วันนี้เป็นวันที่สำคัญมากวันหนึ่งสำหรับจารวี จีรวัฒนกิจ บุญพจน์ โรจนศิริกุล ผู้จัดการส่วนตัวของเธอบอกเธอตั้งนานแล้วว่าคืนนี้เธอจะได้รับรางวัล“ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม”ประจำปี 2018
จารวีอดใจรอไม่ไหวที่จะบอกข่าวดีนี้กับปวิชเจนกิจโภคิน
เธอโทรหลายรอบแต่เขาก็ไม่รับสาย จารวีจึงทำได้แค่เพียงโทรหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเธอกดโทรหาเขาเป็นครั้งที่5 ในที่สุดเขาก็รับสาย “มีอะไร?”
น้ำเสียงอันแสนจะเย็นชาของเขาทำเอาเธอแทบไม่รู้จัก จนต้องมองดูที่หน้าจอโทรศัพท์อีกทีเพื่อแน่ใจว่าใช่เขาจริง ๆ หรือไม่
“คุณอยู่ที่ไหน?” ทันทีที่จารวีมองเห็นหน้าจอวิดีโอคอลนั้น ก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ภาพในวีดีโอด้านหลังเขาคือป้ายขนาดใหญ่ของโรงแรมที่มีชื่อเสียงในเมืองจันทร์ซึ่งก็คือโรงแรมวีวา
สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงสำหรับผู้ที่กำลังมองหาวันไนต์สแตนด์ หรือก็คือสถานที่สำหรับการสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนนั่นเอง ที่นี่มีคนลักลอบเล่นชู้กันอยู่บ่อย ๆ โรงแรมนี้เลยมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สถานที่สำหรับจับชู้
เรื่องมันก็ช่างจะบังเอิญซะเหลือเกิน เมื่อภาพยนตร์เรื่องใหม่ของจารวีนั้น ได้ถ่ายทำที่โรงแรมวีวา ดังนั้นเธอจึงคุ้นเคยกับสถานที่นี้เป็นอย่างมาก
เธอกำโทรศัพท์ไว้แน่นจนเส้นเลือดที่มือปูดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
จารวีพยายามควบคุมอารมณ์ไว้และยิ้มออกมาพลางถามเขาว่า “คุณปวิชคะ นี่คุณไปคุยธุระถึงโรงแรมม่านรูดเลยเหรอคะ? ฉันคงจะต้องมองคุณใหม่ซะแล้วหล่ะ”
ปวิชไม่พูดอะไรพลางรีบกดตัดสายเพื่อไม่ให้เธอพูดมากไปกว่านี้
เธอกัดฟันแน่นด้วยความโกรธก่อนจะผลักประตูออกจากห้องรับรองไป “นวิยาเอากุญแจรถให้ฉันที”
“แต่พี่จารวีคะ งานเลี้ยงจะเริ่มขึ้นในอีกสองชั่วโมงนี้แล้วนะคะ...?” นวิยาขมวดคิ้วมองจารวี
“ไม่ได้ยินที่ฉันพูดรึไง?” เธอถามด้วยความโมโห นวิยาทำอะไรไม่ถูกมือของเธอเริ่มสั่นเมื่อจารวีเริ่มจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ และในขณะนั้นเอง บุญพจน์ก็เดินเข้ามาหาพวกเธอพลางตบบ่านวิยาเบา ๆ เธอขอให้นวิยาออกไป ก่อนที่จะลากจารวีกลับไปที่ห้องรับรอง เธอหน้าบึ้งด้วยความหงุดหงิด
“เธอบ้าไปแล้วหรือไง? เธอก็เห็นนี่ว่าข้างนอกนั่นมีสายตาไม่รู้กี่คู่ต่อกี่คู่ที่คอยจับจ้องเธออยู่ เธอก็นี่รู้ว่างานนี้สำคัญมากแค่ไหน อยากให้พวกนักข่าวเขียนข่าวฉาวของเธอรึไง ถ้ายังทำตัวแบบนี้ พาดหัวข่าววันพรุ่งนี้จะต้องเป็นเธอแน่นอน!” บุญพจน์นิ่วหน้าพลางยกมือขึ้นด้วยความโกรธ แต่ที่ต้องเข้มงวดแบบนี้ก็เพราะว่าอยากให้เธอได้ดี
“เหรอ? หึ ฉันไม่สนใจแล้ว” จารวีกัดปากแน่น ในตอนนี้สามีของเธอคงจะกำลังเล่นชู้กับผู้หญิงที่หิ้วมาจากบาร์อยู่ ใครจะไปมีกะจิตกะใจไปสนใจเรื่องอื่นกันหล่ะ เธอไม่สนใจแล้วกว่าคนทั้งโลกจะคิดอย่างไรกับเธอ
“พี่บุญพจน์ ขอร้องหล่ะ ให้ฉันไปเถอะนะพี่ ฉันขอเวลาแค่ชั่วโมงเดียว ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกับสามีของฉัน” เธออ้อนวอนผู้จัดการของเธออย่างไม่ลดละ แต่บุญพจน์ก็ไม่สนใจเธอเลยซักนิด
“พี่ทำงานกับเธอมาก็นานพอสมควรแล้วนะ เธอก็รู้นี่ว่ามันยากแค่ไหนกว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ถึงฟ้าจะถล่มพี่ก็ไม่ให้เธอไปไหนทั้งนั้น จนกว่างานนี้จะเลิก” บุญพจน์พูดอย่างไม่ถนอมน้ำใจเลยซักนิด
“พี่บุญพจน์” จารวีรู้ว่าการพูดจาอ้อมค้อมกับผู้จัดการของเธอนั้นไม่เป็นผล เธอจึงตัดสินใจพูดตรง ๆ “ไอ้บ้าปวิช มันนอกใจฉัน พี่จะให้ฉันนั่งรออยู่เฉย ๆ ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนานถึงสองชั่วโมงเหรอ ฉันทำไม่ได้!”
“ฉันว่าแล้วว่าต้องเป็นเพราะไอ้สารเลวนั่น!” ใบหน้าของบุญพจน์ซีดเซียวด้วยความโกรธ เธอชี้นิ้วไปที่จารวี “จารวีเธอเป็นผู้หญิงที่ดีนะแต่มันช่างตลกสิ้นดีเลย ที่เธอดันไปรักกับผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอเลยแม้แต่น้อย นี่เธอแต่งงานมาสามปีแล้วนะ แต่มีใครรู้บ้างว่าเธอเป็นภรรยาเขา? มีแต่พี่คนเดียว ความสัมพันธ์แบบนี้ รีบบอกเลิกซะเลยจะดีกว่าไหม?”
“พี่พูดถูก” จารวีฝืนยิ้ม “ฉันก็แค่... ฉันแค่อยากจะคุยกับเขาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย"
จารวีเหลือบมองเธอก่อนจะพูดต่อว่า “พี่บุญพจน์ที่ฉันยังไม่สามารถตัดใจจากเค้าได้ ก็เพราะความรักมันทำให้ฉันตาบอด ฉันหมายถึง... ตั้งแต่อายุ12จนถึง25 เป็นเวลาสิบสามปีเต็ม ๆ ... ถ้าเกิดว่าฉันเห็นเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่นแบบคาหนังคาเขา ฉันจะตัดใจแล้วหล่ะ”
“จารวี...” บุญพจน์เริ่มขมวดคิ้ว “ฟังนะ ปัญหานี้มันแก้ได้ทุกเมื่อแหละ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลา โอกาสดี ๆ แบบคืนนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ เธอจะทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ”
“พี่คะ ให้ฉันไปเถอนะคะ ขอร้องหล่ะ” จารวีน้ำตาคลอเบ้า พลางพูดขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูแล้วก็น่าสงสาร
แน่นอนว่ามันไม่ได้ผล เพราะบุญพจน์ไม่ได้ขยับเลยแม้แต่นิด เธอยืนกอดอกขวางอยู่ที่หน้าประตู โดยไม่เหลือช่องว่างเลยแม้แต่น้อย
“พี่บุญพจน์ พี่ควรจะไปลดน้ำหนักได้แล้ว” จารวีเลิกคิ้วขึ้นพลางบ่นอุบด้วยความไม่พอใจ
บุญพจน์มองจ้องกลับมาที่เธอ จนมาถึงขั้นนี้แล้ว แต่จารวีก็ยังไม่วายที่จะหยอกล้อเธอ
บุญพจน์รู้ว่าจารวีเป็นคนยังไงถ้าห้ามไม่ให้เธอไปหล่ะก็ เธอจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เธอต้องการซึ่งมันก็ทำให้เบุญพจน์ทำได้แต่ถอนหายใจอย่างเดียว “ถ้าเธอเอาวิธีเดียวกับที่ใช้กับฉันไปใช้กับปวิชหล่ะก็มันคงจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาหรอก”
บุญพจน์เหลือบมองนาฬิกาข้อมือของเธอ “อีกหนึ่งชั่วโมงห้าสิบนาทีก่อนเริ่มงานเลี้ยงอาหารค่ำ ฉันให้เวลาเธอห้าสิบนาที ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอจะต้องกลับมาให้ทัน“
“ตกลงค่ะ” จารวีปาดน้ำตาก่อนจะหยิบกุญแจรถแล้วรีบวิ่งออกจากประตูไปด้วยความรีบร้อน
เพื่อไม่ให้ใครจำเธอได้ จารวีสวมเสื้อโค้ทตัวใหญ่ใส่แว่นกันแดดพร้อมทั้งสวมหน้ากากอย่างมิดชิด พอเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเธอก็รีบบึ่งไปโรงแรมวีวาอย่างไม่ลังเล
ด้วยความที่เธอนั้นเคยมาถ่ายหนังที่นี่มาก่อน ทำให้เธอสนิทกับพนักงานต้อนรับและก็ได้หมายเลขห้องของปวิชมาอย่างรวดเร็ว เธอรีบขึ้นไปยังห้องของเขา ก่อนจะเคาะประตูอย่างสุดแรง
พอนึกถึงภาพปวิชกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับผู้หญิงคนนั้นอยู่ จารวีก็รู้สึกขยะแขยงน่าดู
จารวีไม่สนใจว่าคนรอบข้างจะคิดยังไง ห้องข้าง ๆ ต่างก็พากันเปิดประตูออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เธอแสยะยิ้มออกมา “ไอ้ปวิช ไอ้ขี้ขลาด แกไม่ต้องมาแอบหรอก! หึ แกกล้านอกใจฉันแต่ไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับฉันงั้นเหรอ?” เธอตวาดลั่น “เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ! ให้ใครต่อใครเค้ารู้กันไปเลยว่าพวกแกหน่ะมันหญิงร้ายชายเลว”
ก่อนจะได้ยินเสียงดังปังและประตูก็ค่อย ๆ แง้มออก ทันใดนั้นเอง ก็มีมือคู่หนึ่งดึงเธอเข้ามาในห้อง
เธอเงยหน้าขึ้นมองปวิช ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความเฉยเมย เขายืนมองเธอด้วยความโอหัง ราวกับว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด
“แกนี่เก่งจังเลยนะ!” เขายืนกอดอกทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งนั่นมันทำให้เธออึ้ง
“คุณกล้าไม่รับสายวิดีโอคอลของฉัน หึ ฉันหล่ะ อยากจะรู้จริง ๆ เลย บ้านก็มีแท้ ๆ แต่ทำไมคุณถึงต้องมานอนค้างอ้างแรมที่โรงแรมม่านรูดด้วย?” จารวีพูดพลางผลักเขาออกไป อยากจะเห็นน้ำหน้าของผู้หญิงที่ชอบแย่งสามีชาวบ้านเสียจริง ๆ
ห้องนั้นกว้างขวางมาก จารวีเดินผ่านทางเดินเข้ามาก่อนจะชนกับคน ๆ นั้นที่เธอกำลังมองหาอยู่
ขณะที่เธอกำลังถูหน้าผากด้วยความเจ็บนั้น ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัว เธอก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของใครอีกคนที่อยู่ตรงหน้าเธอ ทันทีที่ได้ยินเสียง ปวิชก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงตัวผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
จารวีตกใจมากเมื่อเห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นชัด ๆ เธอแน่นิ่งอยู่กับที่ราวกับโดนฟ้าผ่าอย่างไรอย่างนั้น
“เธอเองเหรอ?” จารวีใช้เวลาสักพัก กว่าจะออกเสียงพูดออกมาและถามผู้หญิงคนนั้นไปอย่างช็อค ๆ
“ใช่ ฉันเองแหละ” ผู้หญิงคนนั้นเลิกคิ้วมองเธอพลางซุกเข้าไปในอ้อมแขนของปวิช ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดกับเธอว่า “ไม่เจอกันนานเลยนะคะพี่”
ใช่ ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น นอกจากจิรพนธ์ จีรวัฒนกิจ น้องสาวแท้ ๆ ของเธอ
จารวีไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าผู้หญิงที่แย่งสามีของเธอนั้นจะเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเธอเอง
“พวกเธอสองคน...” ความคิดนับล้านผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
จิรพนธ์สวมชุดนอนที่บางมาก ๆ มีลูกไม้สีขาวประดับอยู่ที่ขอบรับกับหน้าอก ซึ่งสามารถมองเห็นส่วนเว้าโค้งของเธอได้อย่างชัดเจน
จารวีที่เห็นเธอในสภาพนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะคิดอะไรไปต่าง ๆ นา ๆ ณ เวลานั้น เธอถึงกับพูดอะไรไม่ออก
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตัวเธอจารวีเองเป็นคนที่ ‘แย่ง’ ปวิชมาจากจิรพนธ์เมื่อสามปีที่แล้ว
“เมื่อไหร่เธอจะหยุดโวยวายซักที?” ระหว่างที่จารวีกำลังเหม่อนั้น ปวิชมองจารวีด้วยแววตาที่ไร้ความรู้สึก
จารวีกำลังจะเริ่มอธิบาย จิรพนธ์ที่อยู่ข้างๆก็พูดแทรกขึ้นมา“พี่คะพี่กำลังเข้าใจผิดนะคะ ฉันกับปวิชไม่ได้มีอะไรจริงๆ ฉันเพิ่งมาถึงเมืองจันทร์ รู้สึกเหนื่อยมาก ก็เลยแวะมาอาบน้ำที่นี่ ปวิชแค่มารับฉันที่สนามบินเฉยๆเอง”
จิรพนธ์พูดว่าเธอกับปวิชไม่ได้มีอะไรจริงๆแต่เธอกลับเรียกชื่อเขาอย่างสนิทสนมเห็นเธอทำตัวเป็นเจ้าเหล์อย่างนั้น จารวีก็เริ่มจะขาดสติ
‘ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นน้องสาวแท้ๆของฉัน แต่ก็เลี่ยงความจริงที่ว่าเธอเป็นเมียน้อยไม่ได้!’
“พอซักที! เลิกตีหน้าซื่อได้แล้วอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าเธอเสแสร้งแกล้งทำ” จารวีหรี่ตาลงพลางพูดว่า “ฉันจะบอกอะไรให้นะปวิชเป็นสามีของฉัน ทางที่ดีเธออยู่ห่าง ๆ เขาไว้ดีกว่านะ”
“มะ-ไม่ ฉันไม่ได้...” จิรพนธ์พูดตะกุกตะกักก่อนจะก้มหัวลง จารวีเห็นแบบนั้นแล้วยังรู้สึกสงสารจิรพนธ์ ไม่ต้องพูดเลยว่าปวิชจะรู้สึกยังไง แต่เมื่อเธอเห็นแววตาเศร้าสร้อยของปวิชเธอก็เริ่มเสียสติ
“ไม่มีอะไรงั้นเหรอ เธอลองดูชุดที่ตัวเองใส่ซะก่อน” เธอตะคอก “นั่นมันพี่เขยเธอนะ! ไม่รู้สึกอายบ้างเลยรึไง?” คำพูดของเธอเริ่มจะไม่น่าฟังขึ้นทุกที ปวิชบีบคางของเธอให้หันหน้าไปทางเขา เขากัดฟันด้วยความโมโห “เธออยากตายใช่ไหม?”
จารวีสะอื้นแรงบีบที่คางทำให้รู้สึกเหมือนมันจะหลุดออกจากกัน
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ! ฉันเจ็บ!” จารวีพยายามดิ้นอย่างสุดแรง แต่ปวิชนั้นกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ “เจ็บงั้นเหรอ? ผู้หญิงหน้าไม่อายอย่างเธอรู้สึกเจ็บเป็นด้วยเหรอ?” เขาตะคอก
“สรุปว่ามันเป็นความผิดของฉันงั้นสิ?” จารวียิ้มเจื่อนๆ เมื่อเทียบกับความเจ็บปวดที่เธอกำลังเจอแล้ว ความเจ็บปวดตรงหัวใจนั้นรุนแรงกว่ามาก
เมื่อสามปีที่แล้วปวิชหมั้นกับน้องสาวของเธอ แต่แล้วคืนหนึ่งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จารวีเมาแล้วไปนอนกับปวิช
และด้วยเหตุผลนี้เองหายนะ ทั้งหมดจึงเริ่มขึ้น ปวิชแต่งงานกับจารวีอย่างเงียบๆ ในขณะที่จิรพนธ์ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอกลับมาในรอบสามปี
แต่การกลับมาของเธอนั้นทำให้การแต่งงานที่แย่อยู่แล้วกลับแย่ลงไปอีก
“โทษเธองั้นเหรอ?” เขาแสยะยิ้ม “ฉันเกลียดเธอ เกลียดเธอมากๆ แล้วก็เกลียดตัวเองเมื่อสามปีก่อนไม่รู้ว่าตาบอดหรือยังไง”
เขายังไม่ทันพูดจบจิรพนธ์ก็ดึงเสื้อเขา “ปวิชคุณปล่อยเธอไปเถอะค่ะ”จิรพนธ์บอก “พี่เขาเจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว”
ใบหน้าของจารวีแดงก่ำ ปวิชเห็นอย่างนั้นจึงยอมปล่อยเธอไป และเธอก็ต้องสะดุด
เมื่อเขาหยิบทิชชู่เปียกที่วางอยู่ข้างๆมาเช็ดมืออย่างรังเกียจราวีกับว่าเธอเป็นพวกขอทานริมถนนอย่างไรอย่างงั้น
“พี่จารวี ปวิช พอซักทีเถอะ” จิรพนธ์น้ำตาไหลลงอาบแก้มพลางพูดขอร้อง “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะฉันเอง ถ้าฉันรู้ว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้” เธอสะอึก “ฉันก็คงไม่กลับมาแล้วหล่ะ”
เห็นแบบนี้แล้วจารวีแค่อยากจะเยาะเย้ยตอบ
ปวิชเห็นแบบนี้ก็รีบเข้าไปปลอบใจเธอทันที “เรื่องทั้งหมดมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณเลยแม้แต่นิด ผมกับเธอ ความสัมพันธ์ของเราสองคนมันผิดตั้งแต่เริ่มแล้ว” “และตอนนี้มันก็ถึงเวลาแล้ว... มันถึงเวลาที่เราจะแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตให้มันถูกต้องได้แล้วหล่ะ”
“คุณรู้ไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่?” จารวีกำหมัดและทุบลงบนฝ่ามือของเธอ
“ฉันมีสติดี” ปวิชนิ่วหน้าด้วยความเบื่อหน่ายที่จะต้องทนฟังคำพูดไร้สาระของเธอ “ในเมื่อทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วทำไมไม่เคลียร์กันให้รู้เรื่องไปเลยหล่ะ? พรุ่งนี้สองทุ่มเจอกันที่บ้าน แล้วฉันจะเคลียร์เรื่องที่ค้างคาระหว่างเราให้จบ ทุกอย่างมันจบลงแล้ว”
“คุณรอไม่ได้งั้นสินะ?” จารวีพูดออกมาแต่ภายในใจกลับรู้สึกโหวงๆชอบกล “ฉันอธิบายให้คุณฟังแล้วไม่ใช่เหรอ? ฉันไม่รู้จริงๆว่าคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น”
“คุณพูดโกหกมาตลอดสามปี คุณคิดว่าผมจะเชื่อคุณงั้นเหรอ? ครั้งนี้ไม่ว่าคุณจะพูดอะไรผมก็จะหย่ากับคุณ”เขาพูดขัดขึ้นมา
ปวิชไม่ต้องการที่จะเสียเวลาไปกับจารวีมากกว่านี้ เมื่อเจอเธอ เขาจะรู้สึกพลุ่งพล่านด้วยความโกรธทุกครั้งไป เขาหันหน้ามามองจิรพนธ์ด้วยแววตาอ่อนโยน “พักผ่อนนะครับ”เขาพูดอย่างอ่อนโยน “แล้วเจอกันพรุ่งนี้ครับ”
“คุณพูดให้มันชัดเจนสิ!” จารวีเอื้อมมือเพื่อจะคว้าเสื้อแจ็คเก็ตของเขาไว้แต่ก็ไม่ทัน
ในความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่ จารวีมักจะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบเสมอ ปวีชเดินออกไปโดยไม่ชักช้า
จารวีอยากจะตามออกไปยื้อเขาไว้แต่จิรพนธ์หยุดเธอไว้ซะก่อน “พอได้แล้ว” จิรพนธ์ตะคอก “เขาไปแล้ว เลิกเล่นละครสักที”
เมื่อจารวีหันกลับมาก็พบกับใบหน้าที่แสนเจ้าเล่ห์ของน้องสาวเธอ เธอล้มตัวลงนอนบนเตียง “พี่จารวี พี่เป็นอย่างไรบ้าง”
เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจิรพนธ์นั้นเป็นคนสวยมาก เธอกลับมาครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าผิวของเธอนั้นเป็นสีแทนและแก้มของเธอก็เปล่งประกายอย่างสุขภาพดี หลายปีที่ไปอยู่ต่างประเทศนี้ยิ่งทำให้เธอดูสวยซะจนไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้เลย
จารวีมองจิรพนธ์ที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะเริ่มพูด “ฉันยอมรับว่าเมื่อสามปีที่แล้วมันเป็นความผิดของฉันเอง แต่ตอนนี้มันก็ผ่านไปสามปีแล้วนะ และตอนนี้เราก็แต่งงานกันแล้ว เธอไม่รู้สึกละอายที่เข้ามาเป็นมือที่สามไม่คิดว่ามันผิดศีลธรรมบ้างรึไง?”
เธอยอมลดตัวเองต่ำลงเพื่อปวิช ซึ่งนั่นมันทำให้จิรพนธ์รู้สึกเหมือนมันเป็นเรื่องตลก
“ศีลธรรมงั้นเหรอ?”เธอนั่งหัวเราะอยู่บนโซฟา เธอมองจารวีที่ยืนอยู่ด้านหน้าพลางขมวดคิ้ว “พี่สาวสุดที่รัก เราไม่ได้เจอกันมาสามปีแล้วแต่พี่ก็ยังไร้เดียงสาเหมือนเดิมเลยนะคะ”
ถึงแม้ว่าจิรพนธ์จะพูดกับเธออย่างสนิทสนม แต่จารวีรู้สึกได้จากน้ำเสียงของเธอที่เต็มไปด้วยความแค้นอย่างปิดไม่มิด
จิรพนธ์เกลียดการประพฤติตัวของพี่สาวเธออย่างมาก ทำตัวไร้เดียวสาให้คนอื่นอิจฉาวงการบันเทิงมีคนตั้งมากมาย แต่แปลกที่เธอนั้นยังคงอ่อนหวานและไร้เดียงสาอยู่อย่างนั้น
“เธอ–นี่เธอหมายความว่ายังไงกัน?” จารวีเริ่มรู้สึกกลัวที่จู่ๆจิรพนธ์เปลี่ยนไปเหมือนคนละคน
“พี่จารวี พี่ได้รับการยอมรับจากปวิชว่าเป็นคุณนายของตระกูลเจนกิจโภคินแล้วเหรอ ปวิชเขาเคยรักพี่บ้างหรือเปล่า?” จิรพนธ์เลิกคิ้วมองจารวี “ฉันก็แค่โทรศัพท์บอกปวิชว่าฉันจะกลับมาเขาก็รีบเช็คไฟล์ทบินของฉันและไปรับฉันที่สนามบิน พี่ไม่คิดบ้างเหรอว่าสามปีที่ผ่านมา เขาจะยิ่งคิดถึงฉันมากขึ้นกว่าเดิม?”
“เธอต้องการอะไรกันแน่”จารวีขมวดคิ้วถาม
“พี่จารวี เมื่อไหร่พี่จะออกไปจากชีวิตของปวิชซักที?” จิรพนธ์พูดพลางมองจารวี ก่อนจะเอามือทั้งสองข้างวางซ้อนกันบนเข่าด้วยท่าทางดูถูก
“ฉันให้เวลาพี่สามปีในการมัดใจเขา แต่พี่ทำไม่ได้ งั้นพี่อย่ามาโทษฉันเลยเพราะว่ายังไงซะเขาก็เป็นของฉัน” เธอพูดพลางเยาะเย้ย
“เธอกำลังจะบอกว่า ที่เธอกลับมาครั้งนี้ก็เพื่อที่จะแย่งปวิชคืน?” ตอนนี้จารวีรู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่รู้จักจิรพนธ์คนนี้เลยแม้แต่นิด นี่คือจิรพนธ์คนที่เคยยอมเธอทุกอย่างคนนั้นจริง ๆ เหรอ?
“แย่งงั้นเหรอ? โถ่ ที่รัก แบบนี้เขาไม่เรียกว่าแย่งหรอก เพราะเขาเป็นคนของฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” จิรพนธ์หัวเราะคิกคัก “เมื่อสามปีที่แล้ว บริษัทของปวิชมีแนวโน้มว่าจะล้มละลาย จะให้ฉันแต่งงานกับผู้ชายแบบนี้เนี่ยเหรอ ไม่เอาหรอก เพราะงั้นฉันก็เลยใส่ยาลงไปในแก้วไวน์ของพี่กับปวิช ตลอดสามปีที่ผ่านมานี้ เขาไม่ได้แตะต้องตัวพี่อีกเลยหลังจากวันนั้น พี่จารวีจ๊ะ พี่ก็เป็นแค่คนที่คอยดูแลเขาแทนฉันเท่านั้นแหละ”
จิรพนธ์ยิ้มอย่างมีชัย
และทันใดนั้น ในหัวของเธอก็มีเสียงดัง ก๊อง ขึ้น ก่อนที่ความทรงจำต่าง ๆ ของจารวีจะค่อย ๆ หวนกลับมา คล้ายกับจิ๊กซอว์ที่ในที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์สักที
จารวีนึกขึ้นมาได้ที่คืนนั้นทำไมจู่ ๆ เธอก็หมดสติไป เช้าวันต่อมา จิรพนธ์จึงถือโอกาสทำเป็นว่าจับพวกเขาทั้งสองที่แอบเล่นชู้กันได้คาหนังคาเขา
เธอคิดว่าคืนนั้นเธอคงดื่มมากเกินไป เลยพลั้งเผลอไปนอนกับคู่หมั้นของน้องสาวของเธอ แต่เรื่องทั้งหมดกลับกลายเป็นว่าเธอถูกใส่ร้าย!
จารวียังจำรอยยิ้มไม่ชอบมาพากลที่ปรากฏบนใบหน้าของจิรพนธ์ได้ ตอนที่เธอเปิดประตูเข้ามา ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเพราะอะไร
ทันใดนั้น เธอก็เริ่มกระจ่างกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น และได้รู้ว่าที่ตัวเธอรู้สึกผิดมาตลอดสามปีนั้นมันช่างน่าขำสิ้นดี
“หืม คิดได้แล้วงั้นเหรอ?” จิรพนธ์ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นสีหน้าของจารวี “พี่จารวี พี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ ปวิชเขาไม่ใช่คนขี้เหนียว ถ้าพี่ยอมตกลงเซ็นใบหย่าละก็ เงินค่าเลี้ยงดูที่พี่จะได้ก็คงมากพอดูเลยแหละ ชีวิตของพี่จะสบายกว่าเป็นนางเอกโนเนมในวงการบันเทิงซะอีก”
“เมื่อเทียบกับเงินค่าเลี้ยงดูที่จะได้แล้วนั้น ฉันว่าการเป็นคุณนายของตระกูลเจนกิจโภคินนั้น มีค่ามากกว่าหลายเท่า” จารวีพูดออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว มีแค่ตัวเธอเองเท่านั้น ที่รู้เธอจิกเล็บลงบนฝ่ามือจนเกือบจะเป็นแผล
“ตราบใดที่ฉันยังไม่หย่า เธอมันก็เป็นได้แค่เมียน้อยเท่านั้นแหละ จิรพนธ์ แต่ก่อนฉันมองเธอผิดไป ที่แท้เธอมันก็เป็นผู้หญิงตีสองหน้านี่เอง” เธอยิ้มเยาะ “เธอก็อย่าฝันไปมากนักนะ ต่อให้ฉันตาย ฉันก็ไม่มีวันหย่ากับเขาแน่นอน”
“พี่นี่ก็แปลกดีเนอะ เฝ้าอยู่กับผู้ชายที่ไม่ได้รักตัวเองเลยสักนิด มันมีความหมายเหรอ?” จิรพนธ์เยาะเย้ย
“มีแน่นอนสิคะ” จารวียิ้มอย่างเย้ยหยัน “เธอทำทุกอย่างก็เพื่อที่จะได้เป็นคุณนายของตระกูลเจนกิจโภคินไม่ใช่เหรอ ตราบใดที่ฉันไม่ยอมถอยให้เธอมันก็เป็นได้แค่เมียน้อยเท่านั้นแหละ คิดอย่างนี้แล้วก็คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม”
จิรพนธ์ยิ้มเยาะ “แล้วเธอจะต้องเสียใจ พี่สาวสุดที่รักของฉัน”
“เสียใจงั้นเหรอ?” จารวียิ้มเยาะ “จิรพนธ์ ฉันจะบอกเธอให้นะ สิ่งเดียวที่ฉันรู้สึกเสียใจในตอนนี้ก็คือตอนที่แม่คลอดเธอออกมาฉันไม่ได้บีบคอเธอให้ตายไปซะตั้งแต่ทีแรก”
จารวีพูดจบก็เดินจากไป
เธอมาที่นี่เพื่อจะได้จับปวิชเล่นชู้คาหนังคาเขา แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นว่าเธอมันโง่ โง่ที่โดนหลอกมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ขณะที่จารวีเดินออกมาจากโรงแรมก็มีสายเข้าจากบุญพจน์ “อยู่ไหนแล้วเนี่ย ที่รักของพี่?” เธอถาม “รีบกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มแล้ว”
“ค่ะพี่ ฉันกำลังไปค่ะ” เธอเสียทั้งคนรักและครอบครัวภายในพริบตาเดียว เพราะฉะนั้น เธอจะทำงานของเธอเสียไปด้วยไม่ได้โดยเด็ดขาด จารวีเชิดหน้าขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปในห้องโถง
สำหรับเรื่องของปวิช ไว้ค่อยว่ากัน
คืนนั้นเธอได้รับรางวัลใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่เข้าวงการมาซึ่งก็คือ รางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม นวิยาผู้ช่วยของเธออยากจะไปเลี้ยงฉลองแต่โดนบุญพจน์ห้ามเธอไว้
“วันนี้เธอคงจะเหนื่อยแล้ว ช่วงนี้ทุกคนก็เหนื่อยกันมามากแล้ว วันนี้กลับไปพักกันก่อน ส่วนงานฉลองค่อยมาว่ากันวันพรุ่งนี้นะ” บุญพจน์พูดพลางพาจารวีที่กำลังจิตตกให้เข้าไปในรถ แม้ว่าเธอจะไม่ร้องไห้ แต่บุญพจน์ก็ดูออกว่าเธอเศร้าขนาดไหน
“ฉันบอกให้เธอเลิกกับเขาตั้งนานแล้ว แต่เธอก็ไม่ยอมฟัง” บุญพจน์นั่งลงข้าง ๆ เธอ และพูดต่อ “ตอนนี้ก็เห็นแล้วใช่ไหมล่ะ? ถึงเวลาตัดใจแล้วหล่ะ”
บุญพจน์โอบกอดเธอและนั่นก็ทำให้เธอปล่อยโฮออกมา
จารวีร้องไห้สะอึกสะอื้นในอ้อมแขนของบุญพจน์ แต่เมื่อกลับถึงบ้าน เธอก็เชิดหน้าขึ้นและเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของเธอ เธอจะต้องเข้มแข็งและทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
บุญพจน์มองตามแผ่นหลังของจารวีก่อนจะถามอย่างรู้สึกเป็นห่วง “ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนเธอสักคืนเอาไหม?”
“ไม่เป็นไร ฉันโอเค” จารวีตอบ เธอจะต้องจัดการกับเรื่องนี้ด้วยตัวของเธอเอง เธอเดินเข้าบ้านอย่างเงียบ ๆ เดินไปหยิบไวน์จากตู้มาหนึ่งขวด ก่อนจะค่อย ๆ จิบ
วิลล่าหลังนี้ ปวิชซื้อหลังจากที่แต่งงาน จริง ๆ แล้วควรจะเป็นเรือนหอของพวกเขา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นสุสานสำหรับเธอนี่เอง
มันอ้างว้างเสมอ
เธอคิดว่าคืนนี้ก็คงจะเป็นอีกคืนที่เธอจะต้องอยู่คนเดียว แต่นึกไม่ถึงว่าวันนี้ปวิชจะกลับมาราว ๆ เที่ยงคืน
จารวีรู้สึกดีใจมาก
เธอมองเขาอย่างตกใจ “คุณหิวไหม?” จารวีรีบลุกขึ้นจากโซฟาอย่างรวดเร็ว
เธอเปิดตู้เย็นดูแต่ทว่าภายในตู้เย็นกลับไม่มีอะไรอยู่เลย “ไม่เป็นไร คุณอยากทานอะไรเดี๋ยวฉันสั่งให้”
แต่ทว่าปวิชนั้นไม่มีอารมณ์ที่จะมาพูดเรื่องนี้ เขาผลักเธอลงไปที่พื้นอย่างเต็มแรง “จารวี ทำไมเธอถึงใจร้ายได้ขนาดนี้?” เขากัดฟันกรอด “จิรพนธ์ทำอะไรผิด? ทำไมต้องทำร้ายเธอถึงขนาดนี้ด้วย?”
“คุณพูดเรื่องอะไรของคุณ?” เธอขมวดคิ้วมองเขา ตอนที่เธอออกมา จิรพนธ์ก็ยังดี ๆ อยู่เลยนี่
“หยุดเสแสร้งสักที!” เสียงตะคอกของเขาดังก้องไปทั่วทั้งวิลล่า “ฉันมองผิดเธอไปจริง ๆ ผู้หญิงที่ใจดำอำมหิตอย่างเธอทำร้ายได้แม้กระทั่งน้องสาวแท้ ๆ ของตัวเอง น่าขยะแขยงสิ้นดี”
เขาแสยะยิ้มมองไปที่เธอก่อนจะโยนใบหย่าให้แล้วพูดว่า “เซ็นซะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธออีกต่อไปแล้ว”
ตลอดสามปีที่ผ่านมาปวิชขู่ว่าจะหย่ากับเธอหลายต่อหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาโยนใบหย่าให้เธอเซ็น
ตอนนี้เธอรู้สึกราวกับว่าถูกแทงเข้าที่หัวใจ
“นี่คุณ... คุณอยากจะอยู่กับจิรพนธ์ซะขนาดนั้นเหรอ?” เธอถามอย่างตะกุกตะกัก
จารวีกำลังรอโอกาสให้ตัวเองตัดใจให้ได้สักที
“ใช่แล้ว” เขาพยักหน้าแบบไม่ต้องคิด “จิรพนธ์เธอทั้งอ่อนโยน จิตใจดี ไม่ร้ายเหมือนเธอด้วย แม้กระทั่งคู่หมั้นของน้องสาวตัวเองยังแย่งมาได้ จารวี เธอนี่มันน่าขยะแขยงจริง ๆ”
“ใช่ เป็นความผิดของฉันเองแหละ คุณพอใจรึยัง?” จารวีไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ รู้ทั้งรู้ว่าที่เขาทำไปก็เพื่อจิรพนธ์แท้ ๆ เธอเรียบเรียงเรื่องทุกอย่างก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอแดงก่ำ พลางพูดว่า “ใช่ ฉันใส่ยาลงไปในแก้วไวน์ของคุณ ฉันมันหน้าด้านที่แย่งผู้ชายของน้องสาวตัวเอง ปวิช ถึงคุณเย็นชากับฉัน แต่ฉันก็ยังหน้าด้านรักคุณอยู่อย่างนั้น แล้วคุณไม่รู้สึกหวั่นไหวบ้างเลยเหรอ?
ปวิชเบิกตากว้างด้วยความตะลึง เขาไม่เคยเห็นเธอเป็นแบบนี้มาก่อน
ดวงตาของเธอฉายแววความสิ้นหวัง
จารวียืนขึ้นเช็ดน้ำตาก่อนจะกอดรอบคอเขาไว้อย่างออดอ้อน “คุณบอกว่าคุณไม่ได้รักฉัน ทว่าคืนนั้นร่างกายของคุณมันกลับทำตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง” “อีกหน่อยถ้าคุณรู้สึกเหงา คุณคงรู้นะว่าจะตามหาฉันได้ที่ไหน คุณหน่ะทั้งหล่อทั้งรวยแถมใหญ่และดีอีกต่างหาก”เธอกล่าวพร้อมหัวเราะเยาะ
ก่อนจะขยิบตาให้ทั้งน้ำตา