ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด รถราเนืองแน่นเต็มท้องถนน บาทวิถีเนืองแน่นไปด้วยแผงลอยจนแทบจะไร้ทางเดิน ขณะที่วินมอเตอร์ไซวิ่งสวนเลนกันยั้วเยี้ยเต็มไปหมด เสียงก็แตรบีบใส่กันดังสนั่น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงก่นด่าขโมงโฉงเฉง
ปรี๊น! ปรี๊น!
“เห้ย! น้องเดินดีๆ ดิ อยากตายรึไง!”
“ขะ ขอโทษค่ะ”
หญิงสาวลนลานขอโทษด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ วินมอเตอร์ไซค์ก็พุ่งเข้าหาแล้วหักหลบอย่างรวดเร็ว ทว่าเหตุการณ์ฉุกละหุกเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีนั้น ทำให้ร่างน้อยๆ เซล้มไม่ล้มไปเป็นท่า
“ระวังหน่อยเซ่!”
ใบหน้าถมึงถึงทำให้เธอก้มหน้างุด น้ำตาแทบไหลอยู่รอมร่อ เข้ากรุงเทพวันแรกก็เกิดเรื่องเสียแล้ว
หญิงสาวมองข้าวของที่ตกเกลี่อนพื้นสลับกับฝ่ามือที่ถลอก พลางนึกถึงจุดประสงค์ที่บากหน้าเข้ามาวันนี้ก็ทำไห้ต้องรีบปาดน้ำตาแล้วก้มเก็บของอย่างรวดเร็ว
รมิดากอดกระเป๋าใบน้อยแน่น สองเท้ารีบจ้ำให้พ้นช่วงถนนอันแสนวุ่นวายและกว่าจะผ่านมาได้ก็กินเวลาไปเกือบสิบห้านาที
ครืน! ครืน!
เดินต่อมาเพียงไม่นาน ท้องฟ้าที่สว่างสดใสกลับมีเมฆหมอกมาบดบัง ความมืดครึ้มปกคลุมไปทั่ว สภาพดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามจากเบื้องบนดังขึ้นไม่ขาดสาย ทำให้สองเท้าเล็กๆ รีบก้าวไปให้ถึงจุดหมายโดยไว
ซ่า~
เพียงแค่เสี้ยววินาที สายฝนก็พรมฉ่ำไปทั่วผืนฟ้าอย่างรวดเร็ว
“บ้าจริง!”
เสียงหวานสบถด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะตัดสินใจวิ่งเข้าตัวตึกที่สูงตระหง่านฟ้า อันเป็นจุดหมายปลายทางของวันนี้
PBI Hospital
รมิดามองป้ายตัวหนังสือสีเงินเงาวับตัวโตที่ผนังตรงหน้า พลางก้มมองสภาพมอมแมมของตัวเองแล้วยิ้มไม่ออก เมื่อรู้ว่าสถานพยาบาลราคาแพงระยับกับการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาถูกของเธอช่างไม่เข้ากันเสียเลย
ทว่าสักพักกลับต้องทำตัวลีบเล็ก เมื่อเจอสายตาที่กวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้ววกกลับมามองหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกอีกครั้ง หญิงสาวเริ่มทำตัวไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวแบบไหนในสถานที่โอ่อ่าราวกับโรงแรรมห้าดาวแบบนี้
“เอ่อ...ขอโทษนะคะ” สุดท้ายรมิดาก็ตัดสินใจตรงดิ่งเข้าไปหาประชาสัมพันธ์สาว “คือ...หนูต้องการพบคุณหมอดรันย์ค่ะ ไม่ทราบว่าจะติดต่อได้ตรงไหนคะ”
“ดร.ดรันย์หรือเปล่าคะ?”
“ค่ะ” รมิดาพยักหน้ารับ พลางเอ่ยทวนชื่อและนามสกุลของคนที่ต้องการพบอีกครั้ง “คุณหมอดรันย์ พิพัฒพงษ์ค่ะ”
ประชาสัมพันธ์สาวมองหน้าเธอคล้ายกับไม่อยากเชื่อ ก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อยแล้วก้มลงซุบซิบกันต่อหน้าเธออย่างเสียมารยาท ทว่าหนึ่งในนั้นกลับลุกขึ้นแล้วสำรวจการแต่งกายเธออีกรอบ
วันนี้หญิงสาวอยู่ในชุดแสนธรรมดา แต่เสื้อผ้าที่เคยมีราคากลับเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผง ฝ่ามือและหัวเข่ามีรอยถลอกเล็กน้อย ซ้ำกระเป๋าใบย่อมยังครูดกับถนนจนเกิดรอยเต็มไปหมด
“มาผิดโรงพยาบาลหรือเปล่า”
เมื่อมองครบถ้วนหางเสียงที่เคยมีก็เริ่มหดหาย เสียงหวานๆ กลับแข็งกระด้างจนเธอคาดไม่ถึง
“ไม่ผิดแน่นอนค่ะ! หนูต้องการพบคุณหมอดรันย์ พิพัฒพงษ์ ศัลยแพทย์ด้านระบบประสาทและสมอง แม่บอกว่าเขาทำงานอยู่ที่นี่!”
รมิดาเอ่ยเสียงแข็งกลับบ้าง ทว่าประชาสัมพันธ์ทั้งสองกลับหลุดขำพร้อมทั้งส่ายหน้าราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน กระนั้นคนทั้งสองยังไม่หักหาญน้ำใจเธอเสียทีเดียว พร้อมกับยอมรับคำขอของเธอไว้โดยไม่รับประกันว่าคนที่เธอต้องการพบนั้นจะอนุญาตให้เข้าพบหรือไม่ ก่อนจะไล่ให้เธอกลับมานั่งรอที่เดิม
หญิงสาวเลือกที่จะนั่งเก้าอี้ตัวลึกสุด ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความอ่อนล้ากลับเหลียวมองผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาราวกับไม่เคยเห็น
โรงพยาบาลแห่งนี้พื้นที่ด้านล่างถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่ากลับทันสมัยและหรูหราไม่น้อย ร้านอาหารหลากหลายแบรนด์ต่างฝังตัวภายใต้ตัวตึกเต็มไปหมด หากมองแบบผิวเผินก็คงแยกยากนิดหน่อยว่าส่วนไหนคือโรงพยาบาล ส่วนไหนคือห้างสรรพสินค้า
ผ่านไปสามชั่วโมง สายฝนยังตกกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว บรรยากาศภายนอกเย็นขึ้นอีกหลายองศา ทว่าคนที่เดินทางมาตลอดทั้งวันกลับนั่งสัปหงกจนหัวแทบจะทิ่มพื้น อาจเป็นเพราะความเมื่อยล้าและเหน็ดเหนื่อยมาตลอดหลายวัน จึงทำให้เธอหลับได้อย่างง่ายดาย
“น้องคะ น้อง!”
แรงสะกิดเบาๆ ที่หัวไหล่ทำให้คนขี้เซาสะดุ้งตื่นทันควัน
“คะ?”
“หลับตรงนี้ไม่ได้นะคะ ตรงนี้ห้ามหลับค่ะ”
รมิดามองไปรอบๆ ก็พบว่าฝนหยุดตกไปแล้ว ผู้คนที่เคยขวักไขว่กลับเบาบางจนแทบจะไม่มีใครเดินให้เห็น หญิงสาวหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเงยหน้ามองคนที่สะกิดเรียก
“มีอะไรให้พี่ช่วยหรือเปล่าคะ”
ประชาสัมพันธ์คนใหม่เริ่มซักถาม คนนี้ดูสวยและใจดีกว่าสองคนแรกอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าสวยตามสมัยนิยมกำลังยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร
“หนูมารอพบคุณหมอดรันย์ค่ะ”
“นัดไว้หรือเปล่าเอ่ย”
รมิดาส่ายหน้า พลางมองหาคนที่เคยฝากเรื่องไว้เมื่อช่วงหัวค่ำ
“หนูฝากเรื่องไว้กับพี่สองคนที่เคยนั่งตรงโน้น” หญิงสาวชี้นิ้วไปยังเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ “แต่ตอนนี้หายไปไหนแล้วอ่ะ”
“เขากลับบ้านแล้วกันแล้วค่ะ ตอนนี้พี่รับหน้าที่ต่อ”
“แล้วหนูจะได้พบคุณหมอกี่โมงคะ”
รมิดายังมีความหวัง ทว่าเพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น
“อ้าว! ไม่มีใครบอกน้องเหรอคะ วันนี้คุณหมอกลับไปตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้วค่ะ ตามตารางที่เลขาท่านแจ้งไว้ พรุ่งนี้คุณหมอมีประชุมด่วนที่สิงค์โปรในช่วงเช้า ไว้วันหลังน้องค่อยมาใหม่แล้วกันเนอะ”
ประชาสัมพันธ์สาวทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนจะเห็นใจ
รมิดาเหมือนคนที่เพิ่งตื่น ทว่าข่าวใหม่ที่ได้ยินทำให้ทำให้ตาสว่างขึ้นในบัดดล พลางนึกเจ็บใจสองสาวจอมแสบก่อนหน้าที่ไม่ยอกบอกให้เธอรู้ ซ้ำยังหลอกได้นั่งรอเกือบครึ่งค่อนคืน
“บ้าที่สุด! คนใจร้าย!”
หญิงสาวสบถด้วยหัวเสีย ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นดูก็พบว่าตอนนี้เวลาเกือบจะห้าทุ่ม ซ้ำด้านนอกก็เหมือนจะมีสายฝนโปรบปรายลงมาอีกรอบ เป็นแบบนี้แล้วคืนนี้จะนอนที่ไหน!
รมิดาหันรีหันขวาง เธอมองหาห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด ก่อนจะตรงไปตามป้ายบอกทางอย่างรวดเร็ว ทว่าเพียงแค่พ้นช่วงมืดของมุมตึก ร่างบางกลับต้องปลิวหวือยามที่เดินชนกับใครบางคนที่เดินสวนมาเต็มแรง
ปึ้ก!
“โอ๊ย!”
รมิดาเกือบจะล้มลงกับพื้น ทว่ากลับถูกเขาคว้าเอาไว้ได้ทันท่วงที
“ขอโทษนะครับคุณ! เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
เขาถามขึ้นด้วยความร้อนรน มือไม้รีบสำรวจเรือนร่างบอบบางตรงหน้าอย่างเร่งรีบ เมื่อพบว่าไม่มีอะไรผิดปก ชายหนุ่มก็เอ่ยขอตัวอีกครั้ง
“หมอขอตัวก่อนนะครับ”
ร่างสูงเตรียมจะผละจาก ทว่าน้ำเสียงที่คุ้นหูทำให้รมิดาได้สติ หญิงสาวจึงร้องเรียกเขาไว้
“เดี๋ยวค่ะคุณหมอ!”
ชายหนุ่มหันขวับ สีหน้าเริ่มครุกรุ่นด้วยความไม่พอใจ แต่ช่วงเงาของมุมตึกกลับทำให้ความมืดพาดทับช่วงใบหน้าของเขาอย่างพอดิบพอดี
“มีอะไรหรือเปล่าครับ หมอมีเคสด่วน”
รมิดาเพิ่งสังเกตว่าเขาอยู่ในชุดปลอดเชื้อ ท่าทางเขาเร่งรีบเกินกว่าปกติ ใบหน้าในมุมมืดสวมทับด้วยแว่นตาตามแบบฉบับ แล้วไหนจะจะหน้ากากอนามัยอีก หญิงสาวไม่แน่ใจว่าใช่เขาหรือเปล่า ดังนั้นอาการอึกอักจึงเกิดขึ้น
“คุณหมอคือ เอ่อ หมอ...”
“หมอไม่มีเวลาเล่นนะคุณ! โทษที! หมอมีผ่าตัดด่วน”
ชายหนุ่มโคลงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะรีบตรงไปยังห้องผ่าตัดเตรียมไว้ วันนี้เขาวุ่นวายเกินคาด เริ่มจากถูกเลื่อนประชุมในช่วงสาย ซ้ำตอนบ่ายยังต้องออกไปสอนหนังสือ พอตกค่ำแทนที่จะได้พักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเดินทางในวันพรุ่งนี้ ทว่ากลับถูกเรียกตัวให้เข้าผ่าตัดด่วน ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลของเขามือหมอเฉพาะทางนับสิบคน!
ให้ตายสิ!
แล้วแบบนี้เขาจะเสียเงินจ้างหมอต่างประเทศมาทำไมวะ!
ศัลยแพทย์หนุ่มคิดอย่างหัวเสีย สองเท้าเดินแกมวิ่งมาถึงห้องผ่าตัด ทว่าเพียงแค่มือหนาสัมผัสประตู เสียงหวานก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
“พี่รันย์!”
หมอหนุ่มชะงักกึก ก่อนจะหันกลับไปก็เจอกับใครบางคนที่เดินกระหืดกระหอบตามเขามา
“พรีม” ชายหนุ่มมองคนที่กำลังเดินมาหาเขาด้วยความตกใจ “พรีมมาที่นี่ได้ยังไง
นานแล้ว...ที่ไม่ได้เจอหล่อน พริมาหายหน้าหายตาไปจากชีวิตเขาได้หลายปี เธอไปไม่บอกไม่กล่าว ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทว่าคนทั้งวงการกลับช็อกยิ่งกว่า เมื่อนางเอกสาวดาวรุ่งประกาศลาวงการทั้งที่กำลังดังเป็นพลุแตก นักข่าวหลายสำนักจึงมุ่งประเด็นไปที่การท้องก่อนแต่ง และคนที่รับหน้าที่ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน...เป็นเขาเองในฐานะเพื่อนชายคนสนิท
ถึงจะสนิทแค่ไหน...เธอก็ให้เป็นแค่เพื่อน
เพื่อนที่เขาไม่เคยต้องการ...
ชายหนุ่มจำได้ว่าถูกนักข่าวรุมทึ้งอยู่เกือบสิบวัน ทุกๆ ฝ่ายพยายามขอสัมภาษณ์เขาหลายครั้ง ทว่าคำตอบที่ได้มีเพียงแค่คำว่า
ไม่รู้...และไม่รู้
ไม่มีใครรู้ว่าเธอทำอะไร ที่ไหนและกับใคร แต่เมื่อสองปีก่อนครอบครัวของเธอออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเจ้าหล่อนต้องการพักงานในวงการอย่างไม่มีกำหนดและอาจจะพักอย่างถาวร...ถ้างานที่อเมริกาไม่มีปัญหา
สองปีที่ผ่านมา ทุกอย่างของเธอดูท่าจะไปได้สวย หญิงสาวตัดการติดต่อกับเขาอย่างสิ้นเชิง ทว่าวันนี้ใยเจ้าหล่อนถึงมาโผล่ที่นี่ได้
“พี่รันย์คะ ฮือ~”
จู่ๆ พริมาก็พุ่งเข้ามากอดเขาทั้งน้ำตา ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าไม่มีเวลาให้สงสัยมากนัก เมื่อเสียงพยาบาลในห้องร้องเตือน พลางเร่งให้เขาเข้าไปเสียที
“ปล่อยพี่ก่อนพรีม พี่ต้องรีบไปผ่าตัดคนไข้”
“ชะ ช่วยคุณพ่อพรีมด้วย ช่วยนะคะ ฮึกๆ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ไม่ว่าคนในนั้นจะเป็นใครก็ตาม ในฐานะแพทย์ก็ต้องทำให้เต็มที่ ความปลอดภัยของคนไข้คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงที่สุด แม้ว่าส่วนตัวแล้วจะไม่ลงรอยกันก็ตาม
“พรีมไม่ต้องห่วงนะ พี่จะทำให้เต็มที่ คุณลุงต้องปลอดภัย”
เขาให้คำมั่น ขณะที่จ้องหน้าเธอนิ่ง ใบหน้าสวยเฉี่ยวเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ดวงตาของเธอบวมเป่ง สงสัยคงเครียดเรื่องของพ่อมากเกินไป ผมเผ้าจึงยุ่งเหยิงจนเขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปเกลี่ยให้
“อย่าร้องไห้สิครับ พรีมไม่เชื่อใจพี่เหรอ”
พริมาพยักหน้ารับ ก่อนจะยิ้มออกเป็นครั้งแรกในรอบสามวัน เนื่องจากการกลับไทยครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่คิดไว้
เมื่อจู่ๆ มารดาก็โทรหาด้วยสุ้มเสียงที่ฟังแทบไม่รู้เรื่อง เธอจับใจความได้ว่าบิดาลื่นล้มหัวฟาดพื้นในห้องน้ำ อาการท่านอยู่ในขั้นวิกฤต ตอนนั้นพริมาใจเสีย เธอร้องห่มร้องไห้มาตลอดทาง
กระทั่งอาการของบิดาทรุดหนักจนต้องผ่าตัด หญิงสาวจึงนึกถึงเขา และขอร้องให้นายแพทย์ดรันย์เป็นเจ้าของไข้และเป็นผู้ผ่าตัดในค่ำคืนนี้
“พรีมเชื่อค่ะ เพราะไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหน พี่รันย์ก็ยังเป็นคนที่รักษาคำพูดเสมอ จริงไหมคะ”
พริมาเริ่มยิ้มออก เมื่อคุณหมอหนุ่มพยักหน้ารับ
“ครับ”
“พี่รันย์น่ารักที่สุดเลย”
หญิงสาวชมเปราะแต่คนฟังกลับยิ้มไม่ออก เพราะไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหน คนน่ารักแบบเขากลับไม่ถูกรักสักที
คุณหนุ่มพยายามสลัดเรื่องไร้สาระออกจากหัว ก่อนจะขอตัวเข้าไปทำสมาธิเพื่อเตรียมทำการผ่าตัด ทว่าก่อนไปหางตากลับเหลือบไปเห็นใครบางคนยืนเกาะผนังที่ตรงมุมตึก
สาวน้อยที่เดินสวนกัน เขาชนเธอล้มด้วยความรีบร้อน เเรงปะทะมากพอที่จะทำให้เรือนร่างบอบบางนั้นเจ็บ เพียงแค่สำรวจด้วยสายตากลับไม่มีบาดแผลใดๆ ให้กังวลใจ
ทว่าแววตาที่คุ้นเคยกับน้ำเสียงของเธอ มันกลับรบกวนสมาธิของเขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คุณหมอหนุ่มมั่นใจว่าเธอรู้จักเขา เพราะเสียงหวานๆ ที่ร้องเรียกชื่อเขาคือเธอ...ไม่ใช่พริมา
“พี่รันย์...”
แต่เพราะไม่รู้เจ้าหล่อนวิ่งมาจากไหน เรือนร่างของอดีตดาราสาวจึงวิ่งตัดหน้ามาเสียดื้อๆ เล่นเอาสาวน้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังต้องรีบถอยเท้าอย่างรวดเร็ว
และเขาเองก็ใช้เวลาคุยกับพริมานานเกินกว่าสาวน้อยจะรอไหว หันหน้ามาอีกทีก็หายไปแล้ว
การผ่าตัดใช้เวลานานกว่าที่คิด ดรันย์ไม่มีสติมากพอที่จะเร่งมือให้ทันกับเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้นทุกอย่างจึงยืดเยื้อมาอีกราวสองชั่วโมงเศษ ก่อนจะออกมาแจ้งข่าวดีกับญาติผู้ป่วย ทุกคนต่างโล่งอกกับข่าวดีที่ได้รับ ส่วนพริมาถึงขั้นโถมเข้ากอดทั้งตัว
“พรีมขอบคุณพี่รันย์มากนะคะ ที่ช่วยคุณพ่อไว้”
พริมาเลี่ยงมาคุยกับเขา หลังจากที่บิดาถูกย้ายออกมายังห้องพรีเมียร์รอยัลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอกครับ มันหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว”
“ยังไงก็ต้องขอบคุณนะคะที่รับเคสคุณพ่อไว้ ใครๆ เขาก็พูดกันว่ารองประธานหนุ่มสุดหล่อ ไม่ค่อยรับเคสคนไข้รายไหนง่ายๆ ถ้าไม่ฉุกเฉินจริงๆ”
ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม เขาเกาท้ายทอยแก้เขิน แววตาดูอ่อนล้าหลังจากยืนผ่าตัดเกือบหกชั่วโมง
ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ เคสไหนที่เกินกำลังบุคลากรของเขา พี่ช่วยได้พี่ก็ยินดี”
“แต่ยังไงก็...ขอบคุณจริงๆ นะคะ”
พริมาขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณเสียงออดอ้อน ใบหน้าสวยใสยิ้มให้เขาอย่างเคย
คุณหมอหนุ่มไม่มีอะไรจะพูด เพราะสายตาเอาแต่จดจ้องรอยยิ้มสวยบาดใจที่เลือนหายไปเกือบห้าปีเต็ม
ดรันย์รู้สึกว่าโลกใบเดิมของเขาสดใสขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่มันหดหายไปพร้อมกับเธอราวกับพริมาได้พรากทุกอย่างไปจากเขา
หัวใจที่เคยพองโตเมื่อยามเจอหน้าก็พลันห่อเหี่ยว รอยยิ้มที่มักจะแต่งแต้มบนใบหน้าคมเข้มกลับมีเพียงรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากซึ่งไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก
หลังจากวันที่เธอไป ชายหนุ่มก็กลายเป็นคนละคน เขาเก็บตัวเงียบ ห่างหายไปจากแวดวงสังคมไฮโซ วันๆ ทำแต่งานแล้วก็ตรงกลับบ้านราวกับไม่ต้องการสุงสิงกับใคร
อาจเพราะไม่ต้องการเป็นที่จับตามองของสังคมอีก หลังจากสารพัดข่าวโคมลอยที่ว่าเขาคือต้นเหตุที่ทำให้ดาราสาวดาวรุ่งต้องหันหลังให้วงการอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซ้ำความหน้าเชื่อถือในตัวก็ลดลง เมื่อเจอกระเเสด้านลบติดต่อกันเป็นสัปดาห์ จนกระทั่งทนไม่ไหว ชายหนุ่มจึงแสดงจุดยืนด้วยการส่งทนายออกมาประกาศลั่นว่า หากใครล้ำเส้นในความเป็นส่วนตัวของเขามากเกินไป เขาจะฟ้องจนกว่าอีกฝ่ายจะหมดตัว
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ศัลยแพทย์หนุ่มก็กลับมาทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยมสมกับตำแหน่งศัลแพทย์อันดับต้นๆ ของโรงพยาบาล
“พี่ว่าพรีมเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นกาแฟร้อนๆ ให้พี่สักแก้วดีกว่านะครับ ยืนผ่าตัดมาตั้งนาน ตอนนี้ชักเบลอเสียแล้ว”
เขาเย้าด้วยใบหน้าอ่อนล้า แต่ทว่าดวงตากลับทอประกายสดใสชัดเจน
“ตายจริง! พรีมมัวแต่ชวนพี่รันย์คุย เดี๋ยวพิมพ์ลงไปดูร้านกาแฟข้างล่างให้นะคะ ไม่รู้ดึกๆ แบบนี้จะร้านไหนเปิดหรือเปล่านะคะ”
“ก็...ต้องลองไปดูครับ”
ดรันย์เอ่ยบอก แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเวลานี้คงไม่มีร้านไหนเปิด นอกเสียจากร้านสะดวกซื้อด้านล่างโรงพยาบาล
แต่เพราะอยากคุยกับเธอต่อเขาจึงฉวยโอกาสยืดเวลาแห่งความสุขออกไปอีกนิด ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นในยามเช้า แล้วเธอกับเขาก็ต้องแยกย้ายไปทำตามหน้าที่ของใครของมัน
ดรันย์เลือกที่ใช้บันใดแทนลิฟต์สุดหรู จากนั้นจึงพาเธอเดินอ้อมมาอีกฝั่งแล้วเดินวนดูร้านกาแฟที่เขาต้องการ แล้วก็เป็นดังที่คาดไว้เมื่อทุกร้านที่เดินผ่านล้วนปิดแล้วทั้งสิ้น
“แย่จัง ร้านปิดหมดเลย”
ดรันย์บอกด้วยสุ้มเสียงที่ลุแก่โทษ ก่อนแสร้งหาวจนน้ำตาเล็ดเรียกคะเเนนความสงสารกับเธออีกนิดหน่อย และเขาก็ทำสำเร็จเมื่อเธอเอ่ยปากชวนเขาทานกาแฟที่ร้านสะดวกซื้อ
“งั้น...กาแฟเซเว่นได้ไหมคะ พรีมคิดว่ามันน่าจะมี”
“ได้สิครับ พี่ไม่เรื่องมากอยู่แล้ว”
เเล้วทุกอย่างก็เข้าทางเขาเป๊ะ ดรันย์พาเธอเดินย้อนกลับมาอีกรอบ ทว่าระหว่างทางนั้นกลับไม่มีเสียงบ่นให้ได้ยิน มีเพียงเสียงคุยกระหนุงกระหนิงของชายหญิงสองคนที่ดังเเว่วๆ มาตลอดทาง
หลังจากได้กาแฟติดมือมากนึ่งแล้ว ดรันย์ก็เดินกลับมาส่งพริมาที่ห้องพักผู้ป่วยชั้นบนสุด จากนั้นก็ล่ำลาสาวสวยอย่างอ้อยอิ่งด้วยความเสียดาย แต่เสียงเตือนที่บอกเวลาห้านาฬิกาในเช้าวันใหม่กลับทำให้เขาจำใจต้องโบกมือลาอย่างเสียไม่ได้ แม้ใจอยาก
จะคุยต่อแค่ไหนก็ตาม
ขณะที่เดินกลับห้องพัก ชายหนุ่มก็โคลงศีรษะไปมากับข้ออ้างที่เลือกใช้ เขายอมชวนเธอเดินอ้อมทั้งๆ ที่ขาล้าจนแทบก้าวไม่ออก ทั้งที่ลงลิฟต์ไปแล้วเลี้ยวซ้ายไม่กี่ก้าวมันก็ถึง แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือบนห้องพักเขาก็มีกาแฟก็ยี่ห้อโปรดสำรองไว้ตลอด
นี่แหละหนา...อานุภาพของความรัก อะไรก็ทำได้ทั้งนั้น
ดรันย์เดินไปยิ้มไปอย่างมีความสุข ขณะที่ยกแก้วกาแฟร้อนขึ้นจิบ พลันสายตาก็เหลือบเห็นใครบางคนฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องผ่าตัด
ชายหนุ่มขยับไปใกล้ ก่อนจะสะกิดเรียกเบาๆ
“คุณ คุณครับ”
ทว่าคนที่หลับพริ้มยังไม่ได้สติ ซ้ำยังเอนตัวมาหาเขาจนกระทั่งต้องพยุงหล่อนไว้
“คุณ!”
เขาสะกิดเรียกอีก คราวนี้คนที่กำลังหลับใหลก็ขยับกายเล็กน้อย ใบหน้าที่ซบกับเก้าอี้ก็พลิกหงาย ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเอาเสียดื้อๆ
“อ้าว! น้อง”
ดรันย์จำได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือคนที่ทำให้เขาไม่มีสมาธิในการผ่าตัด ชายหนุ่มขยับแว่นที่สวมใส่อยู่แล้วค่อยๆ พิจารณาคนตรงหน้าอีกที
“มิดา!”
สุดท้ายเช้านี้ดรันย์ก็ยกเลิกประชุมที่สิงคโปร์ไปโดยปริยาย
หลังจากพบว่าคนที่ฟุบหลับตรงหน้านี้เป็นใคร นัดหมายของวันนี้ทั้งวันก็ถูกเลิกอย่างเร่งด่วน
คุณหมอหนุ่มไม่รู้ว่าคนตรงหน้ามาหาเขาทำไม ในเมื่อเวลานี้เจ้าตัวควรจะอยู่ที่มหาวิทยาลัย ทว่าเขากลับไม่รอให้เธอตอบ มือหนายกหูโทรศัพท์ขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะต่อสายหาใครบางคนที่คิดว่าจะช่วยเขาได้
แค่เพียงอึดใจเดียวข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการก็ถูกปริ้นท์ออกมาตรงหน้า ชายหนุ่มใช้สายตาไล่เรียงข้อมูลอยู่สักพักก็ตัดสินใจสะกิดเรียกคนขี้เซาด้วยอารมณ์ไม่สู้ดีนัก
“มิดา! ตื่น! มิดา! พี่บอกให้เราตื่นไง!”
ดรันย์เขย่าเรียกเธอด้วยความโมโห ทว่าคนที่นอนน้อยติดต่อกันมาเกือบเดือนกลับไม่รู้สึกรู้สา ซ้ำยังไขว่คว้าหาหาอะไรสักอย่างแล้วสุดท้ายก็ลงเอยด้วยความคว้ามือเขาไปกอด
ชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร ขณะที่ปากอิ่มยังเพ้อแผ่วหาคนเป็นพ่ออย่างน่าสงสาร ซ้ำคนขี้ใจอ่อนยังทนไม่ไหว กระทั่งยอมสละตักแกร่งให้เธอหนุนพร้อมกับมือหนาที่ถูกเกาะเเน่นไม่ยอมปล่อย
“เอ้า! จะนอนก็นอนไปเลย”
ดรันย์ยอมแพ้ เขาเอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยท่าทางอ่อนล้าไม่ต่างกัน การยืนผ่าตัดนานกว่าหกชั่วโมง ซ้ำยังเดินอ้อมโรงพยายาลอีกเกือบครึ่งชั่วโมงทำให้เสียพลังงานไปมาก กระทั่งว่าหมดเรี่ยวแรงจะขับรถกลับบ้านอย่างที่ควรจะเป็น
ชาบหนุ่มก้มมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะลากเลยไปยังกลุ่มผมดำนุ่มสลวย ทว่าตอนนี้กลับยุ่งเหยิงจนไม่เหลือเค้าความสวยให้หลงใหล มีเพียงความยุ่งยีที่เจ้าตัวขยับพลิกไปมา
มองเห็นแล้วก็อดที่จะเอื้อมมือไปลูบไม่ได้ ขณะเดียวกันเส้นผมที่นุ่มมือกลับทำให้หวนนึกถึงวันวาน เด็กหญิงรมิดาตัวน้อยในอดีต บัดนี้กลับกลายเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่งหากแต่กลับถูกกลบไว้ด้วยภาพลักษณ์ที่แสนเฉิ่มเชย
“มอมเป็นลูกหมาเลยนะเรา”
ดรันย์พูดเสียงขรึม เขาขยับแว่นสายตาหนาเตอะออกจากใบหน้าจิ้มลิ้ม พลางใช้ผ้าขนหนูซับคราบไคลต่างๆ ออกให้ เผยผิวพรรณที่สวยใสไร้สิวฝ้าให้มีตำหนิกวนใจ
ทว่าใบหน้าที่กำลังหลับพริ้มกลับซ้อนทับภาพใครบางคนขึ้นมา...
“เห้ย!”
ชายหนุ่มเพ่งมองคนที่กำลังหลับอีกครั้ง แสงไฟสีนวลสลัวกลับทำให้เขาเห็นอะไรได้ไม่ชัดนัก ทว่าใบหน้าสวยที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ ‘เธอคนนั้น’ กลับทำให้หัวใจเขามันเต้นแปลกๆ
อาจเพราะนานแล้วที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับสาวคนไหน วันนี้มันจึงหวั่นไหวได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าจะตั้งใจไว้เเน่วแน่ว่าจะไม่มองผู้หญิงคนไหนอีกถ้าไม่ใช่เธอ
“คิดอะไรบ้าๆ วะ ไปหมดละมั้ง สมงสมองเนี่ย”
คุณหมอหนุ่มส่ายหน้ายิ้มๆ พลางนึกโทษงานที่หนักหน่วง จนกระทั่งทำให้เผลอมองเด็กสาวในอุปการะเป็นคนอื่น แม้ความเหมือนจะมีมากก็ตามที
ชายหนุ่มสลัดความคิดบ้าๆ ออกจากหัว ก่อนจะถอดเเว่นสายตาของตัวเองออกบ้าง ขณะที่เอนหลังพิงพนักโซฟา มือหนายกขึ้นคลึงระหว่างหัวคิ้วทั้งสอง ก่อนจะตัดสินใจพักสายตา เมื่อเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะถ่างตารอเด็กในปกครองซึ่งตอนนี้เธอกำลังฝันหวานบนตักเขาอย่างมีความสุข
เพียงไม่นาน ความอ่อนล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันก็ทำให้คนที่คิดว่าจะพักแค่สายตากลับเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เช้านี้อากาศค่อนข้างหนาว ซ้ำฝนก็ตั้งเค้าจะมาอีกระลอก ท้องฟ้าดูมืดครึ้มราวกับว่าวันนี้พายุเข้าอย่างหนัก การจราจรเริ่มติดอย่างบ้าคลั่ง ทว่าหลังกรมอุตุแจ้งข่าวพยากรณ์อากาศจบลงเพียงไม่นานสายฝนก็โปรยปรายรับวันใหม่อย่างทันท่วงที
ครืน! ครืน!
ทว่าเสียงฟ้าร้องที่ดังสะท้านไปทั่ว กลับทำให้คนที่หลับลึกต้องร้องอืออาด้วยความขัดใจ
“อื้อ”
รมิดาขยับตัวเล็กน้อย เมื่อเสียงฟ้าและแสงสว่างแปลบปลาบรบกวนการนอนจนทนต่อไปไม่ไหว หญิงสาวตัดสินใจพลิกตัวไปอีกข้าง แต่กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แปลกไปทำให้ต้องรีบลืมตา
“แว่น!” ทว่าแว่นสายตาที่หลุดหาย กลับทำให้คนสายตาสั้นเกือบหกร้อยต้องคลำหาสะเปะสะปะไปทั่ว “แว่นอยู่ไหนอ่ะ”
อาจเพราะมองไม่ชัด จึงทำให้รมิดาเบนความสนใจทั้งหมดไปยังแว่นตาหนาเตอะของตัวเอง โดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่ามีใครบางคนกำลังชูแว่นของเธอขึ้นจนสุดแขน
ดรันย์สังเกตมาสักพัก ตั้งแต่เธอขยับตัวเขาก็ตื่น แต่คนที่มุ่งมั่นจะหาแว่นของตัวเองกลับกำลังคืบคลานมาบนตัวเขาโดยไม่รู้ตัว
“หยุด!” สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เมื่อมือน้อยๆ กำลังไต่ผ่านเสื้อตัวบางลงไปยังจุดสำคัญที่แสนอันตราย “เอามือออกไป!”
รมิดาสะดุ้งโยง เธอผงะถอยหลังจนแทบตกโซฟา แต่ยังโชคยังเข้าข้าง เมื่อคุณหมอหนุ่มผวามาคว้าเธอไว้ได้ทันท่วงที
“ระวังหน่อยสิ!”
“อะ เอาแว่นหนูมา!” หญิงสาวค่อนข้างแน่ใจว่าเจ้าของกลิ่นหอมอ่อนๆ คงเป็นเขา “เอ่อ...ขอแว่นมิคืนด้วยค่ะ”
“สายตาสั้น?” เขาไม่ให้ ซ้ำยังโยกโย้ได้อย่างน่าโมโห “บอกกี่ครั้งแล้ว อย่าอ่านหนังสือในที่มืด!”
รมิดาหน้ามุ่ยเมื่อถูกเขาตำหนิ แม้จะได้ยินบ่อยจนเบื่อหูแต่กลับไม่ชินสักที
ก็เพราะเธอดื้อ ไม่เชื่อฟัง สายตามันจึงสั้นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งล่าสุดเกือบมองไม่เห็น มองไปไหนก็พร่าเบลอไปหมด ขนาดใบหน้าหล่อๆ ของคนตรงหน้ายังมองแทบไม่ออก
“ขอแว่นคืนมิก่อน...มิมองไม่เห็น”
เธอยื่นมือมาขอทั้งที่ยังหรี่ตาเพื่อปรับโฟกัสในการมองเห็น แต่คุณหมอหนุ่มกลับไม่ยอมให้ ซ้ำยังดึงเธอเข้ามาใกล้อีกต่างหาก
“ไหน...ลองทำตาดีๆ หน่อย”
รมิดาดิ้นหนี แต่กลับถูกคนเเข็งแรงกว่าจับไว้ มือหนาทั้งสองข้างจับล็อกใบหน้าไว้นิ่ง พลางส่งเสียงบังคับให้เธอมองเขาดีๆ
“มองพี่!”
“ไม่เอา มองไม่เห็น!”
หญิงสาวทำหน้าย่นใส่ อารมณ์เริ่มเดือดปุดๆ เมื่อเขาล็อกเธอแน่นขึ้น ขณะที่สองมือพยายามแกะมันออก ทว่ากลับสู้แรงเขาไม่ได้สักที
“มองไม่เห็นก็พยายามมองหน่อยสิ พี่จะตรวจดูว่าควรจะรักษายังไงดีหรือมิอยากจะเป็นยัยแว่นไปตลอดชีวิต!”
รมิดาส่ายหน้าพรืด ขณะที่พยายามปรับโฟกัสของสายตา เธอจึงกระพริบตาปริบๆ คล้ายกับประชด แต่มันกลับน่ารักเหลือเกินในสายตาของดรันย์
อาจเพราะใบหน้าเธอสวยเหมือนเจ้าหญิงในละครหลังข่าว ดวงตากลมโตใสเเจ๋ว
ถูกประดับไปด้วยแพรขนตางอนเขางาม จมูกเธอโด่งเหมือนคนเป็นพ่อ แต่ปากอิ่มสีชมพูจัดคงได้มากจากคนเป็นเเม่
ดรันย์สำรวจเครื่องหน้าสวยด้วยความเพลินตา หญิงสาวมีเค้าโครงความสวยอยู่ไม่น้อย หากแต่ถูกกลบไว้ด้วยภาพลักษณ์ของสาวแว่นหนาเตอะ
“ล่าสุดสั้นเท่าไหร่”
“เอ่อ หกร้อยห้าสิบมั้ง” เธอตอบด้วยน้ำเสียงปกติ
“ห๊ะ! หกร้อยห้าสิบ!” ดรัณย์อุทานเสียงดังลั่น “ไหนเคยบอกพี่ว่าสั้นแค่สองร้อยไง”
รมิดาก้มหน้างุด พลางนึกถึงสาเหตุที่ทำให้สายตาเสีย
“เงยหน้า! เดี๋ยวพี่จะใส่เเว่นให้ เพราะเรามีเรื่องต้องคุยกันยาว!”
หญิงสาวหน้าเสียขึ้นไปอีกเพราะรู้ว่าสิ่งที่เขาจะคุยด้วยคือเรื่องอะไรและทันทีที่ได้เเว่นคืน รมิดาก็รีบขยับหนีเขาไปอีกฟากของโซฟาอย่างรวดเร็ว
“ขยับมานี่เลย” ดรันย์ตบมือลงบนเบาะ “มาใกล้ๆ จะได้คุยกันรู้เรื่อง”
ทว่าหญิงสาวรีบส่ายหน้าหวือ ให้ตายยังไงก็ไม่ขยับเข้าไปเด็ดขาด ไม่ใช่เพียงเพราะกลัวถูกดุ แต่แรงดึงดูดระหว่างชายหญิงต่างหากที่เธอกลัว
คุณครูเคยสอนไว้ว่าชายและหญิงไม่ควรอยู่ด้วยกันสองต่อสองในที่รโหฐาน เพราะเเรงดึงดูดบางอย่างอาจผลักดันให้ทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหล่อๆ ที่มีตำแน่งเดือนมหาวิทยาลัยการันตีแบบเขา
แค่เห็นหน้าชัดๆ ยังใจสั่น แล้วจะให้อยู่ใกล้กัน เธอจะทนได้อย่างไรไหว
“พูดตรงนี้ก็ได้”
หญิงสาวยังคงดื้อเพ่ง แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นดรันย์เสียเองที่ขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ เธอ
“วันนี้มิควรจะอยู่ที่มอเพื่อรอรายตัวไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมาหาพี่ที่นี่”
ชายหนุ่มตีหน้านิ่งพร้อมกับปั้นเสียงดุเหมือนกับเวลาดุนักศึกษาในห้องเรียน ก่อนที่สายตาคมกริบจ้องมาที่สาวน้อยด้วยความกดดัน
“พี่หวังว่ามิคงมีเหตุผลดีๆ ให้พี่สักข้อ”
รมิดาหลบตาเขา พลันน้ำตาก็เอ่อคลอมาดื้อๆ
“มิไม่ได้อยากโดดเรียนนะคะ แต่มิเป็นห่วงแม่”
สาวน้อยพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ปากอิ่มเม้มเเน่น ก่อนจะเงยหน้าที่วาววับไปด้วยหยาดน้ำตา
“แม่ไม่สบายค่ะ มิอยากกลับบ้าน”
จุดประสงค์ของการมาที่นี่เพื่อมาหาเขา อย่างน้อยความเป็นหมอของดรันย์อาจช่วยให้มารดาของเธอดีขึ้น
รมิดาเพิ่งรู้ว่าแม่ป่วย หลังจากติดต่อมารดาไม่ได้กว่าสองสัปดาห์ กระทั่งต้องตัดใจโทรหาคนข้างบ้าน ก็ได้ความท่านกำลังป่วยหนัก นอนซมอยู่เป็นอาทิตย์ ร้านอาหารที่เคยเปิดทุกวันกลับต้องปิดลงอย่างไม่มีกำหนด ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้สาวน้อยเลือกที่จะกลับบ้าน ก่อนที่จะไม่มีโอกาส
“พามิกลับบ้านได้ไหมคะ”
ดรันย์ก็เปรียบเสมือนผู้ปกครอง ถึงแม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด ทว่าทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องกับเธอ เขาคือผู้รับผิดชอบทั้งหมด
“มิขอ...”
แม้เธอรู้ว่าเขาลำบากใจ แต่ความเป็นห่วงแม่กลับมากกว่า สาวน้อยจึงขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะจับเเขนข้างหนึ่งของเขาไว้อย่างวอนขอ
“นะคะ มิใจไม่ดีเลย”
สาวน้อยน้ำตาตก เมื่อคนตรงหน้ายังนิ่งเฉย เธอรู้ว่าสิ่งที่ขอมันอาจมากเกินไปกับการที่จะให้คุณหมอผู้แสนเย่อหยิ่งลดทิฐิที่มีต่อครอบครัวเธอลง แต่ตอนนี้ใจมันหวิวแปลกๆ เธอไม่ได้ยินเสียงบ่นด่าของแม่ ไม่ได้เห็นหน้าแม่ผ่านหน้าจอมือถือราคาเเพงที่เขาเป็นคนซื้อให้มาสองสัปดาห์เต็มๆ บอกตามตรงว่าเธอคิดถึง ถึงแม้กลับบ้านไปเธอจะเป็นส่วนเกินก็ตาม
“แม่มิคงไม่เป็นอะไรหรอก”
ดรันย์ปลอบใจ มือหนาลูบกระหม่อมบางด้วยความสงสาร
ส่วนคนฟังกลับน้ำตาตก เขาพูดแบบนี้นั่นหมายความว่าความหวังที่จะได้เจอแม่นั้นริบหรี่ลงถนัดตา
รมิดามองคนใจร้ายด้วยความผิดหวัง ขณะที่น้ำตามันปริ่มจวนเจียนจะไหล แววตาของสาวน้อยแดงก่ำ ทว่ากลับทำให้คนมองใจห่อเหี่ยวพิกล
“คนใจร้าย”
สุดท้ายก็คนไม่ไหว ปากอิ่มจึงบริภาษเขาเสียงสั่น ดรันย์ขยับเข้ามาใกล้ขณะที่ดึงเธอเข้าสู่อ้อมกอด แต่เด็กในปกครองวันนี้กลับดื้อเพ่ง เธอขืนกายหนี ซ้ำยังปัดมือเขาออกอย่างไม่ไยดีพร้อมกับเสียงสะอื้นดังขึ้นเบาๆ
“พี่ไม่ได้หมายความแบบนั้น”
คุณหมอหนุ่มพยายามอธิบาย แต่สุดท้ายก็จนด้วยคำพูดและไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เธอเข้าใจ
เพราะครั้งสุดท้ายที่คุยกันระหว่างเขาและแม่ของเธอ...
คุณรัตนาฝากฝังรมิดาไว้กับเขา พร้อมกับขอไม่ให้เธอกลับไปที่บ้านนั่นอีก ดรันย์ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมคนเป็นแม่จึงมีเหตุผลแบบนั้น ครั้นเขาถามท่านก็ไม่ตอบ ซ้ำยังบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นได้อย่างง่ายดาย ส่วนเขาได้ยินแบบนั้นก็ไม่เซ้าซี้ให้ลำบากใจ ก่อนจะตกปากรับคำอย่างง่ายดาย
“แต่มิกลัว...แม่ไม่เคยเงียบหายไปแบบนี้ มิกลัว...ฮึกๆ กลัวแม่ทิ้งมิไป”
เพราะความฝันของคืนก่อนที่จะมาที่นี่ รมิดาฝันว่าแม่เดินจากเธอไปเรื่อยๆ เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ขานรับ จนสุดท้ายเรือนร่างของท่านก็เลือนหายไปในสายหมอก
หญิงสาวจำได้ว่าเธอร้องตามมารดาสุดเสียง สองเท้ารีบวิ่งเข้าไปไขว่คว้าในสายหมอกที่หนาทึบ ทว่ากลับมีเพียงความว่างเปล่าและอากาศที่หนาวเหน็บสุดขั้วหัวใจ
สุดท้ายเธอก็ตื่นจากฝันด้วยอาการเหนื่อยหอบ มองไปรอบๆ หอพักก็พบกับความเดียวดายที่ปกคลุมอยู่รอบตัว เธอนอนไม่หลับอีกเลยตลอดทั้งคืน ก่อนจะตัดสินใจเก็บข้าวของในช่วงเช้าแล้วตรงดิ่งมาหาเขาทันที
“มิคงคิดมากไป มันไม่มีอะไรหรอก”
“แต่มิฝัน ฝันว่าแม่...”
ทว่ารมิดายังไม่เอ่ยอะไร เสียงเตือนจากข้อความมือถือก็ดังขึ้น
ตื๊ดตื๊ด! ตื๊ดตื๊ด!
หญิงสาวสไลด์ข้อความดู เธออ่านมันเพียงแค่ไม่กี่วินาที จากนั้นมือถือเครื่องบางก็หล่นลงจากมืออย่างช้าๆ พร้อมกับเรือนร่างของสาวน้อยที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาต่อตา
ท่ามกลางสายลมที่พัดเฉื่อยฉิว กลิ่นอายแห่งท้องทะเลถูกกลบมิดด้วยกรุ่นกลิ่นของดอกไม้หลากสี ความฉุนกึกของน้ำอบไทย ตลอดจนบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความเศร้า
รมิดาโปรยดอกไม้ในมือเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความอาลัย พร้อมๆ กับจากไปอย่างไม่มีวันกลับของมารดา
“ไหวหรือเปล่ามิ”
ร่างสูงของดรันย์ขยับขึ้นมาขนาบข้าง มือหนาลูบผมยาวสวยที่กำลังพลิ้วไหวตามสายลมอย่างปลอบโยน เรือนร่างบอบบางที่มาพร้อมกับส่วนสูงไม่เกินร้อยหกสิบกำลังยืนทอดสายตาไปสู่ท้องทะเลกว้าง รมิดาหันกลับฝืนยิ้มให้เขา ขณะที่น้ำตาหยดหนึ่งร่วงผล็อยผ่านแก้มใสอย่างน่าสงสาร
“มิไหวค่ะ”
หญิงสาวพยักหน้า ขณะที่ดรันย์สัมผัสได้ถึงความขมขื่นในน้ำเสียง เขาลอบมองเสี้ยวหน้าหวานอมเศร้าแล้วสงสารจับใจ รมิดาอายุยังไม่ถึงยี่สิบแต่ชะตาชีวิตพลิกผันอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง
แม่ตาย...พ่อก็เงียบหายราวกับไม่มีตัวตน
ก็ไม่แปลกที่เธอจะรู้สึกเป๋ เพราะมารดาชิงแต่งงานใหม่ตั้งแต่เธออายุยังไม่ถึงขวบ พอเธอโตขึ้นมาหน่อย ครอบครัวใหม่ของแม่ก็ขยายใหญ่จนเธอแทบไร้ที่ยืน ดังนั้นการส่งส่วนเกินแบบเธอไปอยู่โรงเรียนประจำก็นับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ดีสำหรับคนอื่น...แต่ไม่ใช่เธอ
รมิดาก้มหน้ายอมรับทุกอย่างที่แม่ต้องการอย่างไม่มีข้อแม้ เพราะเพียงเหตุผลแค่ว่า ‘กลัวแม่ไม่รัก’ ดังนั้นการเป็นเด็กดีและ
ว่านอนสอนง่ายคือสิ่งที่ควรทำ ทว่าสิ่งตอบแทนที่สาวน้อยคนนี้ได้กลับเป็นระยะห่างที่มากขึ้นเรื่อยๆ
“แม่ไม่อยู่แล้ว ละ แล้วมิจะอยู่ยังไง...”
สุ้มเสียงเธอเบาหวิว มันเหมือนเธอถามตัวเองมากกว่าต้องการคำตอบจากคนรอบข้าง ใบหน้าหวานอมเศร้าทอดสายตาสู่เวิ้งทะเลกว้าง ท่ามกลางความเดียวดายที่โอบล้อมรอบกาย พลันหัวใจก็เหน็บหนาวขึ้นมาเสียดื้อๆ
เหมือนความรู้สึกแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว ครั้งแรกตอนรู้ว่าแม่จะให้ไปอยู่โรงเรียนประจำ ตอนนั้นจำได้ตัวเองเด็กมาก ไม่รู้หรอกว่าโรงเรียนประจำคืออะไร แม่บอกเพียงว่าเธอจะมีเพื่อนใหม่ มีของเล่นเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ใครจะรู้ว่านั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการตัดเธอออกจากชีวิต
หลังจากนั้นเหมือนทุกอย่างจึงมืดด่ำลงอย่างคาดไม่ถึง ความสุขแบบสุขจริงๆ มันหายไปตอนไหนเธอก็อธิบายไม่ถูก รู้อีกทีชีวิตก็เหมือนหุ่นยนต์เดินได้ มีหน้าที่ทำตามที่แม่สั่งเท่านั้น
อาจเป็นเพราะรอยยิ้มของเธอไม่มีความหมาย เสียงหัวเราะของเธอไม่ดังมากพอ ทุกสิ่งที่ตั้งใจทำจึงส่งไปไม่ถึงหัวใจของแม่ แม้กระทั่งเสียงร้องไห้ของเธอ แม่ยังไม่ได้ยิน...
“มิก็อยู่แบบเดิม...กลับไปตั้งใจเรียนหนังสือ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”
เขาพูดเหมือนง่าย แต่ใครจะรู้ว่ากว่าจะผ่านแต่ละคืนวันได้มันทรมานแค่ไหน รมิดานอนไม่หลับเลยตั้งแต่แม่เสีย ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วก็แทบจะล้มพับได้ทุกเมื่อ
“มิ...” รมิดาพยายามประคองเสียงพูด ทว่ามันกลับสั่นไหวอย่างน่าสงสาร “มิกลัว...มิไม่อยากอยู่คนเดียวอีกแล้ว”
แล้วจู่ๆ ดรันย์ก็ดึงเธอเข้ามากอด เขากอดในแบบที่เธอไม่เคยได้รับจากไหน อกเขาอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ สุดท้ายความเข้มแข็งที่สาวน้อยเก็บกักไว้ได้ถึงเจ็ดวันก็พังทลายลงอย่างง่ายดาย
“~ฮือ~”
เสียงสะอื้นของเธอดังขึ้นไม่ขาดสาย กระทั่งดรันย์เองก็ทำตัวไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าจะปลอบเธอแบบไหน ทว่าสัญชาตญาณบางอย่างทำให้เขาเลือกที่จะกอดเธอไว้นิ่งๆ แล้วใช้ความอบอุ่นที่มีเยียวยาหัวใจเธอ
“งั้นมิก็มาอยู่กับพี่ มิลืมไปแล้วหรือไง...มิยังมีคุณพ่อคุณแม่ของพี่ มีเฮียภพ มียัยดาว มิยังมีพวกเราเสมอนะ”
ดรันย์ดันเธอออก เขาเช็ดน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบาๆ ก่อนจะพยายามให้เด็กในปกครองของตัวเองยิ้มได้ในเร็ววัน
“ไหนยิ้มให้พี่ดูหน่อย” มือหนาโอบประคองแก้มเธอไว้ ขณะที่รมิดาพยายามส่งยิ้มจืดๆ ไปให้เขา “ให้มันได้แบบนี้สิ...โอเคนะ”
รมิดาพยักหน้ารับ ขณะที่รีบเบือนหน้าหนีเพราะกลัวเขาจะรู้ว่าปากเธอยิ้ม แต่น้ำตามันกลับเอ่อล้นท่วมใจ
ชีวิตก็เหมือนละคร แม่เลี้ยงเกลียดลูกติดสามีขนาดไหน พ่อเลี้ยงก็เกลียดลูกติดภรรยาไม่น้อยกว่ากัน ดังนั้นชีวิตเธอจึงพลิกผันอย่างไม่คาดฝัน พ่อเลี้ยงอาจไม่ใจร้ายเหมือนแม่มด แต่แววตาที่เขามองมามันทำให้ระยะห่างระหว่างแม่และเธอเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว แล้วยิ่งแม่มีลูกใหม่อีกสองคน หมาหัวเน่าอย่างเธอก็ไร้ความหมายไปโดยปริยาย
สาวน้อยกลืนเก็บความเจ็บช้ำน้ำใจไว้ในอก ก่อนจะฝืนยิ้มอีกครั้งแล้วชวนเขาเดินเข้ามาด้านในรวมกลุ่มกับแขกเหรื่อที่พร้อมใจมาส่งแม่ของเธอเป็นครั้งสุดท้าย
“ดีขึ้นไหมลูก”
รมิดาพยักหน้ารับ ก่อนจะฝืนยิ้มให้คนถามเพื่อความสบายใจ แต่ลึกๆ แล้วหญิงสาวยอมรับว่าใจหาย ยอมรับว่าทำใจยังไม่ได้เลยสักนิดและตอนนี้ก็เหมือนจะไม่ไหว...
ชั่ววูบที่สายผมพัดผ่าน รมิดาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีสดใสแล้วยิ้มขมขื่นให้กับตัวเองอย่างหมดทางเลือก
เธอถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวในโรงเรียนประจำสิบกว่าปี แม่มาเยี่ยมแค่ไม่กี่ครั้ง ครั้นจะขอกลับบ้านด้วย แม่กลับรีบบ่ายเบี่ยงทุกครั้งด้วยเหตุผลที่เธอฟังจนเบื่อ ท่านสั่งให้เธออยู่แค่โรงเรียน ขีดเส้นชีวิตในรั้วโรงเรียนประจำให้เธอเดิน รมิดาจึงไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียง พยายามทำตัวให้ดีไม่มีที่ติ พยายามเป็นที่รักของทุกคน...รวมถึงแม่
รมิดาจึงพยายามตั้งใจเรียน ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้สอบติดในคณะที่แม่ต้องการ เธอจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านภูมิใจ แม้จะแอบน้อยใจในตรรกะบ้าบอของคนเป็นแม่ แต่ความหวังที่จะได้กลับมาอยู่บ้านอีกครั้ง กลายเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้คนเรียนไม่เก่งแบบเธอฮึดสู้จนสำเร็จ
กระทั่งวันที่เธออยู่ในชุดนิสิตมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทว่ามารดากลับไม่มีโอกาสได้เห็น...
‘แม่เธอเสียแล้วนะมิ รีบกลับบ้านด่วน!’
ข่าวร้ายสั้นๆ ถูกส่งผ่านเบอร์แปลกที่จำได้อย่างไม่มีวันลืม...
“ทำไมคุณลุงไม่บอกมิบ้างคะว่าแม่ป่วย คุณลุงทำเหมือนมิเป็นคนอื่น ไม่ใช่ลูกแม่” รมิดาทำใจกล้าขยับเข้าไปถามอดีตพ่อเลี้ยงด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “คุณลุงใจร้าย ใจร้ายที่สุด...”
แววตาของเธอเธอตัดพ้อ น้ำเสียงเธอเริ่มแข็งกระด้าง กระทั่งดรันย์ต้องรีบขยับเข้ามายืนกั้นระหว่างกลาง เมื่อเห็นแววตาไม่พอใจจากอดีตพ่อเลี้ยง
“มิดา ไม่เอาหน่า...อย่าเสียมารยาท”
“ใครกันแน่ที่เสียมารยาท! ใครกันแน่ที่แย่งแม่ไปจากมิ”
“รมิดา!” ปรนัยเค้นเสียงเรียกชื่อเธอเต็มยศ ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู
“ทำไมคะ! หรือไม่จริง...คุณลุงต่างหากที่มาทีหลัง แล้วก็ทำให้แม่ทิ้งมิ...คุณลุงทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งมีปม รู้สึกขาดความรักทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย มันเจ็บปวดนะคะกับการที่ถูกคนทั้งบ้านเมิน ทำเหมือนเราเป็นกาฝากทั้งๆ ที่เราอยู่บ้านหลังนั้นมาตั้งแต่เกิด จู่ๆ ก็ถูกส่งให้ไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งสิบปี! สิบปีกับการไม่ได้กอดแม่ สิบปีที่ห้องนอนตัวเองกลายเป็นห้องเก็บของ รู้ไหมคะว่าเด็กคนนี้เจ็บแค่ไหน...”
เธอตัดพ้ออย่างน่าสงสาร แววตาฉายแววเจ็บปวดอย่างชัดเจน
“แต่ที่เจ็บกว่าคือการได้กอดแม่ครั้งสุดท้าย ในสภาพที่ไร้ลมหายใจ”
อดีตพ่อเลี้ยงสะอึกจนพูดไม่ออก ขณะที่ต้องทำใจแข็งไม่ยอมให้ความสงสารลอยสูงกว่าทิฐิที่เคยมี ที่ผ่านมา...หรือตลอดเวลา เขาไม่ปฏิเสธเลยว่ารมิดาเป็นเด็กที่น่ารักและน่าสงสาร หลายครั้งเคยเกือบใจอ่อนยอมรับลูกเลี้ยงของภรรยาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ทว่าใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกับอดีตสามีเก่าของภรรยาทำให้เขาตัดใจไม่ลง
ดังนั้นเขาจึงถาโถมความเกลียดชังทั้งหมดใส่สาวน้อยผู้น่ารัก เพียงเพราะต้องการตอกย้ำความพ่ายแพ้ให้กับคนที่เป็นพ่อของเธอ
ทำกับลูก ก็เหมือนทำกับพ่อ...เขาคิดแบบนั้น
แต่วันนี้เขาคิดผิด...
“ลุงขอโทษ ลุงขอโทษจริงๆ” ปรนัยพูดได้แค่นั้น ก่อนหันหลังให้แล้วกลับไปยืนในจุดที่ลูกๆ ของตัวเองยืนอยู่ ทิ้งไว้เพียงคำขอโทษแสนไร้ค่าที่รมิดาไม่อยากฟัง!