บทที่1.ความหลังมิอาจลืม
“ตั้งแต่กลับจากเกาะชิชิลี แกเหม่อบ่อยไปนะยะยัยพราว”
ตันหยงเพื่อนสนิทในกลุ่มร้องทัก แววตาจับผิดจับอยู่ที่วงหน้าเพื่อนพราว ดีไซเนอร์สาวลูกครึ่งไทย-จีน ที่รักอิสระจนไม่ยอมเปิดใจให้เพศตรงข้าม
“บ้าสิ ฉันแค่กำลังคิดโปรเจ็กต์ใหม่ แกคิดว่าครั้งหน้า ฉันจะเอาอะไรไปเสนอ ‘ดีมอร์’ ดีล่ะ” เพื่อนพราวแก้ตัวเสียงเรียบ จริงอยู่ว่าหลังๆ มานี่จิตใจของเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไหร่หรอก ทุกครั้งที่ว่าง เธอมักจะเผลอคิดถึง ‘ใครคนหนึ่ง’ ใครคนนั้นที่มีประสบการณ์พิเศษต่อกัน และลืมไม่ลงสักที เขาเป็นความวาบหวามเดียวที่ติดค้างอยู่ในใจ แม้จะจากดินแดนต้องมนต์แห่งนั้นมานานหลายเดือนแล้วก็ตาม
เธอไปเที่ยวหลายที่ และหลงเสน่ห์ความโบราณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยอารยธรรมเก่าแก่ นั่งชมแสงพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมซากปรักหักพังของโคลอสเซียม สถานที่ที่ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง แต่กลับมีผู้คนสนใจจำนวนมาก เป็นทั้งเรื่องเล่า เป็นทั้งตำนาน หรือไม่ก็เป็นนิยายปรัมปรา เพื่อนพราวไปอิตาลีก่อนกำหนด เธอใช้เวลาหลายวันตระเวณเที่ยวเกือบทุกที่ที่จดเอาไว้ในสมุดโน๊ต ปลายทางของเธอคือเกาะชิชิลี ที่ตั้งของบริษัทดิมอร์ คู่ค้าที่สนใจผลงานของเธอ
“หิวยังหยง ไปกินข้าวกันเถอะ” เพื่อนพราวตัดบทสนทนาไม่ให้ยืดเยื้อ ตันหยงเป็นเพื่อนคนเดียวที่เธอไม่อยากให้รู้ความลับมากที่สุด ไม่ใช่เพราะตันหยงไว้ใจไม่ได้นะ แต่เพราะเพื่อนคนนี้เป็นคนเก็บความลับไม่เก่ง นิสัยที่มองโลกในแง่บวกไปหมด ทำให้บางครั้งก็กลายเป็นจุดอ่อน แต่เรื่องอื่นตันหยงใช้ได้ทีเดียวในฐานะเพื่อน
“ไปดิ มีร้านเปิดใหม่ด้วยนะ แต่แกคงไม่ชอบหรอก เพิ่งกลับมาเกาะชิชิลีนี่นา คงเอือมอาหารอิตาเลี่ยนไปอีกนาน”
เพื่อนพราวเลิกปลายคิ้วขึ้นสูง แหล่งชุมชนที่เต็มไปด้วยตึกสำนักงาน ราคาค่าเช่าค่อนข้างสูง และหากเป็นร้านอิตาเลี่ยนแท้ๆ ราคาอาหารก็พลอยสูงตามไปด้วย เธอกลัวว่าร้านจะอยู่ไม่ได้นาน เพราะหากอยากนึกกินขึ้นมา ร้านกลับปิดตัวไปแล้ว
“ช่วงนี้ขอรัดเข็มขัดก่อนดีกว่า ฉันค่อนข้างกรอบเพราะอิตาลีแกก็น่าจะรู้”
การไปท่องเที่ยวต่างแดนมีรายจ่ายไม่น้อย ถึงจะเก็บเงินไว้ล่วงหน้า แต่พอเอาเข้าจริงๆ เธอก็รูดบัตรเครดิตไปเยอะพอสมควร และรายจ่ายก้อนนั้นเธอไม่อยากบอกใครเลย มันเป็นความละอายส่วนตัว เธอตื่นขึ้นมาบนเตียงขนาดใหญ่ของโรงแรมระดับห้าดาว ที่ราคาห้องพักแพงจนขนลุก และเธอเป็นคนจ่ายค่าห้องเอง
หนุ่มปริศนาที่นอนกกกอดกันทั้งคืนหายหัวไปก่อนที่เธอจะตื่น
มันเป็นความทรงจำที่ดี ผสมเรื่องที่ทำให้เสียเซลฟ์นิดหน่อย
หากไม่ต้องจ่ายสตางค์ค่าโรงแรมแห่งนั้น ความวาบหวามที่ได้รับมาก็เกินคุ้มนั่นแหละ
“แกไม่เห็นซื้ออะไรติดมือมาเป็นชิ้นเป็นอันเลย นอกจาก...” ตันหยงหลุบเปลือกตามองกำไลข้อมือที่เพื่อนพราวยืนยันว่าไม่ได้เผลอตัวซื้อมา มีใครบางคนให้เป็นของขวัญ และหากเป็นของแบรนด์แท้คงราคาไม่น้อยทีเดียว
แต่ทั้งเธอและเพื่อนพราวก็ยังไม่กล้าไปให้ร้านตีราคา
คงเพราะกลัวหน้าแตก คนแปลกหน้าที่ไหนจะใจป้ำให้ของขวัญมีราคาแพงขนาดนี้ กับผู้หญิงที่เพิ่งเจอหน้ากันไม่ทันครบสิบสองชั่วโมงเลย
“ของก็อปเกลื่อนไปหมด แกคิดว่าที่ฉันใส่อยู่นี่ของจริงมั้ย?” เพื่อนพราวเองก็ติดใจมาเกือบสามเดือนเต็ม
“นี่ยัยพราวกําไลตะปู cartier ราคาเต็มๆ มันเป็นแสนเลยนะ แล้วผู้ชายที่เพิ่งเจอแกจะใจป้ำขนาดนั้นเชียวเหรอ?” เพื่อนพราวยิ้มแหยๆ เธอใส่กำไลที่มีคนทักหลายคนว่า ‘คล้าย’ ของแท้ติดตัวมาตลอดสามเดือน จะตัดใจทิ้งก็ทิ้งไม่ลงสักที
“ไม่มีใครรอบตัวแกกับฉันยืนยันได้สักคนว่าที่ฉันสวมอยู่นี่คือของจริง” เพื่อนพราวอดบ่นไม่ได้ มือเธอหมุนกำไลไปมา ระหว่างนั้นก็นึกถึงคนให้ กับแววตาระยิบระยับของเขา
“คิดถึงหมอนั่นอีกแล้ว”
ทุกครั้งที่เพื่อนเหม่อ ตันหยงเริ่มแน่ใจช่วงหลังๆ เพื่อนพราวอาลัยอาวรณ์หนุ่มแปลกหน้าคนนั้นไม่น้อย จนเธอร่ำๆ อยากคาดคั้นเหลือเกิน นอกจากดินเนอร์มื้อเย็นแล้ว มีอะไรเกินเลยมากกว่าที่เพื่อนพราวเล่าให้ฟังอีกไหมนะ?
“ไปเถอะหิวแล้ว” เพื่อนพราวกระชากตัวเองออกมาจากความทรงจำนั่น
เธอต้องเดินหน้าต่อ และลืมความรัญจวนนั่นให้ได้
แต่นั่นคือสิ่งที่เธอคิด ไม่มีสักวินาทีที่เธอจะลบความทรงจำนั่นได้เลย
ผู้ชายอิตาเลี่ยน โครงหน้าเข้ม สูง และใหญ่สมคำร่ำลือ ‘เดนิส ทารันโต’ ชื่อนี้เธอคงไม่สามารถลืมได้ตลอดชีวิต
“เห้อ!” เธอเผลอพ่นลมหายใจออกมา เพื่อระบายความอึดอัดในใจ
ทุกค่ำคืน ฝันหวานนั่น จะย้ำเตือนให้เธอจำ เสียงกระซิบแหบพร่าข้างหู กับกลิ่นน้ำหอมผสมเครื่องเทศที่ไม่เหมือนใครเลยสักคน มันมีความเร้ารึงแฝงอยู่ในกลิ่นเหล่านั้น และสะกดเธอไว้ใต้แววตาพริบพราว
“สักวันฉันจะเก็บเงินแล้วไปที่นั่นบ้าง” ระหว่างที่เพื่อนอยู่ในภวังค์ส่วนตัว ตันหยงก็พึมพำเบาๆ สักวันเธอต้องไปเหยียบดินแดนต้องมนต์นั่น และค้นหาให้เจอผู้ชายที่รั้งเธอเข้าไปหา ในเมื่อแถวนี้ ไม่มีผู้ชายคนไหนทำให้ตนเองสะดุดตาได้สักคน
“เนื้อคู่ฉัน น่าจะอยู่ที่อิตาลีเหมือนแกยัยพราว”
เพื่อนพราวเกือบหัวเราะกับท่าทางขึงขังของตันหยง ท่าทางแน่วแน่นั้นทำให้เธอคิดทบทวน หรือบางที ‘คนคนนั้น’ อาจจะเป็นเนื้อคู่ของเธอก็ได้ เพียงแต่ระยะทางระหว่างเธอกับเขาไกลกันเหลือเกิน
บทที่2.พ่อค้าปลา
มันเป็นธุรกิจที่เดนีสลืมตาขึ้นมาก็รู้จัก ครอบครัวทารันโตอยู่ในวงการค้าอาหารทะเลมาเกือบร้อยปี นับตั้งแต่รุ่นปู่ ตกทอดมาถึงบิดา และกำลังจะถ่ายเทมาที่ตนเอง ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง แถมมีแต่อำนาจสีเทาวนเวียนอยู่รอบตัว เดนีสเลยค่อนข้างแกร่ง เขาไม่กลัวมาเฟียหลายกลุ่มที่พยายามเข้ามาแทรกแซง เพื่อใช้ธุรกิจของเขา อำพรางสิ่งผิดกฎหมายพวกนั้น
“คุณเดนีสครับ คนของกาเซียโน่ขอคุยด้วยครับ”
กาเซียโน่คือกลุ่มคนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตอนนี้ ความพยายามหลายร้อยหนนั่นทำให้เดนีลเริ่มระอา เขาถูกกดดันจากกลุ่มอิทธิพลหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะพ่อค้ายาเสพติด หรือพ่อค้าน้ำมันเถื่อน หรือไม่ก็โจรสลัดในคราบข้าราชการ ทุกครั้งเดนีสผ่านมาได้ มีเพียงลอแลนโซ่คนเดียวที่ไม่ยอมตัดใจ พยายามขอพบเพื่อเจรจานับครั้งไม่ถ้วน
“ไอ้พวกนี้ พูดไม่รู้เรื่อง!” เดนีสพึมพำบ่น
เขาอยากเป็นแค่คนธรรมดาที่ทำมาหากินเลี้ยงชีพ คนพวกนี้ชอบเอาคุก เอาตะรางมาโยนให้ เขาไม่เคยตาโตกับค่าตอบแทนจำนวนมหาศาลเหล่านั้นเลย เพราะหากถลำเข้าไป เส้นทางนี้คงยิ่งเต็มไปด้วยอันตราย
“คุณลอแลนมาเองเลยนะครับ”
“ไปบอกเขา รออีกสักสามสิบนาที ฉันต้องเคลียร์ออเดอร์ชุดใหม่ให้เสร็จก่อน” เดนีสตอบแบบไม่ได้เงยหน้ามอง
“คุณจะเสียเวลาเป็นวันๆ เพื่อกำไรแค่นิดหน่อยทำไมครับ หากร่วมมือกับผม กำไรครั้งเดียว เท่ากับคุณส่งปลาทั้งปีเชียวนะเดนีส” เสียงคุ้นเคยกับการเสียมารยาทของคนที่มาใหม่ เดนีสสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เขาข่มอารมณ์เดือดปุดๆ เก็บไว้ที่เดิม
“ลอแลน ผมตอบตอนนี้ได้เลยนะ ผมไม่สนใจงานสีเทาพวกนั้นเลย”
“คิดดีๆ ก่อนตอบก็ได้นะเดนีส ผมหวังดีกับคุณและครอบครัวจริงๆ” ลอแลนโซ่ย้ำ พร้อมกับแสยะยิ้มเบาๆ
“ถือว่าผมยังเห็นคุณเป็นเพื่อนนะ เลยจะไม่ใช้คำพูดรุนแรง”
การที่เดนีสและทารันโตยังไม่ถูกทำลายนั้น เพราะช่วงวัยหนุ่มเดนีสใช้ชีวิตคุ้มค่า เขาเป็นนักสู้ที่เคยปะทะกับกลุ่มอิทธิพลใหญ่ๆ ของอิตาลีมาเกือบทุกกลุ่ม เขามีฝีมือพอตัว ปราบความยโสของมาเฟียรุ่นหลานมาหลายคน รวมทั้งลอแลนโซ่ด้วย
“ถ้าคิดว่าผมเป็นเพื่อน คุณก็ควรรับข้อเสนอของผมสิ”
เดนีสขมวดคิ้มมองหน้าเพื่อนที่เคยสนิท “จู่ๆ จะเอาคุกเอาตะรางมาให้ นี่แน่ใจนะว่าหวังดีกันจริงๆ”
ลอแลนโซ่เงยหน้าหัวเราะ “เคยเห็นผมถูกจับมั้ยละ?”
เสียงถอนใจดังๆ คือคำตอบ “มันไม่เสมอไปหรอก คิดทบทวนใหม่ดีมั้ยลอแลน การถอนตัวออกจากวงการสีเทาตอนนี้ มันจะดีกับคุณในอนาคตนะ” เดนีสเตือนด้วยความหวังดี วงการมืดมันไม่ถาวร วันไหนที่พลาดท่า หรือถูกทางการปราบปรามขึ้นมาจริงๆ แม้แต่แผ่นดินก็ไม่มีให้เหยียบ
“ผมทำอย่างอื่นไม่เป็นหรอก นอกจากงานที่เห็นมาทั้งชีวิต”
“คุณเริ่มได้ ยังไม่สายไปหรอกนะ”
“เห้เพื่อน!! ผมไม่ได้มาให้คุณโน้มน้าว ผมมาเพราะอยากทำงานร่วมกับคุณ” ลอแลนโซ่ท้วง เขาเผลอตัวจนถูกเดนีสกล่อมอีกแล้ว
“ไม่...ครั้งหน้าถ้ามาถามเรื่องนี้อีก ผมจะจับคุณโยนออกไป” เดนีส ตอบหน้าตาย
“ผมกาเซียโน่นะเดนีส คุณทำแบบนั้นไม่ได้ ผมเสียหน้าตายห่าเลย”
เดนีสยิ้มมุมปาก “คุณควรชินกับการถูกโยนนะ ผมโยนคุณมากี่ครั้งแล้ว”
การสัพยอกแบบย้อนอดีต ลอแลนโซ่ย่นปลายจมูก พร้อมกับบ่น “ผมไม่ใช่ลูกบอลนะเพื่อน คุณจะมาจับโยนทุกครั้งที่ไม่พอใจผมไม่ได้”
“ไปหาอะไรกินกันเถอะ ท่าทางคุณจะหิวนะ”
การเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ และหากยังคงตื๊อ บางทีเขาคงได้แบกความขายขี้หน้ากลับ ลอแลนโซ่ไหวไหล่ เบ้ปาก “ท่าทางยุ่งๆ แบบนี้ คุณคงลืมผู้หญิงคนนั้นได้แล้วสิ”
เดนีสหันมาถลึงตาใส่ “เพราะคุณเชียว ผมกับหล่อนเลยไม่ได้เจอกันอีก”
คืนนั้นเขามีความสัมพันธ์พิเศษกับหญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง มันเป็นคืนที่เร่าร้อนและพิเศษมาก แต่กลับถูกขัดขวางด้วยชายตรงหน้า ลอแลนโซ่เองก็อยู่ด้วยในคืนนั้น ก่อนที่เขาจะหิ้วสาวแปลกหน้าขึ้นห้อง ความประทับใจนั่นทำให้เขาจำหญิงผู้นั้นได้ไม่ลืม หล่อนเป็นสาวแปลกหน้าที่เย้ายวนเหลือเกิน
“ทำไมละ!!” ลอแลนโซ่ถามระหว่างที่เดินไปด้วยกัน
เดนีสถอนใจ “ไม่รู้สิ ตอนที่ผมจัดการเรื่องคุณเรียบร้อย พอกลับไปที่นั่นหล่อนก็ไม่อยู่แล้ว”
สาวแปลกหน้าที่เหมือนจะหยิบของสำคัญของเขาติดมือไปด้วย
“กำไลนั่นรั้งหล่อนไว้ไม่ได้อีกเหรอหะ?”
ลอแลนโซ่พึมพำ กำไลนั่นเขาตั้งใจจะเอาไว้ล่อคู่ขาสาวรายใหม่ แต่ถูกเดนีสฉกไปให้สาวแปลกหน้าที่ถูกใจคนนั้น มูลค่ากำไลไม่น้อยทีเดียว ลอแลนโซ่เลยแปลกใจนิดๆ ผู้หญิงคนนั้นไปแล้วไปลับ ไม่อาลัยอาวรณ์เดนีสสักนิดเดียวเชียวเหรอ
“เธออาจจะเสียความรู้สึกน่ะ” เดนีสตอบแล้วก็ถอนใจอีกรอบ
ลอแลนโซ่เลิกปลายหัวขึ้นสูง “คืออะไรวะ?”
“หล่อนเป็นคนจ่ายค่าโรงแรมสิ เพราะคุณ”
เขารีบออกไปช่วยลอแลนโซ่ตะลุมบอนกับคู่อริ กว่าจะกลับมา ผู้หญิงคนนั้นก็เช็กเอ้าท์ออกไปแล้ว เขารู้แค่ชื่อของเธอ ‘เพื่อนพราว’ แต่ไม่รู้จะไปตามที่ไหน ท่าทางผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่นักท่องเที่ยว การที่หล่อนไม่ย้อนกลับมาหา ทั้งที่เขาเป็นคนดังพอสมควร อาจจะเป็นเพราะว่า หล่อนกลับไปยังถิ่นที่หล่อนอาศัยอยู่แล้วก็ได้
“ฮ่าๆ” ลอแลนโซ่หัวเราะร่วน
ประสบการณ์แย่ๆ แบบนี้คงทำให้ผู้หญิงคนนั้นอารมณ์เสียไม่น้อย
“ค่าโรงแรมนั่นแพงเสียด้วยสิ” ลอแลนโซ่พึมพำ ผู้หญิงคนนั้นคงสาปส่งเดนีสแล้ว กำไลสองวงนั่นราคาพอๆ กับค่าโรงแรมเลย ป่านนี้หล่อนคงแช่งชักหักกระดูกเดนีสไปไม่น้อยเลย
“ครั้งหน้า ผมจะปล่อยให้คุณถูกกระทืบตาย ไม่ต้องสาระแนส่งคนมาตามด้วยนะ” เสียงแข็งแววตาขุ่นจัด เดนีสคงโกรธจริง
“สนใจเดินเรือให้ผมสักครั้งมั้ยละ ผมจะสืบเรื่องผู้หญิงคนนั้นให้”
ลอแลนโซ่ถามเสียงจริงจัง สีหน้าเจ้าเล่ห์นิดๆ
“ไปไกลตีนกูเลยลอแลน!!” เดนีสตวาด ความอยากอาหารหดสั้นลงทุกที
“ใจเย็นๆ สิวะเดนีส แค่ผู้หญิงคนเดียวเอง” ลอแลนโซ่ไม่วายสัพยอกซ้ำ
“รีบหุบปากก่อนที่จะถูกเตะเถอะครับคุณลอแลนโซ่” เดนีสหันมาแยกเขียวใส่ สีหน้ากระด้างนั่น ทำให้ลอแลนโซ่ยอมสงบปาก เขาเดินตามหลังเดนีสไป พลางคิดในใจ หากเขาสืบเรื่องผู้หญิงคนนั้น และนำมาต่อรองกับเด นีสอีกครั้ง เพื่อนของเขาจะหลวมตัวไหม?
“จำโรงแรมที่หัวมุมถนนตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ได้ไหม ไปสืบมาที วันนี้เมื่อสามเดือนที่แล้ว ผู้หญิงคนที่เดเนีสมันหิ้วขึ้นห้องชื่ออะไร และมาจากไหน?”
ลอแลนโซ่สั่งเสียงเรียบ เขารีบวิ่งซอยเท้า เมื่อเดนีสเหลียวกลับมามอง
“อย่าทำอะไรที่มันล้ำเส้นละ ขอเตือน” เสียงปรามกับแววตานิ่งสนิทไม่ได้ทำให้ลอแลนโซ่สะทกสะท้าน เขาเกือบจะเป็นผู้นำของมาเฟียทั้งอิตาลี ที่ยอมลงให้ก็มีแค่บิดากับเพื่อนสนิทคนนี้ เขาไม่เคยข่มเดนีสลงได้สักครั้ง และทุกคนที่อยู่ในกาเซียโน่ก็รู้ หากเขาไม่ขยับ ไม่มีใครกล้าแหย็มกับเดนีสสักคน
“วันนี้ผมอยากกินอาหารไทย คุณว่าไงละ?”
ลอแลนโซ่ถามหน้าตาย เดนีสหรี่เปลือกตาลง พยักหน้าช้าๆ หลังปรับสีหน้ามิดชิดแล้ว
“เคยชิมแล้วหรือยังหะ?” เดนีสแสร้งถามกลับ
“อาหารน่ะเคยแล้ว แต่ผู้หญิงน่ะ ยัง”
เดนีสสะดุดลมหายใจตัวเอง เขากัดกระพุ้งแก้ม พยายามไม่ต่อปากต่อคำกับลอแลนโซ่ให้เข้าเนื้อตัวเอง