ตอน 2

“ค่ะ”

“คุณเก่ง รู้เรื่องเครื่องยนต์ด้วย ผิดกับผมที่ทำอะไรไม่เป็นเลย นี่ถ้าไม่ได้คุณ ป่านนี้ก็คงยังงงอยู่แน่ๆ ว่าทำไมรถถึงสตาร์ทไม่ติดเสียที”

“พอดีว่าพ่อเมสอนไว้น่ะค่ะ เวลาขับรถไปไหนมาไหน เกิดฉุกเฉินจะได้ดูเครื่องยนต์เป็น”

“ดีจังครับ แบบนี้ผมคงต้องหาเวลาว่าง ให้คุณเมช่วยสอนหน่อยแล้ว” คำพูดของเขา ทำให้เธอยิ้มเขิน แต่ก็พยายามเก็บอาการเอาไว้ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวเขาจะหาว่าเธออ่อยเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งเธอไม่อยากเป็นแบบนั้น

“เมรู้แค่เรื่องพื้นฐานเท่านั้นเองนะคะ ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไรเป็นพิเศษ”

“แต่สิ่งที่คุณเมรู้มันก็มากกว่าที่ผมรู้ตั้งเยอะ” มีอะไรบางอย่างในตัวของเมลดา ที่ทำให้อันเดรสสนใจ และบางอย่างที่ว่า อีกไม่นานเขาจะได้คำตอบ

“นั่งคิดอะไรอยู่แก เหม่อเชียว” เสียงทักของชมพู่ ทำให้เมลดาหลุดออกจากอาการมโน

“คิดถึงหนุ่ม”

“อ้อ พี่สิงห์อะไรของแกนั่นน่ะเหรอ”

“อื้อ เขาหล่อ ดูดี แกคิดว่าเขาจะชอบฉันไหม” เมลดาหันมาถามคนข้างๆ ที่ตอนนี้กำลังครุ่นคิดจนคิ้วชักจะเริ่มขมวด

“ไม่รู้สิ แต่ผู้ชายหล่อมักจะคู่กับผู้หญิงขี้เหร่ แกก็ขี้เหร่ออก เขาต้องชอบแน่นอน” คำพูดของชมพู่ ทำเอาคนฟังกลอกตามองบน

“ปากหรือยะนั่นนะ”

“เอ้านี่เค้าพูดจริงๆ นะ บางทีพี่สิงห์ของแกอาจเป็นคนชอบของแปลก”

“บ้า” เมลดามองชมพู่ๆ ค้อนๆ ก่อนที่บทสนทนาของทั้งคู่จะจบลง เมื่อมีแขกเข้ามาในร้าน ชมพู่กลับไปรับออเดอร์ ส่วนเมลดาก็นั่งคิดนู่นนี่นั่นของเธอไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งชมพู่ปิดร้านทั้งคู่จึงแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน

หลังจากเหตุการณ์ ที่เมลดาโชว์พลังสายแมนด้วยการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ให้อันเดรส หนุ่มฮอตก็มาปรากฏตัวที่หน้าบริษัทของเธอบ่อยๆ และนั่นก็ยิ่งทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาอยู่ไม่น้อย กระทั่งเห็นว่าเขามาหาใคร สาวๆ ทั้งหลาย ซึ่งไล่มาตั้งแต่สาวน้อย สาวใหญ่ ทั้งโสดและไม่โสดซึ่งแอบปลื้มอันเดรสอยู่แล้วถึงกับตาค้าง ไม่คิดว่าชายหนุ่มสุดหล่อของตึกจะมาหาเมลดา

“ยัยเม เห็นเงียบๆ แบบนี้ก็ฟาดของดีเหมือนกันนะเนี่ย” ประโยคนี้ดังแว่วมาให้เมลดาได้ยิน แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ เพราะตอนนี้สถานะของเธอกับอันเดรสนั้นเป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ แต่ก็ยอมรับว่าเธอกับเขาสนิทกันมากขึ้น ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ จนเธอเริ่มจะสับสนในความสัมพันธ์ครึ่งๆ กลางๆ นี้เบาๆ

“จะแฟนก็ไม่ใช่ จะเพื่อนก็ไม่เชิง หรือเราจะเป็นได้แค่กิ๊ก เฮ้อ!” บ่นเสร็จเธอก็ถอนหายใจออกมาหนักๆ จากวันนั้นถึงวันนี้ นับนิ้วดูแล้วเธอรู้จักกับอันเดรสได้สามเดือนพอดิบพอดี

“สามเดือนอาถรรพ์ไหมน้อ” เมลดาขอบ่นออกมาอีกสักประโยค กระทั่งเห็นอันเดรสเดินกลับมาเธอจึงหยุดเพ้อแล้วส่งยิ้มให้เขา

“นี่ครับ” อันเดรสยื่นผัดไทยกับแตงโมมาให้เมลดา โดยในมือเขาตอนนี้ก็มีผัดไทยอยู่ด้วย จากนั้นคนหล่อก็หย่อนตัวลงนั่งข้างๆ เธอ

ทั้งสองคนนั่งกินผัดไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยกัน บรรยากาศตอนนี้ดูเหมือนจะโรแมนติกหน่อยๆ แต่คิดแล้วเมลดาก็งง เพราะอยู่ๆ วันนี้อันเดรสก็ชวนเธอออกมาเที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ นั่งรถตุ๊กๆ จนเธอนี่ผมฟูเป็นหัวสิงโต แต่คนข้างๆ กลับหัวเราะชอบใจ

เขาพาเธอไปไหว้พระ แล้วยังนั่งเรือข้ามฟากมาหาของอร่อยๆ กินกันที่วังหลัง กินกันทั้งวัน กระทั่งถึงตอนนี้ที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เธอกับเขาก็ยังนั่งกินผัดไทยกันอยู่ก่อนจะตบท้ายด้วยแตงโมหวานฉ่ำ ช่วยดับร้อนและทำให้สดชื่นขึ้นเป็นกอง

“เราเป็นแฟนกันไหมเม” คำขอเป็นแฟนจากอันเดรสที่ดังมาเข้าหู ทำเอาเมลดาถึงกับสำลักแตงโมที่กำลังเคี้ยว

เธอไอแค่กๆ ติดกันหลายครั้ง โดยมีอันเดรสคอยลูบหลังให้อีกต่างหาก และพอตั้งสติได้ ก็หันมามองหน้าคนข้างๆ ด้วยสีหน้างงๆ

“ที่พูดตะกี้ พี่สิงห์เมาแดดหรือเปล่า” สรรพนามที่ทั้งคู่ใช้เรียกกันตอนนี้ก็เปลี่ยนไปจากครั้งแรก เพราะอันเดรสอายุมากกว่าเมลดาถึงห้าปี สรรพนามนี้ทำให้ชมพู่ที่ได้รู้หมั่นไส้มาแล้ว

“เปล่า…พี่ขอเมเป็นแฟนจริงๆ ว่าไงครับ พี่รอฟังคำตอบอยู่” อันเดรสส่งยิ้มมาให้ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้เอาเมลดาแทบละลาย หัวใจเธอเต้นแรงมาก และคงมากพอๆ กับอันเดรส เขารู้สึกดีกับเธอมาก มากจนเอ่ยปากขอคบหาด้วย แต่ให้ตายสิ ระหว่างรอคำตอบจากเธอ ทำไมถึงรู้สึกหัวใจจะวายเสียให้ได้

“เอ่อคือว่า…” เมลดาอึกๆ อักๆ นั่นเพราะคิดว่าตอนนี้เธอกำลังฝันอยู่แน่ๆ ใครจะไปคิดว่าวันนี้อันเดรสจะมาเอ่ยขอเธอเป็นแฟน แต่พอหยิกตัวเองแล้วก็เจ็บจนสะดุ้งโหยง บ่งบอกว่านี่มันคือความจริง ความจริงที่เธอเฝ้าฝันหามาโดยตลอด กรี๊ดดดด

“หรือพี่คิดผิด” สีหน้าของอันเดรสแฝงไว้ด้วยความเศร้า นั่นเพราะคิดเองว่ารักครั้งนี้อาจไม่สมหวังเสียแล้ว

“คิดผิดเรื่องอะไรคะ” คนฟังเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย

“คิดผิดว่าเมเองก็ชอบพี่อยู่เหมือนกัน”

“เอ่อ…คือ” เมลดาสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า ที่คราวนี้ดูเหมือนจะไล่มาตั้งแต่ตาตุ่ม

“เมก็ชอบพี่สิงห์ค่ะ ชอบ…” คำพูดอื่นใดของเมลดานั้นหายกลับเข้าไปในลำคอ เมื่ออันเดรสคว้าตัวเธอเข้าไปกอดพร้อมกับมอบจูบที่เต็มไปด้วยความรักให้

แม้จะตกใจแต่เพราะรักเขาอยู่เช่นกัน ทำให้เมลดารับสัมผัสที่อันเดรสมอบให้อย่างเต็มใจ เมื่อเดือนก่อน เธอเคยคิดว่าหากได้จูบริมฝีปากหยักของอันเดรสความรู้สึกจะเป็นยังไงบ้างนะ และตอนนี้เธอรู้แล้วว่ามันนุ่มนวล หอมหวานและซาบซ่านหัวใจมากขนาดไหน

ริมฝีปากหยักของอันเดรสละเลียดสัมผัสริมฝีปากอิ่มที่แสนหวานของเมลดานานแสนนาน นานจนเกือบทำให้เธอขาดอากาศหายใจ แม้จะไม่อยากถอนจูบออกตอนนี้ แต่เขาก็ต้องตัดใจ

“จูบนี่คือคำตอบ ว่าเราเป็นแฟนกันแล้วนะน้องเม”

“แน่ใจแล้วนะคะ ว่าพี่สิงห์ชอบผู้หญิงขี้เหร่อย่างเมจริงๆ” คำพูดถ่อมตัวของเมลดา ทำให้อันเดรสมันเขี้ยว จนต้องยื่นมือมาบีบจมูกโด่งๆ ของเธอเบาๆ

สำหรับเขาแล้ว เมลดาไม่ได้เป็นหญิงสวยมาก แต่เธอเป็นคนน่ารัก มีเสน่ห์น่ามองกว่าผู้หญิงสวยเป็นไหนๆ มองเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกเบื่อ ผิวสีน้ำผึ้งของเธอสวย ตาคมๆ นั่นอีก ส่วนเรื่องความสูงที่อาจจะต่างกับเขาไปมาก แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรค

“แน่ใจสิ พอดีว่าพี่ชอบคนขี้เหร่ จะได้ไม่มีใครกล้ามาแย่งผู้หญิงของพี่”

“จ้ะ…พ่อคนหล่อ คราวนี้เมก็ต้องคิดหนัก กลัวมีคนมาแย่งแฟนหล่อๆ ของเมแทน”

“อย่าห่วงไปเลย เพราะพี่รักเดียวใจเดียว ชีวิตนี้ตายแทนเมได้พี่ก็ยอม” คำพูดของอันเดรส ทำให้ใจของเมลดารู้สึกแปลกๆ มันหวิวๆ บอกไม่ถูก

ตอน 3

“อย่าพูดเรื่องตายสิ ไม่ดีนะคะ”

“งั้นเปลี่ยนมาพูดเรื่องของเราดีกว่า เมอยากแต่งงานวันไหนครับ”

“บ้า…พูดเล่นแบบนี้ เดี๋ยวเถอะ” เมลดาเงื้อมือขึ้นสูง พร้อมจะฟาดลงบนตัวคนชอบอำ อันเดรสได้แต่ยิ้ม ก่อนจะรวบมือเธอไปกุมไว้ นั่นเพราะเขาไม่ได้พูดเล่น เขาคิดเรื่องแต่งงานกับเธอแล้วจริงๆ และได้วางแผนไว้หมดแล้ว

ทั้งคู่นั่งดื่มด่ำความโรแมนติกอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา อีกสองสามชั่วโมงก็พากันกลับ ตลอดทางที่ขับรถกลับบ้านนั้น มือหนาของ อันเดรสกุมมือบางของเมลดาไว้ตลอดเวลา บางครั้งก็ยกขึ้นไปจูบจนเธอเขินแล้วเขินอีก กระทั่งอันเดรสตัดใจไม่จูบ เพราะกลัวมือเล็กๆ ของเธอจะช้ำไปมากกว่านี้

เวลาของความสุขช่างผ่านไปเร็วนัก เพราะอีกไม่เกินห้านาที เขาก็จะถึงบ้านของเมลดาแล้ว แต่จังหวะที่กำลังขับรถอยู่นั้น อยู่ๆ กลับมีรถอีกคันวิ่งสวนเลนมาอย่างกะทันหัน

“พี่สิงห์ ระวังค่ะ”

เอี๊ยดดดด

โครมมมมม

เสียงชนประสานงาของรถทั้งสองคันดังสนั่นไปทั่วบริเวณ แรงชนทำให้รถของอันเดรสเสียหลัก เขาควบคุมพวงมาลัยไม่ได้ ซึ่งตอนนี้รถกำลังไถลไปยังเสาไฟฟ้าที่อยู่ริมถนน และเป็นฝั่งที่เมลดานั่งอยู่

อันเดรสพยายามหมุนพวงมาลัยรถด้วยแรงที่มี หวังให้เกิดปาฏิหาริย์ เพราะไม่อย่างนั้นแรงอัดกระแทกที่จะเกิดขึ้นอาจส่งผลต่อชีวิตของเมลดา เขาขอรับทุกอย่างเอง ถ้าร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ก็ขอให้เป็นเขาคนเดียวเท่านั้น แค่เขาเท่านั้น

และคำขอของอันเดรสก็สัมฤทธิ์ผล

โครมมมมมม

เสียงโครมใหญ่ดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากรถของอันเดรสชนเข้ากับเสาไฟฟ้า แม้ด้านข้างลำตัวจะถูกอัดกระแทก แต่เขาก็ยังพอมีสติอยู่บ้าง จึงพยายามเอื้อมมือไปกุมมือของเมลดาไว้ และหลังจากนั้นทุกอย่างรอบตัวเขาดับมืดลงไปทันที

เมลดายืนอยู่ท่ามกลางหมอกสีขาวจัด ที่มองไปมุมไหน หรือเดินไปทางไหนก็เห็นแต่หมอก เธอตะโกนหาใครก็ไม่มีใครตอบรับ

“ที่นี่มันที่ไหนกัน หรือเราตะ…ตายแล้วเหรอ” เธอเอ่ยถามตัวเองเสียงสั่น ชีวิตดูหมดหวัง เพราะเดินไปทางไหนก็พบเจอแต่ความว่างเปล่า นั่นทำให้เมลดาร้องไห้ออกมา

หากเธอหมดลมหายใจจริงๆ ก็ขอกลับไปเจอคนที่เธอรักเป็นครั้งสุดท้าย พ่อแม่ ชมพู่และอันเดรส ป่านนี้เขาจะเป็นยังไงบ้าง เพราะสติครั้งสุดท้ายที่จำได้คือเธอกับเขาประสบอุบัติเหตุ

“พ่อจ๋า แม่จ๋า เมกลัว” น้ำเสียงสั่นๆ พร่ำเอ่ยกับตัวเอง กระทั่งเสียงเสียงหนึ่งดังก้องขึ้น

“เจ้าจงกลับไป จงกลับไปยังกายเนื้อของเจ้า”

“เมอยากกลับ แต่จะให้กลับยังไง ทางไหน” เมลดาเอ่ยถามทั้งน้ำตา เธอยังไม่พร้อมที่จะจากทุกคนมาในตอนนี้จริงๆ

“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะมาหาข้า กลับไป!” อยู่ๆ ก็มีแสงสว่างพุ่งใส่ตาทั้งสองข้างของเมลดา เธอหลับตาไว้แน่นแต่ยังคงรู้สึกถึงแสงสะท้อนนั้นได้อยู่

วิญญาณที่ควรจะหมดอายุไขแค่นี้ แต่เพราะมีการแลกเปลี่ยน นั่นทำให้ลมหายใจของเมลดาถูกต่อออกไปอีก และผู้ที่ล่วงรู้ว่าเวลาของเธอจะหมดลงไปเมื่อไหร่ คงมีเพียงเจ้าแห่งนรกเท่านั้น

ร่างบอบบางของเมลดา ค่อยๆ ขยับ พร้อมกับลืมตาที่พร่ามัวขึ้นมองเพดานสีขาว เธอพยายามคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น จำได้เพียงแค่ว่ารถที่เธอนั่งมากับอันเดรสเกิดอุบัติเหตุ และหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย แม้แต่เรื่องที่เธอได้พบกับใครท่ามกลางหมอกสีขาวนั่น รู้สึกคลับคล้ายคลับคลา แต่ก็ปะติดปะต่ออะไรไม่ได้

เธอยังคงบอบช้ำเพราะแรงชนของรถ แถมยังรู้สึกหิวน้ำมาก แต่กลับไม่มีแรงที่จะเปล่งเสียงออกไปด้วยซ้ำ สายน้ำเกลือหรือสายอะไรก็ไม่รู้ระโยงระยางเต็มตัวเธอไปหมด กระทั่งสายตาหันไปเห็นชมพู่ที่นอนอยู่บนโซฟาตัวยาวข้างเตียง

“พู่ พู่” เมลดาพยายามเปล่งเสียงแหบๆ เอ่ยเรียกชมพู่

“อะไรแก” เจ้าของชื่อที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงขานรับ คล้ายๆ จะหูแว่วเสียด้วยซ้ำ กระทั่งตั้งสติแล้วหันมายังเตียงคนไข้ จึงเห็น เมลดาสบสายตาปิ๊งๆ ชมพู่ถึงกับดีดตัวเองจากโซฟาแล้วปรี่เข้าหามาเพื่อนทันที

“เม รู้สึกตัวแล้วเหรอแก”

“อื้อ…ขอน้ำกินหน่อยสิ ฉันคอแห้งมาก”

“ได้ๆ” ชมพู่รีบรินน้ำใส่แก้ว หยิบหลอดมาด้วย แล้วค่อยๆ พยุงเมลดาขึ้นมาดื่ม จังหวะนั้นก็หันไปมองนาฬิกาที่บอกเวลาว่าตอนนี้เลยเที่ยงคืนมาได้สิบนาทีแล้ว

“ค่อยๆ ดูดแก ค่อยๆ”

“ขอบใจแก” หลังจากดื่มน้ำหมดไปครึ่งแก้ว เมลดาก็ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

“เป็นไงบ้างแก เจ็บตรงไหนไหม” น้ำเสียงห่วงใยของชมพู่เอ่ยถาม เธออาสาขออยู่เฝ้าเพื่อนรักแทนพ่อและแม่ของเมลดา โดยให้ท่านทั้งสองไปพักที่บ้าน เช้าค่อยมาเยี่ยม

“ทั้งตัวเลย โดยเฉพาะหัว เจ็บเหมือนจะระเบิด” เมลดานิ่วหน้า นั่นเพราะตอนนี้ความเจ็บวิ่งชน จนเธอชาไปทั้งตัว โดยเฉพาะบริเวณหัว

“งั้นรอก่อน ฉันเรียกหมอมาตรวจแกแป๊บ”

“พู่…พี่สิงห์เป็นไงบ้าง” คำถามของเมลดา ทำให้ชมพู่ดูจะหยุดการเคลื่อนไหวไปเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้า ท่าทางให้เป็นปรกติ

“เออเดี๋ยวบอก ตอนนี้ขอฉันไปตามหมอมาดูอาการของแกก่อนนะ” เอ่ยจบก็รีบออกไปตามหมอ กระทั่งชมพู่กลับมาพร้อมหมอและพยาบาลอีกสามสี่คน

เมลดาถูกส่งตัวไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณศีรษะเพราะเธอบอกตลอดว่าปวดมาก แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปรกติที่จะส่งผลต่อชีวิตในตอนนี้ แม้ก่อนหน้านี้สิ่งที่หมอเจ้าของไข้ห่วงมากที่สุดคือเธอสลบไปนานกว่าที่คิด นั่นเพราะกลัวว่าเมลดาจะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED