ห้องผ่าตัด
“ตัด”
“ค่ะ”
“จัดการต่อด้วยครับ” ผมเย็บแผลให้คนไข้เสร็จ วางอุปกรณ์เดินออกจากห้องผ่าตัดเพื่อให้แพทย์ผู้ช่วยทำการเก็บงานต่อ
การผ่าตัดเปิดทรวงอกผู้ป่วยโรคหัวใจตีบรายนี้ใช้เวลา 12 ชั่วโมง เป็นเคสใหญ่ นานๆ ทีผมจะได้ทำ ผมถอดชุดผ่าตัดเปื้อนเลือดใส่ถังและล้างมือให้สะอาดก่อนจะเดินออกจากประตูเลื่อน หน้าที่ต่อไปของผมคือแจ้งผลการผ่าตัดให้ญาติทราบ
“คุณหมอคะ ลูกฉันเป็นยังไงบ้างคะ?” แม่ผู้ป่วยถามทันทีที่ผมเดินออกมา
“ปลอดภัยครับ การผ่าตัดสำเร็จ ตอนนี้หัวใจน้องทำงานได้ปกติแล้ว แต่ต้องตรวจดูอาการหลังผ่าตัดกันอีกทีนะครับ” ผมยิ้มตอบอย่างสุภาพ
“ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ ฮือ~ ลูกเราปลอดภัยแล้วพ่อ” พ่อแม่ผู้ป่วยร้องไห้กอดกัน ผมโค้งตัวเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมา เพื่อไปที่ห้องพัก
ผมเป็นศัลยแพทย์ทรวงอก ถ้าให้หลงตัวเองก็ต้องบอกเลยว่าเก่งขั้นเทพ ผมเปล่าเลื่อนขั้นให้ตัวเองเป็นเทพเรื่องการผ่าตัดหรอกนะ แต่คนอื่นพูดกันแบบนี้จริงๆ ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่เพราะรู้ว่าตัวเองเก่งจากอะไร
อ่านหนังสือวันละหลายชั่วโมง มีเวลาว่างต้องหยิบออกมาอ่าน ฝึกฝนการใช้มือผ่าตัดเย็บแผลทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่แบ่งเวลาว่างให้กับอะไรทั้งนั้น จะมีแค่พวกพี่น้องในบ้านโอบกอดที่สามารถลากผมออกไปเที่ยวหรือทำอะไรสนุกๆ ได้ในบางครั้ง ผมโกรธพวกนั้นไม่ลงหรอกเพราะมันสนุกจริงๆ เวลาได้อยู่ด้วยกัน
บ้านโอบกอดเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเล็กๆ ที่ผมอาศัยอยู่และเติบโตมาพร้อมกับพี่น้องอีก 6 คน เป็นทั้งครอบครัวพี่น้องและเพื่อนที่ดี ใช่แล้ว ผมเป็นเด็กกำพร้าที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อความฝันตัวเองให้ได้เป็นศัลยแพทย์ นี่แหละคือเรื่องราวของผม
ตึก close
ชั้น1 7ไนต์คลับ
“อ้าวธีระ อย่าบอกว่าพึ่งกลับมาจากโรงพยาบาล” พี่กัสทักขณะผมนั่งเก้าอี้หน้าบาร์
“เออดิพี่ เคสนี้ยาวนานมาก แล้วโนอายังไม่ลงมาช่วยเหรอ?” ผมตอบและถามกลับ
“ยัง ทักบอกกูเมื่อกี้ว่าจะลงมาช้า คงวาดรูปอยู่มั้ง” พี่กัสพูดพร้อมยื่นแก้วเหล้าให้ผม
“วันนี้ว่าจะไม่เข้าครัวเพราะง่วงนอนมาก” ผมบ่นขณะยกแก้วเหล้าดื่ม
“5555 มึงพักบ้างก็ได้ พ่อครัวก็มีไม่ต้องห่วงหรอก ไปนอนเหอะ” พี่กัสหัวเราะเสียงดัง ตอนนี้ไนต์คลับยังไม่เปิดเลยพูดเสียงดังกันได้
“อืมม พักแหละไม่ไหวหรอก งั้นไปนอนล่ะ” ผมยกเหล้ารวดเดียวหมด
“เออๆ รีบไป” พี่กัสพูดขณะเช็ดแก้วเหล้า ผมเดินขึ้นลิฟต์ใช้คีย์การ์ดกดไปชั้น 5
ตึกclose ตามความหมายเลยแปลว่าปิด ตั้งเพราะความเท่ล้วนๆ เป็นตึกพาณิชย์ 7 ชั้น มีเจ้าของคือพวกเรา 7 คนร่วมกัน เออใช่! ผมยังไม่บอกสินะพี่น้องอีก 6 คนมีใครบ้าง งั้นเริ่มจากคนเมื่อกี้ พี่กัส เป็นบาร์เทนเดอร์ประจำ7ไนต์คลับ พวกผมขี้เกียจตั้งชื่อก็เลยใช้จำนวนของพวกเราเนี่ยแหละตั้งซะเลย
“ไอ้ธีระ ไม่เห็นหน้าเห็นตาเลยนะมึง” พี่ฮานทักผมขณะเปิดประตูออกจากห้องตัวเองพอดี
“ผมก็ไม่เห็นพี่เหมือนกันน่ะแหละ จะลงไปแล้วเหรอ? อีกตั้งชั่วโมงนึงหนิ รีบจัง” ผมพูดขณะกดรหัสเปิดประตูห้องตัวเอง
“รีบดิ กูจะลงไปเคลียร์เอกสารด้วย ไปก่อนนะ” พี่ฮานพูดจบเดินเข้าลิฟต์โดยไม่รอผมตอบกลับ ปกติของพี่แก นี่แหละพี่ใหญ่ของพวกเรา
พี่ฮานกับพี่กัสอายุ 28 เท่ากันเป็นพี่ใหญ่สุด ผมอายุ 26 เป็นพี่รอง ส่วนที่เหลือเป็นน้องหมด ไอ้คีย์ 25 ไอ้โนอาไอ้มอส 22 เท่ากันและน้องเล็กไอ้นักรบ 18 พวกผม 7 คนเป็นเด็กกำพร้าบ้านโอบกอดเติบโตมาด้วยกัน รักดูแลซึ่งกันและกันอย่างดี สู้ชีวิตหนักๆ มาด้วยกันจนสามารถสร้างตึกclose ที่มีไนต์คลับดัง ร้านอาหารหรู ทำให้ชีวิตยกระดับขึ้นแต่ไม่เคยหลงระเริง พวกผมรักบ้านโอบกอดมากแวะเวียนไปหาแม่มะลิที่บ้านโอบกอดบ่อยๆ เป็นแม่ที่พวกผมรักและเคารพมากที่สุด
ถ้าให้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับทุกคนคงไม่หมด เอาเป็นว่าบอกคร่าวๆ ให้รู้แล้วกัน บ้านโอบกอดตอนที่พวกผมอยู่มีเด็กกำพร้าประมาณ 20 คน คนอื่นๆถูกรับเลี้ยงไปกันหมดเหลือแค่พวกผม เป็นกลุ่มเด็กที่ยึดมั่นในการอยู่บ้านโอบกอดปฏิเสธการขอรับเลี้ยง จนเติบโตมีการมีงานทำถึงออกจากบ้านมา น่าจะออกมาตอนนักรบอายุ 15 ปีได้มั้ง เพราะตอนนั้นพวกผมสร้างตึกนี้แล้ว เปิดให้บริการมา 3 ปีนี้แหละ และประสบความสำเร็จเกินคาดมาก
ถ้านับแค่พวกผม 7 คน ผมเป็นคนแรกที่เข้าบ้านตั้งแต่อายุ 1 เดือน แม่มะลิเจอผมหน้าบ้านโอบกอด พี่ฮานเข้ามาตอนอายุ 6 ปี ผมจำได้ว่าพี่ฮานมีเรื่องสะเทือนใจมาก ครอบครัวเสียชีวิตทุกคนจากอุบัติเหตุรถยนต์ตอนพี่ฮานไปทัศนศึกษา เห็นนั่งเศร้าคนเดียวผมเลยเข้าไปทักชวนเล่นจนสนิทกัน ตัวติดกันไปไหนมาไหนด้วยกัน จนวันหนึ่งออกไปสนามเด็กเล่นในชุมชนนอกบ้านโอบกอด ไปเจอโนอาตอนเบบี๋เลย ผมกับพี่ฮานเป็นคนพาโนอาเข้าบ้านและเลี้ยงดูช่วยแม่มะลิ ช่วงที่โนอากำลังคลานเข่า มอสก็ถูกฝากเลี้ยงโดยแม่แท้ๆ และหายไปเลยไม่ติดต่อกลับมาอีก โนอากับมอสเลยได้เป็นเพื่อนเล่นกัน ส่วนผมกันพี่ฮานเป็นพี่เลี้ยงให้ ในปีเดียวกันพี่กัสกับนักรบได้เข้ามาเป็นเพื่อนพวกผม พี่กัสเข้าตอนอายุ 10 ปีมีปัญหาทางบ้านหนักหน่วงอยู่เหมือนกัน พ่อมีเมียน้อยแม่ตรอมใจตาย ไม่มีญาติพี่น้องมูลนิธิจึงเอามาฝากเลี้ยง ส่วนนักรบลอยหงายท้องร้องไห้เสียงดังในคลองน้ำของชุมชน ชาวบ้านเห็นเลยเอามาฝากเลี้ยงเหมือนกัน ข่าวว่าแม่โดดน้ำพร้อมนักรบ แม่เสียชีวิตแต่นักรบรอด เลยได้ตั้งชื่อว่านักรบ สุดท้ายไอ้คีย์เข้ามาตอนอายุ 9 ปี แม่คนญี่ปุ่นถูกรถชนตาย พ่อเสียสติต้องเข้าโรงพยาบาลจิตเวช ญาติพี่น้องไม่รับเลี้ยงตามเคยเลยมาอยู่บ้านโอบกอด พวกเรา 7 คนถูกดึงดูดให้มาเจอกัน ต่างคนต่างเรื่องราวแต่เข้าใจกันยิ่งกว่าอะไร อยู่ด้วยกันตั้งแต่เด็กจนกลายเป็นพี่น้อง ครอบครัวและเพื่อนสนิท
ตึกclose ธุรกิจร้านอาหารหรูและไนต์คลับถูกสร้างขึ้นเพราะความทะเยอทะยานของพวกผม อยากมีชีวิตที่ดีและเป็นที่ยอมรับในสังคม ตอนวัยรุ่นพวกผมดื้อและอยากรู้อยากลองเลยหนีเที่ยวกลางคืน เป็นการทำผิดวินัยครั้งแรก การหนีเที่ยวครั้งนั้นเปิดโลกพวกผม ทำให้มีอุดมการณ์ร่วมกันคือ...สร้างไนต์คลับใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังให้ได้ ใช่ครับ! พวกผมทำได้แล้ว!!
ปี พ.ศ. 2560
“โหห~ สุดยอดพี่ฮาน!! ผมอยากเล่นบ้าง!! ขอเล่นหน่อย” นักรบกระโดดตื่นเต้นกับเครื่องเล่นเกมแข่งรถ พี่ฮานลุกจากเก้าอี้ให้นักรบนั่งและหยอดเหรียญให้ด้วย พวกผมยืนดูด้วยความตื่นเต้นและลุ้นไปด้วยเช่นกัน
“ไปซ้ายดิวะ!! อ้าวชน! อ้าวตาย!” พี่กัสเชียร์
“โหหห~ ทำไมพี่ฮานดูเล่นง่ายจังล่ะ!” ไอ้นักรบหน้าหงอยเพราะแพ้เกมตั้งแต่เริ่ม
“5555 เออน๊า โตก่อนค่อยมาเล่นใหม่” พี่ฮานหัวเราะเอ็นดู
“พวกเราจะไปไหนกันดีอะ ที่นี่มีแต่ผู้ใหญ่เดินกันเต็ม มีแค่พวกเราที่เป็นเด็ก” ผมพูดขึ้นด้วยความกังวล พี่กัสโอบไหล่ผมให้เดินต่อ
“เราจะไปสนุกกันให้เต็มที่เลยเว้ย 5555 ตามกูมาๆ” พี่กัสหัวเราะเสียงดัง กอดคอผมเดินไปทางที่คนพลุกพล่าน ผมกล้าๆ กลัวๆ เพราะไม่เคยออกจากบ้านโอบกอด
พี่กัสพามาหยุดยืนหน้าร้านเหล้าที่มีผู้หญิงแต่งตัวโป๊นั่งกันเต็มหน้าร้าน พวกผมตาลุกวาวมองตาเป็นมัน แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าร้าน ผู้ชายท่าทางน่ากลัวสองคนเดินมาดักหน้าพวกผมซะก่อน
“เฮ้ย! ไอ้พวกเด็กเกรียน ห้ามเข้าเว้ย! อายุยังไม่ถึง กลับบ้านไปนอนกินนมเลยไป” ผู้ชายคนหนึ่งตะคอกใส่พวกผมเสียงดัง ผู้หญิงที่นั่งหน้าร้านพากันหัวเราะคิกคักสนุก
“พวกผมมีเงินนะพี่ ขอเข้าหน่อยนะ ผมอายุ 23 ปีแล้ว เดี๋ยวผมดูแลน้องๆ เอง” พี่กัสพูดด้วยแววตาอ้อนวอน
“23 เหรอ? ทำไมสภาพมึงไม่เหมือนเลยวะ? ดูแต่งตัวดิ แดดแรงจนเสื้อผ้าหดเหรอ? ไม่ได้ๆ ! คลับเรารับแต่พวกมีระดับ ปล่อยพวกมึงเข้าไปเสียชื่อเสียงหมด กลับไป!” ผู้ชายหน้าดุอีกคนพูดเสียงดังดูถูกพวกผม คนที่เดินผ่านได้ยินมองพวกผมด้วยสายตาเหยียดหยาม
พวกผมเดินกลับออกมาหน้าหงอย จริงอยู่ที่พี่ฮานพี่กัสอายุ 23 แต่ไม่ได้เรียนมหาลัยเพราะเงินไม่พอจ่าย เรียนถึงระดับปวส.แล้วทำงานเลย พวกเสื้อผ้าของใช้ก็ไม่ได้เปลี่ยนมานานแล้วเพื่อประหยัดเงิน ส่วนผมหลังจากจบม.ปลายยังไม่เรียนต่อเพราะยังเก็บเงินได้ไม่มากพอ ผมอยากเป็นหมอและกำลังอ่านหนังสือเพื่อสอบทุนเรียนฟรี เฮ่อ~ ก็นะ พวกผมรู้ดีว่าสังคมภายนอกคิดยังไง แต่ก็ยังชอบที่จะอยู่บ้านโอบกอดต่อไป
“กูคิดออกแล้ว!! กูจะทำไนต์คลับที่ดังและใหญ่กว่าให้ได้!! คอยดู!!” พี่กัสพูดด้วยแววตาท่าทางฮึกเหิม
“เออ! เอาด้วยว่ะ!! พวกมันไม่รู้ซะแล้วว่าพวกเรามีของ” พี่ฮานพูดด้วยสีหน้าจริงจังอย่างเอาจริง
“โอเค!! ผมเอาด้วย!!” ไอ้มอสพูดบ้าง
“เอาด้วย พวกเรามาลบคำดูถูกของพวกผู้ใหญ่กันเถอะ!!” ตามด้วยผม
“ไงเด็กๆ อยากกลับบ้านไปกินนมนอนเหมือนที่พวกนั้นบอกหรืออยากร่วมเส้นทางการเป็นผู้ใหญ่สุดเท่กับพวกกู” พี่กัสหันไปถามไอ้นักรบ ไอ้โนอา ไอ้คีย์
“ผมเอาด้วย!” นักรบ
“เอาด้วยอยู่แล้ว!” โนอา
“เอาดิ! ไปให้สุด!” คีย์
“ดี! งั้นมารวมพลังกัน พวกเราทุกคนจะสร้างไนต์คลับที่ใหญ่และโด่งดังให้ได้!!” พี่กัสพูดหนักแน่นพร้อมกับยื่นมือออกมาเพื่อรวมพลัง พวกผมวางมือทับกันและหัวเราะสนุกมีความสุข เพราะอุดมการณ์ในวันนี้ได้เปลี่ยนชีวิตพวกผมไปโดยสิ้นเชิง...
โรงพยาบาลสิริราม
ผมเดินตรวจอาการผู้ป่วยเคสที่ผมดูแล ทุกคนมีอาการดีขึ้นไม่มีปัญหาอะไร พักฟื้นไม่กี่วันก็กลับบ้านได้
“แอร์คะ มาช่วยพี่ตรงนี้หน่อยค่ะ” ผมหลีกทางให้พยาบาลเข้าตรวจคนไข้และเดินแทรกเข้าไปหาคนไข้เตียงติดกัน
“ค่ะพี่เมย์” ผู้หญิงที่เดินตามพยาบาลมาเบียดหลังผม ผมหันกลับไปมองแต่เห็นแค่ด้านหลัง เพราะเตียงใกล้กันมากมีทั้งอุปกรณ์เครื่องมือตั้งเต็มสองข้างเตียง เวลาหมอพยาบาลตรวจคนไข้ก็ยืนเบียดกันตรวจแบบนี้แหละ
“แอร์คะ! อันนี้ของคนไข้เตียงไหนคะ?” พยาบาลอีกคนเรียกผู้หญิงคนเดิมจากหน้าห้องพักเสียงดัง
“15 ค่ะ เสร็จแล้วค่ะพี่เมย์ เดี๋ยวหนูไปช่วยทางนั้นนะคะ” ผู้หญิงชื่อแอร์ตอบน้ำเสียงปกติ คุยกับพยาบาลชื่อเมย์ก่อนจะเดินแทรกออกไป หลังเราชนกันเล็กน้อยทำเอาผมเสียวสันหลังวาบ ผมหันกลับไปมองด้วยความอึ้งปนสงสัย ทำไมไม่ขอโทษกันสักคำ? ผมไม่ถือนะแต่ก็เป็นมารยาทที่ควรทำ (ถือแหละ)
ผมตรวจคนไข้เสร็จกลับมาที่ห้องพักเพื่อเช็กเคสต่อ ผมจะนั่งทำงานในห้องพักซะส่วนใหญ่ ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่ออกไปไหน เพราะช่วงบ่ายมีตรวจคนไข้อีกเพียบเลยเก็บแรงไว้ทำงานดีกว่า
“แอร์! ห้องพิเศษสามเพิ่มน้ำเกลือนะคะ” พยาบาลพูดเสียงดังใกล้หน้าห้องทำงานผม
“ค่า สักครู่นะคะ” แอร์คนเดิมสินะ
ผมถอนหายใจเอนหลังพิงเก้าอี้ใช้มือนวดขมับตัวเองให้ผ่อนคลาย เสียงดังหนวกหูทำผมไม่มีสมาธิทำงานไปด้วย แล้วคนชื่อแอร์เป็นใครถึงได้เรียกกันนัก? รู้แค่ว่าเป็นผู้ช่วยพยาบาลเพราะเห็นใส่ชุดผู้ช่วยและน่าจะมาใหม่เพราะผมไม่คุ้นชื่อ ช่างเถอะ! ออกไปหาไรกินดีกว่าเริ่มหิวแล้ว
ผมเดินออกจากห้องพัก พยาบาลที่เดินผ่านยิ้มเขินให้ผม ผมก้มทักทายเบาๆ ก่อนจะรีบเดินไปที่ลิฟต์ ผู้หญิงในโรงพยาบาลให้ความสนใจผมกันเยอะ แต่ผมกลับไม่สนใจใครเป็นพิเศษขี้เกียจจะสานสัมพันธ์ ผู้หญิงที่คบๆ มาก็หนีหายหลังจากนอนด้วยกัน ไม่ใช่เพราะเซ็กซ์ไม่ดีแต่เพราะผมสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยเกินไปซะมากกว่า แถมบ้างานจนไม่มีเวลาไปนอนด้วย ผู้หญิงทุกคนบอกผมแบบนี้กันหมด ผมปล่อยไปไม่ตามคืนทำงานต่อสบายใจกว่า
“รอด้วยค่ะ!” เสียงผู้หญิงเรียกขณะวิ่งตามหลังผมมา
“...” ผมกดลิฟต์ค้างรอพลางเล่นโทรศัพท์
“ขอบคุณค่ะ” ผู้หญิงเอ่ยขอบคุณ ผมก้มหัวเบาๆ โดยไม่มองหน้า
อื๊ดด~ อื๊ดด~!! (เสียงโทรศัพท์เข้า)
“ฮัลโหลค่าพี่เมย์ อ่อได้แล้วค่ะ กำลังจะลงไปค่ะ ค่า” ผู้หญิงคุยโทรศัพท์ ผมรู้สึกคุ้นเสียงเล็กและชื่อเมย์ก็เลยจะเงยหน้ามอง
ติง! ไม่ทันที่ลิฟต์เลื่อนเปิดสุดผู้หญิงก็เดินออกไปโดยไม่ทันได้เห็นหน้า
ปกติผู้ช่วยพยาบาลไม่ได้วิ่งงานดุขนาดนี้นะ ก็ทำงานปกติไม่ถึงกับชิล แต่ไม่ยุ่งวุ่นวายขนาดนี้หรอก ผมมองตามแผ่นหลังเล็กด้วยความสงสัยก่อนจะเดินออกจากลิฟต์ไปโรงอาหาร
ช่วงนี้เป็นช่วงพักกลางวันพอดีคนในโรงอาหารก็จะเยอะหน่อย เลยมาขอนั่งกับรุ่นน้องมหาลัย
“เป็นไงบ้างพี่ธีระ ได้ข่าวว่าผ่าตัดเคสหัวใจตีบ” ไอ้บอสทักผม
“ผ่านไปด้วยดี แล้วนายล่ะ? อยู่แผนกทั่วไปงานยุ่งมากมั้ย?” ผมถามกลับ
“อือหือ~ ยุ่งดิพี่ ขาลากทุกวัน” ไอ้บอสตอบหน้าเซ็ง
“อยากมาอยู่แผนกทรวงอกมั้ยล่ะ?” ผมเชิญชวน
“โหหห ดึงตัวเหรอ? 555 อยู่ทั่วไปนี่แหละ พี่อยู่ไปเหอะทรวงอก” ไอ้บอสหัวเราะชอบใจ
“ (ยิ้มขำ) ” ผมกินข้าวต่อ
“เอ่อพี่ มีผู้ช่วยพยาบาลคนใหม่เข้ามาแผนกพี่หนิ สวยจริงที่เค้าว่ากันมั้ย?” ไอ้บอสพูดขึ้นด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ผู้ช่วยเหรอ? คงมีมั้งไม่ได้สนใจ” ผมตอบขณะตักข้าวเข้าปาก
“เห็นว่าชื่ออะไรนะ? อ่อ! แอร์น่ะ ชื่อแอร์ พี่รู้จักป่ะ?” ไอ้บอสทำหน้านึกก่อนจะพูดชื่อที่ผมกำลังสงสัย ผมเงยหน้ามองด้วยความสนใจ
“ไม่รู้จักว่ะ มาใหม่กี่วันล่ะ?” ผมเนียนๆ ถาม
“ได้ยินพวกผู้ชายในแผนกพูดกันมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ 555 พวกนั้นบอกน้องสวยน่ารักขยันด้วย ผมก็ยังไม่เห็นหน้าหรอก แต่พวกนั้นพูดกันไม่หยุดจนตอนนี้อยากเห็นแล้วเนี่ย” ไอ้บอสพูดขณะตักข้าวเข้าปาก
“งั้นเหรอ” ผมตอบและกินข้าวต่อไม่สนใจ
จะว่าไปผู้หญิงที่ชื่อแอร์น่าจะขยันจริงๆ อะแหละ ตั้งแต่ได้ยินชื่อมามีแต่เรียกให้ช่วยทำงานนั่นโน่นนี่ ส่วนจะสวยน่ารักเหมือนไอ้บอสโม้มั้ยก็อีกเรื่อง ต้องได้เจอก่อนถึงจะบอกได้
ผมกินข้าวเสร็จแยกจากไอ้บอสขึ้นไปทำงานต่อช่วงบ่าย วันนี้เลิกงานตามเวลาปกติไม่มีกะดึก ส่วนใหญ่จะอยู่ดึกเพราะมีเคสผ่าตัด รีบไปทำงานให้เสร็จดีกว่าเพราะวันนี้อยากเข้าครัวที่ร้านอาหาร
“น้องแอร์ครับ พี่ขอประวัติผู้ป่วยเตียง 4 ด้วยนะครับ” ไม่ทันก้าวเท้าออกลิฟต์ก็ได้ยินชื่อแอร์อีกแล้ว
“ค่ะ เดี๋ยวเอาไปให้นะคะ” แอร์ตอบด้วยน้ำเสียงสดใส
ผมมองเห็นแค่ด้านหลัง แอร์กำลังช่วยผู้ป่วยปรับเตียง ผมเดินอ้อมพยายามมองหน้าแต่คนตัวเล็กเดินเร็วเข้าห้องพักไปซะก่อน ผมถอนหายใจอย่างรู้สึกเสียดายและยิ้มขำที่กำลังทำอะไรไร้สาระแบบนี้ ก่อนจะส่ายหัวปัดความคิดและเดินไปทางห้องพักตัวเองเพื่อรอตรวจคนไข้ช่วงบ่าย
แต่ขนาดผมตรวจคนไข้ในห้องก็ยังได้ยินคนเรียกชื่อแอร์เป็นระยะ เรียกใช้อย่างกับเป็นคนใช้ของตัวเองงั้นแหละ แล้วเจ้าตัวไม่คัดค้านอะไรด้วยนี่สิ ไม่เหนื่อยรึไง?
“คนสุดท้ายแล้วค่ะ วันนี้ได้พักเร็วหน่อย ดีจังนะคะ” พี่แก้วยื่นแฟ้มประวัติให้ ผมรับมาเปิดดูระหว่างรอคนไข้เข้ามาตรวจ
วันนี้เสร็จงานเร็ว ผมอยากรีบกลับไปพักแล้วเหมือนกัน ถึงจะชอบทำงานมากแค่ไหนก็อยากมีเวลาพักร่างกายตัวเอง ผมตรวจคนไข้คนสุดท้ายเสร็จก็เตรียมของจะกลับ แต่เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงเลยนั่งเล่นโทรศัพท์รอ
ครืด~ เสียงประตูห้องเปิด ผมเงยหน้ามอง
“คุณหมอธีระใช่มั้ยคะ?”
“ครับ” ผมตอบด้วยสีหน้าตะลึง
“พอดีคนไข้ของคุณหมอรู้สึกเจ็บที่หน้าอก ช่วยไปดูให้หน่อยนะคะ”
“อ่อครับ” ผมลุกจากเก้าอี้ใส่เสื้อกาวน์และเดินตามแผ่นหลังเล็กที่ผมอยากเห็นหน้ามาทั้งวัน แอร์สินะ
ผมเผลอยิ้มไม่รู้ตัว สบายใจแล้วแหละได้เห็นหน้าสักทีและอีกอย่างก็...สวยน่ารักจริงอย่างที่ไอ้บอสโม้
แอร์เดินนำผมมาที่เตียงคนไข้แล้วยืนรอปลายเตียง ผมเข้าไปตรวจอาการคนไข้แต่อัตราการเต้นหัวใจปกติดี
“เจ็บแบบไหนครับ?” ผมถามอาการเพื่อวินิจฉัย อาการเจ็บมีหลายแบบแต่ละแบบจะบอกโรคที่เป็น
“เจ็บที่ไม่ได้เห็นหน้าคุณหมอทั้งวันไงคะ” คนไข้ส่งสายตาหวานเยิ้มให้ผม นี่คือเด็กอายุ 15 ปี ผมถอนหายใจยิ้มแห้งๆ
“คนไข้อย่าแกล้งหมอสิครับ ไม่ได้เจ็บจริงๆ ใช่มั้ย?” ผมถามย้ำ
“ (เขิน) หนูอยากเห็นหน้าหมอหนิคะ เพราะหมอเป็นคนที่ได้เห็นหัวใจหนูคนเดียว หนูเลยตกหลุมรักหมอไง” คนไข้ม้วนตัวเขิน แอร์เดินหนีทิ้งให้ผมรับมือคนเดียว ผมฝืนยิ้มที่สุดเพื่อรักษาน้ำใจคนไข้
กว่าผมจะขอตัวออกมาได้ สรุปวันนี้เลิกงานตรงเวลาเป๊ะ ผมกลับห้องพักเพื่อไปเอาของ เห็นแอร์เก็บของจะกลับบ้านเหมือนกันเลยกะจะเดินเข้าไปทัก
“น้องแอร์ครับ จะกลับแล้วเหรอ?” หมอจากแผนกอื่นเดินเข้าไปหาแอร์ก่อน ดีที่ผมเบรกไว้ทัน
“ค่ะ กำลังจะกลับค่ะ” แอร์ตอบ
“งั้น...ไปกินข้าวกับพี่มั้ย? พี่ก็กำลังจะกลับพอดี” หมอคนนั้นมองแอร์ด้วยสายตาหื่นดูไม่ปลอดภัย แอร์เริ่มแสดงสีหน้าหวาดระแวงเล็กน้อย
“แอร์ ผมขอประวัติคนไข้เมื่อกี้หน่อยครับ” ผมเดินเข้าไปโดยไม่ทันคิด พูดออกไปมั่วๆ แต่ดันเนียน ก็แบบว่าได้ยินประโยคแบบนี้ทั้งวัน หมอคนนั้นชักสีหน้าหงุดหงิดใส่ผมทันที
“อ่อค่ะ เดี๋ยวฉันไปเปิดคอมเอาให้ค่ะ” แอร์ทำหน้าโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด เดินเข้าห้องพักพยาบาลทันที ผมโค้งให้หมอคนนั้นแบบส่งๆ หมอคนนั้นทำหน้าไม่พอใจเดินไปขึ้นลิฟต์
ผมเดินตามแอร์เข้ามาในห้องพักพยาบาล คนอื่นไปพักกันหมดเพราะช่วงนี้ไม่มีคนไข้ แอร์กำลังจะเปิดคอมผมจับมือเล็กไว้ทัน แอร์หันมองผมตาโตอึ้ง
“ไม่ต้องแล้วกลับบ้านเถอะ” ผมพูดพร้อมดึงมือแอร์ออกจากห้องพักพยาบาล แอร์ดึงมือกลับ ผมพึ่งนึกได้ว่าจับมือแอร์
“งั้นพรุ่งนี้เดี๋ยวฉันเอาไปให้นะคะ” แอร์ก้มหน้าพูดไม่สบตาผม
“โอเคครับ แล้วกลับยังไงให้ไปส่งมั้ย?” ผมถาม แอร์เงยหน้าสบตาผมพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันมีที่ต้องไปต่อ ขอตัวเลยนะคะ” แอร์พูดจบรีบเดินไปขึ้นลิฟต์ ผมมองตามด้วยความสงสัย เพราะผมน่ากลัวเหรอ? หรือยังไง? รู้สึกเหมือนโดนมองเป็นโรคจิตเลยว่ะ แล้วเมื่อกี้ไปจับมือเค้าด้วยสิ