เขามั่นใจว่าเธอเองก็ไม่ได้รักเขา เช่นเดียวกับที่เขานั้นก็ไม่ได้รักเธอ แต่เขาจะไปแคร์อะไรกับความรัก ในเมื่ออีกไม่นานเขาก็ต้องตายแล้ว ขอแค่ก่อนตายเขาสามารถเสกเด็กเข้าท้องผู้หญิงคนนั้นได้สักคนสองคน หวังว่าน้ำยาของเขามันจะไม่อ่อนแอจนเกินไป เพราะหลังจากเขาตายไปแล้ว แม่จะได้มีเพื่อนรวมถึงตระกูลเขาก็จะมีทายาทไว้สืบสกุลด้วย
“วันนี้ลูกชายแม่หล่อมาก”
“ขอบคุณครับ คุณแม่...ถ้าผมไม่อยู่แล้ว คุณแม่ต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ”
“พูดยังกับปุณณ์จะไปไหนไกลแล้วไม่กลับมาอีกอย่างนั้นละ” ปรียาส่ายหน้าให้ลูกชาย โดยไม่ได้อะใจในคำพูดราวกับสั่งเสียนั่นแม้แต่น้อย
“ก็หลังแต่งงานผมมีบินไปฮันนีมูนนี่ครับ”
“แค่อาทิตย์เดียวไม่ใช่หรือไง พูดยังกับจะไปตลอดชีวิต ไม่เอาไม่
พูด วันนี้วันดีแม่ไม่อยากเจอข่าวไม่ดีซ้ำอีก”
“คุณแม่เจอข่าวไม่ดีอะไรมาเหรอครับ”
“ไม่มีจ้ะ” ปรียาตอบปฏิเสธ นั่นเพราะยังไม่อยากให้ปุณณ์รู้เรื่องนี้นั่นเอง เพราะเธอเดาความคิดลูกชายออก ว่าหากรู้เรื่องเข้าคงล่มงานแต่งงานวันนี้เป็นแน่ ซึ่งเธอไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
ในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งหน้าเครียดและคิดหาทางแก้ปัญหา จู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา ซึ่งก็คือดรินทร์ เธอมาร่วมงานในฐานะเพื่อนเจ้าสาวแต่มาสายไปหน่อยเพราะรถติดมากถึงมากที่สุด
ครอบครัวเธอกับครอบครัวของดาวจรัส เจ้าสาวสุดสวยของวันนี้เป็นญาติกัน ครอบครัวเธอจึงได้รับการ์ดเชิญแต่วันนี้แม่ติดธุระมาไม่ได้ จึงส่งเธอมาร่วมงานในฐานะตัวแทนของครอบครัว และเธอก็มาแบบรู้แค่สถานที่จัดงานว่าคือที่นี่ กับใส่ชุดเพื่อนเจ้าสาวที่ทางดาวจรัสส่งไปให้ที่ปากช่องเท่านั้น ตั้งใจว่าพอมาถึงจะอ่านป้ายตรงลอบบี้ ว่ามีห้องไหนจัดงานแต่งงานโดยชื่อเจ้าสาวคือดาวจรัสบ้าง
แม้จะว่าไปแล้ว การแต่งงานครั้งนี้ของดาวจรัสสร้างความตกใจให้ดรินทร์ไม่น้อย เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมากไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ จนใครต่อใครต่างเดาเอาว่าเจ้าสาวอาจกำลังท้อง จึงจัดงานแต่งงานเร็วขนาดนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรดรินทร์ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ไม่ถามแม้กระทั่งชื่อหรือประวัติของเจ้าบ่าวเพราะคิดว่านั่นคือเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรถามหากอีกฝ่ายไม่เต็มใจที่จะเล่าให้ฟัง ถึงอย่างนั้นก็ยังเต็มใจที่จะมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้
“โอ้ย! จะทำยังไงดี งานจะเริ่มแล้วด้วย” เพียงดาวเดินบ่นพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เธอรับหน้าที่คอยประสานงาน แต่ทว่ายิ่งทำยิ่งเครียดเพราะถามญาติเจ้าสาวกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังไม่ได้คำตอบ ว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นยังไง
นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังพากันหนีหายไปจนหมดอีกต่างหาก เพราะเมื่อครู่เธอเห็นพ่อแม่รวมถึงบรรดาญาติๆ เจ้าสาวหนีขึ้นรถแล้วขับออกไปจากโรงแรมอย่างรวดเร็ว เธอเองก็กำลังจะขึ้นไปบอกปรียาให้รู้ข่าวร้าย เพราะโทรศัพท์ไปหาหลายครั้งแต่ปรียากลับไม่รับสายเธอเลย
“กุ๊กไก่” ทันทีที่เห็นเพียงดาวเดินผ่านหน้าไป ดรินทร์ก็เอ่ยเรียกเพื่อนสนิทขึ้นทันที เพราะไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันที่นี่
“อ้าว! ลิน กลับมาจากปากช่องตั้งแต่เมื่อไหร่” เพียวดาวเอ่ยถามขึ้นเช่นกัน นั่นเพราะคิดว่าตอนนี้เพื่อนรักยังทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด เนื่องจากดรินทร์นั้นมีธุรกิจที่ต้องดูแลที่ปากช่อง
“เมื่อเช้า แต่พอดียุ่งๆ เลยไม่ได้โทรหาแก ว่าแต่แกดูรีบร้อนจะไปไหน”
“หาคน”
“หาคน หาใคร” ดรินทร์ถามย้ำเพราะยังไม่เข้าใจ
“คืองี้...” ก่อนจะเล่าเพียงดาวก็ถอนหายใจนำร่องออกมาอย่างอัดอั้น จากนั้นก็เริ่มพูดว่าเพราะอะไรเธอถึงมีท่าทียุ่งปนรีบร้อนประหนึ่งสึนามิถล่ม เพราะกำลังวิ่งวุ่นประสานงานแต่งงานของลูกพี่ลูกน้องคนสนิทจนหัวฟูฟ่อง ความสวยที่เตรียมมาถูกพัดหายไปพร้อมปัญหาใหญ่
เหตุผลสำคัญมาจากจู่ๆ เจ้าสาวของงานที่ชื่อว่าดาวจรัสก็มาล่องหนหายไปแบบดื้อๆ ไม่มีใครเห็นหรือไม่มีใครติดต่อได้แม้กระทั่งพ่อแม่ และตอนนี้บรรดาพ่อแม่รวมถึงญาติพี่น้องฝ่ายเจ้าสาวที่รู้ข่าว ก็พากันหนีออกจากงานกันแล้วด้วย ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ให้เธอและฝ่ายเจ้าบ่าวแก้ไขกันไป
“เดี๋ยวนะ แกบอกเจ้าสาวที่หายตัวไปชื่ออะไร ขออีกที”
“พี่ดาว ดาวจรัส”
“ดาวจรัสเหรอ” สีหน้าของดรินทร์เองก็ตกใจซ้ำสอง นั่นเพราะชื่อที่ได้ยินมันคือชื่อญาติของเธอที่แต่งงานวันนี้ไม่ผิดแน่
“อื้อ...ส่วนเจ้าบ่าวก็พี่ปุณณ์” เพียงดาวเอ่ยชื่อเจ้าบ่าวออกมา พร้อมกับสังเกตท่าทีของเพื่อนไปด้วย ว่าจะแสดงออกยังไง นั่นเพราะ ดรินทร์เคยปลื้มปุณณ์มาก่อน
อันที่จริงเธอก็อยากบอกเรื่องนี้ให้ดรินทร์รู้เผื่อจะได้มีเวลาทำใจ ว่ารักแรกกำลังจะแต่งงานเหมือนกัน แต่ไปๆ มาๆ เธอกลับเลือกที่จะไม่บอก
“พี่ปุณณ์เหรอ นี่พี่ดาวแต่งงานกับพี่ปุณณ์อย่างนั้นหรอกเหรอ” คนฟังตาโตเป็นไข่ห่าน เพราะไม่คิดว่าจะจุดใต้ตำตอ ถ้ามีการ์ดแต่งงานอยู่ในมือเธอก็คงรู้เรื่องเร็วกว่านี้
อีกอย่างการที่เธอต้องมาร่วมงานแต่งงานชายที่ได้ชื่อว่าเป็นรักแรกมันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย เพราะแม้จะมั่นใจว่าไม่ได้คิดอะไรกับปุณณ์แล้ว แต่ทำไมตอนนี้เธอถึงได้รู้สึกหวิวๆ คล้ายคนกำลังอกหักแบบนี้กัน
“เราขอโทษที่ไม่ได้บอกแกเรื่องพี่ปุณณ์จะแต่งงาน เราแค่ไม่อยากเห็นแกอกหักน้ำตานอง แต่เอ๊ะ...ทำไมแกพูดเหมือนกับว่ารู้จักเจ้าสาว”
“อื้อ...พอดีเราเป็นญาติกัน คงเหมือนแกกับพี่ปุณณ์นั่นแหละ”
“โลกแม่งก็กลม” เอ่ยจบเพียงดาวก็ถอนหายใจออกมา ตอนนี้เธอมืดแปดด้านไปหมดแล้ว ไม่รู้จะแก้ไขปัญหานี้ได้ยังไง
“แล้วแบบนี้งานแต่งงานจะเอาไงต่อ”
“ป้าเรา แม่พี่ปุณณ์นะ ยื่นคำขาดให้ญาติเจ้าสาวหาทางแก้ไขอยู่”
“จะหาทางแก้ไขยังไงเล่า ในเมื่อเจ้าสาวไม่อยู่แบบนี้แล้ว” ดรินทร์คิ้วขมวดอีกคน
“ก็ใช่ไง อีกอย่างเราเห็นบรรดาพ่อแม่ญาติพี่น้องเจ้าสาวพากันหนีขึ้นรถแล้วขับออกไปจากโรงแรมตะกี้นี้ คงเทงานแต่งงานเหมือนเจ้าสาวแล้วแน่นอน เราฟันธงได้”
“หา” เสียงอุทานด้วยความตกใจดังมาจากดรินทร์อีกครั้ง
“เอาไงดีอะแก ช่วยกันคิดหน่อยสิ”
“จะไปคิดอะไรให้ยุ่งยาก ในเมื่อไม่มีเจ้าสาวแล้วก็ยกเลิกงานแต่งไปสิแก จะจัดต่อทำไม”
“หรือไม่ก็แก้ผ้าเอาหน้ารอด ด้วยการหาผู้หญิงสักคนมาเป็นเจ้าสาว” ขณะพูดเพียงดาวก็มองตรงมายังดรินทร์ โดยที่คนถูกมองนั้นไม่รู้ตัวสักนิด ว่าเพื่อนกำลังวางแผนอะไรอยู่ในใจ
“บ้า...ผู้หญิงสติดีที่ไหนจะยอมแต่งงานกับใครง่ายๆ ขนาดนั้นกัน”
“แกไง”
“เราเนี่ยเหรอ”คราวนี้ดรินทร์ตกใจจนตาโตเป็นไข่นกกระจอกเทศ ก่อนจะชี้นิ้วมาที่ตัวเองแล้วทำตาปริบๆ มองมายังเพียงดาว ส่วนคนพูดนั้นกลับส่งยิ้มหวานมาให้
ในเมื่อสถานการณ์มันบีบบังคับถึงขั้นนี้แล้ว บางทีสวรรค์อาจกำหนดให้ดรินทร์กับปุณณ์ได้แต่งงานกัน ทุกอย่างมันถึงได้ประจวบเหมาะ
“ใช่” เพียงดาวพยักหน้ารับด้วยความหนักแน่น
“ละ...แล้วทำไมต้องเป็นเราด้วยยะ”
“ก็แกเหมาะที่จะสวมรอยเป็นเจ้าสาวของพี่ปุณณ์มากที่สุดแล้วยายลิน”
“จะบ้าหรือไง”
“ไม่บ้า” เพียงดาวรีบตอบเช่นกัน
“แล้วเรื่องอะไรเราจะต้องยอมสวมรอยเป็นเจ้าสาว เพื่อไปแต่งงานกับพี่ชายแกด้วย ไม่เอา” ดรินทร์ส่ายหน้าปฏิเสธ แม้ใจหนึ่งจะแอบคิดว่าจะตอบตกลงก็ตาม ซึ่งคำพูดของเธอกำเอาคนเจ้าแผนการอย่างเพียงดาวเริ่มอ้ำๆ อึ้งๆ
“ถือซะว่าช่วยเราหน่อยเถอะนะเพื่อนนะ อีกอย่างแกก็เคยชอบ พี่ปุณณ์ไม่ใช่เหรอ”
“ยอมรับว่าเคย”
“นั่นไง” คนฟังดีดนิ้วเสียงดัง
“นั่นไงอะไร ที่ยอมรับเพราะมันคืออดีตต่างหาก ตอนนี้เราออกจะเฉยๆ กับพี่ปุณณ์แล้วยะ” แม้ปากจะบอกว่าเฉยๆ และก่อนหน้านี้ก็เคยพูดว่าไม่ได้คิดอะไรกับปุณณ์ แต่ใจของดรินทร์นั้นกลับหวิวๆ คลายจะเป็นลม เมื่อรู้ว่าปุณณ์กำลังจะแต่งงานกับดาวจรัส
“อย่าพูดแบบนี้สิเพื่อน”
“ไม่พูดไม่ได้” ดรินทร์จ้องตาเพียงดาวนิ่ง เพราะยังไงเธอก็ไม่ยอมเป็นเจ้าสาวแก้ขัดของใครแน่นอน
“ก็ไหนแกเคยพูดนี่ ว่าถ้าแกสามสิบแล้วยังโสดไม่ได้แต่งงาน แกจะมาขอพี่ปุณณ์แต่งงานไง” คนฟังอย่างดรินทร์ถึงกับน้ำท่วมปาก ก่อนที่จะพยายามนึกว่าเธอไปพูดอะไรทำนองนี้ไว้ตอนไหน เพื่อปฏิเสธคำขอของเพียงดาว
“ปีนี้แกก็สามสิบพอดิบพอดีใช่ไหม” เพียงดาวส่งสายตาวิบวับมายังดรินทร์
“ก็ใช่”
“นั่นไง ทุกอย่างลงตัวเป๊ะ” เพียงดาวไล่ต้อนเพื่อนทุกทาง นั่นเพราะลึกๆ เธอก็อยากให้ปุณณ์กับดรินทร์ลงเอยกัน
จริงๆ โดยเพียงดาวเองก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น
รู้แค่ว่าเคยเอาวันเดือนปีเกิดของสองคนนี้ไปดูดวงแบบขำๆ ว่าใช่เนื้อคู่กันไหม ซึ่งคำตอบที่แม่หมอให้มาตอนนั้นคือ...ใช่ แต่ทุกอย่างมักจะผิดที่ผิดทางไปหมด
“ที่เราพูดตอนนั้นเพราะเราเมา แกจะถือสาคำพูดของคนเมาทำไมเล่า” ดรินทร์โบกมือหยอยๆ ให้เพื่อน เพื่อหวังบ่ายเบี่ยง แต่เพียงดาวหรือจะเลิกตื้อ
“งั้นเราขอร้องแกก็ได้อะ ถือซะว่าสงสารผู้ชายตาดำๆ ที่ถูกเทงานแต่งงานสักครั้งเถอะ...พลีส”
“พี่ชายแกไม่เป็นอะไรหรอก ถ้าเรื่องแค่นี้ยังผ่านไปไม่ได้ ก็โกนผมหนีไปบวชเถอะ”
“เราเชื่อว่าพี่ปุณณ์ผ่านไปได้ แต่แม่พี่ปุณณ์นี่สิ...เฮ้อ!” เพียงดาวถอนหายใจออกมาหนักๆ พร้อมกับตีสีหน้าเศร้าสร้อยขั้นสุด เพราะจู่ๆ ก็คิดแผนสำรองขึ้นมาได้
ไหนๆ ก็ไหนๆ เพียงดาวจึงขอโกหกแบบชุดใหญ่ไฟกะพริบกันไปเลย โดยในใจนั้นเอ่ยขอโทษขอโพยปรียาอยู่เช่นกัน
“แกรู้ไหมว่าแม่พี่ปุณณ์เขากำลังป่วยเป็นโรคหัวใจ ขืนรู้เรื่องนี้เข้ามีหวังได้ช็อคแน่” เอ่ยจบเพียงดาวก็ถอนหายใจออกมาหนักๆ
“แม่พี่ปุณณ์เป็นโรคหัวใจเหรอ” ดรินทร์ถามย้ำ นั่นเพราะรู้สึกตกใจที่ได้รู้เรื่องนี้ เพราะเธอเองก็สูญเสียผู้เป็นพ่อจากโรคหัวใจไปอย่างกะทันหันเช่นกัน
“อื้อ...คุณป้าพูดบ่อยๆ ว่าอยากให้พี่ปุณณ์แต่งงานมีครอบครัวก่อนที่ตัวแกจะ...ตาย” น้ำเสียงของเพียงดาวนั่นสั่นเครือ เรียกได้ว่าเล่นละครได้แนบเนียนมาก แต่ก็แอบสังเกตสีหน้าของดรินทร์ไปด้วย
“แล้วถ้าแม่พี่ปุณณ์เห็นเราซึ่งหน้าตาไม่ได้เหมือนเจ้าสาวเลย จะไม่ช็อคกว่าหรือไง”
“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเราบอกคุณป้าเองว่าแก เอ้ย...พี่ดาว ไปให้หมอเกาหลีเหลาหน้าใหม่เพื่อปรับโหงวเฮ้ง จะได้เฮงๆ รวยๆ เป็นสะใภ้ที่ดีอยู่ในโอวาส”
“ยายกุ๊กไก่บ้า หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้แกก็ยังคิดได้”