อวิ๋นชูจิ่วตื่นขึ้นอย่างมึน ๆ เธอรู้สึกหนักหัว และไร้เรี่ยวแรงไปหมด แต่ที่ทำให้เธอประหลาดใจคือเธอกำลังอยู่ในชุดเจ้าสาว!
บอดี้การ์ดหลายคนคอยกรูกันเข้ามา คุมตัวเธอขึ้นไปในรถลีมูซีนคันหนึ่ง
“พวกนายจะทำอะไรน่ะ? ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้นะ!” เธอแทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเธอ
เธอแค่ต้องการทวงทรัพย์สมบัติของมารดาคืน เธอเลยกลับไปที่บ้านตระกูลอวิ๋น แล้วพ่อของเธอก็ชวนให้เธออยู่ทานข่าวด้วย แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น
บอดี้การ์ดคนหนึ่งกดหัวเธอให้เข้าไปนั่งในรถ อย่างไม่ปราณี
“รีบขึ้นรถ นี่เป็นคำสั่งของนายท่าน!” เสียง ๆ หนึ่งดังขึ้น
นี่มันอะไร? คำสั่งของพ่อ งั้นเหรอ?
สิ่งที่ได้ยินทำให้ชูจิ่วรู้สึกตกใจ เธอพยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้
สองชั่วโมงก่อนหน้านี้เธอได้รับสายจากอวิ๋นเจิ้นถิงพ่อบังเกิดเกล้าของเธอ พ่อบอกกับเธอว่าเขาพบของมีค่าบางอย่างของเจียงจื่อหลานแม่ของเธอ ถูกเก็บไว้อยู่ที่ห้องใต้หลังคา แล้วถามเธอว่าเธออยากกลับมาเอาไหม?
เธอย้ายออกมาจากบ้านตระกูลอวิ๋น ตั้งแต่ตอนอายุสิบเจ็ด และไม่คิดจะกลับไปเหยีบที่นั่นอีก วันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของแม่ เธอคงจะไม่กลับมาที่นี่แน่นอน
หลังจากกลับมาถึงบ้าน เจิ้นถิงก็เรียกให้เธออยู่ทานข้าวด้วย เธอรู้สึกตะงิดตะงิดใจ จึงดื่มน้ำผลไม้เข้าไปแค่แก้วเดียว แต่ทันทีที่เธอดื่มน้ำผลไม้เข้าไปไม่นานเธอก็สลบไป และเมื่อเธอตื่นขึ้นมา ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่เห็นนี่
แม้ว่าชูจิ่วจะยังคงไร้เรี่ยวแรงอยู่ แต่เธอได้ฝึกวิชาการป้องกันตัวมาเป็นเวลาหลายปี เธอจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องถูกจับไปง่าย ๆ แบบนี้แน่!
“ไม่ฉันไม่ไป!” เธอเอาไหล่กันประตูรถไว้ แล้วพยายามต่อต้าน “นี่มันเรื่องอะไรกัน? เรียกพ่อมาหาฉันเดี๋ยวนี้นะ!”
สิ้นคำของเธอ น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความรู้สึกผิดของเจิ้นถิงก็ดังขึ้น
“ชูจิ่ว ยอมขึ้นรถไปดี ๆ เถอะนะ พ่อไม่มีทางเลือกจริง ๆ ถ้าพ่อมีทางเลือก พ่อคงไม่ทำอย่างนี้...... ฟังพ่อนะ ขึ้นรถเถอะ งานแต่งเถอะนะ”
เธอเงยหน้าขึ้นไปที่ต้นต่อของเสียง แล้วมองไปที่เจิ้นถิง กับหลินเสวยพิงแม่เลี้ยงของเธอ และอวิ๋นชูเสี่ยวน้องสาวคนละแม่ของเธอ เธอหันไปจ้องตาพวกเขา
หัวหน้าครอบครับผู้เคยเย่อหยิ่ง และถือตัว กำลังรู้สึกละอายใจจนไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเธอ
“จะพูดอะไรกับเธอนักหนา? อุตสาห์เลี้ยงเธอมาโตขนาดนี้ ตอนนี้บริษัท อวิ๋นซือ กรุ๊ป กำลังลำบาก เธอก็ควรจะตอบแทนก็ถูกแล้วนี่” เสวยพิงก้าวไปข้างหน้า และมองไปที่ชูจิ่วอย่างรเยียด ๆ “ชูจิ่ว เธออย่าหาว่า แม่เลี้ยงอย่างฉันใจร้ายกับเธอเลยนะ ฉันรับรองเลยว่า เมื่อเธอแต่งงานเข้าบ้านตระกูลฮั่วแล้ว เธอจะสุขสบายมีกินมีใช้ไปตลอดชาติ และฉันมั่นใจว่า วิญญาณของแม่เธอ จะต้องยินดีกับการแต่งงานของเธอในครั้งนี้แน่”
เมื่อเสวยพิงจงใจพูดถึงแม่เธอ ชูจิ่วก็หันไปจ้องเสวยพิงตาเขม็ง
“การแต่งงานของฉัน เมียน้อยอย่างเธอไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจ!”
“นี่เธอ!” เสวยพิงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แต่ชั่วพริบตาเธอก็ปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติ พร้อมยิ้มออกมา “จริงสิ เมียน้อยอย่างฉัน จะไปยุ่งเรื่องของคุณหนูผู้สูงส่งอย่างคุณได้ยังไง? แต่ตอนนี้บริษัท อวิ๋นซือ กรุ๊ป ของเรากำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติ และตระกูลฮั่ว ก็เต็มใจที่จะช่วยเหลือเรา ถ้าตระกูลอวิ๋นยอมที่จะแต่งงานเป็นครอบครัวเดียวกันกับตระกูลฮั่ว”
เสวยพิงค้อมตัวลง พร้อมกับจับหัวของชูจิ่วให้เข้ามาใกล้ ๆ “ในฐานะที่เธอเป็นลูกสาวคนโต และบริษัท อวิ๋นซือ กรุ๊ป กำลังมีปัญหา จึงเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือก็ถูกต้องแล้ว!”
“อ่อ จะให้เรียกว่า เป็นการเสียสละก็ไม่ถูกต้องสักเท่าไรนะ เพราะว่า ตระกูลฮั่วเป็นตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองไห่ มีผู้คนมากมายอยากแต่งงานเข้าตระกูลนี้ แต่ก็ไม่ได้รับเลือก”
เมื่อได้ฟังคำกล่าวที่น่าขันของแม่เลี้ยงเธอ ชูจิ่วก็หัวเราะออกมาอย่างสมเพช “ถ้าตระกูลตระกูลฮั่วดีอย่างที่ว่าจริง แล้วทำไมเธอไม่ให้ลูกสาวของเธอแต่งเองซะเลยล่ะ?”
“นี่พี่ พี่เข้าใจคุณแม่ผิดแล้ว”
น้องสาวต่างมารดาของเธออวิ๋นชูเสี่ยวกล่าวออกมาอย่างมีจริต “ตอนแรกคุณแม่ก็จะให้ฉันแต่งเอง แต่คุณพ่อได้ยินว่าฉันต้องแต่งงานกับคุณฮั่วจิ่งเฉิน ซึ่งทุกคนต่างก็รู้ดีว่าก่อนหน้านี้เขาประสบอุบัติเหตุรุนแรง อีกไม่นานน่าจะตาย ฉันจะไปแต่งงานกับคนที่นอนเป็นผักรอความตายอยู่แบบนั้นได้ยังไงกัน? คุณพ่อทนดูไม่ไหวที่จะเห็นฉันไปแต่งงานกับคนอย่างนั้น คุณพ่อก็เลยคิดแผนนี้ขึ้นมา”
ชูแสร้งบีบน้ำตาทำตัวหน้าสงสาร “พี่ อย่าโทษคุณพ่อเลยนะคะ ถ้าพี่อยากจะโทษ ก็โทษฉันเถอะ”
หัวใจของชูจิ่วด้านชาไปหมด เธอทั้งโกรธ และผิดหวัง เธอหันไปมองหน้าพ่อของเธอด้วยสายตาที่ตัดพ้อ
‘ฉันก็เป็นลูกสาวเขาเหมือนกัน แต่เขากับใช้วิธีสกปรกมาทำแบบนี้กับฉัน ?! นี่คือพ่อที่แสนดีของฉันงั้นเหรอ!’
เจิ้นถิงยังคงไม่กล้าหันมาสบตากับชูจิ่ว ทำให้เสวยพิงใช้โอกาสนี้กดหัวชูจิ่วแล้วผลักให้เธอขึ้นรถไป ถึงแม้ชูจิ่ว ต้องการจะขัดขืน แต่เธอก็ไม่สามารถเอาชนะแรงของเหล่าบอดี้การ์าดได้
เมื่อรถกำลังจะออก ชูเสี่ยวเดินเข้ามา มุมขอบตาของเธอยังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่ แต่ใบหน้าของเธอกลับเต็มไปด้วยความกระยิ่มยิ้มย่องราวกับผู้ชนะ
“เอ่อนี่ ฉันลืมบอกอะไรกับพี่ไปน่ะ”
ชูเสี่ยวลดเสียงให้เบาลง มีเพียงเธอสองคนเท่านั้นที่ได้ยินมัน
“พ่อแค่ใส่ยานอนหลับลงในแก้วน้ำผลไม้ แต่ฉันใส่ยาปลุกเซ็กส์ลงไปให้พี่ด้วยนะ”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของน้องสาวต่างมารดาของเธอนั้นปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความพึงพอใจ “วันนี้เป็นวันมงคลของพี่ ในฐานะน้องสาวฉันก็เลยอยากจะมอบของขวัญให้พี่เพื่อแสดงความยินดีน่ะค่ะ”
ชูจิ่วโกรธจัดจนแทบจะอยากเข้าไปกระชากหัวชูเสี่ยวลงมา แต่ก็ทำไม่ได้
“รอรับความสนุกเถอะค่ะ ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกนะคะ”
ชูเสี่ยวยิ้มออกมา แล้วส่งสัญญานให้คนขับรถออกรถขับออกไป
รถถูกขับออกไปอย่างรวดเร็ว ชูจิ่วที่นั่งอยู่ในรถ ถูกขนาบข้างไปด้วยเหล่าบอดี้การ์ดร่างยักษ์ ดวงตาของเธอเบิกโพลงด้วยไฟแห่งความอาฆาตแค้น!
รถถูกขับออกมาได้ไม่ไกลนัก ตอนนี้ในหัวของชูจิ่วกำลังคิดแผนการที่จะหนีไปให้พ้นจากสถานการณ์ตรงหน้านี้ ฤทธิ์ของยานอนหลับ ทำให้เธอรู้สึกไร้เรี่ยวแรง เหล่า บรรดาบอดี้การ์ดก็คอยระแวดระวังเธออยู่ตลอดเวลา เห็นได้ชัดว่าเธอไม่มีทางต่อสู้ได้แน่
ยังโชคดีอยู่ที่ยาปลุกเซ็กส์ที่อวิ๋นชูเสี่ยวใส่ให้เธอยังไม่ออกฤทธิ์ในตอนนี้
เธอต้องเอาตัวรอดก่อนที่ยานั่นจะออกฤทธิ์ ได้ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รอดแน่!
รถขับออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ รถถูกขับออกมาในเส้นทางที่เปลี่ยวและห่างไกลผู้คน
นี่ไม่ใช่ทางไปตระกูลฮั่วหนิ!
ตระกูลฮั่วเป็นตระกูลที่ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของเมืองไห่ เป็นไปไม่ได้ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในที่เปลี่ยวร้างเช่นนี้
ชูจิ่วเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
หรือว่านี่จะเป็นขวัญ ที่อวิ๋นชูเสี่ยวเตรียมไว้ให้เธอ?
ก่อนที่เธอจะคิดอะไรไปมากกว่านี้ ชูจิ่วรู้สึกได้ถึงอุณภูมิภายในร่ายกายของเธอกำลังเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับเลือดที่สูบฉีดจนทำให้แก้มทั้งสองของเธอร้อนผ่าว
แย่ละ! ยาออกฤทธิ์แล้ว!
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอรู้สึกตกใจ
เมื่อเห็นใบหน้าที่แดงก่ำของเธอ บอดี้การ์ดพวกนั้นก็เผยยิ้มหื่น ๆ ออกมา “ดูเหมือนว่า ยาจะเริ่มออกฤทธิ์แล้สินะ”
พวกเขารู้เหรอว่าอวิ๋นชูเสี่ยววางยาเธอ? เหมือว่าบอดี้การ์ดพวกนี้จะร่วมมือกับอวิ๋นชูเสี่ยวสินะ!
ชูจิ่วดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง ฤทธิ์ยานั่นกำลังกลืนสติของเธอ
“ใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบร้อนนะครับคุณหนู เดี๋ยวพวกผมจะให้บริการคุณเดี๋ยวนี้”
บอดี้การ์ดคนนึงจับมือของเธอมัด ก่อนที่จะเอาหน้าซุกไซร้ไปตามชุดเจ้าสาวของเธอ
“บุญหัวละเว้ย!วันนี้ฉันจะได้ลิ้มรสคุณหนูผู้สูงส่งด้วยล่ะ!”
“เร็ว ๆ หน่อย ต่อไปตาฉัน!แล้วอย่าลืมบันทึกวีดีโอไว้เป็นหลักฐานตามที่คุณคุณหนูอวิ๋นสั่งด้วยล่ะ” คนขับรถที่เหลือบมอง ผิวขาวเนียนของชูจิ่วผ่านกระจกมองหลัง พูดเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงที่อดรนทนไม่ไหว
ร่างกายของชูจิ่วแข็งทื่อ ดวงตาทั้งสองของเธอเต็มไปด้วยความเกลียดชัด
ที่แท้ของขวัญที่อวิ๋นชูเสี่ยวกล่าวถึงก็คือการย่ำยี่เธออย่างนั้นเหรอ!
อวิ๋นชูจิ่วฝืนตัวเองให้ถอยหนี เธอต้องพยายามสงบนิ่งที่สุดถึงจะสามารถหาทางเอาตัวรอดได้
“ถ้าตระกูลฮั่วรู้ว่า เจ้าสาวของเขาถูกข่มขืนก่อนเข้าพิธีแต่งงานพวกนายคิดว่า ตระกูลฮั่ว จะปล่อยพวกนายไว้ไหม”
เธอรีบใช้ตระกูลฮั่วมาเป็นข้องอ้างเพื่อป้องกันตัว
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เธอพูดจะไม่ได้ผล บอดี้การ์ดพวกนั้นเอามือถือขึ้นมาอัดคลิปอย่างไม่ลังเล “ถ้าคนของตระกูลฮั่ว ให้ความสำคัญกับไอ้ขยะ อย่างฮั่วจิ่งเฉินนั่นจริง ๆ เธอคงไม่ต้องไปแต่งงานกับเขาหรอก แทบจะไม่มีใครให้ความสำคัญกับคุณชายคนเล็กของตระกูลฮั่วเลย แล้วนับประสาอะไรกับเธอล่ะ?
ชูจิ่วกัดริมฝีปากแน่น ยากำลังออกฤทธิ์รุนแรงขึ้นทำให้ใบหน้าของเธอดูมีเสน่ห์ และเย้ายวนมากขึ้น
หรือจะพูดได้ว่า หากชายคนใดได้เห็นหน้าของเธอตอนนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องยอมจำนนให้เธอทั้งนั้น
มือของบอดี้การ์ดลูบไล้ไปทั่วใบหน้าของเธอ และในชั่วเสี้ยววินาทีถัดมาเขาก็กระชากชุดแต่งงานสีขาวของเธอออก
โชว์ให้เห็นไหล่ที่เรียบเนียน บอดี้การ์ดนายนั้นถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะสบถคำพูดที่หยาบคายออกมาว่า “แม่ เจ้าโว้ย!คุณหนูตระกูลอวิ๋นคนโตนี่ของดีจริง !”
เขาจ้องไปที่ผิวอันบอบบางอย่างตะกละตะกลาม
ทันใดนั้นรูม่านตาของชูจิ่วก็หดลงอย่างกระทันหัน เธอกัดริมฝีปากล่าง พร้อมกับงอเข่าแล้วกระทุ้งไปที่หว่างขาของบอดี้การ์ดร่างยักษ์นั่นอย่างเต็มแรง
เสียงคำรามดังขึ้นอย่างเจ็บปวด
บอดี้การ์ดนายนั้นจ้องชูจิ่วตาแข็ง ก่อนจะตับหน้าชูจิ่วอย่างแรง “นังแพศยา! เธอคิดว่าเธอเป็นคุณหนูผู้สูงส่งอย่างนั้นเหรอ!”
แรงตบนั้นแรงพอที่จะเรียกสติของชูจิ่วให้กลับคืนมาได้บ้าง
คนขับยิ้มเยาะ “โมโหอะไรเธอล่ะ ผู้หญิงก็ฤทธิ์เยอะอย่างนี้ล่ะ โดนเข้าไปทีก็เรียบร้อย! ไม่แน่นะ เธออาจจะติดใจจนหนีตระกูลฮั่ว ออกมาเล่นชู้กับนายก็ได้”
“ก็จริง!ถ้างั้นฉันจะทำให้เธอลืมครั้งนี้ไม่ลงเลย!” เขาหัวเราะออกมา
ชูจิ่วรู้สึกสะอิดสะเอียนกับคำพูดหยาบคายของพวกเขาเต็มทน ในตอนที่พวกเขากำลังหัวเราะร่วนอยู่นั้น เธอได้อาศัยโอกาสนี้ กระโดนไปคว้าพวงมาลัยรถแล้วหมุนพวงมาลัยอย่างบ้าคลั่ง
“นังบ้านี่!ทำอะไรของเธอน่ะ เดี๋ยวก็ได้ตายกันหมดหรอก!” คนขับรถสบถออกมา เขาตกใจกับการกระทำของเธอจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง
แม้ว่าบอดี้การ์ดจะดึงตัวชูจิ่วไว้จากทางด้านหลัง แต่คนขับรถก็ยังไม่สามารถบังคับรถให้กลับมาอยู่ในการควบคุมได้
รถเสียการควบคุมจนชนเข้ากับรถหรูคันหนึ่งอย่างจัง
รถรีมูซีนถูกกระแทกทำให้กระเด็นออกไปหลายเมตร รถหมุนวนก่อนจะหยุดลง ชูจิ่วเลยเลือกใช้จังหวะนี้หนีออกมา
'ตอนนี้ล่ะ หนี!'
เธอไม่ได้สนใจความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เธอผลักประตูออกแล้ววิ่งหนีอย่าสุดแรงเกิด
“บัดซบ!นังนั่นหนีไปแล้ว!” ชูจิ่วได้ยินเสียงของบอดี้การ์ด และคนขับรถไล่ตามหลังเธอมา
คนขับและบอดี้การ์ดรีบลงจากรถเพื่อวิ่งไล่ตามเธอ หากชูจิ่วหนีไปได้ กลับไปพวกเขาคงโดนเล่นงานแน่
ชูจิ่ววิ่งไปยังรถหรูที่จอดอยู่ไม่ไกลออกไป เธอเวียนหัว และดวงตาพร่ามั่ว โชคดีที่ร่างกายส่วนอื่นของเธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก ทำให้เธอยังสามารถเคลื่อนไหวได้
ที่นี่ค่อนข้างเปลี่ยว ไม่มีรถสัญจรไปมานัก จะเห็นก็แต่รถหรูคันนั้นคันเดียวเท่านั้น และนี่ก็คือความหวังเดียวของเธอที่เหลืออยู่
รถบูกัตติ เวย์รอน รุ่นลิมิเต็ดคันนั้นถูกชนและจอดนิ่งอยู่ที่หน้าผา หากคนขับฝีมือไม่ดีพอ รถคันนี้และคนที่อยู่ในรถคงจะตกหน้าผาไปแล้วเป็นแน่
ชายที่นั่งอยู่ด้านหน้ารถลงมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ส่วนอีกคนยืนอยู่ที่ด้านหลังรถพร้อมกับโค้งตัวขออภัยอยู่ยกใหญ่ “ขอโทษครับ ผมประมาทเองครับ”
ชายที่นั่งอยู่เบาะหลังของลงจำใจต้องจากรถมาด้วยท่าทีที่ไม่สบอารมณ์ พร้อมรับสายโทรศัพท์ที่ดังเรียกอยู่นาน
น้ำเสียงที่โกรธจัดโพลงขึ้นจากปลายสาย “ตอนนี้แกอยู่ไหน? เจ้าสาวใก้ลจะเดินทางมาถึงแล้ว แต่ฉันกลับไม่เห็นเงาหัวของแกเลย! ถ้าไม่ใช่เพราะว่า แกเป็นลูกชายของฉัน แกคิดว่า ตระกูลฮั่วจะสนใจแกไหม? เมืองไห่ใหญ่ขนาดนี้ แต่แกก็ยังหาเจ้าสาวมาแต่งงานด้วยไม่ได้ นี่แกจะต้องทำให้ตระกูลฮั่วอับอายไปถึงเมื่อไรกัน…”
“ผมออกมาจากตระกูลฮั่วแล้ว และจะไม่กลับไปที่นั่นอีก” พูดจบเขาก็ตัดสายทิ้งทันที
เมื่อจ้าวหยางผู้ช่วยของเขาตรวจดูสภาพรถเสร็จ เขาก็เดินไปรายงานชายคนนั้น “ท่านประธานครับ รถของเราถูกเฉี่ยวเล็กน้อย แต่ไม่เป็นอะไรมากครับ คงจะไม่เสียเวลาในการเจรจาธุระกับคุณหลิวครับ”
สีหน้าของชายหนุ่มเรียบเฉย “งั้นไปต่อ เซียวหลินจัดการทางนี้ด้วย”
เมื่อเห็นว่า ชายคนนั้นกำลังจะขึ้นรถไป ชูจิ่วก็รีบวิ่งอย่างสุดชีวิต ก่อนที่จะเอื้อมมือออกไปขว้างประตูรถที่กำลังจะถูกปิดลง
มือของเธอเป็นรอยแดงจากการถูกหนีบ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไร เธอเงยหน้าขึ้นมองชายคนนั้นแล้วอ้อนอวน “ช่วยด้วย ช่วยฉันที ขอร้องล่ะ......”
ชายคนนั้นก้มหัวลง แล้วจ้องไปที่หญิงสาว
จ้าวหยางไม่รู้จะทำยังไง เขาก้มหน้าลงแล้วเอ่ยถาม “ท่านประธานครับ ใก้ลจะถึงเวลานัดกับคุณหลิวแล้วนะครับ เราจะทำยังไงกับผู้หญิงคนนี้ดีครับ?”
เมื่อชูจิ่วได้ยินเช่นนี้ เธอก็คว้าปลายชุดสูทของชายคนนั้น และอ้อนวอนเขาออกมาเบา ๆ “ได้โปรด ช่วยฉันด้วย!”
ดวงตาคู่งามของเธอเต็มไปด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น แต่กับมืดมิด ไม่มีประกายความสดใสเลยสักนิด
ชายคนนั้นเห็นชูจิ่วที่อยู่ในชุดแต่งงาน แล้วดูเหมือนว่าเขาจะนึกถึงอะไรบางอย่างที่พ่อเพิ่งพูดกับเขาออก
ขณะเดียวกันบอดี้การ์ด และคนขับรถบ้ากามสองคนนั่นก็ตามมาถึง เมื่อสังเกตเห็นรถที่เฉี่ยวชนกันเมื่อสักครู่นี้เป็นรถหรูราคาแพงพวกเขาจึงนิ่ง “ขออภัยด้วยครับคุณผู้ชายที่ขับรถเชี่ยวรถของคุณ เรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุ เป็นความผิดของเราเอง เรากลัวว่าจะขับรถไปส่งตัวเจ้าสาวที่บ้านตระกูลฮั่วไม่ทัน”
แม้ว่าน้ำเสียงที่ใช้เหมือนจะเป็นการให้เกียรติ แต่เหมือนพวกเขาพยายามจะสื่ออะไรเป็นนัย ๆ มากกว่า “ตอนนี้เราต้องรีบไปส่งเจ้าสาว ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้ผิดฤกษ์ดีของตระกูลฮั่วได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงรับผิดชอบไม่ไหว”
ชายคนนั้นไม่พูดอะไรออกมาสักคำ สายตาของเขาบ่งบอกว่าเขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว
ชูจิ่วทำได้แต่ส่ายหัวไปมา ตอนนี้ฤทธิ์ยาได้แทรกซึมไปทุกส่วนของร่างกายแล้ว เธอไม่มีสติพอที่จะรวบรวมคำพูดออกมาได้
เธอกำชายเสื้อสูทของชายคนนั้นไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เธอพยามกลั้นเสียงหอบเอาไว้ แล้วพูดออกมา “คุณคะ อย่าเชื่อพวกมันนะคะ พวกมันจะข่มขืนฉัน ช่วยฉันด้วยนะ......”
“นี่เธอพูดบ้าอะไร” คนขับรถโพลงออกมาอย่างร้อนใจ
“เอาเป็นว่า ผมขอแนะนำว่าคุณอย่ายื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้เลยจะดีกว่า เพราะนี่เป็นเรื่องภายในของตระกูลฮั่ว” บอดี้การ์ดพูดเสริม
ตระกูลฮั่ว เป็นครอบครัวที่มีอำนาจที่สุดในเมื่อไห่
ชายคนนั้นก้มมองชูจิ่ว
ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยน้ำตา ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ชุดเธอหลุดลุ่ยเผยให้เห็นไหล่ที่ขาวเนียน
เขาขมวดคิ้ว แล้วถอดเสื้อสูทออกคลุมทับร่างของเธอ “ขึ้นมา”
ชูจิ่วปีนขึ้นรถไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเธอกำลังคว้าเชือกฟางเส้นสุดท้ายที่สามารถช่วยชีวิตเธอเอาไว้ได้
จ้าวหยางล็อคประตูรถลงอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ชายสองคนเข้าใก้ลเธอได้
เมื่อเห็นดังนั้นคนขับรถก็ยังไม่ละความพยายาม เขากลับพูดข่มขู่อย่าเดือดดาลว่า “พวกคุณรู้ไหมว่าคนที่คิดจะต่อต้านกับตระกูลฮั่วจะมีจุดจบยังไง?”
“ไม่ ฉันรู้แค่จุดจบของพวกนาย”
น้ำเสียงทิ้งท้ายของชายคนนั้นเย็นเฉียบจนบาดลึกลงไปในกระดูกสันหลัง “เซียวหลิน จัดการให้เรียบร้อย”
เมื่อพูดจบเขาก็สั่งให้จ้าวหยางขับรถออกไปทันที
“ออกรถ!”