สายลมที่พัดโชยได้เพียงแค่บางเบา เพราะความแน่นขนัดของสิ่งปลูกสร้างในเมืองหลวง กลับเป็นข้อยกเว้นสำหรับบ้านทรงไทยย้อนยุคสีขาวหลังใหญ่ที่ตั้งบนพื้นที่กว่าสองไร่ บรรยากาศที่รายล้อมมีแต่ความร่มรื่นเย็นสบาย ซึ่งมาจากต้นไม้และดอกไม้ไทยหลายชนิด บางต้นมีอายุเกือบร้อยปีพอๆ กับอายุของบ้านหลังใหญ่หลังนี้
ความวิจิตรบรรจงของสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อว่าบ้านจันทร์ฉาย รวมถึงอาณาบริเวณกว้างใหญ่และแสนร่มรื่น ทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นต่างก็อดมองอย่างนึกทึ่งและชื่นชมไม่ได้ พร้อมกันนั้นก็นึกอยากรู้ว่าเจ้าของบ้านหลังงามนี้เป็นใคร เหตุใดจึงได้ครอบครองสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าและสะท้อนความเป็นไทยย้อนยุคเช่นนี้ได้ หลายคนคาดเดาว่าน่าจะเป็นตระกูลเก่าแก่หรือสืบเชื้อสายมาจากราชสกุลเป็นแน่ ซึ่งการคาดเดาเหล่านั้นก็ไม่ได้ผิดจากความเป็นจริงสักเท่าไหร่นัก
คุณหญิงจันทร์จรีสืบเชื้อสายมาจากราชสกุลเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5 และได้สมรสกับหม่อมหลวงคฑาวุธลูกชายจากตระกูลผู้ดีเก่าที่ศักดิ์ศรีไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ซึ่งภายหลังทั้งคู่ผันตัวเองมาทำธุรกิจจนร่ำรวยมหาศาล
หลังจากหม่อมหลวงคฑาวุธเสียชีวิตไป คุณหญิงจันทร์จรีก็เป็นผู้ดูแลธุรกิจเพียงลำพังมานานกว่าสิบปี เพิ่งจะได้วางมือเมื่อสี่ห้าปีที่แล้วนี่เอง เมื่อลูกชายทั้งสองจบการศึกษาจากต่างประเทศมาช่วยบริหาร
บ่ายวันนี้ห้องโถงที่โอ่อ่าหรูหราไม่ได้ว่างเปล่าเช่นเคย โซฟาหลุยส์ราคาแพงถูกผู้เป็นเจ้าของนั่งอยู่เกือบครบทุกตัว ผู้เป็นประมุขของบ้านนั่งอยู่ตรงกลาง ซ้ายขวาเป็นลูกชายทั้งสอง และคนสนิทของคุณหญิงอย่างจิตรานั่งอยู่ด้วย
“แม่เรียกผมกับภูกลับบ้านแต่หัววัน มีอะไรด่วนหรือเปล่าครับ” หนุ่มหล่อหน้าตาคมคายสะอาดสะอ้านซึ่งเป็นลูกชายคนโตถามมารดา เมื่อเขากับน้องชายถูกสั่งให้กลับบ้านเร็วทั้งคู่
“แม่แค่จะคอนเฟิร์มว่าพรุ่งนี้หนูพรรษจะมาที่นี่ เพื่อให้คำตอบว่าเลือกจะแต่งงานกับใคร แม่อยากให้ภาสกับภูอยู่ฟังคำตอบพร้อมกัน”
“ผมขอสละสิทธิ์ แต่ถึงไม่สละเด็กคนนั้นก็คงไม่เลือกผมอยู่ดี เพราะฉะนั้นให้พี่ภาสอยู่คนเดียวก็น่าจะเหลือเฟือนะครับ” ลูกชายคนเล็กของคุณหญิงจันทร์จรีปฏิเสธคำสั่งนั้นทันที ทำให้คนเป็นแม่หันไปมองตาขุ่น
“เผื่อหนูพรรษเลือกแกล่ะ”
คำถามของมารดาทำให้ภูริชแค่นยิ้มออกมาอย่างเหยียดๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าและแววตาของคนที่กำลังเป็นประเด็น เด็กคนนั้นน่ะหรือจะเลือกเขา หึ...
“น้ำคงท่วมหลังเป็ดมั้งครับ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นผมก็ไม่มีทางยอมแต่งกับเด็กคนนั้นหรอก เพราะผมไม่ชอบเป็นตัวเลือกของใคร”
“คุณภูสบายใจได้ค่ะ พรรษไม่ได้เลือกคุณภู” เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคนที่นั่งอยู่ในห้องโถง แต่เป็นเสียงของคนมาใหม่ ทำให้คนทั้งสี่ต่างหันไปมองด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน
“หนูพรรษ!” คุณหญิงจันทร์จรีอุทานออกมาอย่างตกใจและห่วงความรู้สึกของหญิงสาวที่ตัวเองหมายตาไว้เป็นสะใภ้อยู่ไม่น้อย ไม่คิดว่าพรรษรดาจะมาได้ยิน ทว่าพรรษรดาชินเสียแล้วกับความเย็นชาหมางเมินที่ภูริชมีให้ตนมาตลอดหลายปี
“ชัดเจนนะครับแม่ ผมไปล่ะ”
ว่าแล้วร่างสูงเกือบหกฟุตก็ลุกจากโซฟาราคาแพง แล้วก้าวดุ่มๆ ออกจากห้อง เขาทำเพียงแค่ยกมือขึ้นไหว้ปภาซึ่งเป็นแม่ของพรรษรดาที่ยืนอยู่หน้าห้องโถงเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นก็ไม่คิดจะอนาทรว่าคนข้างในจะพูดถึงตนหรือไม่อย่างไร
รถคันหรูแล่นออกจากอาณาเขตของบ้านหลังใหญ่ มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่โดยยังไม่รู้จุดหมายปลายทาง เขาเพียงแค่อยากใช้ความเร็วของรถช่วยดับความหงุดหงิดที่คุกรุ่นอยู่ข้างในเท่านั้น ความจริงเขาไม่ควรหงุดหงิดสักนิด เพราะไม่ว่าพรรษรดาจะเลือกหรือไม่เลือกใคร มันก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเขา และต่อให้เธอบอกว่าเลือกเขา เขาก็ไม่คิดจะแต่งด้วยอยู่แล้ว เพราะไม่ชอบการเป็นตัวเลือกของใคร และยิ่งได้รู้ว่าไม่ใช่คนถูกเลือก ความหงุดหงิดก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นเท่าตัว
รถยุโรปสมรรถนะสูงยังคงแล่นไปเรื่อยๆ ตามการควบคุมอันเชี่ยวชาญของคนขับ รู้ตัวอีกทีรถก็แล่นออกจากเขตเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ก็กำลังมุ่งหน้าไปทางพัทยาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปทางนั้น แต่อาจเป็นเพราะความเคยชินหรืออะไรเขาก็ขี้เกียจคิด
Rrrr… Rrrr…
เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้าต้องระบายลมหายใจออกมาแรงๆ เพื่อปรับอารมณ์ ลดความเร็วรถลงนิดหนึ่ง ก่อนจะกดรับสายและคุยผ่านลำโพงของรถ
“ว่าไง”
“มึงอยู่ไหนวะภู” เสียงนั้นคือเสียงของธัญญ์ ดาราหนุ่มที่กำลังเป็นกระแสโด่งดังอยู่ในประเทศจีน เพราะความหล่อและซีรีส์เรื่องล่าสุดที่เขาแสดงได้รับความนิยมในระดับบ้าคลั่งเลยทีเดียว
“กูขับรถอยู่”
“ไปไหน”
“ไปพัทยามั้ง”
“ทำไมต้องมีมั้งด้วยวะ มึงพูดเหมือนมึงไม่แน่ใจ แล้วมึงไปทำไม หรือว่าไปดูไอ้ไวท์มันแข่งรถ แต่มันไม่ได้แข่งวันนี้นี่ สนามนี้กูก็แข่ง โปรแกรมมันอาทิตย์หน้านี่หว่า หรือว่ามึงไปหาสาว” ธัญญ์ทั้งถามเองตอบเองและแซวเองเสร็จสรรพไปหลายคำถาม
“กูไปหาลูกค้าน่ะ” ไม่ชอบและไม่เคยชอบการโกหก แต่ตอนนี้ภูริชกำลังละเมิดตัวตนของตัวเอง เพราะไม่รู้จะตอบว่ายังไง ธัญญ์จึงจะไม่ซักต่อ
“แล้วไป กูนึกว่ามึงแอบมีสาวแล้วไม่บอกกู”
“กูจำเป็นต้องรายงานมึงทุกเรื่องมั้ย”
“ก็กูเมียมึง”
“ระวังเถอะ กูจะจับมึงทำเมียจริงๆ”
“เฮ้ย อย่านะเว้ย ถ้ากูอยากมีผัว เดี๋ยวกูหาเอง ว่าแต่มึงจะกลับมาทันงานเลี้ยงฉลองสละโสดของไอ้เสกข์หรือเปล่า เลี้ยงเย็นนี้นะเว้ย กูโทร.มาเตือน เมื่อกี้ไอ้ธีร์ก็เพิ่งโทร.มาเตือนกู มันบอกว่ามันกำลังจะไปรับไอ้ปริญที่สนามบิน”
“ไอ้ปริญมาถึงแล้วเหรอ”
“เออสิ มันอยู่เชียงใหม่แต่เสือกมาเร็วกว่าพวกเราอีก ยังไงมึงก็อย่าลืมแล้วกัน”
“โอเค กูไม่ลืมหรอก แล้วเจอกัน”
“เจอกัน”
ธัญญ์วางสายไปแค่นั้น แต่เรื่องงานเลี้ยงฉลองสละโสดของเพื่อนทำให้ความคิดของภูริชแค่นยิ้มออกมาอย่างหยันๆ ดูเหมือนพักนี้ใครๆ ก็เตรียมสละโสดกันหมด เสกข์มีกำหนดจะแต่งงานในอาทิตย์หน้านี้แล้ว ส่วนคู่ที่แม่เขาจับให้ก็จะแต่งเดือนหน้านี้เลย เพราะงานทุกอย่างเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว รอแค่ว่าเจ้าสาวจะเลือกใครเป็นเจ้าบ่าวเท่านั้นเอง ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องเลือกให้เสียเวลาด้วยซ้ำ คำตอบทุกอย่างมันชัดเจนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พรรษรดารักมั่นแค่ภาสกรคนเดียว...
บาร์สุดหรูย่านสาทรเป็นสถานที่ที่ถูกเลือกสำหรับการเลี้ยงฉลองสละโสดของใครหลายคน รวมถึงเสกข์ว่าที่เจ้าบ่าวป้ายแดงที่กำลังจะมีงานแต่งงานในอีกไม่กี่วันนี้ด้วย การรวมตัวกันของหกหนุ่มกลายเป็นจุดเด่นของร้านในทันที สาวๆ เกือบทุกโต๊ะต่างส่งสายตามาให้อย่างเปิดเผย เพราะพวกเขาต่างหล่อแบบกินกันไม่ลงสักคน แม้จะมีบุคลิกแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของใครลดน้อยลงเลย
“เสกข์สาวชุดแดงมองมึงว่ะ จ้องเหมือนอยากกินเลยนะเว้ย แลกไลน์เลยมั้ยเพื่อน เผื่อคืนนี้มีเฮ” ธีรุตน์เปิดประเด็นก่อนทันที ทำให้เพื่อนๆ ในกลุ่มอดที่จะมองตามไม่ได้ และทุกคนก็เห็นว่าสาวสวยชุดแดงกำลังจ้องมองมายังเสกข์อย่างสนใจจริงๆ พอเห็นว่าหนุ่มๆ หันมามอง เธอคนนั้นก็ยิ้มให้ทันที
“มึงก็บ้านะไอ้ธีร์ ไอ้เสกข์มันจะแต่งงานอยู่แล้ว มันไม่ยุ่งกับใครหรอก” คณวัชน์เป็นคนเอ่ยปราม แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดบรรยากาศแห่งความชื่นมื่นเมื่อมีสาวๆ รายล้อมได้
“กูล้อเล่นน่า อย่างนี้แหละออร่าเจ้าบ่าวมันจับเลยสะดุดตากว่าใคร”
“เขามองกูคนเดียวที่ไหน พวกมึงก็ถูกมองด้วยเหมือนกันนั่นแหละ แต่งานนี้ใครโสดเชิญก่อนเลยครับ” เสกข์พูดจบสายตาเพื่อนๆ ต่างก็จ้องมองมายังภูริชคนเดียว
“เดี๋ยวมันก็ไม่โสดแล้ว มีข่าวว่าแอร์สาวดีกรีนางเอกหน้าใหม่มาชอบแล้วนี่หว่า คนนี้สเปกไอ้ภูเลยนะเว้ย” ธัญญ์เป็นคนพูดแทน ในขณะที่คนเป็นประเด็นยังนั่งเงียบ
“เฮ้ยจริงดิ มึงไม่บอกเพื่อนเลยวะภู”
“อย่าไปฟังไอ้ธัญญ์มันมาก มันอยู่วงการบันเทิงเลยชอบสร้างข่าวลือ” ภูริชแก้ต่างให้ตัวเอง แม้ข่าวนั้นจะมีมูลอยู่บ้างแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด
“มึงพูดซะกูเสียเลยนะไอ้ภู ว่าแต่คู่ต่อไปเป็นใคร ไอ้ไวท์เหรอ” คราวนี้คณวัชน์เป็นฝ่ายตกเป็นเป้าสายตาบ้าง เพราะเขาคบกับไฮโซสาวดีกรีดารานางแบบชื่อดังมานานมากแล้ว
“กูไม่รีบ ให้ไอ้ธีร์ก่อนเลย เห็นว่ากำลังคลั่งรัก” คณวัชน์พูดยิ้มๆ และโยนหินร้อนไปทางธีรุตน์ซึ่งมีแฟนสาวในวงการเช่นกัน
“คงยากว่ะ แฟนกูรักงานมากกว่ากูแล้ว” ธีรุตน์มีสีหน้าเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมีคนพาดพิงถึงชีวิตรักของตนกับแฟนสาวที่เป็นนางเอกระดับแถวหน้าของเมืองไทย
“มีแฟนเป็นคนในวงการก็อย่างนี้ล่ะเพื่อน มึงต้องรอหน่อย” ธัญญ์ตบบ่าธีรุตน์อย่างให้กำลังใจ เขาอยู่ในวงการบันเทิงเต็มตัวย่อมรู้ดีว่าคนในวงการหวงความโสดแค่ไหน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในฐานะนางเอกสาวยิ่งยาก เพราะมีผลกระทบกับบทบาทการแสดงและความนิยมอยู่พอสมควร
“เลิกเครียดเว้ย ฉลองกันดีกว่าเพื่อไอ้เสกข์ เสร็จแล้วจะได้รีบกลับบ้านนอนไปเตรียมตัว กลับดึกมากเดี๋ยวโทรมก่อน”
แก้วเหล้าหกแก้วถูกยกขึ้น ตามมาด้วยเสียงดังกริ๊กๆ ของแก้วหลายใบที่กระทบกัน เพื่อเฉลิมฉลองให้กับคนที่กำลังก้าวเข้าสู่ประตูวิวาห์เป็นคนแรกของกลุ่ม
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เสกข์ขอตัวกลับในเวลาห้าทุ่มเพราะบ้านอยู่ต่างจังหวัด คณวัชน์และธีรุตน์อยู่ต่ออีกพักหนึ่งคุยกันเรื่องแข่งรถอย่างออกรสออกชาติ ก่อนจะขอตัวกลับบ้างเพราะมีนัดกับแฟนสาวทั้งคู่ ตอนนี้โต๊ะจึงเหลือแค่ธัญญ์ ปริญ และภูริช นั่งกันอยู่สามคน
“เรื่องที่ดินที่มึงอยากได้ กูติดต่อซื้อให้มึงได้เรียบร้อยแล้วนะเว้ยภู ที่สวยมากมึง กูเห็นกูยังชอบเลย ถ้ามึงจะเอาเลยเดี๋ยวกูให้ทนายจัดการให้” ปริญพูดกับภูริชเรื่องที่ขอให้เขาติดต่อซื้อที่ให้อีกแปลง ซึ่งเจ้าของเพิ่งตกลงขายในราคาที่แพงเอาเรื่องอยู่พอสมควร แต่มันก็เป็นธรรมดาของราคาที่ดินในเชียงใหม่
“กูเอา มึงจัดการให้กูได้เลย ขอบใจมึงมากนะเว้ยปริญ”
“เรื่องเล็กน้อย ไว้มึงค่อยไปเลี้ยงเหล้ากูที่เชียงใหม่ตอนที่มึงไปลงหลักปักฐานที่โน่นจริงๆ”
ธัญญ์ได้ยินเช่นนั้นก็มุ่นคิ้วเข้าหากันอย่างแปลกใจ เพราะธุรกิจของครอบครัวภูริชในกรุงเทพฯ ก็มีไม่ใช่น้อย และเขาก็ไม่คิดจะเก็บความสงสัยเอาไว้
“นี่มึงจะไปอยู่เชียงใหม่เหรอวะภู”
“อืม” ภูริชตอบสั้นๆ
“ทำไมวะ แล้วธุรกิจครอบครัวมึงล่ะ”
“ก็ให้พี่ชายกูทำ”
“คนเดียว?”
“แม่กูก็อยู่ทั้งคน”
“มึงหนีอะไร” ธัญญ์ถามตรงๆ และจ้องหน้าอย่างจับผิด ทำให้ภูริชต้องระบายลมหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ
“ทำไมกูต้องหนี กูแค่เบื่อๆ อีกอย่างมึงไม่รู้เหรอว่าน้องสาวไอ้ปริญน่ะสวยหยาดฟ้ามาดิน”
“แล้วไง มึงจะไปสมัครเป็นน้องเขยมันงั้นสิ” คำพูดนั้นทำให้คนหวงน้องสาวอย่างปริญถึงกับหน้าตึงไปในทันที
“ก็อาจจะ” ภูริชพูดโดยไม่สนใจสีหน้าของเพื่อน ก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มพรวดเดียวหมดแก้ว
“แล้วนั่นมึงเป็นอะไรวะ มึงดื่มยังกะวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตอย่างนั้นละ หรือว่ามึงขายคริปโตขาดทุน” ธัญญ์ถามขึ้นเมื่อเห็นภูริชดื่มหนักกว่าปกติ สีหน้าก็เคร่งขรึมคล้ายมีเรื่องในใจ ทำให้เขาต้องง้างปากเพื่อนให้ระบายออกมา
“เปล่า กูก็แค่อยากดื่ม”
“กูก็ว่าระดับเซียนอย่างมึงไม่น่าพลาดให้เรื่องพวกนั้น แล้วทำไมมึงต้องดื่มเหมือนประชดชีวิตขนาดนี้ หรือว่ามึงอกหัก”
“จากใครล่ะ”
“ไม่รู้สิ มึงซ่อนใครที่กูไม่รู้จักเอาไว้หรือเปล่าล่ะ”
“มึงก็รู้ว่ากูไม่มีใคร”
“แล้วชญาดาล่ะ แอร์สาวดีกรีนางเอกสาวหน้าใหม่มาแรงของวงการ ได้ข่าวว่าจิ้มกับมึงแล้ว”
“มึงพูดดีๆ” ภูริชทำเสียงดุๆ ใส่ ธัญญ์จึงหัวเราะออกมาอย่างถูกใจที่แหย่เสือหลับให้ตื่นมาดุร้ายได้
“กูพูดผิดสินะ มึงกับน้องดาจิ้นกันอยู่ แต่ไอ้เรื่องจิ้มนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง อย่าบอกนะว่ามึงยังไม่ได้จิ้ม ก็น้องเขาออกจะชัดเจนว่าเต็มใจให้มึงจิ้มขนาดนั้น” ธัญญ์รุกไล่เอาคำตอบไม่หยุด แต่ภูริชยังไม่ได้ตอบในสิ่งที่เขาถาม เพราะสายตาเหลือบไปเห็นใครบางคนเข้าเสียก่อน
“นั่นหมอหนึ่งพี่สาวมึงหรือเปล่า”
“มากับผัวชาวบ้านอีกตามเคยสินะ” ธัญญ์แค่นยิ้มก่อนจะหันไปมองทางหมอสาวอย่างเย้ยหยันผิดวิสัยพี่น้องทั่วไป
“มึงทำเสียงแบบนั้น เหมือนว่ากำลังหวงหรือว่าหึงพี่สาว”
“มึงว่ากูควรจะรู้สึกอย่างไหนล่ะ”
“ไม่รู้สิ อาจจะทั้งสองอย่าง”
“เที่ยวรู้ใจคนอื่นไปทั่ว แล้วมึงล่ะคิดจะส่องใจตัวเองบ้างมั้ย”
“กูไม่มีอะไรที่ต้องส่องนี่”
“แสดงว่ารู้ใจตัวเองดีอยู่แล้ว” พูดแค่นั้นดาราหนุ่มก็ลุกพรวดพราดขึ้น
“นั่นมึงจะไปไหน”
“มึงดื่มต่อกับไอ้ปริญเถอะ กูต้องไปจัดการพี่สาวนอกไส้ของกูก่อน กลัวจะเมาแล้วขึ้นขย่มผัวชาวบ้านกลางร้าน” ว่าแล้วธัญญ์ก็ก้าวตรงไปหาพี่สาวตัวเอง ภูริชกับปริญมองตามแวบเดียวก็หันมาจัดการกับเครื่องดื่มบนโต๊ะต่อ
“กูว่ามันหึง” ปริญรำพึงเบาๆ
“เหมือนที่มึงกำลังรู้สึกกับน้องสาวมึงหรือเปล่า”
“จะเหมือนได้ยังไงวะ”
“นั่นน่ะสิ ในเมื่อมึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับน้องสาวตัวเอง นอกจากหวงในฐานะพี่ชายใช่มั้ย”
“มึงเที่ยวล้วงความรู้สึกคนอื่นไปทั่ว แต่ใจตัวเองเสือกไม่รู้ บอกมาดีกว่าว่ามึงอกหักจากใคร” ปริญหรี่ตามองอย่างค้นคว้ากึ่งจับพิรุธ ทั้งที่ก็รู้ดีว่าต่อให้เมาหัวราน้ำแค่ไหน คนปากหนักอย่างภูริชก็ไม่มีทางแพร่งพรายความในใจออกมาให้ใครรู้เด็ดขาด
ในห้องโถงของบ้านจันทร์ฉาย หลังจากที่ภูริชก้าวพรวดพราดออกไปแล้ว ตอนนี้คุณหญิงจันทร์จรีนั่งหน้าเจื่อน ไหนจะสงสารเด็กสาวที่ตนจับจองไว้เป็นลูกสะใภ้มาเนิ่นนานหลายปีตั้งแต่เธอยังเด็กเลยก็ว่าได้ ไหนจะละอายต่อปภาซึ่งเคยเป็นพี่เลี้ยงและเพื่อนสนิทของตน
“ฉันต้องขอโทษด้วยนะปูที่ลูกชายของฉันเสียมารยาทแบบนั้น” คุณหญิงจันทร์จรีเอ่ยขอโทษอีกครั้งหลังจากปภาเข้ามานั่งข้างๆ ลูกสาวแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณหญิง ปูไม่ถือสาคุณภูหรอกค่ะ”
“ขอโทษหนูพรรษด้วย” คุณหญิงหันไปทางว่าที่สะใภ้ที่ตอนนี้นั่งหน้าเจื่อนอยู่ข้างๆ ผู้เป็นมารดา
“ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า”
“ตาภูนี่ก็เหลือเกิน ต่อไปสองครอบครัวเราก็จะเป็นญาติกันจริงๆ แล้ว ทำไมถึงตั้งแง่กับหนูพรรษนักก็ไม่รู้”
คุณหญิงจันทร์จรีรำพึงด้วยท่าทีหนักใจ หากแต่พรรษรดาต่างหากที่หนักใจกว่า ใครว่าเธอมีสิทธิ์เลือกกันเล่า แท้จริงแล้วตัวเลือกเดียวของเธอก็มีเพียงภาสกรเท่านั้น ส่วนภูริชน่ะหรือ เธอไม่กล้าอาจเอื้อมหรอก ในเมื่อเขาไว้ตัวและเย่อหยิ่งใส่เธอมาตลอดเช่นนั้น แม้ใครจะไม่รู้ แต่เธอรู้ดีอยู่แก่ใจเลยล่ะว่าทำไมภูริชถึงได้รังเกียจเธอนัก เพราะชาติกำเนิดอันแสนต่ำต้อยของเธอ และเพราะเธอเคยทำกระต่ายตัวโปรดของเขาตายเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนนั่นเอง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณป้า พรรษชินแล้วจริงๆ” พรรษรดาตอบพลางคิดถึงชาติกำเนิดตัวเองอยู่เงียบๆ ยายของเธอเป็นนางข้าหลวงและเป็นแม่นมของคุณหญิงจันทร์จรี ปภาแม่ของเธอเกิดและเติบโตในบ้านหลังนี้ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและเป็นเพื่อนเล่นกับคุณหญิง แม้ตอนหลังแม่จะแต่งงานออกเรือนไป แต่แม่ก็เป็นเพียงอนุของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงและมีศักดิ์ศรีใดๆ ทุกวันนี้เธอกับแม่ก็ยังใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่บ้านสวนซึ่งเป็นมรดกของยาย โดยที่พ่อแค่เทียวไปเทียวมากระทั่งท่านเสียชีวิต เธอกับแม่ก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับบ้านหลังใหญ่อีกเลย
เมื่อสมัยยังเด็ก พ่อกับแม่มักจะพาเธอมาเยี่ยมเยือนที่บ้านจันทร์ฉายเสมอ เพราะพ่อเป็นเพื่อนกับท่านคฑาวุธและแม่กับคุณหญิงจันทร์จรีก็สนิทสนมกันมาก เธอจึงคุ้นเคยกับภาสกรและภูริชเป็นอย่างดี ทว่าคนที่ใจดีกับเธอมาตลอดก็มีแค่ภาสกรเท่านั้น
ไม่แปลกหรอกหากภูริชจะรังเกียจและตั้งแง่ใส่เธอ เธอต่ำต้อยมากเมื่อเทียบกับเขา เป็นแค่ลูกสาวของเมียรอง อีกทั้งแม่และยายก็เคยเป็นคนรับใช้ในบ้านหลังนี้มาก่อน
“ป้าก็ไม่หวังหรอกว่าหนูพรรษจะเลือกตาภู ก็ในเมื่อลูกชายคนเล็กของป้าขวางโลกขนาดนั้น หนูพรรษเลือกตาภาสก็ดีเหมือนกัน ป้าจะได้วางใจว่าตาภาสจะดูแลน้องอย่างดี ว่าแต่เราไม่ได้ซุกใครเอาไว้ใช่มั้ยตาภาส” คุณหญิงหันไปถามลูกชายเสียงดุๆ และคาดคั้น ภาสกรจึงหัวเราะร่วน
“ก็มีบ้างตามประสาผู้ชายล่ะครับแม่ แต่ผมยังไม่ได้จริงจังกับใคร เพราะแม่ย้ำมาตลอดว่าหมั้นพรรษไว้ให้ผมกับภูแล้ว รอแค่ให้พรรษเลือกเท่านั้น”
“ให้มันจริง ไม่ใช่พอถึงวันแต่งมีผู้หญิงอุ้มลูกมาพังงานนะ”
“โธ่ แม่ครับ ผมรับรองว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นแน่นอน ขอบคุณนะที่เลือกพี่ พี่เป็นผู้ชายที่โชคดีมากเลยล่ะ” ประโยคหลังภาสกรพูดและยิ้มให้กับหญิงสาวที่ตนเห็นและสนิทสนมมาตั้งแต่เด็ก พรรษรดาหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู พอโตขึ้นก็สวยคมชวนมอง แม้อาจจะไม่ได้ปราดเปรียวเหมือนสาวๆ ในวงสังคม แต่ก็ถูกอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี มีคุณสมบัติหลายอย่างที่คุณหญิงจันทร์จรีชื่นชอบ ทำให้เธอถูกตีตราจองเป็นสะใภ้ของบ้านจันทร์ฉายมาตั้งแต่ต้น