ไร่คีรีรักษ์เป็นไร่ของพ่อเลี้ยงอินและดวงแก้วเป็นไร่ที่มีอาณาเขตกว้างขวางปลูกพืชไร่พืชสวนหลายชนิดมีคนงานในไร่มากมายทั้งสองช่วยกันบุกเบิกมาตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว
จนตอนนี้มีโซ่ทองคล้องใจถึงสองคนและอายุก็เข้าสู่ช่วงวัยหนุ่มสาวที่จะต้องมีครอบครัวแล้วด้วยพ่อเลี้ยงอินจึงให้ลูกชายคนโตอย่างคีรีหนุ่มรูปงามวัย26ที่เป็นที่หมายปองของสาวๆทั้งในไร่และในระแวกหมู่บ้านนี้เป็นคนดูแลควบคุมทุกอย่างต่อ
ส่วนลูกสาวคนเล็กอย่างนภาหญิงสาววัย22ก็เป็นคนทำบัญชีและดูแลเรื่องโรงครัวของทางไร่แม้นพวกเขาทั้งสองจะละมือจากการควบคุมดูแลไร่แล้วก็ยังออกช่วยคนงานทำไร่ทำสวนเป็นการออกกำลังไปในตัว
ยามเย็นโพล้เพล้พระอาทิตย์จะตกไม่ตกแหล่เหล่าคนงานในไร่คีรีรักษ์ต่างก็เก็บอุปกรณ์การเกษตรที่เอามาจากโรงนาเก็บเข้าที่ก่อนจะเตรียมตัวกลับที่พัก
กลุ่มผู้หญิงโสดก็เดินเป็นกลุ่มพูดคุยไถ่ถามเรื่องทั่วไปทั้งงานและเรื่องสารทุกข์สุขดิบในระหว่างเดินทางกลับส่วนผู้หญิงที่มีผัวแล้วก็เร่งรีบที่จะต้องกลับไปทำกับข้าวกับปลาไว้ให้ลูกผัว
พวกผู้ชายที่มีเมียแล้วรักดีหน่อยก็กลับบ้านพร้อมเมียแต่บางคนก็รวมกลุ่มตั้งวงกินเหล้ากินยากันตามประสาผู้ชายที่ชอบสังสรรหนุ่มโสดที่ยังไม่มีคู่ก็ใช้เวลานี้เข้าหาสาวๆที่ยังโสดเหมือนกันเพื่อเกี้ยวพาราสีเป็นปกติอย่างนี้เช่นทุกเย็น
สองสามีภรรยาพ่อเลี้ยงอินและแม่เลี้ยงดอกแก้วนั่งคุยกันอยู่ที่ชานเรือนไม้หลังใหญ่รับลมยามเย็นหลังจากที่เข้าไร่เข้ากงมาทั้งวัน
“พ่อ...ลูกเราจะแต่งงานอยู่รอมร่อแต่ดูทำตัวสิยังเกเรไปทั่วฉันกลัวเหลือเกินวันนึงจะไปทำใครท้องเข้าทีนี้เรื่องใหญ่แน่”
ดอกแก้วหญิงร่างเล็กวัยกลางคนชะเง้อคอมองหาลูกชายด้วยสีหน้าที่เป็นกังวลเย็นป่านนี้แล้วก็ยังไม่เห็นจะกลับบ้านกลับเรือนยิ่งช่วงนี้เธอยิ่งได้ยินคนไนไร่พูดถึงลูกชายเธอในเรื่องผู้หญิงเธอยิ่งไม่สบายใจเพราะอีกไม่กี่วันแสนคำผู้ใหญ่ที่มีพระคุณกับพวกเธอก็จะส่งหลานสาวมาแต่งงานกับลูกชายเธอแล้วหลังจากที่ส่งสินสอดหลายสิบหมื่นไปสู่ขอ
“แม่ก็รู้ว่าถึงลูกเราค่อนข้างจะเอาแต่ใจแต่ก็คงไม่หาเรื่องเดือดร้อนมาให้เราหลอกเชื่อพ่อสิ”
อินพ่อเลี้ยงวัยเกือบห้าสิบชายร่างท้วมสูงใหญ่นั่งชันเช่าในชุดม่อฮ่อมผูกผ้าขาวม้าสีขาวสลับดำที่เอวเอ่ยออกมาอย่างไม่เป็นกังวลมากนักแม้นจะรู้ว่าลูกตนค่อนข้างหัวดื้อไม่ค่อยฟังใครแต่ก็มีความรับผิดชอบสูงไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ยกไร่ทั้งไร่ให้ดูแลอีกอย่างลูกของเขาถึงจะขึ้นชื่อเรื่องชอบเกี้ยวพาราสีสาวๆระแวกนี้ไปทั่วแต่ก็คงไม่ทำให้มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจมาถึงพวกเขาแน่นอน
“กับข้าวเสร็จแล้วจ่ะ”
นภาสาวน้อยร่างเล็กหน้าตาคมเข้มผิวสีน้ำผึ้งจัดสำรับกับข้าวเย็นเสร็จก็เดินขึ้นเรือนมาตามพ่อกับแม่ตนลงไปกินข้าวที่ครัวข้างล่าง
“พี่เราเค้าจะกลับมากินข้าวเย็นหรือเปล่าล่ะลูก”
ดอกแก้วเอ่ยถามลูกสาวตนด้วยเห็นว่าทำงานอยู่ในสำนักงานที่ไร่ด้วยกันทั้งวัน
“เห็นว่าจะไปกินกับพวกพี่สรวงน่ะจ่ะ”
นภาตอบกลับแม่เธอด้วนสีหน้าอ่อนใจเธอเองก็ห้ามพี่ชายเธอแล้วแต่ก็ห้าไม่ได้เช่นเคยบทพี่ชายเธอจะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้อยู่แล้ว
“ไปบ้านไอ้สรวงอีกแล้วงั้นรึ...เฮ้อ”
ดอกแก้วถอนหายใจพรืดใหญ่เพราะคีรีไปบ้านสรวงผู้จัดการที่ไร่นี้ทีไรเป็นเมาหัวราน้ำกลับมาทุกครั้ง
“เอาน่าแม่ลูกเรามันไม่ให้ทำให้เราเดือดร้อนหรอกน่า..กินข้าวกันเถอะพ่อหิวแล้วล่ะ”
อินเข้าใจว่าผู้ชายโสดอย่างลูกเขาก็ต้องมีดื่มสังสรรค์กันบ้างอีกหน่อยก็แต่งงานแล้วคงไม่มีเวลาให้เพื่อนให้ฝูงเท่าไร
“ภาก็เชื่อว่าพี่คีรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”
นภาเองก็เชื่อใจพี่ชายเธอเหมือนกันว่าคงไม่ทำอะไรนอกลู่นอกทางเพราะรู้จักนิสัยใจคอกันดีเว้นเสียแต่ว่าพี่เธอนั้นจะคิดทำอะไรแผลงๆเพราะไม่อยากแต่งงานอย่างที่พ่อบังคับน่ะสิ
"นายดื่มหนักไปแล้วนะ"
สรวงหนุ่มวัย25ผู้จัดการไร่คนสนิทของคีรีแม้นว่าเขาจะชอบชวนนายตนสังสรรค์หลังเลิกงานแต่ก็ไม่ได้อยากให้เจ้านายมาเมาเละเทะจนคนงานในไร่เอาไปนินทา
"เรื่องของข้าโว้ย"
คีรีหนุ่มวัย26ร่างกายบึกบึนสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาคมคายผิวสีแทนตัดผมทรงรากไทรเขาปัดไม้ปัดมือคนที่กำลังจะดึงแก้วน้ำเมาออกจากมือเพราะช่วงนี้เขาค่อนข้างเครียดคนที่รักอิสระและผู้หญิงเยอะอย่างเขาจะต้องมาถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักแถมการมีเมียเป็นตัวเป็นตนก็จะทำให้การเกี้ยวพาราสีสาวๆระแวกนี้ยากขึ้นไปอีก
"อีกไม่กี่วันนายก็จะแต่งงานแล้วฉันไม่เห็นนายจะเตรียมตัวอะไรเลยล่ะ"
คมเด็กหนุ่มโสดในไร่ที่นั่งร่วมวงดื่มเขาได้ยินมาว่าอีกไม่กี่วันเจ้านายตนก็จะได้แต่งงานแต่ไม่ยักเห็นจะเตรียมตัวทั้งทีพวกเขาเตรียมหาชุดใหม่ใส่ในวันงานกันแล้ว
ปึก
"หึ่...จะเตรียมตัวอะไรวะ...ข้าไม่ได้อยากแต่งซะหน่อยที่ต้องยอมเพราะพ่อข้าบังคับ"
คีรีวางแก้วเสียงกระทบแคร่ไม้สนั่นได้ยินเรื่องงานแต่งเขาก็เริ่มหงุดหงิดกระฟัดกระเฟียดขึ้นมาปกติแล้วพ่อของเขาก็ไม่ได้วุ่นวายอะไรกับชีวิตเขามากนักไม่ยักรู้ครั้งนี้ทำไมถึงได้บังคับเขานักหนาว่าจะต้องแต่งกับผู้หญิงเมืองเหนือที่เขาไม่เคยแม้นแต่จะรู้จักชื่อหรือเห็นหน้าถึงขั้นหากไม่ยอมคงไม่ต้องมาเรียกพ่อเรียกลูกกันทำให้เขาต้องจำใจยอมแต่โดยดี
"แล้วผู้หญิงที่จะมาแต่งงานกับนายสวยหรือเปล่าเห็นว่าเป็นผู้ดีจากเมืองเหนือเลยนี่นาย"
"ข้าไม่รู้ไม่เคยเห็นไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ...แต่ถึงจะแต่งข้าก็จะทำให้แม่ผู้ดีนั่นอยู่ไม่ได้เตลิดไปในไม่ช้า...เพราะข้าไม่ได้อยากมีครอบครัวแล้วก็ไม่ชอบการคลุมถุงชนแบบนี้ด้วย"
คีรีไม่ใช่เพียงแค่พูดไปเรื่องเพราะฤทธิ์น้ำเมาแต่เขาคิดแผนการเอาไว้จริงๆ
"ไม่แน่นะ...นายอาจจะรักผู้หญิงคนนี้จริงๆก็ได้"
สรวงเอ่ยหยอกคนเป็นนายให้หายเครียด
"จริงสินาย...ผู้หญิงคนนั้นอาจจะสวยหยาดเยิ้มจนนายหลงหัวปลักหัวปลำก็ได้..ฮ่าๆๆๆ"
"ฮ่าๆๆ.."
คนในวงสังสรรค์ตอนนี้ก็เช่นกันเพราะเห็นมานักต่อนักแล้วคนที่ไม่อยากแต่งงานพอได้แต่งแล้วแทบจะไม่อยากห่างเมียตนไปไหนกันเลย
"ตลกอะไรนักหนาวะ..”
คีรีเริ่มเสียงแข็งคนในวงตอนนี้เลยเริ่มหัวเราะไม่ออก
“ข้าจะกลับแล้วไอ้สรวงพาข้าไปหาผกา"
สิ้นเสียงไม่พอใจคีรีก็สั่งให้สรวงพาเขาไปหาผกาแม่ค้าขนมหวานที่ตลาดในหมู่บ้านเพราะรู้ตัวว่าตอนนี้ขับรถไปไม่ไหวแน่
"นายจะไปทำไม"
สรวงขมวดคิ้วจนผูกโบว์เขาไม่เคยเห็นนายของเขาไปหาใครตอนดึกดื่นเลยสักครั้งยิ่งครั้งนี้นายตนใกล้จะเข้าพิธีแต่งงานแล้วด้วยเขายิ่งไม่อยากตามใจนายตนนักเพราะพ่อเลี้ยงอินอาจจะหมายหัวเขาเอาได้หากปล่อยให้คีรีเถลไถล
"บอกให้พาไปก็พาไปสิวะรึจะให้ข้าขับรถไปเอง"
สรวงจำต้องยอมขับรถจิ๊บพาคีรีไปที่บ้านผกาขืนปล่อยให้คีรีขับเองคงได้ตกคงตกเขากันไปพอดี
ผกาที่คีรีพูดถึงนั้นเป็นสาวสวยประจำหมู่บ้านเธอเป็นสาวโสดที่ตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่เพียงคนเดียวเพราะพ่อแม่เสียหมดทำให้คีรีมาหาเธอได้ทุกเวลาและมาได้เป็นประจำโดยที่ไม่มีใครกล้ามาท้วงมาติง
"นายกลับบ้านเถอะ"
เมื่อขับรถมาถึงหน้าบ้านไม้ที่อยู่ท้ายตลาดซึ่งเป็นบ้านของผกาแม่ค้าขนมหวานสาวสวยในหมู่บ้านสรวงก็ท้วงนายตนอีกรอบว่าให้กลับบ้าน
"เอ็งกลับไปได้แล้วไปส่งข้าแค่นี้พอ"
คีรีหรือจะฟังใครเขารีบลงจากรถเดินโซซัดโซเซยืนอยู่หน้าบ้านของผกาเขาตั้งใจมาที่นี่เพราะเขาอยากทำให้มันเป็นเรื่องให้คนลือเรื่องว่าเขามาหาผู้หญิงดึกๆดื่นๆเผื่อคนที่จะมาแต่งงานกับเขาจะได้รู้เอาไว้ว่าเขาไม่ได้ต้องการให้เกียรติอะไรเธอแม้แต่น้อย
"โถ่..นาย..."
สรวงจำต้องขับรถกลับแต่เห็นทีเขาจะปล่อยให้นายของเขาอยู่ที่นี่นานไม่ได้จึงบึ่งหน้าไปที่บ้านของพ่อเลี้ยงอินทันทีเพราะรู้ว่าพ่อเลี้ยงอินคนเดียวที่จะดึงเข้านายของเขาหยุดกระทำเรื่องไม่ดีได้แม้เขาจะตามใจเจ้านายของเขาเพียงใดแต่ก็ไม่ได้อยากให้ใครมามองคีรีในทางเสื่อมเสีย
"ผกา.."
ร่างอวบอึ๋มที่อยู่ในชุดนอนเสื้อสายเดี่ยวสีดำรัดรูปท่อนล่างพันผ้าถุงสีหวานสะดุ้งจากการหลับไหลเพราะได้ยินเสียงใครบางคนเรียกอยู่ที่หน้าบ้านซึ่งเธอก็จำได้ดีว่าเสียงนี้เป็นเสียงของใครจคึงรีบลุกวิ่งออกมาเปิดประตูให้อย่างรวดเร็ว
"นาย...ทำไมเมามาแบบนี้จ้ะแล้วทำไมมาซะดึกดื่น"
ผการีบเข้าไปประคองคีรีเข้าบ้านและพาเข้าห้องนอนของเธอทันทีอย่างรู้งานเพราะรู้งานแต่ก็แอบแปลกใจไม่น้อยว่าทำไมเขาถึงมาหาเธอกลางดึกเพราะทุกครั้งจะมาตอนกลางวันเสมอ
"ก็คิดถึงเธอไง"
เสียงแหบพร่าก่ายกระซิบอยู่ข้างใบหน้านวลของผกาทำเอาเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หลังจากได้ยินว่าคีรีคิดถึงเธอไม่บ่อยนักที่จะได้ยินคำนี้แต่ไม่นานนักก็ต้องหุบยิ้มเพราะเธอได้ข่าวมาจากคนในใร่เมื่อตอนไปส่งขนมว่าจะคีรีจะแต่งงานในเร็ววันนี้
"ปากหวานอีกแล้ว.. ผกาได้ข่าวว่านายจะแต่งงานจริงหรอจ้ะ"
หญิงสาววางคีรีบลงกับฟูกนอนในห้องเธอได้ก็รีบนอนกอดก่ายร่างหนาเอาไว้ทันทีเพราะเธอก็คิดถึงเขามากอยู่เหมือนกัน
"อืม..เธอไม่ต้องสนใจเรื่องนั้นหรอก...ฉันไม่ได้เต็มใจจะแต่งถึงแต่งแล้วฉันก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิมอยู่ดี"
"หมายความว่านายมาหาผกาได้เหมือนเดิมหรอจ้ะ"
"อืม.."
"ผการักนายที่สุดเลย"
หญิงสาวค่อยๆใช้มือเรียวดึงผ้าผ่อนที่ปกปิดท่อนล่างของคีรีออก
“อืม..อ่าสส..ผกา..”
คีรีเริ่มกระสับกระส่ายหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อมือน้อยของผกาบีบขยำตัวตนของเขาจากที่ห่อเหี่ยวกลายเป็นผงาดเด้งผึงสู้มือ
“ผการู้ว่านายชอบอะไรผกาจะทำให้นายมีความสุขที่สุดเลยจ่ะ...อืม..”
ใบหน้านวลยิ้มกริ่มก่อนจะก้มลงใช้ริมฝีปากดูดดึงแท่งร้อนที่กำลังผงาดสู้มือเพื่อเอาใจชายหนุ่มเธอรู้ดีว่าเขาชอบเพราะเธอทำแบบนี้ให้เขาเป็นประจำและก็ได้เงินตบรางวัลอย่างงามทุกครั้ง
“อ่าสส...ผกาอย่างนั้นแหละ”
คนตัวโตดีดตัวขึ้นนั่งหลับตาปี๋สบถร้องออกมาจากลำคออย่างเสียวซ่านมือหนาตอนนี้ชันไว้ด้านหลังยันตัวเองเอาไว้ข้างหนึ่งอีกข้างก็กดหัวทุยที่กำลังผงกขึ้นลงให้เป็นจังหวะอย่างที่ต้องการ
“นายจ้ะ...”
จู่ๆผกาก็หยุดการกระทำเธอดีดตัวนั่งตรงหน้าคีรีก่อนจะค่อยๆถอดเสื้อของเธอออกเผยให้สองเต้างามอวบอิ่มที่กำลังตั้งชูชันประจันหน้าชายหนุ่มครั้งนี้เธอจะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคีรีให้ได้เพราะปกติแล้วเธอจะเป็นฝ่ายทำให้เขาสำเร็จความไคร่ด้วยปากหรือมือเท่านั้น
“ท..ทำอะไรผกา”
คีรีถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อคนตรงหน้าเปิดเผยให้เห็นของสงวนทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน
“ผกาจะไม่เรียกร้องอะไรแค่ผกาอยากเป็นของนายเท่านั้น..นะจ้ะ”
สาวเจ้าโน้มตัวกอดชายหนุ่มพ่นเสียงหวานสมยอมเขาข้างใบหูก่อนจะใช้ปลายลิ้นสัมผัสใบหูของชายหนุ่มเพื่อเรียกอารมณ์เร่าร้อนสิ่งที่เธอต้องการจะได้ง่ายขึ้นปากที่บอกว่าไม่เรียกร้องเป็นเพียงการล่อหลอกเท่านั้นหากเธอมีสัมพันธ์กับคีรีจนท้องขึ้นมาเร็วๆนี้ได้ตำแหน่งแม่เลี้ยงของไร่คีรีรักษ์คนต่อไปจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเธอ
"ผกา.."
คีรีพยายามหักห้ามใจแต่ทั้งความเมาและเนื้อหนังเต่งตึงอกตูมของผกากำลังทำให้สติของเขาควบคุมไม่อยู่สิ้นเสียงเรียกชื่อหญิงสาวอย่างแหบพร่าคีรีก็กดเธอลงกับฟูกนอนรีบตะกุมตะกามดูดดึงยอกประทุมถันฟัดเล่นให้สาแก่ใจ
“อ้ะ...”
ชายหนุ่มใช้มือหนาถลกผ้าถุงสีหวานของหญิงสาวขึ้นมากองที่เอวก่อนจะใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงในตัวจิ๋วลูบไล้ร่องสวาทที่กำลังฉ่ำแฉะ
"คีรี.."
และแล้วกิจกรรมสวาทที่ได้สิ้นลงเมื่อคีรีได้ยินเสียงพ่อตนมาตะโกนที่หน้าบ้านของผกาสติของเขาจึงกลับคืนมาได้
"พ่อ.."
“ถ้าเอ็งไม่ออกมาเอ็งไม่ต้องกลับไปที่ไร่อีก”
“ฉันไปก่อนนะผกา”
คีรีรีบใส่กางเกงลุกหนีร่างอวบอึ๋มที่นอนโชว์ของสงวนอยู่บนฟูกออกไปอย่างรวดเร็วเขามีสติรู้ตัวเพราะเสียงของพ่อไม่อย่างนั้นเกือบมีสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผกาไปแล้ว
"โถ่เอ้ย.."
ผกานั่งกัดฟันกรอดกำมือแน่นอีกแค่นิดเดียวเธอก็จะทำให้สิ่งที่หวังได้สำเร็จแล้วแต่ดันมีคนมาขัดเสียก่อนยิ่งคิดเธอก็ยิ่งโมโห
ปึกก
"ดึกดื่นไม่กลับบ้านกลับช่องเอ็งจะไปค้างอ้างแรมบ้านผกามันได้ยังไง"
พ่อเลี้ยงอินลากลูกชายคนโตมาเหวี่ยงกองตรงกลางบ้านกลางดึกก่อนจะตวาดเสียงสั่นด้วยความโมโหดีที่สรวงมาบอกให้เขาไปตามคีรีกลับไม่อย่างนั้นไม่อยากจะคิดเลยว่าคนแถวนั้นจะพูดกันไปเสียหายขนาดไหนหากคีรีนอนค้างบ้านผกาจนถึงเช้า
"ก็ฉันไม่อยากกลับบ้านนี่พ่อ"
คีรีเงยหน้ามองพ่อตนเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
"ข้าพึ่งคุยกับแม่เอ็งเมื่อเย็นว่าเอ็งคงไม่ทำอะไรให้ข้ากับแม่เอ็งเดือดร้อนเห็นจะไม่ใช่แล้วล่ะมั้ง.."
พ่อเลี้ยงอินเห็นทีเขาจะไว้ใจลูกชายของเขาเกินไปแล้ว
"ฉันขอไปนอนก่อนนะพ่อ...ไม่ไหว"
คีรีลุกหนีคนเป็นพ่อเดินเข้าห้องเพราะรำคาญที่จะฟังเสียงบ่นเต็มที
"ไอ้ลูกคนนี้..อย่าให้ข้าต้องมานั่งบังคับอะไรเอ็งมากนักเลย"
พ่อเลี้ยงอินยังคงพ่นเสียงบ่นตามหลังลูกชายตนไม่ขาดเขาอยากให้ลูกของเขาเลิกพฤติกรรมเจ้าชู้แบบนี้เสียทีแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรบอกสอนเตือนกี่ครั้งก็ไม่ฟังทุกอย่างของลูกเขาดีหมดยกเว้นเรื่องผู้หญิง
ไม่รู้เลยว่าแต่งงานไปแล้วจะเป็นอย่างไร
หากคีรีทำให้หลานสาวแสนคำเสียใจเขาต้องทุกข์มากแน่ๆที่เขาบังคับให้คีรีแต่งกับหลานสาวของแสนคำเพราะเป็นความต้องการของแสนคำด้วยแสนคำนั้นมีแต่หลานสาวจึงอยากให้วิวาห์เป็นฝั่งเป็นฝากับคีรีเพื่อที่อนาคตจะได้ไปควบคุมดูแลไร่ที่ทางเหนือ
ที่เขาต้องทำตามคำที่แสนคำขอเพราะเมื่อก่อนเขาก็อาศัยบารมีและความช่วยเหลือของแสนคำถึงได้มีกินมีใช้เป็นเจ้าคนนายคนอย่างทุกวันนี้ได้บุญคุณอะไรที่เขาตอบแทนแสนคำได้เขาก็จะทำ
วันต่อมา
เช้ามืดหลังจากที่รถยนต์ของบ้านแสนคำขับออกมาจากตัวเมืองเชียงใหม่ไม่เท่าไรโดยมีคำปันชายหนุ่มคนขับรถของแสนคำเป็นคนขับ...ก็จอดที่ข้างทางเพื่อให้ปรางทิพย์หลานสาวคนเดียวของแสนคำลงเนื่องจากมีกวินหมอหนุ่มที่เป็นคนรักของปรางค์ทิพย์จอดรถรอเพื่อที่จะพาปรางค์ทิพย์หนีอยู่แล้ว
“พี่วิน”
ปรางค์ทิพย์ลงรถได้ก็โผเข้ากอดกวินจนแน่นเพราะคิดถึงสุดหัวใจเนื่องจากปู่ของเธอดันไล่ให้กวินออกไปจากพื้นที่หลังจากที่รู้ว่าเธอนั้นแอบคบกันเพราะปู่ของเธอต้องการให้เธอแต่งงานกับลูกชายของพ่อเลี้ยงอินที่อยู่โคราช
วันนี้เธอทำทีเตรียมเดินทางออกมาพร้อมกับปิ่นงามหญิงสาวลูกของตองนวลแม่นมของเธอโชคดีที่ปู่ของเธอตอนนี้ป่วยจนเดินไม่ได้เลยเดินทางไปร่วมงานแต่งไม่ได้เธอจึงถือโอกาสนี้หนีไปกับหมอกวินและคนที่จะต้องเดินทางไปแต่งงานแทนเธอก็เป็นปิ่นงาม
เรื่องนี้ปิ่นงามเองก็ไม่ได้เต็มใจเท่าไรนักแต่เพราะเห็นแก่ความรักของปรางค์ทิพย์และบุญคุณของแสนคำที่ชุบเลี้ยงเธอกับแม่เหมือนคนในครอบครัวเธอจึงยอมสละความสุขตัวเองเพื่อให้หลานสวาวของแสนคำอย่างปรางค์ทิพย์มีความสุข
"ดูแลตัวเองดีๆนะคะคุณปรางค์โชคดีนะคะ"
หญิงสาวร่างเล็กใบหน้าจิ้มลิ้มผิวขาวอมชมพูในชุดเสื้อแขนยาวผ้าฝ้ายคอกลมมีเชือกผูกเอวกับซิ่นผืนสีทองยาวถึงตาตุ่มบนหัวเกล้ามวยผมรวบตึงเดินลงมาจากรถถือกระเป๋าหวายยื่นให้หมอหนุ่มก่อนจะหันมากุมมือเรียวของปรางค์ทิพย์อวยพรให้เธอโชคดี
"เธอก็เหมือนกันนะปิ่น..ขอบคุณมากจริงๆ"
ปรางค์ทิพย์สวมกอดปิ่นงามแน่นขอบคุณหญิงสาวที่เสียสละเพื่อความรักของเธอก่อนจะรีบขึ้นรถไปกับกวินแฟนหนุ่มของเธอ
หลายชั่วโมงต่อมา
กว่าคำปันจะขับรถพาปิ่นงามมาถึงโคราชได้ก็ปาไปหลายชั่วโมงจวบจนตอนนี้ก็เริ่มฟ้ามืดแล้วกว่าจะมาถึงไร่
“นั่นหลานสาวแสนคำมาถึงแล้วละมั้งพ่อ”
“นั่นสิ”
อินและดอกแก้วเห็นรถยนต์ที่ไม่คุ้นตาและไม่เหมือนของคนในไร่ในดงใช้เท่าไรก็เดาได้ว่าน่าจะเป็นหลานสาวของแสนคำที่เดินทางมาถึงแล้วจึงรีบชวนกันลงจากเรือนมาต้อนรับ
“สวัสดีค่ะพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง”
ปิ่นงามรู้ดีว่าทั้งสองที่ลงมาต้อนรับเธอเป็นใครเพราะที่บ้านเธอมีรูปทั้งสองอยู่เต็มบ้านแม้นคนทั้งสองตรงหน้าจะดูแก่ไปบ้างแต่ก็ยังไม่ต่างจากรูปเท่าไรนัก
“หนูเป็นหลานแสนคำสินะ”
“ค่ะ...หนูชื่อปิ่นงาม..ส่วนนี่พี่คำปันจ่ะ”
“สวัสดีครับ”
หลังจากที่ปิ่นงามแนะนำตัวคำปันชายหนุ่มก็รีบยกมือสวัสดี
“คำปันเองหรอลูกทิดปลั่งใช่มั้ย”
ดอกแก้วจำได้ดีว่าเคยเจอคำปันเมื่อยังเล็กๆตอนไปเยี่ยมแสนคำที่ทางเหนือครั้งพวกตนยังไม่มีลูกมีเต้า
“ครับแม่เลี้ยง”
“ตอนนั้นที่เห็นกันยังเล็กๆอยู่เลยนะจำไม่ได้ล่ะสิ..ไปๆขึ้นเรือนพักผ่อนกันก่อน”
หลังจากทักทายกันเสร็จเจ้าบ้านก็ชวนแขกขึ้นเรือนเอาของไปเก็บแล้วจะได้พักผ่อนหลังจากเดินทางมาเหนื่อยๆวันนี้เลยได้แค่ทักทายไม่ได้คุยอะไรกันมากนักเพราะนี่ก็มืดค่ำแล้ว
“นึกว่าพ่อเลี้ยงจะมาพร้อมหนูปิ่นเสียอีก..ดันมาป่วยเอาเสียได้”
สองสามีภรรยามาคุยกันที่ห้องหลังจากจัดแจงที่พักให้ปิ่นงามและคำปันเรียบร้อยแล้วทั้งสองแอบเสียดายที่คิดว่าแสนคำจะมาพร้อมกับหลานสาวแต่กลับมารู้ว่าป่วยกะทันหันจากปากปิ่นงาม
“นั่นสิ..จะว่าไปหนูปิ่นกิริยาท่าทางเหมือนตองนวลไม่มีผิดเลย”
พ่อเลี้ยงอินอดนึกถึงเพื่อนตนในวันวานที่อยู่ที่ไร่แสนคำไม่ได้ยิ่งเห็นปิ่นงามก็ยิ่งนึกถึงตองนวล
“ก็คงจะเหมือนคนเลี้ยงนั่นแหละ”
ดอกแก้วเองก็คิดเช่นเดียวกับสามีเธอรู้มาว่าตองนวลมีลูกรุ่นราวคราวเดียวกับหลานของแสนคำและตองนวลก็เป็นคนเลี้ยงทั้งสองมาพร้อมกันเพราะพ่อแม่ของหลานสาวแสนคำเสียตั้งแต่ลูกพึ่งคลอดด้วยอุบัติเหตุตองนวลจึงต้องรับหน้าที่เป็นแม่ไปโดยปริยาย
“จริงสิ...เราไม่เคยเห็นลูกตองนวลเลยนะพ่อคงจะโตพอกับหนูปิ่น”
จะว่าไปหลังจากที่ตองนวลแต่งงานมีลูกพวกเธอก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนอีกเลยเพราะตอนนั้นลูกก็ยังเล็กแถมไร่ก็ยังยุ่งวุ่นวาย
“อืม..เรายุ่งอยู่กับไร่คงต้องไปเยี่ยมกันบ้างแล้วล่ะ”
พ่อเลี้ยงอินเห็นทีหลังงานแต่งคีรีกับปิ่นงามต้องหาเวลาว่างไปที่เหนือบ้างแล้วเพราะงานที่ไร่ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่คีรีควบคุมดูแลเกือบทั้งหมดไม่มีอะไรน่าห่วงมากนัก
เช้าวันต่อมา
ปิ่นงามทำตัวเป็นแขกที่ดีถึงคติว่าอยู่บ้านท่านอย่างนิ่งดูดายเธอตื่นมาพร้อมกับนภาลงมาช่วยกันทำกับข้าวตั้งแต่เช้ามืด
พอตะวันเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าเธอก็เตรียมห่อข้าวเหนียวหมูทอดเอาไว้ให้คำปันสามห่อใหญ่เพื่อที่จะให้ชายหนุ่มเอาไว้กินกลางทางเวลาหิวขณะขับรถกลับ
“ข้าวเหนียวหมูทอดเอาไปกินระหว่างทางนะพี่คำปัน”
“ขอบใจนะปิ่นเอ็งก็ดูแลตัวเองดีๆล่ะไม่ต้องเป็นห่วงน้านวลฉันจะดูแลให้”
คำปันให้คำมั่นกับปิ่นงามเพราะรู้ว่าเธอห่วงแม่ขนาดไหน
“ขอบใจจ่ะ”
“เดินทางปลอดภัยนะคำปัน”
พ่อเลี้ยงกับแม่เลี้ยงของไร่เห็นคำปันยืนร่ำลากับปิ่นงามอยู่ก็เดินเข้ามาอวยพรให้คำปันนั้นเดินทางปลอดภัย
“ครับผมลาล่ะครับ”
คำปันยกมือไหว้ลาทั้งสองก่อนจะขึ้นรถและขับออกไปปิ่นงามยืนมองรถที่แล่นออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาตอนนี้เธอก็ต้องเผชิญเรื่องราวต่อไปด้วยตัวคนเดียวแล้วแม้นจะรู้ว่าการโกหกเป็นเรื่องที่ผิดแต่เธอก็จำเป็นต้องทำ
"พี่ปิ่นทำเองทั้งหมดเลยน้ะจ้ะแม่"
เมื่อได้เวลาจัดสำรับอาหารเช้านภาก็เอ่ยปากอวดว่ากับข้าวทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของปิ่นงามทั้งหมดเธอเจอว่าที่พี่สะใภ้เธอวันแรกก็ถูกชะตาเสียแล้วด้วยเพราะรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งปิ่นงามกิริยามารยาทก็เรียบร้อยน่ารักกว่าเธอเยอะเลย
"หนูปิ่นมีฝีมือเหมือนกันนะ"
ดอกแก้วเห็นอาหารเรียงรายเธอก็ยิ้มกริ่มที่ลูกสะใภ้เธอเป็นแม่บ้านแม่เรือนแบบนี้ก็ไม่ต้องห่วงแล้วคราแรกคิดว่าคุณหนูอย่างหลานสาวพ่อเลี้ยงแสนคำจะทำงานบ้านงานครัวไม่เป็นเสียอีก
"ไหนลองชิมฝีมือว่าที่ลูกสะใภ้ซะหน่อยซิ...อืม"
พ่อเลี้ยงอินทร์เห็นอาหารก็รีบตักชิมถ้วยแรกเป็นต้มจืดฟักใส่ไก่หน้าตามันก็ดูปกติทั่วไปแต่รสชาติเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยหอมหวานกลมกล่อมกำลังดีแถมไก่ที่ใช้แม้นจะเป็นไก่บ้านแต่ก็เปื่อยยุ่ยเคียวง่ายนับว่าปิ่นงามเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดการทำอาหารได้อย่างดีเลยทีเดียว
"อืม...กลมกล่อมกำลังดีเลย...เป็นไงพ่อ.."
ดอกแก้วที่กำลังตักน้ำต้มจืดชิมเหมือนกันอยากจะรู้ว่าสามีเธอคิดเห็นแบบไหนแต่สำหรับเธอถือว่าอร่อยมากเลยทีเดียว
"อร่อยน่ะสิ...เอ..แต่ว่ารสชาติแบบนี้นี้คุ้นๆนะ"
พ่อเลี้ยงอินทำสีหน้าครุ่นคิดว่ารสชาติแบบนี้เขานั้นเคยกินที่ไหนมาก่อน
"อืม...นั่นสิพ่อ...อ่อ..ตองนวลเคยทำให้เรากินไงพ่อ"
ดอกแก้วร้องอ๋อขึ้นมากะทันหันรสชาติแบบนี้เห็นตองนวลเคยทำให้กินเมื่อครั้งอยู่ที่เหนือมิน่าล่ะคิดว่ามันทำไมคุ้นเคยกับรสชาติแบบนี้พอสมควร
"เออ..ใช่"
"แล้วตอนนี้ตองนวลเป็นยังไงบ้างล่ะหนูปิ่นยังทำงานอยู่ที่บ้านพ่อเลี้ยงแสนคำหรือเปล่า"
ดอกแก้วเห็นทีก็ถามเรื่องตองนวลกับปิ่นงามเอาเสียเลยเพราะไม่ไดติดต่อกันนานไม่รู้ว่าตอนนี้ตองนวลเป็นอย่างไรบ้าง
"เอ่อ..น้าตองนวลสบายดีค่ะ...อาหารที่ปิ่นทำเป็นก็เพราะน้าตองนวลสอนทั้งหมด"
"อาหารฝีมือตองนวลทำพ่อกับแม่อ้วนท้วนกันมาแล้วดีใจที่ได้กินอาหารรสชาตินี้อีกครั้ง"
"ถ้าพ่อกับแม่ชอบปิ่นจะทำให้บ่อยๆเลยค่ะ"
ปิ่นงามนั่งอมยิ้มอ่อนที่ทั้งสองยังจำรสชาติอาหารที่แม่เธอทำได้แต่ก็แอบหน่วงใจเล็กน้อยที่ต้องเรียกแม่เธอว่าน้า
“พี่คีนะพี่คี..ตื่นสายทุกวันเลยนะเดี๋ยวนี้”
ช่วงสายนภาเข้ามาปลุกพี่ชายเธอในห้องนอนเพราะเดี่ญวนี้เห็นจะทำตัวเกเรเมามาทุกวันแถมยังตื่นไปทำงานสายทุกวันอีก
“อืม..”
“พี่ปิ่นมาถึงแล้วว่าที่เมียพี่น่ะไปทำความรู้จักกับเธอหน่อย”
“ไม่..ไม่ได้อยากรู้จัก”
เสียงเอะอะโวยวายภายในห้องทำให้ปิ่นงามที่นั่งอยู่ที่ชานเรือนด้านบนถึงกับทำใจไว้เลยว่าคีรีน่าจะไม่ใช่คนที่เป็นมิตรกับเธอแน่นอนก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะใครก็ไม่ได้อยากจะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนแต่ต้องแต่งเพราะเป็นข้อผูกมัดที่ผู้ใหญ่ทำขึ้นเอาไว้
หลังจากนภาว่างงานจากสำนักงานของไร่แล้วบ่ายๆเกือบเย็นแดดร่มลมตกเธอก็เดินพาปิ่นงามปั่นจักรยานดูรอบๆไร่คร่าวๆว่าตรงไหนมีอะไรบ้างเพื่อสร้างความคุ้นเคย
“ไร่นี้สวยเหมือนไร่แสนคำเลยภา”
“พ่อบอกว่าทุกอย่างที่ไร่นี้เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะความช่วยเหลือของปู่แสนคำการทำไร่ก็ทำทุกอย่างแทบจะเหมือนกับที่ไร่โน้นแต่แค่ปลูกพืชเมืองหนาวไม่ค่อยได้เท่านั้นเองจ่ะ”
“เพื่อนคุณภาหรอจ้ะ...งามเหลือเกิน”
ระหว่างที่สองสาวหยุดคุยกันก็มีคนงานผู้หญิงในไร่ที่กำลังนั่งถางหญ้ากลางร่องผักใกล้ๆเอ่ยชมหญิงสาวที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนแถมผิวพรรณยังขาวนวลผุดผ่องต่างจากคนที่นี่อีกด้วย
“ว่าที่พี่สะใภ้ภาจ่ะ”
นภารีบแนะนำตัวว่าที่พี่สะใภ้เธอให้ทุกคนที่นี่ตอนนี้ได้รู้จักเสียเลยเพราะเดี๋ยวทุกคนก็ต้องรู้จักอยู่แล้ว
“อ๋อ...แบบนี้คุณคีรีไปไหนไม่ได้แล้วล่ะมั้ง”
“นั่นน่ะสิ”
เหล่าคนที่กำลังทำงานก็มองมายังปิ่นงามด้วยความชื่นชมเห็นว่าที่ภรรยาเจ้านายตนสวยขนาดนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้านายตนคงเลิกเจ้าชู้แน่นอน