเขาจะบังคับหรือพูดอะไรที่ทำให้เธอตัดสินใจง่ายขึ้น แต่เขากลับปล่อยให้เธอเลือกเอง
“ใช่ หนูไม่อยากแต่งกับลุง แต่นี่เป็นเรื่องของครอบครัว หนูไม่มีทางเลือกและลุงก็ไม่อยากได้หนูเป็นเมียหรอกหนูรู้ เพราะหนูไม่ใช่พี่ลูกเกด” ลูกหยีตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเจ็บปวด เอกณัฐพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันหลังเตรียมจะออกจากห้อง
“ถ้าเธอพร้อม เราจะไปต่อกัน”
ประตูปิดลง ปล่อยให้ลูกหยีนั่งให้ช่างแต่งหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับความคิดมากมายที่วนเวียนในหัว เธอรู้สึกได้ถึงความกลัวและความไม่แน่นอนของชีวิตหลังจากนี้
ภายในงานที่เต็มไปด้วยแขกจำนวนมาก เสียงดนตรีไทยกลับมาบรรเลงอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงซุบซิบของแขกผู้ร่วมงานที่ยังคงไม่หายจากความตกใจ พิธีการถูกจัดการขึ้นใหม่อย่างเร่งด่วน ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นปกติภายนอก แต่ภายในใจของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่างเต็มไปด้วยความสับสนและกดดัน
ลูกหยี ในชุดเจ้าสาวสีขาวงดงามที่เคยถูกเตรียมไว้ให้พี่สาวของเธอ เดินออกมาจากห้องด้วยท่าทีที่มั่นใจในสายตาของคนอื่น แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในฝันร้ายที่ไม่อาจหลีกหนีได้ เมื่อเธอเดินเข้ามาในบริเวณพิธี สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่เธอ
“เปลี่ยนเจ้าสาวเหรอ” เสียงซุบซิบเบาๆ จากแขกเริ่มดังขึ้นขณะที่พวกเขาสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างลูกหยีกับลูกเกด ทั้งสองสาวมีบุคลิกที่ต่างกันจนใคร ๆ ก็มองเห็นได้ชัดเจน
เอกณัฐยืนอยู่ตรงหน้าเธอในชุดสูทสีขาวเรียบง่าย เขามองเธอด้วยสายตาที่นิ่งขรึมและไม่แสดงความรู้สึกใดๆ แม้ว่าข้างในเขาจะยังคงไม่สามารถลืมความจริงที่ว่าเจ้าสาวตัวจริงหนีไปก็ตาม
“ฉันไม่เคยคิดว่ามันจะมาถึงจุดนี้” เอกณัฐคิดในใจ เขามองลูกหยีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา หญิงสาวที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเอามาเป็นภรรยาของเขา
พิธีดำเนินไปต่อ ศาสนพิธีถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว พิธีกรเอ่ยกล่าวนำบ่าวสาวเข้าสู่พิธีผูกข้อมือ เพื่อความเป็นสิริมงคล ท่ามกลางเสียงท่องบทสวดอันเป็นมงคล บรรยากาศรอบข้างเงียบลง ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงยินดีที่แท้จริง มีแต่สายตาเฝ้ามองและคำถามในใจของทุกคน
“เธอพร้อมหรือยัง” เอกณัฐเอ่ยถามเสียงเบา ขณะที่ทั้งสองยืนเคียงข้างกันในขณะทำพิธี
ลูกหยี หันไปมองเขา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสน
“หนูไม่พร้อม แต่หนูไม่มีทางเลือก” เธอตอบเบา ๆ ด้วยความจริงใจแต่มีเจ็บปวดที่เธอพยายามกลบซ่อน
เขาเพียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับพิธีต่อ ทั้งคู่ยืนเคียงข้างกัน ขณะที่แขกเหรื่อทำการผูกข้อมืออวยพร
หลังจากพิธีการเสร็จสิ้น แขกผู้ร่วมงานเริ่มทยอยเดินมาขอถ่ายรูปกับบ่าวสาว ทุกคนยังคงแสดงท่าทีเหมือนงานแต่งนี้เป็นปกติ ไม่มีใครกล้าพูดถึงการเปลี่ยนตัวเจ้าสาวอย่างเปิดเผย แต่ความเงียบที่แฝงอยู่ในอากาศกลับยิ่งทำให้บรรยากาศในงานยิ่งกดดัน ลูกหยีรู้สึกเหมือนถูกกักขังอยู่ในพิธีนี้ เธอต้องยิ้มให้กับกล้องทุกครั้งที่มีคนเข้ามาขอถ่ายรูป แต่ภายในใจเธอกลับรู้สึกอึดอัดและอยากจะผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้เร็วๆ
“นี่คือชีวิตใหม่ของฉันงั้นเหรอ” เธอคิดขณะที่มองไปที่เอกณัฐซึ่งยืนอยู่ข้างเธอ เขายังคงรักษาท่าทีสุขุมเช่นเดิม แต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเย็นชาและห่างเหินที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพลักษณ์ภายนอก
หลังจากพิธีการเสร็จสิ้น บ่าวสาวถูกส่งตัวไปยังห้องรับรองเล็ก ๆ เพื่อพักผ่อนจากความวุ่นวายในงาน
“เธอทำได้ดีมาก” เอกณัฐพูดขึ้น ขณะที่ทั้งสองนั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับรอง เธอเงยหน้ามองเขาด้วยความเหนื่อยล้า
“หนูแค่ทำตามที่ถูกบอกให้ทำ” ลูกหยีตอบเรียบ ๆ ความรู้สึกขัดแย้งในใจเริ่มเด่นชัดขึ้นเมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับชีวิตใหม่ที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อน