ตอน 1

第1集

ย้อนกล่าวไปถึงตำนานที่ผู้คนเล่าขานกันมาเกี่ยวกับเจ้าแห่งผู้ปกครองทั้งสามภพ ไม่ว่าในนิทานปรัมปราเอาไว้เล่าให้ลูกหลานที่ต้องการความตื่นเต้น และอยากเก่งกาจดั่งผู้ที่เอ่ยนาม ด้วยคำร่ำลือว่าทั้งเก่งกาจ ดุดัน และเป็นเจ้าเหนือเซียน แถมด้วยรูปโฉมดั่งเทพผู้สร้างรังสรรค์ให้เป็นหนึ่งหามีสองไม่ นั่นยิ่งทำให้การเล่าขานสืบต่อมานานยิ่งนาน จวบจนพันปีผ่านไปคำเหล่านี้ก็มิได้จางหายกลับยิ่งมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

"องค์หลิงไท่นั้นกล่าวกันว่าปราบผู้เป็นฝ่ายอธรรมล้างบางจนไม่เหลือซาก"

"เดี๋ยวนะอาจาร์ยผู้เฒ่า หากไม่เหลือซากแล้วเหตุใดพวกเรายังต้องร่ำเรียนวิชาพวกนี้เพื่อปราบอธรรมกันอีกเล่า"เป็นฮุ่ยเหอรัชทายาท ผู้ที่มีข้อโต้แย้งและช่างสงสัยในทุกๆเรื่องขมวดหัวคิ้วถาม เจ้าแมวหน้าบู้ตัวขาวอ้วนพีเงยหน้าขึ้นจากการหลับไหลอยู่ข้างกาย ยื่นขาข้างซ้ายยืดออกมาค่อยๆกางเล็บออกจนเห็นปลายแหลม บรรจงใช้เล็บแหลมคมจิกลงบนต้นขาเล็กที่นั่งซุกอยู่ใต้โต๊ะเรียน

"โอ๊ยยยยย!! ไป๋อวี้เป็นเจ้าแกล้งข้าอีกแล้วนะ"หลังจากนั้นคนและแมวก็สร้างความปั่นป่วนให้กับเหล่าศิษย์ที่มาเล่าเรียนในสำนักและอาจาร์ยเอี้ยอวิ๋นอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนองค์ชายน้อยจะมิยินยอมให้ตนเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ไล่กวดกวาดต้อนกันจนถึงกองก้อนหินที่ตกแต่สวนเอาไว้ ความวิจิตรหาได้ทำให้หนึ่งคนหนึ่งแมวซาบซึ้งกับความงดงามนั้นไม่ กระทั่งฮุ่ยเหอก้าวกระโดดแล้วเหยียบพลาดร่างร่วงหล่นลงบนพื้น จะว่าสูงก็มิเชิงต่ำเตี้ยก็มิใช่ร่างเล็กถึงกับนอนสลบไสลไม่ได้สติ ร้อนถึงคนที่วิ่งไล่ตามเพื่อรักษาความปลอดภัยหนึ่งในนั้นคือเฟยเหลียงที่มาช้าเพียงครึ่งก้าว

"องค์ชายน้อย!!"ทุกคนเข้ามามุงตัวพลิกร่างกลับมานอนหงาย แต่ร่างเล็กกลับนิ่งเงียบไปเสียแล้ว ทุกคนลืมใส่ใจแมวหน้าบูดที่สายตาเป็นประกาย และจางหายไปอย่างช้าๆ

"อี๋ซู!!!เจ้ากล้าโขมยเปาเซียนอีกแล้ว นั่นจะนำถวายท่านหลิงไท่พรุ่งนี้จะมีพิธีบวงสรวงเจ้ารู้หรือไม่"หญิงร่างอวบใบหน้าเหี่ยวตามวัยโวยวายขึ้นจากห้องครัว ตามติดด้วยเสียงตุ๊บตั๊บจากการวิ่งไล่คนร่างเล็ก เนื้อตัวมอมแมมจากการซุกซนไปทั่ว ยามนี้เด็กน้อยที่คนเอ่ยนามอี๋ซูอายุย่างเข้าหนึ่งหมื่นเจ็ดพันปี หากเทียบกับมุนษย์บนโลกแล้วก็ปาเข้าไปในวัยหนุ่มอายุสิบเจ็ด สามารถออกไปท่องยุทธภพเพื่อเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตตามวิถีผู้กล้าได้แล้ว แต่คนผู้นี้กลับซุกซนราวเด็กน้อย เขาคือนายน้อยอี๋ซูเป็นบุตรที่เกิดจากสนมผู้หนึ่งของเจ้าแห่งผู้ปกครองเผ่าปักษา ด้วยภพที่กล่าวมาผู้ที่ปกครองเหนือทุกเผ่าที่ดำรงค์อยู่คือเผ่าสวรรค์ รวมโลกมุนษย์และโลกเซียน และผู้ที่เป็นเจ้าเหนือภพพระนามว่าหลิงไท่ผู้ที่ยามดีดุจพ่อผู้อ่อนโยนปกป้องบุตรให้พ้นภัย แต่ยามที่กราดเกรี้ยวหาผู้ใดกล้าเข้าใกล้ไฟร้อนที่พร้อมแผดเผาทุกผู้นามที่เผลอเข้าใกล้ให้ดับสูญจนมิเหลือซาก เป็นเพราะอี๋ซูเป็นบุตรเกิดจากเมียปลายแถวที่มิได้รับการโปรดปราณ จึงถูกชุบเลี้ยงโดยบรรดาบ่าวรับใช้ทั้งชายหญิงแทน นางที่ทนการกลั่นแกล้งไม่ไหวจากไปด้วยวัยที่ยังสาวสะพรั่ง ทิ้งบุตรน้อยวัยสามเดือนให้ผู้อื่นคอยดูแล และเป็นเพราะเม่ยกู๋มิได้เป็นที่โปรดปราณ จึงถูกกลั่นแกล้งจากเจิ่งหวาซึ่งเป็นเมียเอกของฮั่วซุน และเหล่าเมียรองอีกสามคน ร่างบางปราดเปรียวมือหนึ่งถือเปาสีขาวลูกโต อีกมือก็ถือลูกท้อสีสดเอาไว้ ปากคาบขนมอีกชิ้นวิ่งหนีเลี้ยวลดไปมากันมิให้เซิ่งหนิงแม่ครัวที่เลี้ยงดูเขาแทนมารดาไล่ตามทัน

"อี๋ซู ถ้าเจ้าไม่หันมาเย็นนี้เจ้าอดข้าวมื้อเย็นแน่"เซิ่งหนิงตวาดเสียงดัง ยืนหอบเพราะแบกน้ำหนักตัวมากเอาไว้ สองมือเท้าเอวใบหน้าถมึงทึง อี๋ซูพอได้ยินดังนั้นก็หยุดเท้าจนหน้าคะมำรีบหันกลับไปทันที

"เดี๋ยวสิ เดี๋ยวก่อนเซิ่งหนิงเจ้าจะใจร้ายกับข้าแบบนี้ไม่ได้นะ"อี๋ซูโวยวายก้าวเข้าไปหยุดตรงหน้าแม่เฒ่าทันที

"เจ้ากล้าต่อรองกับข้าหรืออี๋ซู"

"มิกล้าๆแต่ว่า แค่เปาสองลูกเซิ่งหนิงใยต้องหวงมากขนาดนี้ด้วยล่ะ ข้าหิวนี่นา"น้ำเสียงออดอ้อนเข้าไปคลอเคลียคนตัวโตจึงใจอ่อน น้ำเสียที่ใช้จึงนุ่มลงด้วยเช่นกัน

"เจ้านี่นะ อย่าหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองจะได้หรือไม่ นี่ถ้านายหญิงรู้เข้าละก็ ใช่เพียงแต่งดข้าวเย็นเท่านั้น เจ้ายังต้องไปดูแลโรงนกอีกรู้หรือไม่"เซิ่งหนิงบ่น สองมือใหญ่ปัดสิ่งเปรอะเปื้อนบนเสื้อผ้าอี๋ซูออกให้

"ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้วน่า โอ๊ยเซิ่งหนิงเจ้าเบามือได้หรือไม่"

"ยังจะให้ข้าเบามือ นี่ไปซุกซนที่ใดกันแน่ตอบข้ามาเดี๋ยวนี้ เศษดินเศษใบไม้ถึงได้มากมายขนาดนี้"เซิงหนิงบ่นเบาๆ

"จุ๊ๆ อย่าเสียงดังไป ข้ามีอะไรจะอวดเจ้าด้วย"อี๋ซูค่อยๆล้วงของบางสิ่งออกจากอกเสื้อตัวเอง จากนั้นก็ยกขึ้นชูอวดต่อสายตา

"ห๋า!!นี่เจ้ากล้าขโมยไข่นกหงส์ไฟเชียวรึ เอาไปเก็บที่เดิมเดี๋ยวนี้ ไม่กลัวตายหรือยังไง"

"ไม่ๆข้าไม่ได้ขโมยนะ ใครจะเข้าไปในเขตหวงห้ามนั่นได้ง่ายๆกันเล่า"อี๋ซูรีบปฎิเสธ

"อย่าริเป็นเด็กพูดปด เจ้าบอกมาว่าไปเอามันมาได้อย่างไร"เซิ่งหนิงไม่ยอมอ่อนข้อให้

"เจ้าดูดีๆสิสีมันเหมือนไข่ของนกหงส์ไฟตรงไหน"อี๋ซูยื่นเข้าไปใกล้ใบหน้าเซิ่งหนิงอีกครั้ง คราวนี้นางถึงกับตาโต เพราะไข่ที่ว่าบางครั้งเป็นสีแดง บางครั้งกลายเป็นสีชมพู ม่วง และขาวสลับกันไป

"เป็นไปไม่ได้!"

"อะไรที่เป็นไปไม่ได้ ข้าแค่เห็นมันตกอยู่ตรงใต้ต้นไม้ตรงทางเข้ามายังเขตของเผ่าเรา อีกอย่างข้าหาดูแล้วหาดูอีกจนมั่นใจว่ามันไม่ได้ตกลงมาจากรังนกแถวนั้นแน่นอน ข้าเลยเก็บมันมา"อี๋ซูครั้งแรกนึกสนุกแต่พอเห็นใบหน้าตกใจบวกกับสีหน้าที่จริงจังนั่นทำให้เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองจะถูกลงโทษหรือไม่ น้ำเสียงที่เอ่ยจึงอ่อนอ่อย

"เจ้าแน่ใจหรือว่าไมไ่ด้ไปลักขโมยมา"

"นี่เซิ่งหนิง ถึงข้าจะเกเร แต่ข้าไม่เคยพูดปดหรือลักขโมยของผู้ใดนะ ข้าเก็บมันได้จริงๆ"เขาเริ่มโมโห เป็นนางที่เลี้ยงดูเขามาแต่เล็กเหตุใดจึงไม่เชื่อในวาจาของเขากันเล่า

"ข้ารู้แล้วเอาเถอะๆ ในเมื่อเจ้าเก็บได้ก็รักษามันเอาไว้ให้ดี แล้วอีกอย่างอย่าให้ผู้ใดเห็นมันเด็ดขาด เจ้าเข้าใจที่ข้าบอกหรือไม่ มิเช่นนั้นมันจะเป็นภัยสำหรับเจ้า"

"ข้าเข้าใจแล้ว"เซิ่งหนิงหมดความสนใจในเปาสองลูกนั่น ดวงตาเลื่อนลอยดุจคนใช้ความคิดเดินจากไป ทิ้งให้อี๋ซูเกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ

"เป็นอะไรของเขากันแน่"อี๋ซูบ่นแล้วก้มลงมองไข่อีกครั้ง จากนั้นเขาเก็บมันเข้าอกเสื้อตัวเองอีกครั้ง จับเอาเปาเข้าปากเดินกินไปเต้นไป ยังไม่ทันเอาเข้าปากจนหมดก็ถูกตบหลังเสียงดัง เปาที่กำลังกลืนหลุดลงไปติดอยู่ในลำคอ เจ้าตัวต้องทุบอกตัวเอง

"แค่กๆ อึก แค่กๆ "

"ข้าขอโทษๆ เจ้าคายออกมาสิ คายออกมาเดี๋ยวก็หายใจไม่ออกตายหรอก"เสียงร้อนอกร้อนใจจากด้านหลัง เป็นเสียงชายหนุ่มรุนคราวเดียวกัน ใบหน้าตอบนิดๆไม่ได้น่าเกลียดจนดูไม่ได้ รีบบอกสองมือลูบหลังบางไปมาด้วยความตกใจ

"อย่าห่วงกินคายออกมาเดี๋ยวนี้"อี๋ซูไม่ยอมคายมันออก ซ้ำยังพยายามกลืนก้อนเปาเข้าไปให้หมด ปาไช่ต้องรีบวิ่งไปเอาน้ำมาส่งให้ถึงปาก คอยลูบหลังให้ทุกอย่างลงท้อง

"เจ้า..เจ้า..เจ้าจะฆ่าข้าหรือยังไง"อี๋ซูตวาดหน้าที่แดงบัดนี้กลับกลายเป็นสีเดิมแล้ว

"ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าเจ้าไปขโมยอะไรจากในครัวมากินอีกแล้ว"ปาไช่บ่นเบาๆ

"ข้าไม่ได้ขโมย"

"จริงหรือ?ข้าเห็นเวิ่งหนิงวิ่งไล่เจ้าจนพื้นดินสะเทือน"

"ข้าก็แค่ชิมดู"

"เฮ๊อะ!! อย่างเจ้าน่ะหรือจะชิมแล้วนี่มีส่วนแบ่งข้าหรือไม่"อี๋ซูยื่นเปาอีกลูกที่เหลือให้ แต่ปาไช่ทำหน้าแหยเปาในมือมีสีดำด่างไปทั่ว หนำซ้ำยังมีผิวที่เปียกจากน้ำ โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นน้ำลายของอี๋ซูหรือน้ำที่เขาตักมาให้ดื่มกันแน่

"เอ่อ ขอบใจ ข้าว่าข้าอิ่มแล้วจะดีกว่า"อี๋ซูหน้าตึง

"ข้าอุตส่าห์นำมาเผื่อเจ้าแต่เจ้ากลับบอกว่าอิ่ม ไม่นึกเลยใช่หรือไม่ว่าข้าเกือบถูกเซิ่งหนิงตีแล้ว"

"ข้าขอโทษๆ แต่ข้าอิ่มจริงๆ" อี๋ซูถอนหายใจ มองเปาในมือแล้วต้องยิ้มออกมา

"ข้าว่า เป็นข้าก็อิ่ม ฮ่าๆๆๆๆ"ปาไช่หน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งมองเพื่อนที่อ้าปากกว้างหัวเราะ

"เจ้านี่จริงๆเลยให้ตายสิ"สองคนต่างกอดคอกันเดินกลับไปที่พัก เซิ่งหนิงหลังจากปล่อยอี๋ซูจากไปพร้อมเปาแล้วก็เดินใจลอยกลับมาในห้องครัว ในใจเหน็บหนาวยิ่งนัก ภาพไข่ที่อี๋ซูยื่นมาให้ดูยังติดตามิรู้ลืม

"เซิ่งหนิง แม่เฒ่าเซิ่งหนิง"บ่าวในครัวเรียกซ้ำหลายครั้งจนต้องแตะข้อมือให้รู้ตัว

"ว่าอย่างไร"

"เป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ"

"ไม่เป็นไร ว่าแต่เรียกข้ามีเรื่องอันใด"

"นายหญิงเรียกเจ้าค่ะ"เซิ่งหนิงรู้ทันทีว่าเรียกนางไปด้วยเรื่องอันใดกันแน่

"ข้ารู้แล้วพวกเจ้าไปเตรียมอาหารเถอะ ดูดีๆอย่าให้ขาดตกบกพร่องไป"

"ข้ารู้แล้ว"เซิ่งหนิงเดินเข้าไปยังตำหนักปักษาด้วยท่าทียังไม่ปรกติมากนัก

"นายหญิง"

"เซิ่งหนิง เจ้าเห็นเจ้าเด็กแสบนั่นหรือไม่"

"มิเห็นเจ้าค่ะ นายน้อยอี๋ซูคงออกไปซุกซนตามประสา"

"ข้าไม่เข้าใจจริงๆเหตุใดนายท่านจึงยังเก็บมันเอาไว้ให้อับอายสกุลอีก"นายตบโต๊ะตบเก้าอี้ด้วยความไม่พอใจ เซิ่งหนิงไม่ได้ต่อคำได้แต่ก้มหน้านิ่ง

"ให้คนไปตามมันมาหาข้าเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้ข้ากับนายท่านและ เลี่ยงเอ๋อร์จะขึ้นไปถวายพระพรองค์หลิงไท่ ข้าจะให้มันไปจับนกหงส์ไฟมาเพื่อเป็นของถวาย"

"ตะ..แต่ว่ามันอันตรายมากนะเจ้าคะ หากว่าหงส์ไฟโตเต็มวัยจับได้นายน้อยมิต้องเสี่ยงภัยรึเจ้าคะ"เซิ่งหนิงตกใจละล่ำละลัก

"ชีวิตมันใยต้องนับ ไปตามมันมาเดี๋ยวนี้"เซิ่งหนิงน้ำตาคลอเบ้า นึกน้อยใจในโชคชะตาแทนเด็กน้อยที่ตนเองเลี้ยงมา

ตอน 2

ปาไช่มองเจ้านายที่กลายเป็นเพื่อน ด้วยถูกบ่าวไพร่เลี้ยงดูมาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็กเพราะความเอ็นดูปนเวทนาสงสารในโชคชะตาของคนที่เป็นถึงลูกชาของหัวหน้าเผ่า ตัวเขาเองเป็นลูกของบ่าวในนี้เช่นกันแต่กำพร้าพ่อแม่ ดังนั้นทั้งคู่จึงจับคู่กันมาตลอด ตัวเขานั้นสูงใหญ่ด้วยวัยสิบเจ็ด แต่เพื่อนเขากลับดูราวกับเด็กวัยยังไม่พ้นสิบห้าเสียด้วยซ้ำไป ใบหน้าขาวใสเรียวงดงาม เขาลือกันว่าอี๋ซูหน้าเหมือนมารดาของเขายิ่งนัก ยิ่งจุดเด่นคือนัยต์ตาสีสนิมกลมโตนั่น หากได้จ้องลึกลงไปดุจดั่งต้องมนต์แล้วยากจะถอนตัว เรือนร่างเล็กบางปราดเปรียวซุกซนหาเรื่องเจ็บตัวไม่ว่างเว้น หากเอาตัวรอดได้เสียทุกครั้งไป คราวนี้ก็เช่นกันทั้งคู่นั่งใช้กิ่งไม้เรียวยาวตีบนผิวน้ำไปมา สองขาหย่อนลงให้เท้าแช่อยู่ในน้ำ ร้องเพลงกล่อมเด็กด้วยความรื่นเริง

"อี๋ซู"

"หือ?"

"เจ้ามีอะไรปิดบังข้าหรือไม่"

"ไม่มี"ปาไช่ใช้นิ้วชี้จิ้มขมับเพื่อนแล้วผลักออกแรงๆ

"ยิ่งเจ้ารีบบอกแสดงว่ายิ่งมีความลับ เอาล่ะบอกข้ามาเดี๋ยวนี้"อี๋ซูหน้ามุ่ยจำใจยอมล้วงเอาไข่ออกมาให้ดู ปาไช่ตาโตจ้องเขม็ง

"ไปขโมยมาใช่หรือไม่"

"เห็นข้าเป็นหัวขโมยไปแล้วตั้งแต่เมื่อใดกัน"อี๋ซูเม้มปาก ปาไช่ถอนหายใจ

"ของนี่ใช่จะได้มาง่ายๆ ถ้าเจ้าไม่ไปแอบเอามามันจะมาอยู่ในมือเจ้าได้อย่างไรกัน"

"ข้าเก็บได้ต่างหากนี่เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ"

"ได้ๆย่อมได้ข้าเชื่อเจ้า เล่ามาเจ้าไปเก็บได้จากที่ใด"อี๋ซูจำต้องเล่าให้เพื่อนฟังอีกรอบ ปาไช่ลูบคางที่เริ่มมีหนวดเครารำไรไปมา

"แปลก น่าแปลก เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าไข่นี่คือไข่ของสิ่งใด"อี๋ซูส่ายหน้าไปมา ถึงเขาจะเป็นลูกของเจ้าแห่งปักษาก็จริง แต่ทว่าเขาไม่เคยได้ร่ำเรียนอ่านเขียนเช่นลูกหลานในสกุล ยังโชคดีอยู่บ้างที่เหล่าบ่าวไพร่ที่พอจะรู้หนังสือสอนเขาให้พออ่านออกเขียนได้ แต่ก็ใช่ว่าจะช่ำชองเหมือนมีอาจาร์ยมาสอนให้หัดเขียนอ่าน

"ไข่นี่คือไข่ของปักษาสวรรค์ คนที่มีครอบครองนอกจากองค์หลิงไท่แล้วก็จะมีแค่พระชายาของท่านเท่านั้น"อี๋ซูถึงกับตาโต จ้องไข่ใบนี้พลิกขึ้นบนลงล่างส่องกับแสงแดดแล้วก็มิพบสิ่งผิดปรกติ

"มันคงเป็นไข่ที่ใช้การไม่ได้แล้วแน่ๆถึงถูกทิ้งขว้าง"อี๋ซูสรุป ปาไช่อยากจะเขย่าร่างให้เจ้าตัวรู้เสียที ว่านี่คือของที่สวรรค์ประทานจะเสียง่ายๆได้อย่างไรกัน

"เจ้าทึ่ม ของนี่เป็นของวิเศษนะ"

"จริงด้วยข้าลืมคิดไป แล้วจะทำยังไงกับมันดีล่ะ"

"เอาไปวางไว้ที่เดิม"ปาไช่บอกทั้งคู่ต่างพยักหน้า ลุกขึ้นเตรียมไปยังปากทางของหมู่บ้าน ทันใดนั้นเองไข่ใบกำลังพอดีมือขยับไปมาอยู่ในมือของอี๋ซู

"หรือมันกำลังจะฟักแล้ว!"อี๋ซูตกใจไม่ต่างกับปาไช่

"ทำยังไง ทำยังไงดี"ทั้งคู่ลนลานกระทั่งเซิ่งหนิงเดินเข้ามาหา

"ไปก่อเรื่องใดกันมาอีกแล้ว"

"ข้าเปล่า ข้าก็เปล่า"ทั้งคู่รีบบอก เซิ่งหนิงเลื่อนสายตาลงมาจนถึงไข่ที่เริ่มกระเทาะตัวเองออกมา แล้วต้องหน้าซีดเผือด

"นี่พวกเจ้า!!"

"มันกำลังจะเกิดแล้ว พวกเรากำลังตัดสินใจว่าจะเอามันไปไว้ที่เดิม นี่ข้าจะทำยังไงดี"อี๋ซูทั้งตกใจ ทั้งว้าวุ่น จนตาสองคู่สบกัน หนึ่งคนหนึ่งนกที่ยังไม่มีขนเนื้อตัวสีแดงจัดมองสบตาโตไม่ลดละ

"แย่แล้ว"อี๋ซูครางหงิง

"ใช่แย่แล้ว"คราวนี้ทั้งเซิ่งหนิงทั้งปาไช่เอ่ยปากพร้อมกัน

"แกว๊กกก กว๊ากกก"เสียงกรีดร้องดังปานฟ้าผ่าสะเทือนถึงฟ้าถึงดิน ปาไช่และเซิ่งหนิงอุดหูด้วยทนเสียงไม่ไหว อี๋ซูกลับเพิกเฉยราวกับมันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอันใดได้

"น่ารักจัง"อี๋ซูบอกด้วยน้ำเสียงราวต้องมนต์

"เอาวางไว้ เอาวางไว้แล้วรีบไปจากนี่ ก่อนที่เจ้าจะถูกสวรรค์ลงโทษ"เซิ่งหนิงรีบบอกทั้งลากทั้งจูงแขนของคนทั้งคู่ไปให้พ้นจากที่ตรงนี้ ปล่อยให้ปักษาสวรรค์นั่งนิ่งอยู่บนพื้น ทั้งสามวิ่งปนหอบมาถึงในครัว

"เจ้า...เจ้า..เจ้านี่มันขยันหาเรื่องใส่ตัวไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ"เซิ่งหนิงบ่นทั้งหอบด้วยความเหนื่อย ปาไช่เอามือกุมท้องตัวเองเอาไว้เพราะหายใจหอบด้วยความเหนื่อย ยังมีอี๋ซูที่ก้มตัวเอามือกุมเข่าสองข้างพูดไม่ออกอยู่เช่นกัน ทั้งสามต้องตกใจหนักกว่าเดิมได้ยินเสียงแกว๊กเบาๆบนพื้น

"มาได้ยังไงกันเนี่ย!!"อี๋ซูทำหน้าตกใจ ดูท่าแล้วเจ้านกตัวนี้ไม่ยอมห่างจากเขาแล้วเป็นแน่

"ข้าจะทำยังไงดี"ทั้งสามทำสีหน้าจนปัญญา อี๋ซูตัดสินใจช้อนมันขึ้นมาอยู่ในอุ้งมือ ครั้งแรกที่มันฟักตัวมันเท่าไก่น้อยตัวสีเหลือง หากบัดนี้ตัวของมันเท่ากับนกแก้วตัวใหญ่เข้าไปแล้ว แถมสีขนกลับเป็นสีเพลิงเจิดจ้าประกายทอง ปากแหลมงุ้มสีแดงจัดจิกเบาๆลงบนฝ่ามือ

"ข้าจะถูกตัดหัวหรือไม่"อี๋ซูครางอีกรอบ

"นายท่าน"เสียงแหบๆเอ่ยขึ้นมาจากปากงุ้มแหลม

"นกพูดได้"อี๋ซูตกใจจนทิ้งมันลงอีกครั้ง โชคยังดีที่มันบินได้แล้วจึงกระพือปีกไปมาต่อหน้าพวกเขา

"ท่านชอบทิ้งขว้างข้าอยู่เรื่อย"เจ้านกน้อยบ่น

"เอาล่ะๆสงบจิตกันไว้ทุกคน"เซิ่งหนิงสูดลมเข้าปอด ข่มความกลัวเดินเข้ามาหานกสวรรค์

"นกน้อย เจ้ากลับไปยังที่ของเจ้าเถิด ที่นี่ไม่มีใครคู่ควรเป็นเจ้านายเจ้าทั้งนั้น"

"นี่ไงคนตรงหน้าข้ายังไงที่คู่ควร เขาถูกลิขิตมาเช่นนี้"นกน้อยเถียง

"แต่ว่า เจ้าเป็นนกคู่บารมีของพระชายาองค์หลิงไท่เท่านั้น จะเป็นเด็กหนุ่มไม่ประสาไปได้อย่างไร"เซิ่งหนิงเถียง

"แกว๊กก อย่างนั้นหรือ ข้าไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใครแต่ในเมื่อฟ้าลิขิต ข้าย่อมมิอาจขัดมติสวรรค์ได้ เอาล่ะนายท่านตั้งชื่อข้าได้แล้ว"นกน้อยขยายตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกแล้ว แถมน้ำเสียงจากเด็กน้อยก็ดูแข็งขึงขึ้นมากกว่าเดิมด้วย อี๋ซูได้แต่หันหน้าไปมาฟังเซิ่งหนิงและนกถกเถียงกัน

"ข้าหรือ"อี๋ซูชี้หน้าตัวเอง

"เจ้าเป็นนายข้าก็ต้องเป็นผู้ตั้งสิ ขอชื่อไพเราะเสนาะหูนะ"อี๋ซูนิ่งคิดไปชั่วครู่จึงเรียกชื่อที่ผุดขึ้นมาในหัว

" เลี่ยงเฟิ่ง เป็นยังไงไพเราะหรือไม่ ความหมายก็ดีด้วย หงส์ที่มีความสว่างไสว"

"ดีข้าชอบถ้าอย่างนั้นก็เอาชื่อนี้ ว่าแต่ตอนนี้ข้าหิวแล้วมีอะไรให้ข้ากินหรือไม่"เจ้านกที่พึ่งมีชื่อเริ่มแสดงความมีอำนาจทันที

"มีแอปเปิ้ลอยู่เจ้ากินได้หรือไม่"

"นกไม่จำเป็นต้องกินแต่ผลไม้ ข้ายังสามารถกินคนได้อีกด้วยนะ"เลี่ยงเฟิ่งกระพือปีกที่ใหญ่มากขึ้นไปอีก ปาไช่ถึงกับกลืนน้ำลายถามอย่างกล้าๆกลัวๆ

"เจ้าจะเติบโตมากไปกว่านี้หรือไม่"

"อ่อแน่นอน ตัวข้าใหญ่จนสามารถแบกพวกเจ้าสามคนขึ้นหลังได้เลย แต่เวลาอยู่ธรรมดาตัวข้าจะใหญ่มากกว่านี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น"ทั้งสามพอได้ยินก็ลอบถอนหายใจ พรางนึกในใจว่าหากโตมากกว่านี้ พวกเขาจะหาอะไรมาประทังปากท้องเจ้านกบ้าอำนาจขี้โอ่ตัวนี้ให้อิ่มหนำกัน

"จริงด้วยข้าลืมไปเสียสนิท อี๋ซูนายหญิงเรียกหาเจ้ารีบไปเถอะ"

"ข้าไม่ได้ไปก่อเรื่องที่ไหนเหตุใดจึงเรียกหาข้า"อี๋ซูนิ่วหน้า

"เจ้าไปเถอะเดี๋ยวก็รู้เอง"เซิ่งหนิงไม่ยอมตอบปล่อยให้อี๋ซูเดินจากไป เลี่ยงเฟิ่งรู้จึงไม่ติดตามไปด้วย ได้กัดกินแอปเปิ้ลสีแดงสดอย่างเอร็ดอร่อย ปล่อยให้ปาไช่เดินวนไปรอบๆตัว แอบแตะขนมันปราบเรียบลื่นไปมา พอเลี่ยงเฟิ่งหันมามองก็รีบหดมือเข้าไว้ข้างตัว

"ลูบขนข้าล้วนต้องมีค่าใช้จ่าย เจ้ามีหรือไม่"ปาไช่รีบส่ายหน้าขยับไปยืนข้างเซิ่งหนิงทันที

"ปาไช่ เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ"

"ไปไหนหรือขอรับ"

"ติดตามนายน้อยไป หาเกิดเรื่องราวคงมีแต่เจ้าเท่านั้นที่ช่วยเขาได้"เซิ่งหนิงไม่ตอบ ปาไช่จึงรีบกลับไปเก็บห่อผ้าทั้งของตนเองและอี๋ซูรอเอาไว้ เซิ่งหนิงตระเตรียมห่อข้าวปลาอาหารเอาไว้เช่นกัน นึกสังเวชชะตากรรมของเด็กน้อยคนนี้ยิ่งนัก เลี่ยงเฟิ่งชะงักปากที่จิกผลแอปเปิ้ลสายตาจ้องมองไปยังด้านหน้าที่ว่างเปล่า จ้องมองราวกับเห็นผู้คน แต่ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาจากนั้นก้มหน้ากัดแอปเปิ้ลอีกครั้ง

"ข้าต้องไปจับหงส์ไฟจริงๆหรือ"อี๋ซูเดินหน้าซีดเซียวเข้ามา ปาไช่ทำขนมหล่นจากปากทันทีที่ได้ยิน เซิ่งหนิงเดินเข้ามาลูบกลุ่มผมที่ขมวดมุ่นหลุดลุ่ยไปมา

"เด็กน้อยเอ๋ย เด็กน้อย ลำบากเจ้าแล้ว ฟังเซิ่งหนิงเถิด เจ้าออกไปจากที่นี่เสียอย่าได้กลับมาอีก หงส์ไฟหาใช่ว่าจะจับตัวมาได้ง่ายๆ ล้วนมีแต่ไปไม่มีกลับ เจ้าหาใช่เซียนผู้มากบุญญา ข้ามีเงินทองในถุงนี้เอาไปเสีย จำเอาไว้อย่าแสดงตนว่ามาจากที่ใด เปลี่ยนชื่อแซ่ของเจ้าเสียทั้งคู่เข้าใจหรือไม่"เซิ่งหนิงน้ำตาคลอ นางเลี้ยงดูเด็กคนนี้มาตั้งแต่ยังไม่เดียงสา สรรหาอะไรจะไม่ผูกพันดุจมารดาผูกพันต่อบุตร ยามนี้เรื่องจวนตัวทำให้ต้องตัดใจ หาเช่นนั้นเด็กน้อยนี่คงไม่มีชีวิตอีก นายหญิงคนนี้เกลียดชังอี๋ซูยิ่งนัก เพราะมารดาของเด็กน้อยเป็นศิษย์ร่วมรุ่นของหัวหน้าเผ่า หาใช่เหมือนนางที่ถูกหมั้นหมายมาแต่เล็ก เมื่อแอบได้เสียก็ถูกกลั่นแกล้งสารพัด บิดขาเขาเองก็ไม่ดูดี เพราะเมื่อเห็นเขาก็อดคิดถึงผู้เป็นมารดาของอี๋ซูได้ไม่ เลยถูกทิ้งขว้างเช่นนี้

"แต่เซิ่งหนิงถ้าทำแบบนี้ตัวเจ้าจะเดือดร้อน"อี๋ซูตาแดง

"เด็กโง่ อายุข้าจวนจะเป็นยายเฒ่าอยู่แล้ว ต่อให้ถูกด่าว่าก็ไม่มีใครกล้าตบตีข้าหรอก พวกเจ้าเถอะไแล้วก็ระวังตัว เจ้านกนั่นก็เหมือนกันอย่าปรากฎตัวต่อหน้าผู้คน หาเช่นนั้นนายของเจ้าจะเดือดร้อน เข้าใจหรือไม่"เซิ่งหนิงหันไปบอกเลี่ยงเฟิ่งที่ยังกินแอปเปิ้ลไม่หยุด

"ข้ารู้หรอกน่า"มันเงยหน้าขึ้นมาตอบ หลังล่ำลาลูบหน้าลูบหลังด้วยความอาวรณ์คนทั้งคู่ก็แอบออกไปจากหมู่บ้าน ทิ้งให้เซิ่งหนิงยืนเช็ดน้ำตา จากนั้นนางก็ตัดใจเดินกลับไปยังตำหนักบอกกล่าวกับนายหญิง นางถึงกับสั่งให้ผู้คนออกค้นหาจนแน่ใจแล้วว่ามิพบเจอจึงได้แต่ก่นด่าและรอให้นายท่านกลับมาเท่านั้น

ตอน 3

ปาไช่และอี๋ซูต่างหลบหนีออกจากหมู่บ้านปักษา จริงอยู่ที่พวกเขาเป็นชาวเผ่าวิหค แต่น่าแปลกกลับไม่สามารถแปลงร่างกลายเป็นนกพิทักษ์ของตนเองได้ จึงทำได้แต่กึ่งเดินกึ่งวิ่ง เมื่อพ้นเขตแล้ว พวกเขาดิ่งข้ามเขตเวทมนต์ที่ป้องป้องเผ่ากับโลกมุนษย์เอาไว้ ทั้งคู่หลับตาปี๋เมื่อทะลุวงเวทย์ออกไป

"ฮะ..เห้ย!"อี๋ซูตกใจร้องเสียงดัง เมื่อตัวเขากับปาไช่ตกลงไปยังน้ำตกสูงชัน สองร่างล่วงลงไปใต้น้ำดำผุดดำว่าย ปาไช่หาทางปีนป่ายเสือกตัวขึ้นบนบกได้ ต่างกับอี๋ซูที่ยังจมดิ่งลงไปก้นแอ่งเรื่อยๆ ขณะที่เขากำลังจมถึงก้นสระก็ปรากฎร่างในชุดสีดำสนิท พุ่งตัวลงไปคว้าเขาเอาไว้ อี๋ซูหมดสติไม่รับรู้ไร้แรงต้านปล่อยร่างตัวเองพิงกับคนที่ช่วยเอาไว้ แต่กว่าจะถึงด้านบนเหนือน้ำหากไม่ช่วยส่งอากาศเข้าปอด เกรงว่าร่างเล็กนี่คงตายไปเสียก่อนคนที่ช่วยเหลือจนใจ จึงจำต้องใช้ปากได้รูปของตัวเองประกบกับปากบางส่งเอาอากาศเข้าปอดให้ ร่างเล็กถูกปราณเซียนขับเอาญาณส่งเข้าปอดไปได้สักพักก็ลืมตาโพลงในน้ำ ยิ่งเห็นใบหน้าคนผู้นี้อี๋ซูก็ยิ่งดิ้นทุรนทุราย คนช่วยนึกรำคาญในใจถึงขั้นใช้สันมือสับเข้าที่ซอกคอด้านข้าง ทำให้อี๋ซูนิ่งเงียบไปอีกครั้ง ด้านบนปาไช่กระอักกระไอเอาน้ำออกจากปอด ยังมีคนที่แต่งกายชุดสีเทาเงินอีกคนช่วยตบหลังให้ และยังคอยชะเง้อมองลงไปในน้ำด้วยความเป็นห่วง

"เป็นเช่นไร ดีขึ้นหรือไม่"น้ำเสียงดุดันเอ่ยถามปาไช่

"แค่กๆ ข้า ข้าดีแล้วขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยเหลือ"ปาไช่ทั้งไอทั้งเอ่ยปาก เนื้อตัวเปียกปอน

"ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า เจ้าช่วยตัวเจ้าเองขึ้นจากน้ำต่างหาก แต่คุณชายของข้าสิลงไปช่วยเพื่อนเจ้าอยู่ จนป่านนี้ยังไม่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำอีก"ร่างใหญ่บ่นเสียงขึงขัง ใบหน้าหล่อเหลาตึงจนเห็นได้ชัด ยังไม่ขาดคำร่างสองร่างก็ทะลึ่งพรวดขึ้นเหนือน้ำ

"คุณชาย..คุณชายท่าน"

"ช่วยคน"ร่างในน้ำอยู่ในชุดสีดำสนิท ผิวขาวราวกับพระจันทร์คืนวันเพ็ญผุดผ่องงดงาม ใบหน้าหล่อเหลาหนึ่งไม่มีสอง เส้นผมสีดำขลับสยายอยู่ในน้ำราวกับแพรไหม หากแต่สีหน้าเรียบเฉยยิ่งนัก ดวงตาคมกริบสีดำยาวรี ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนถูกมนต์สะกดส่งร่างที่คว่ำหน้าอ่อนปวกเปียกในชุดสีเทาให้กับคนร่างใหญ่ที่คุกเข่าอยู่ตรงริมฝั่ง คนด้านบนยื่นมือขนาดใหญ่มาคว้าแขนเล็กลากขึ้นบนบกทันที

"อี๋ซู! อี๋ซูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าฟื้นสิ..รีบฟื้น"ปาไช่ถลาเข้าหาเพื่อนที่ยังหมดสติกองอยู่ตรงนั้น คนที่ลากอี๋ซูรีบยื่นมือให้คนที่อยู่ในน้ำเพื่อเป็นหลักยึดส่งตัวเองขึ้นมาเหนือน้ำ แต่ร่างนั้นกลับเพิกเฉย ใช้สองมือทาบกับริมตลิ่งดันตัวเองขึ้นมาจากน้ำ ร่างที่เห็นเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ แต่งกายด้วยสีดำทั้งชุด เรือนร่างตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าล้วนดำสนิท งามสง่าดุจเทพเซียนบนสวรรค์ ถึงแม้ว่าทั้งร่างชุ่มโชกจากน้ำแต่หาได้กลบรัศมีความสง่างามและความมีอำนาจลงได้ เขาจ้องไปยังร่างเล็กที่นอนหงายไม่ได้สติอยู่ในอ้อมแขนของปาไช่

"ไปดูเขาเถิด"ร่างใหญ่หนาก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะเดินตึงๆเขาไปหา

"เพื่อนเจ้าเป็นอย่างไร"

"ท่านผู้มีพระคุณได้โปรดช่วยเหลือเพื่อนข้าด้วยเถอะ"ปาไช่ทั้งร้อนรน ทั้งเป็นห่วงจึงไม่สังเกตุว่าสองคนนี้รูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร ดวงหน้าเรียวซีดจนดูผอมดวงตาแดงก่ำ มองเพื่อนด้วยความเป็นห่วง

"ส่งเขามาให้ข้า"ร่างยักษ์ออกแรงเพียงน้อยนิด ร่างที่นอนอยู่คล้ายจะปลิวตามแรงเข้ามาสู่อ้อมแขน คนผู้นี้มองดูดวงหน้าที่หลับตาพริ้มชั่วครู่ ใช้สองนิ้วจี้ไปที่หน้าผาก แสงสีเงินสว่างจ้าเพียงครู่ก็จางหายไป อี๋ซูค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆ

"เอาไปเพื่อนเจ้าฟื้นแล้ว"ร่างในชุดสีเทาเงิน ส่งอี่ซูให้กับปาไช่ราวกับเป็นของร้อนมิสมควรแตะต้อง จากนั้นร่างยักษ์ลุกขึ้นยืนถอยหลังไปหยุดด้านข้าง คนชุดดำร่างสูงเสมอกันแต่เรือนร่างกลับบางสมส่วนกว่า

"คุณชาย"

"เป็นอย่างไร"น้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบเอ่ยถาม

"ดีขึ้นแล้วขอรับ พวกเราไปกันเถอะ ใกล้ถึงเวลาแล้ว"ร่างยักษ์ค้อมตัวเล็กน้อย คนชุดจำขยับตัวเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงร่างที่ยังนอนสะลืมสะลืออยู่ในอ้อมแขนเพื่อน เขาหลับตาเพียงครู่ ดวงตาสีดำลืมขึ้นทันทีด้วยความสงสัยแต่ริมฝีปากหนาได้รูปกลับมิเอ่ยคำออกจากปาก

"ไปกันเถอะ"เขาหันกลับไปหาคนร่างใหญ่ ไม่นานสองร่างก็จางหายไป ปาไช่ไม่ใส่ใจคนที่ช่วยเหลือทั้งยังลืมขอบคุณ

"เป็นไยงบ้าง เจ้าตอบข้าหน่อย หรือว่ากลืนน้ำลงไปน้ำเข้าไปแทนที่สมองเจ้าแล้วถึงพูดไม่ออก"ปาไช่ถามคนที่ยังนอนลืมตานิ่ง ทันใดนั้นเองมือเรียวบางก็ตบเข้าที่ด้านหลังปาไช่โดยแรง

"กล้านินทาข้าต่อหน้าหรือ"

"อ้าวฟื้นแล้วนี่ เหตุใดข้าถามอะไรเจ้าถึงไม่ยอมพูด"ปาไช่หน้างอ

"ข้ากลัว"อี๋ซูตอบเสียงสั่น

"หือ?เจ้ากลัวสิ่งใด"ปาไช่ทำหน้าสงสัย

"คนนั้น คนชุดดำ ข้ากลัวเขา"ปาไช่นิ่วหน้า

"กลัวสิ่งใด เขาเป็นผู้ช่วยเจ้าขึ้นมาจากน้ำ สมควรขอบคุณเขาสิถึงจะถูก"ปาไช่ทำสีหน้างงงัน ค่อยพยุงเพื่อนให้ลุกขึ้นนั่ง

"ข้าบอกไม่ถูก เจ้าจับไอสังหารจากเขาไม่ได้หรือ"

"ไม่นี่ ข้าเห็นเขาปรกติ แต่ถ้าให้ถามข้าบอกไมไ่ด้หรอกนะว่าพวกเขาหน้าตาเป็นเช่นไร แต่นั่นช่างเถอะ พวกเราคงไม่โชคดีเจอเขาอีกครั้งหรอก ตอนนี้เจ้ายังดีอยู่หรือไม่"ปาไช่ลูบหลังลูบไหล่เพือนสำรวจไปทั่วตัว

"ข้าดีขึ้นมากแล้ว"น่าแปลกจู่ๆหัวใจของอี๋ซูกับกระตุกเต้นรัวแรง ดวงหน้าแข็งท่อดวงตาเบิกกว้างค้างแข็ง ปาไช่ตกใจทำอะไรไม่ถูก อี๋ซูที่กำลังจะลุักขึ้นหัวใจถูกบีบอัด ภาพในหัวปรากฏภาพของชายชุดดำที่ช่วยเหลือเขาเอาไว้ กำลังใช้สองนิ้วจ่อตรงหน้าผากส่งแสงสีทองเข้ามาในหัวเรื่อยๆ เนื้อตัวร้อนผ่าวลมหายใจไม่ติดขัดเช่นก่อน ดวงตาที่เคยมองเห็นชัดบ้างเลือนลางบ้างบัดนี้แจ่มชัดมากขึ้น ทันใดนั้นเองร่างเขาราวกับถูกกระแสไฟวิ่งผ่านเรือนร่าง

"ซู..อี๋ซู อี๋.."

"เฮือก"ผาไช่ตระหนกแตกตื่นยิ่งนัก เมื่อเห็นเพื่อนที่กำลังลุกขึ้นกลับลงไปนอนชักอยู่บนพื้น เขาเข้าไปเขย่าอยู่นานจึงได้สติ

"อะไร"

"ข้าต้องถามเจ้าว่าเกิดอะไรขึ้น มิใช่ให้เจ้าถามย้อนกลับ"

"ข้าไม่รู้"

"อย่าทำให้ข้าตกใจแบบนี้อีกนะอี๋ซู เจ้ารู้สึกดีขึ้นหรือไม่"

"ใช่ ..ข้าดีขึ้นแล้ว"อี๋ซูตอบอย่างเลื่อนลอย ปาไช่นิ่วหน้าด้วยความกังวล สองแขนประคองเพื่อนลุกขึ้นอีกครั้ง เมื่อรออยู่ชั่วครู่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปรกติปาไช่ถึงกับถอนหายใจโล่งอก

"เรารีบไปกันเถอะข้าว่าสถานที่นี้ดูแปลกๆ กลัวเข้าจะเกิดเรื่องขึ้นอีก"ปาไช่รีบลากเพื่อนออกจากน้ำตกนั่นทันที คนทั้งคู่เดินเข้าไปยังตัวเมื่อง สองตาสี่คู่มองร้านรวงและผู้คนบนถนนด้วยความตื่นตา เสียงผู้คนตะโกนขายของ แผงรวงต่างมีสินค้าหลากหลาย กลิ่นอาหารยั่วยวนออกมาถึงด้านนอก ปะปนกับกลิ่นหอมจากถุงหอมเครื่องประทินโฉมกรุ่นจนฟุ้ง

"ข้าหิว"อี๋ซูลูบท้องตัวเองไปมาแลบลิ้นสีชมพูน่ารักไปรอบริมฝีปาก ปาไช่ตัวสูงใหญ่กว่าจึงดันให้เดินนำเข้าไปร้านอาหาร

"เถ้าแก่สั่งอาหารหน่อย"ปาไช่ตะโกนเรียก เสี่ยวเอ้อรีบปรี่มารับคำสั่ง แต่สายตาดูหมิ่นยิ่งนักเกรงกลัวว่าคนสองคนนี้จะมีเงินจ่ายหรือไม่

"จะสั่งอาหารต้องวางเงินก่อน"อี๋ซูขยับหัวคิ้ว ปาไช่เห็นจึงกดมือเอาไว้ส่งสายตาห้ามหาเรื่องออกไป อี๋ซูถึงยอมสงบนิ่ง

"เอาไป ขออาหารอร่อยๆสองสามอย่างข้าวเปล่าสองชาม อ้อขอน้ำชาดีๆหน่อยมาด้วยสักป้าน"ปาไช่วางเงินลงบนโต๊ะ เมื่อเห็นว่าคนมีจ่ายก็รีบหยิบเงินแล้วจากไป

"ชิ! โลกมุนษย์ไม่น่าอยู่สักนิด"อี๋ซูบ่นเบาๆ

"ต่อไปเราสองคนต้องเปลี่ยนชื่อแซ่กันแล้ว"ปาไช่เตือน

"ชื่อหรือ? ข้าชื่ออะไรดี"อี๋ซูถาม สองมือเท้ากับคางมองปาไช่อย่างนึกสนุก

"เจ้าชื่อฮุ่ยเหอ ส่วนข้าชื่อม่อเหลียน ดีหรือไม่"ปาไช่เสนอ

"ดีๆข้าชอบชื่อนี้"อี๋ซูหัวเราะปากกว้าง รอจนอาหารมาวางตรงหน้าคนทั้งคู่จึงกินจนเกลี้ยง หลังจากนั้นก็ลุกจากไป

"เจ้าภพ..เด็กพวกนั้นออกจากร้านแล้วพะย่ะค่ะ"

"อืม ส่งคนตาม"หลิงไท่หลังจากช่วยคนขึ้นจากน้ำได้ เขาก็มายังร้านอาหารแห่งนี้ ด้านบนเป็นสถานที่จำกัดให้เฉพาะผู้เป็นเศรษฐีมีเงิน หรือขุนนาง สถานที่ไม่พลุกพล่านเช่นชั้นล่าง หากทว่าสามารถมองเห็นผู้คนด้านล่างชัดเจน

"ฝาบาทเหตุใดเราต้องให้คนตามเด็กพวกนั้นพะย่ะค่ะ"หลิงไท่วางแก้วน้ำชาลงช้าๆ

"วิหคสวรรค์อยู่ที่เด็กคนนั้น"จางหย่งองค์รักษ์ขวาประจำตัวเบิกตากว้าง

"ใช่ ข้าเองก็สงสัยเช่นเดียวกับเจ้า จึงให้คนติดตาม น่าแปลกเสียจริง"หลิงไท่คลึงจอกไปมาช้าๆ

"เป็นไปได้หรือไม่ว่าเด็กคนนี้แค่มีกลิ่นอายพะย่ะค่ะ"

"ไม่มีทาง วิหคสวรรค์นั้นเป็นของคู่บุญชายาของข้า ซึ่งตัวข้าเองยังมิอาจรู้ได้ว่าเป็นผู้ใด เพราะวิหคนี้จะเป็นผู้เลือกสรรเองและข้ามิอาจขัดมติสวรรค์ได้ น่าแปลกกว่านี้เพราะกลิ่นอายของวิหคนี้กลับกลายเป็นเด็กหนุ่ม"จางหย่งถึงกับสำลักน้ำลาย ตามรูปการณ์แล้วนกสวรรค์เป็นของคู่บารมีพระชายาเจ้าภพ แต่กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มอย่างนี้จะเกิดเรื่องราวใดขึ้นกันแน่ หรือฝ่าบาทของเขาจะต้องครองคู่กับเด็กหนุ่มนั้น เพียงแค่คิดจางหย่งถึงกับขนลุกซู่ สายตาค่อยๆเหลือบแลไปยังใบหน้าเรียบนิ่ง สงบราวกับน้ำเย็นในช่วงเหมันตฤดูแล้วต้องลอบกลืนน้ำลาย เพราะคนที่มิเคยใกล้ชิดย่อมดูไม่ออกว่า เจ้าภพอารณ์ยามนี้เป็นเช่นไร แต่เขาเป็นผู้ซึ่งติดตามตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์มีหรือจะดูไม่ออก ยิ่งสีหน้านิ่งเมื่อไหร่แสดงว่ายิ่งเจอเรื่องตึงมือให้ขบคิด ความโกรธเกรี้ยวที่ไม่เคยแสดงออกมันมากเสียยิ่งกว่าสิ่งใด เขานึกกังวลถึงเด็กน้อยนั่นเสียแล้ว 'หัวเจ้าคงยากที่จะตั้งอยู่บนบ่าเจ้าแล้วเด็กน้อยเอ๋ย'

"ให้กระสิบสืบเสาะเรื่องราวดีหรือไม่พะย่ะค่ะ"

"อืม จางหย่งข้ามีเรื่องให้เจ้าไปทำเรื่องหนึ่ง ข้าจะรออยูที่นี่ รีบไปรีบกลับ"

"พะย่ะค่ะ"หลิงไท่เอ่ยเสียงเบา จางหย่งรีบก้มคำนับแล้วหายตัวเป็นควันสีขาวแล้วจากไป

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED