ตอน 1

บ้านหลังเล็กๆ ที่มีพื้นที่ไม่ถึงไร่ ซึ่งเป็นมรดกตกทอด ตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่คุณย่า จนกระทั่งมาถึงรุ่นบิดามารดา และในเวลานี้มันก็ได้ตกเป็นของนางสาวฝนสุดาและนางสาวขวัญดาว สองพี่น้องที่แสนจะอาภัพ เมื่อทั้งคู่ไม่เหลือใคร บิดามารดาได้จากไปหลายปีแล้ว

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

"ดาวตื่นหรือยังวันนี้พี่มีไฟลต์บินเช้านะ ต้องรีบไปแล้ว" ฝนสุดาลากกระเป๋าเดินทาง มายืนเคาะประตูห้องน้องสาว เพื่อบอกลา ซึ่งเธอได้ทำเป็นประจำเวลาที่ต้องออกเดินทาง

"คราวนี้พี่ฝนจะไปกี่วันค่ะ" ขวัญดาวลุกจากเตียงเดินงัวเงีย เพื่อมาเปิดประตูให้กับพี่สาวแล้วถามออกไป ขณะที่เธอยังคงเอามือขึ้นมาขยี้ตาที่กำลังปรือขึ้น เพื่อให้ปรับแสงที่แยงมา

"คราวนี้พี่บินนานหน่อย ประมาณสิบกว่าวันถึงจะได้กลับ อย่าลืมให้น้ำอิงมานอนด้วย แล้วล็อกประตูบ้านให้ดีเข้าใจไหม" ฝนสุดารั้งน้องสาวเข้ามากอด พร้อมทั้งบอกให้เธอพาเพื่อนสนิทมานอนด้วย

"โอเคค่ะ พี่รีบไปเถอะเดี๋ยวตกเครื่อง ใครมารับ ให้ดาวไปส่งไหม" ขวัญดาวเองก็ห่วงใยพี่สาวไม่น้อยเช่นกัน เพราะทุกวันนี้ที่เธอได้เรียนในคณะที่ใฝ่ฝัน ก็เพราะพี่สาวคนนี้ ที่ยอมเหนื่อยบินกี่ไฟลต์ก็ไม่เคยบ่น

"ดาวเตรียมตัวไปเรียนเถอะ พี่นั่งแท็กซี่ไปได้ ลุงเจ้าประจำที่เคยโทรให้มารับสงสัยแกมารอหน้าบ้านแล้ว พี่ไปนะ"

"โชคดีนะคะ ขอกอดหน่อย" ขวัญดาวโผเข้าไปซบอกอุ่นของพี่สาว เพราะคราวนี้ฝนสุดาไปหลายวัน ทั้งที่พี่สาวก็มักจะไปแบบนี้เป็นประจำแต่ทุกครั้งก็ทำให้ขวัญดาวรู้สึกใจหายไม่ได้

"ดูแลตัวเองด้วยพี่ไปแล้วนะ"

"บ๊าย บายค่ะพี่"

เมื่อสองพี่น้องร่ำลากันเสร็จ ฝนสุดาก็เดินออกไปทันที ซึ่งมีรถแท็กซี่จอดรออยู่หน้าบ้าน เมื่อเธอขึ้นมาบนรถ หญิงสาวๆ ได้นั่งเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย บ่อยครั้งเธอก็รู้สึกเหนื่อยล้ากับงานที่ทำ แม้ว่าจะเป็นอาชีพในฝัน แต่บางครั้งฝนสุดาก็อดคิดไม่ได้ว่า เธออยากจะเป็นนางฟ้าจริงๆ หรือเปล่า

"โอ๊ย... ทำไมรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่ท้องแบบนี้อีกแล้วนะ" ฝนสุดาร้องออกมาเบาๆ พร้อมกับเอามือกุมลงไปที่ท้องน้อย ในขณะที่ใบหน้าของเธอนั้นได้ฉายแววความเจ็บปวดออกมาอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเธอจะพยายามกินยา แต่มันยังคงเจ็บอยู่ไม่หายสักที แต่ก็พอทนได้

"เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ลุงเห็นหนูเอามือกุมที่ท้องนานแล้ว บินไหวไหมล่ะ ไปหาหมอก่อนไหม" ลุงคนขับแท็กซี่ที่คุ้นเคยกันดี ได้เอ่ยถามฝนสุดาออกมาด้วยความห่วงใย เพราะเขาเห็นเธอเป็นเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง

"ขอบคุณมากนะคะลุง ฝนไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ แค่ปวดท้องน้อยนิดหน่อย กินยาเดี๋ยวก็หาย" ฝนสุดาฉีกยิ้มกว้าง พร้อมกับตอบคำถามลุงแท็กซี่ออกไป ซึ่งในเวลานี้หญิงสาวเองก็ไม่รู้ว่า จะทนกับความรู้สึกเจ็บแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน เพราะถ้าหากเธอเป็นอะไรไป น้องสาวจะอยู่ได้ยังไง นั่นคือสิ่งที่ฝนสุดากำลังเป็นกังวล มากกว่าห่วงตัวเองซะอีก

เมื่อรถแท็กซี่แล่นเข้ามาจอดภายในสนามบิน ฝนสุดาได้จ่ายเงินให้กับคุณลุงขับแท็กซี่ เมื่อ หญิงสาวได้ลงจากรถเธอลากกระเป๋าเดินทาง เข้าไปภายในอาคารสนามบิน พร้อมกับความรู้สึกที่เจ็บจี๊ด ตรงบริเวณท้องน้อยอีกตามเคย แต่เธอก็พยายามไม่ใส่ใจ เพราะคิดว่าทานยาลงไปเดี๋ยวก็หายเหมือนกับทุกครั้งที่เป็น

เมื่อถึงเวลาต้องขึ้นไปสำรวจความเรียบร้อย ซึ่งเหล่าบรรดาแอร์โฮสเตสและสจ๊วต สิ่งที่ต้องทำและคำนึงถึง อันดับแรกคือความปลอดภัยทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ทั้งตรวจหาวัตถุระเบิด เช็กวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเครื่องดับเพลิงและอะไรอีกจิปาถะ

"อุ้ย...อืม" ฝนสุดาร้องออกมาเบาๆ แต่ทว่าน้ำเสียงของเธอนั้นกลับดูเจ็บปวด

"เป็นอะไรหรือเปล่าฝน ปวดท้องอีกแล้วใช่ไหม มิราบอกหลายครั้งแล้วว่าให้ไปหาหมอยังไม่ไปอีกเหรอ" เพื่อนสนิทของหญิงสาวถามออกมาด้วยความห่วงใย เมื่อเธอเห็นฝนสุดาทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนกับว่าเธอกำลังเจ็บปวด

"ฝนตั้งใจว่ากลับจากบินเที่ยวนี้ จะไปพบหมอแล้วแหละ แต่ตอนนี้ยังไหว มันรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น" หญิงสาวพูดพร้อมกับยิ้มร่าให้กับมิรา เพราะเธอกลัวว่าเพื่อนจะไม่สบายใจ

"บินได้ใช่ไหม ถ้าไม่ไหวก็บอก เรายังมีเวลาเหลืออีกสามสิบนาที"

"อืม... มิราไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเราไหว แค่นี้สบายมาก"

"แน่ใจ" น้ำเสียงของมิราที่ถามเพื่อนออกไปเหมือนเธอไม่อยากจะเชื่อ ในสิ่งที่ฝนสุดาพูดออกมา

"อื้ม...ฝนไหว" ฝนสุดาฉีกยิ้มร่าให้กับเพื่อนเพื่อยืนยันว่าเธอนั้นไหวจริงๆ

~เที่ยวบิน~

การประกาศบนเครื่องบินดังขึ้น เพื่อให้ผู้โดยสารได้ทราบถึงระยะเวลาในการบิน รวมถึงรายละเอียดต่างๆ เมื่อได้เวลาบิน ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง โดยเฉพาะฝนสุดา เธอมีหน้าที่ดูแลและคอยบริการ ผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาส ซึ่งชั้นนี้ค่อนข้างจะเป็นส่วนตัว เพราะผู้โดยสารแต่ละคนนั้น ค่อนข้างมีฐานะ ส่วนมากจะเป็นนักธุรกิจ คุณหมอ เหล่าบรรดาคนไฮโซทั้งหลาย พูดง่ายๆ ก็คือคนธรรมดาฐานะปานกลางอย่างเรา แทบจะไม่มีปัญญาได้นั่ง เพราะตั๋วค่าโดยสารนั้นค่อนข้างแพงหกหลักขึ้นเลยทีเดียว

"ผู้โดยสารรัดเข็มขัดให้เรียบร้อยด้วยนะคะ คุณคะ..." น้ำเสียงหวานของฝนสุดาดังขึ้น แต่ทว่าหมอหนุ่มกลับนั่งเหม่อคิดอะไรไปไกล เมื่อเขานั้นจำใจต้องออกเดินทางไปรับใครบางคนมาที่บ้าน ตามคำสั่งของมารดา

"คุณคะ"

"เอ่อ...อ้อ ขอโทษครับ" หมอหนุ่มหันหน้ามาสบตากับฝนสุดาพอดี เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนสะดุดตาเท่าเธอมาก่อน อาจจะมีผู้หญิงหลายคนที่สวยเซ็กซี่มากกว่าเธอหลายเท่า แต่เขากลับ ไม่รู้สึกสะดุดตาเท่ากับหญิงสาวในเวลานี้

"รัดเข็มขัดด้วยค่ะ" ฝนสุดาพูดพร้อมกับฉีกยิ้มให้กับชายตรงหน้า รอยยิ้มของเธอกลับทำให้เขารู้สึกประทับใจมากขึ้น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงน้อยคนที่จะทำให้เขารู้สึกพิเศษแบบนี้

"ขอบคุณครับ" ชายหนุ่มกล่าวกลับไปด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม เพราะเขาแทบจะไม่เคยยิ้มให้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน ชีวิตที่อยู่ภายใต้กรอบ และขอบเขตที่ไม่เคยมีความเป็นส่วนตัว จึงทำให้เขานั้นกลายเป็นผู้ชายเย็นชาไปโดยปริยาย

งานด้านบริการ รวมถึงการสอดส่องดูแลและสังเกตพฤติกรรมของผู้โดยสาร ที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ใครหลายคนต่างก็คิดว่าการเป็นแอร์โฮสเตสและสจ๊วตนั้นสุขสบาย แต่ความเป็นจริงมันก็เป็นงานที่เสี่ยงและอันตราย หลายครั้งที่ฝนสุดาอยากจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่เธอก็ยังคงรักในอาชีพนี้อยู่มาก จึงอยากจะทำอีกสักพัก จึงค่อยตัดสินใจทำอะไรที่มันเป็นหลักเป็นแหล่ง พอที่จะทำให้เธอมีรายได้ ซึ่งไม่ต้องลำบากในช่วงบั้นปลายของชีวิต เพราะเธอไม่เคยคิดที่จะมีผู้ชายมาเลี้ยงดู

"คุณจะรับเครื่องดื่มอะไรดีคะ" ฝนสุดาเอ่ยถามออกไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ซึ่งปกติไม่ว่าผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสหรือธรรมดาเธอก็บริการด้วยหัวใจ หญิงสาวให้ความสนใจผู้โดยสารทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันอยู่แล้ว

"ผมขอเป็นแชมเปญแล้วกัน" หมอหนุ่มยังคงพูดออกมาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย แต่เขากลับแอบชำเลืองมองไปที่ใบหน้างามด้วยความรู้สึกหวั่นไหวในหัวใจ

"โอ๊ย..." ฝนสุดาร้องออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ท้องน้องอีกครั้ง

"คุณเป็นอะไรหรือเปล่า" หมอหนุ่มถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล เมื่อเขาเห็นหญิงสาวฉายแววความเจ็บปวดออกมาทางสีหน้า

"ดิฉันไม่เป็นไรค่ะขอบคุณนะคะ ได้แล้วค่ะ ขอให้แฮปปี้กับการเดินทางครั้งนี้นะคะ" หญิงสาวเสิร์ฟแชมเปญคู่กับกานาเป เธอไม่ได้สนใจในรูปลักของหมอหนุ่มเลยสักนิด นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าหญิงสาวคุ้นชินกับการบริการชายหนุ่มรูปงาม หรือไม่ก็มีหัวใจที่ชินชา เมื่อเธอนั้นไม่เคยคิดอยากจะรักใคร เพราะไม่อยากพาใจไปเจ็บ เนื่องจากเห็นเพื่อนรักอย่างมิราเจ็บเจียนตาย จากการที่โดนผู้ชายอย่างกัปตันหนุ่มทรยศความรักที่มีให้กันมาเกือบสิบปี สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกผู้หญิงคนใหม่ ปล่อยให้มิราร้องไห้ฟูมฟายเกือบบ้าตายอย่างไม่ไยดี

ตอน 2

หลายเดือนผ่านไป ภายในห้องพักแพทย์ หมอหนุ่มนั่งเหม่อด้วยใบหน้า ที่ไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกได้ เมื่อบิดามารดาให้เขาเดินทาง ไปรับนุชวรากลับมาที่เมืองไทย และดูเหมือนว่าเธอนั้นจะรู้เห็นเป็นใจ เมื่อหญิงสาวเองก็ปรารถนาอยากแต่งงานกับเขาให้เร็วที่สุด

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงคนเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่จะมีร่างอรชรของหมอสาว เดินเข้ามาภายในห้องพักแพทย์ พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้กับหมอหนุ่ม เธอชื่อว่าแพรวกนก หญิงสาวเป็นหมอที่เรียนจบมาพร้อมกับหมอวายุ เธอเป็นศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผ่าตัด การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำเก่งพอๆ กับหมอวายุ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชศาสตร์ จึงทำให้คนไข้ และเพื่อนแพทย์ด้วยกัน ยอมรับในความอัจฉริยะของคนทั้งคู่ เธอจึงมีความสนิทสนมกับหมอจิรายุในระดับหนึ่ง

"ทำไมทำหน้าเครียดจังค่ะ คุณหมอ" หมอแพรวเอ่ยถามออกมาเสียงหวาน ก่อนจะนั่งลงข้างๆ หมอหนุ่ม ในขณะที่เขากำลังจับจ้องมองแผ่นภาพอัลตร้าซาวด์ด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม ซึ่งฉายแววความเครียดออกมาอย่างชัดเจน

"คนไข้รายนี้เป็นเคสพิเศษเหรอคะ ทำไมดูคุณหมอใส่ใจในรายละเอียดมากจัง หรือว่าสนิทกันมาก่อน" หมอสาวถึงกับถามออกมาด้วยความแปลกใจ ซึ่งมีไม่กี่ครั้งที่หมอวายุ จะนั่งมองแผ่นอัลตร้าซาวด์คนไข้ในห้องพักแพทย์ยาวนานขนาดนี้ ในขณะที่ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมเป็นกังวลใจเหมือนกับคนไข้รายนี้มีความสำคัญกับเขามาก

"ถ้าเธอต้องตัดมดลูกทิ้ง โอกาสที่จะมีลูกเป็นศูนย์เลยนะครับ"

ที่หมอวายุพูดออกมาแบบนั้น เพราะเขาเป็นคนตรวจภายใน และซักประวัติฝนสุดา จึงทราบถึงความเป็นมา ที่สำคัญเธอไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลยในชีวิต การคิดที่จะมีลูกมันจึงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าหากทำกิ๊ฟต์ หญิงสาวก็จะกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งมันไม่แฟร์กับชีวิตของเด็กที่กำลังจะเกิดมาลืมตาดูโลก เพราะเขาจะไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำ ว่าบิดาที่ให้กำเนิดนั้นเป็นใคร

"ความจริงถ้าเธอมีแฟนอยู่แล้ว ถ้าหากอยากมีลูกก็สามารถมีได้ แพรวเคยเจอเคสแบบนี้มาก่อน ให้คนไข้เป็นคนตัดสินใจดีกว่านะคะ เธออยากจะมีลูกหรือเปล่า"

หมอสาวพูดพร้อมกับหยิบผลไม้เข้าปาก แม้จะรู้สึกแปลกๆ ที่หมอวายุเป็นกังวลกับอนาคตของคนไข้ แต่เธอก็พยายามสลัดมันทิ้งไป เพราะส่วนใหญ่แพทย์ก็ต้องนึกถึง ผลที่จะตามมาหลังจากการรักษาของคนไข้เป็นสำคัญอยู่แล้ว

~ฝนสุดา~

หญิงสาวเดินทางมาฟังผลตรวจ ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น เมื่อเธอรู้สึกหวั่นใจกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นโรคร้ายรักษาไม่หาย น้องคงต้องอยู่เดียวดาย ซึ่งหญิงสาวคงยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ได้

"เชิญคุณฝนสุดา ปัญญาเป็นเลิศค่ะ"

เมื่อได้ยินคุณพยาบาลเรียก ฝนสุดาค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินเข้าไปในห้องเพื่อพบแพทย์ ที่นัดมาฟังผลตรวจด้วยหัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ

"เชิญนั่งครับ"

"ขอบคุณค่ะ" หญิงสาวกล่าวขอบคุณเขาออกไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา จนหมอหนุ่มสัมผัสได้ถึงความกลัว นั่นคงเป็นเพราะว่า เธอกำลังจดจ่ออยู่กับผลตรวจ

"ผลตรวจออกมาแล้วนะครับ นี่คือผลอัลตร้าซาวด์ หมออยากแนะนำให้คุณรีบมีบุตร ก่อนที่จะถูกตัดมดลูกทิ้ง เพราะเนื้องอกในมดลูกจะโตขึ้นเรื่อยๆ มันเสี่ยงต่อโรคร้ายมากเลยนะครับ" คำบอกเล่าจากคุณหมอ ทำให้ฝนสุดาหูอื้อไปชั่วขณะ เธอจะมีลูกได้ยังไง ในเมื่อหญิงยังไม่เคยมีแฟนเลย และที่สำคัญเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าจะตัดสินใจเรื่องนี้ยังไงดี เนื่องจากการมีบุตรมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนั่นหมายถึงเธอต้องรับผิดชอบชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ให้ความรักความอบอุ่นพร้อมที่จะเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ พร้อมที่จะเผชิญโลกนี้เพียงลำพังได้ เมื่อวันที่เขาไม่มีเธอ

"ฉันขอกลับไปคิดดูก่อนได้ไหมคะ เรื่องนี้มันใหญ่พอสมควร เพราะตอนนี้ฉันยังไม่มีแฟน การที่จะมีบุตรได้นั้น มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับฉันมาก" ฝนสุดาตัดสินใจพูดไปตามความเป็นจริง ซึ่งเธอเคยให้ข้อมูลเขาไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนที่มาตรวจ

"คุณสนใจทำกิ๊ฟต์ไหมล่ะครับ ผมยินดีทำให้เพราะเห็นใจที่คุณจะไม่สามารถมีบุตรได้ หากต้องตัดมดลูกทิ้งไป" หมอหนุ่มเริ่มทางเลือกให้กับหญิง ในขณะที่แววตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างชัดเจน จนยากแท้หยั่งถึง ซึ่งมันมีนัยซ่อนเอาไว้ ในขณะที่ฝนสุดาไม่ได้สังเกต เธอมัวแต่ก้มมองลงต่ำ เพราะกังวลในสิ่งที่กำลังเผชิญ

"แล้วฉันจะใช้สเปิร์มจากไหนละคะ" ฝนสุดาพอจะทราบรายละเอียดในการทำกิ๊ฟต์อยู่บ้าง ภายในใจของเธอมันเริ่มขัดแย้งกัน อีกใจหนึ่งก็อยากมีลูก เผื่ออนาคตข้างหน้าจะได้พึ่งพา ในยามแก่ตัวลง แต่อีกใจก็เป็นกังวล ถ้าหากลูกถาม ว่าบิดาคือใคร เธอจะตอบลูกได้ยังไง ถ้าหากลูกจะต้องกำเนิดเกิดมาจากสเปิร์มของใครก็ไม่รู้

"ทางโรงพยาบาลของเรามีธนาคารสเปิร์ม รับรองว่าคุณจะได้สเปิร์มที่แข็งแรงที่สุด ครั้งแรกก็ติดแล้วไม่ต้องเป็นกังวล"

"ฉันไม่ได้กังวลเรื่องสเปิร์มหรอกค่ะ แต่ที่ฉันเป็นกังวลก็คือ ถ้าวันหนึ่งลูกถามว่าพ่อของเขาเป็นใครฉันจะตอบลูกได้ยังไง ฉันสงสารลูก ที่เขาเกิดมาแล้วไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร ฉันควรจะทำยังไงดีค่ะหมอ" ฝนสุดาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ดวงตากลมโตเริ่มแดง เธอพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไม่ให้น้ำตาคลอหน่วยไหลออกมาจากดวงตาคู่สวย เมื่อกำลังคิดว่าลูกน้อยของเธอจะต้องกำพร้าบิดา ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์

นายแพทย์หนุ่มถึงกับอึ้ง ไม่คิดว่าเธอจะซึ้งได้ถึงเพียงนี้ ขนาดยังไม่มีลูกฝนสุดายังห่วงใยเจ้าตัวเล็กมากกว่าตัวเอง ความรู้สึกแบบนี้ มันอาจจะเกิดได้กับแม่ทุกคน แต่หญิงสาวตรงหน้าไม่เคยมีแฟนมาก่อน ทำไมเธอถึงคิดการณ์ไกล ยิ่งได้รู้จักเธอหมอวายุก็ยิ่งรู้สึกดีต่อเธอ เขายังคงจำรอยยิ้มของฝนสุดาได้ไม่เคยลืม ครั้งแรกที่ได้พบกับเธอบนเครื่องบิน กับการเดินทางไปยุโรปครานั้น ใบหน้าและรอยยิ้มของหญิงสาวยังคงตราตรึงใจเขาตราบจนถึงทุกวันนี้

"คุณกลับไปคิดให้ดีก่อน พร้อมที่จะมีลูกหรือยัง สำหรับเรื่องสเปิร์มถ้าวันหนึ่งลูกของคุณถาม ว่าพ่อของเขาคือใคร คุณสบายใจได้ ให้เขากลับมาเอาคำตอบที่ผม"

น้ำเสียงของหมอหนุ่ม แฝงไปด้วยความรู้สึกหนักแน่นน่าเชื่อถือ เขาดูเคร่งขรึมจนน่าเกรงขาม พร้อมกับการยืนกราน ห้ามโต้แย้งใดๆ จนฝนสุดาเดาไม่ออก ว่าทำไมเขาถึงจะมีคำตอบให้กับลูกของเธอ คำพูดอาการและท่าทางของหมอหนุ่มนั้น เหมือนกับจงใจอยากให้หญิงสาวทำกิ๊ฟต์ด้วยซ้ำไป

ตอน 3

เมื่อฝนสุดาเดินทางกลับมาถึงบ้าน เธอเอาแต่นั่งเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ในเวลานี้สิ่งที่ต้องตัดสินใจ คือการให้กำเนิดบุตรที่ไร้บิดา มันช่างเป็นโชคชะตา ที่ฟังดูแล้วมันช่างเลวร้ายเหลือเกิน สำหรับลูกของเธอที่ต้องเกิดมาอาภัพ ไม่มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบเหมือนเด็กคนอื่นๆ หญิงสาวไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า เธอจะต้องมาเผชิญกับเรื่องอะไรแบบนี้

"แม่คุณ...ตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาลก็เอาแต่นั่งเหม่อ มิราว่ามันเป็นเรื่องดีนะฝน"หญิงสาวพูดพร้อมกับนั่งลงกับข้างๆ เพื่อนรัก ซึ่งตอนนี้ฝนสุดากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อน ตรงสวนหย่อมหน้าบ้าน บรรยากาศที่ร่มรื่น กับอากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ช่างเป็นใจสำหรับการพักผ่อน กลับไม่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย

"เธอว่าอะไรนะมิรา การที่ฝนจะถูกตัดมดลูกทิ้ง มันเป็นเรื่องดีอย่างนั้นเหรอ น่าน้อยใจจัง ที่เพื่อนรักคิดแบบนี้ และถ้าหากฝนตัดสินใจมีลูก เด็กคนนั้นก็ต้องเกิดมากำพร้าพ่อนะมิรา"ฝนสุดาพูดพร้อมกับทำสีหน้าเครียด แม้เธอจะรู้ว่ามิราไม่เคยคิดร้าย แต่หญิงสาวก็อดน้อยใจไม่ได้ ที่เพื่อนเห็นข่าวร้ายของเธอเป็นเรื่องน่ายินดี

"มิราไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย ฝนอยากมีลูก แต่ไม่อยากมีสามี การที่คุณหมอคนนั้นเสนอทำกิ๊ฟต์ให้ถือว่าโชคดีมากเลยรู้ไหม ถ้าหากเด็กที่เกิดมาได้รับความเอาใจใส่จากคนเป็นแม่ ถ้าฝนมอบความรักความอบอุ่นให้เด็กคนนั้นมากพอ เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีพ่อก็ได้ไม่ใช่เหรอ" มิราชี้แจงถึงเจตนารมณ์ของเธอ ในประโยคที่พูดออกไปแบบนั้นให้เพื่อนเข้าใจ ซึ่งเธอรู้ดีว่าฝนสุดารู้สึกยังไง กับการที่ต้องสูญเสียมดลูกไป ในขณะที่เธอนั้นยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร แม้ว่าฝนสุดาจะอยากมีลูกก็ตามที แต่นั่นมันคือการวางแผนในอนาคตระยะยาว ไม่ใช่ภายในเดือนสองเดือนนี้

"ตอนแรกฝนก็ไม่แน่ใจ แต่คุณหมอคนนั้นบอกว่า เขาสามารถมีคำตอบให้ลูกฝนได้ ถ้าหากวันหนึ่ง เด็กคนนั้นอยากรู้ว่าพ่อของเขาเป็นใคร ให้กลับไปเอาคำตอบที่เขาได้เลย" ฝนสุดาตัดสินใจเล่าในสิ่งที่เธอเป็นกังวล ให้เพื่อนรักฟัง อย่างน้อยในช่วงเวลาที่เธอเคว้งคว้าง ก็ยังมีมิราคอยอยู่เคียงข้างให้กำลังใจ

"น้ำเชื้อที่ได้ มาจากธนาคารเสปิร์มไม่ใช่เหรอ ทำไมคุณหมอคนนั้นถึงมั่นใจจัง เขาจะรู้ได้ยังไงว่าลูกที่ฝนให้กำเนิดเกิดจากเสปิร์มของใคร" มิราพูดพร้อมกับเอามือค้ำคางยันไว้ที่โต๊ะ เมื่อเธอกำลังนึกสงสัยคำพูดของคุณหมอ ซึ่งปกติแล้วแพทย์จะต้องปกปิดเรื่องแบบนี้เป็นความลับ เพราะการมีบุตรของเพื่อนรัก เลือกใช้วิธีทางการแพทย์ที่ค่อนข้างรัดกุม เพราะทุกวันนี้กฎหมายค่อนข้างจะครอบคลุม เนื่องจากหลายคนมักจะใช้วิธีการอุ้มบุญไปในทางที่ผิด

"เรื่องนั้นฝนไม่สงสัยหรอก เขาเป็นหมอคงหาทางพิสูจน์ได้มั้ง แต่ที่ฝนกำลังเครียดคือ ฝนกลัวว่าจะทำหน้าที่เป็นแม่ที่ดีให้กับลูกไม่ได้"

"ฝนฟังมิรานะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มิราจะไม่มีทางทิ้งฝนไปไหน อยากเลี้ยงหลานแล้วฝนรีบมีลูกเถอะนะ"

"จะซึ้งแล้วเชียว ประโยคท้ายแปลกๆ ยังไงชอบกล" ฝนสุดาพูดพร้อมกับแอบอมยิ้ม บางที่โชคชะตาอาจจะนำพาให้เธอ มีชีวิตในรูปแบบที่คนธรรมดาเขาไม่ค่อยมีกันก็ได้

"ก็เห็นเครียด แล้วสรุปจะเอายังไง ฝนก็ตัดสินใจเอง มิราคงตัดสินใจแทนไม่ได้ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตของฝนเลยนะ แต่มิราก็เชื่อว่าในความโชคร้ายมันมักจะมาคู่กับความโชคดีเสมอ" คำพูดกล่าวทิ้งท้ายของมิรา ทำให้ฝนสุดาตัดสินใจอย่างไม่ลังเล

"ฝนจะทำตามที่คุณหมอคนนั้นแนะนำ ฝนอยากมีลูก ครั้งหนึ่งในชีวิตของผู้หญิง ฝนเชื่อว่าทุกคนอยากจะสัมผัส กับความรู้สึกของการได้เป็นแม่ เมื่อมีใครสักคนเรียกเราว่าแม่ โดยเฉพาะเด็กที่เกิดเลือดเนื้อเชื้อไขมันคงตื้นตันจนทำให้น้ำตาคลอได้ ฝนจะไม่ปล่อยให้โอกาสที่มีกลายเป็นศูนย์เด็ดขาด" ฝนสุดาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แววตาของหญิงสาวตั้งมั่น กับการตัดสินใจที่จะตั้งครรภ์ในครั้งนี้

"ยินดีด้วยค่ะคุณแม่คุณได้ลูกสาว" มิรากล่าวแซวเพื่อนขึ้นอย่างอารมณ์ดี เมื่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่มีได้คลี่คลายลงไป

"ลูกสาวหรือลูกชายก็ได้ แต่คงไม่ใช่แฝดหรอกนะ เพราะฝนคงเลี้ยงไม่ไหว" ฝนสุดาพูดออกมาด้วยแววตาเป็นประกาย เมื่อเธอกำลังจินตนาการนึกถึงวันที่จะให้กำเนิดลูกสาวหรือลูกชาย ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรเด็กคนนั้นก็คือลูกของเธอ ที่ฝนสุดาจะเฝ้าถนอมเลี้ยงดูทุกย่างก้าว ให้เขาเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ไม่สร้างความเดือดร้อน หรือภาระให้กับสังคม แค่เป็นคนไม่เอารัดเอาเปรียบใคร มีจิตใจดีแค่นี้เธอก็พอใจแล้ว

"แล้วเรื่องงานฝนแค่พัก หรือว่าคิดจะลาออกถาวร" คราวนี้กลายเป็นมิราที่ดูเครียด เมื่อเธอต้องบินในไฟท์ที่ไม่มีฝนสุดา ซึ่งเคยทำงานร่วมกันมานานหลายปี ถ้าหากฝนสุดาลาออกก็น่าเสียดาย เมื่อหญิงสาวรักในอาชีพนี้มาก

"ก็อย่างที่มิราบอก การตัดสินใจของฝนครั้งนี้ มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของชีวิตครั้งใหญ่ ฝนควรตัดใจเลือกระหว่างลูกกับอาชีพที่รัก" แค่ฝนสุดาเอื้อนเอ่ยถ้อยคำนี้ออกมา ก็ทำให้มิรารู้แล้วว่าเพื่อนรักตัดสินใจจะลาออกจากการเป็นนางฟ้า

"ฝนพูดแบบนี้ก็หมายความว่า จะลาออกจากการเป็นแอร์ใช่ไหม"

"อืม... ไม่เอาอย่าทำหน้าแบบนั้นสิมิรา ฝนคิดว่าถ้ามีลูก ก็ควรจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับเขา ตอนนี้ยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง คลอดแล้วค่อยคิดหาทาง ขยับขยายทำอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันอีกที และที่สำคัญงานหรืออาชีพที่ฝนเลือก ต้องสามารถดูแลลูกไปในตัวได้ด้วย โดยที่ลูกจะต้องไม่รู้สึกว่าเขาขาดหายอะไรในชีวิตไป"

"โอ้โห! คุณแม่วางแผนระยะยาวไว้เสียด้วย แบบนี้มิราต้องลาออกมาเป็นผู้ช่วย ฝนว่าดีไหม"

"จะบ้าหรือไง มิราเป็นนางฟ้าแบบนี้ก็ดีแล้ว ปล่อยให้นางฟ้าปีกหักอย่างฝน ใช้ชีวิตคุณเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ในแบบมัดมือชกไปเถอะ" ฝนสุดาพูดออกมา พร้อมกับรอยยิ้มที่เปื้อนบนใบหน้า เมื่อเธอคิดว่าการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มันคงไม่มีอะไรโหดร้าย เท่ากับที่เธอจะไม่สามารถมีบุตรได้ จนทำให้ตัวเองนั้นต้องมาเสียดายในวันที่แก่ตัวลง เพราะวันนั้นเธอคงจะเสียใจมาก ถ้าหากปล่อยให้โอกาสครั้งนี้หลุดลอยไป

"ฝนโอเคแล้วใช่ไหม ไม่เครียดแล้วนะ มิราเห็นเพื่อนยิ้มได้แบบนี้ก็ดีใจมากแล้ว สู้ ๆ นะ"

"ขอบใจนะ ถ้าไม่ได้มิราฝนคงรู้สึกแย่"

"วันไหนนัดหมอ อุ้ย! วันไหนหมอนัดขอไปด้วยสิ อยากเห็นหน้าหมอจัง เผื่อเขาอยากให้นางฟ้าพาไปขึ้นสวรรค์" มิราพูดออกมาทีเล่นทีจริง

"มิรา! พูดจาน่าเกลียดจัง" ฝนสุดาถึงกับร้องเรียกชื่อเพื่อนออกมาเสียงดัง ใบหน้าของเธอเริ่มร้อนผ่าวแดงระเรื่อ เมื่อหญิงสาวนึกถึงใบหน้าหมอหนุ่ม ซึ่งเธอไม่รู้ว่าเขาโสดหรือแต่งงานแล้ว แต่หมอคือผู้ชายคนแรก ที่ได้เห็นกลีบผกาอวบนูนขาวผ่อง ในวันที่เขาขอตรวจภายในเธอ

"เฮ้ย! ทำไมต้องเสียงดังและหน้าแดงแบบนั้นด้วย ฮันแน่... หมอหล่อใช่ม๊าา"

"โอ๊ย! ยัยมิรา อยากรู้อาทิตย์หน้าก็ไปพบหมอกับฝนสิ เข้าบ้านเถอะ ขวัญดาวมาแล้ว ทานมื้อเย็นด้วยกันนะ ขอตัวเข้าครัวก่อน" ฝนสุดารีบเปลี่ยนเรื่องพูด จนมิราจับพิรุธได้ เธอมองตามหลังของเพื่อนรักออกไปอย่างแปลกใจ เพราะไม่เคยเห็นฝนสุดาเขินอายจนหน้าแดง เวลาพูดถึงผู้ชายคนไหน หญิงสาวชักอยากจะเห็นคุณหมอคนนั้นแล้วสิ หน้าตาของเขาจะหล่อเหลาเหมือนพระเอกในซีรีส์หรือเปล่า

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED