ตอน 1

1. ทาบทามนางไปเป็นสะใภ้

เสียงวิ่งย้ำใบไม้แห้งดังกรอบแกร็บตามมาด้วยร่างของเด็กชายคนหนึ่งโผล่พ้นชายป่า ป๋อเหวินบุตรชายคนโตของฉู่มู่เฉินวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกซูหนี่ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมมารดาด้วยอาการตื่นตระหนก เขาและเสวียนหนี่น้องสาวคนเล็กได้ชวนกันเล่นซ่อนหาบริเวณหลังจวน  โดยที่ตนเป็นคนซ่อนตัวแล้วให้อีกฝ่ายเป็นคนตามหา เวลาไล่หลังผ่านไปได้หนึ่งเค่อป๋อเหวินไม่เห็นเสวียนหนี่จึงออกจากที่หลบซ่อนร้องเรียกหานาง ทว่าไม่พบแม้กระทั่งเงา

“ทำเช่นไรดี ฮูหยินใหญ่ต้องตีข้าแน่ ข้าจะทำเช่นไรดีซูหนี่”

เขาถามน้องสาวเสียงสั่นขอบตาแดงรื้นราวกับว่าน้ำตาที่กักเก็บเอาไว้จะหล่นแหมะอยู่รอมร่อ แต่ไหนแต่ไรฉู่ป๋อเหวินมักจะมีนิสัยหัวอ่อนขี้ขลาด และทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโต ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตนเอง หากพบเจอปัญหาไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็มักจะวิ่งเต้นหาคนช่วยอยู่ร่ำไป แม้กระทั่งฉู่ซูหนี่ที่อายุน้อยกว่าเขาก็ยังหวังยึดเอาเป็นที่พึ่ง

ฉู่มู่เฉินเป็นผู้นำตระกูลฉู่ ซึ่งดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นสาม มีภรรยาเอกนามว่าซินหยาง เมื่อแปดปีก่อนนางได้ให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคนตั้งชื่อให้ว่าฉู่เสวี่ยนหนี่ นอกจากนั้นเขายังมีบุตรชายและบุตรสาวที่เกิดจากเจียวเหมยซึ่งเป็นอนุ บุตรชายคนโตฉู่ป๋อเหวินอายุย่างสิบเอ็ดขวบหนาว และบุตรสาวคนรองฉู่ซูหนี่อายุเก้าขวบหนาว

ปกติแล้วฉู่เสวี่ยนหนี่จะติดพี่ชายคนโต ส่วนซูหนี่ว์ซึ่งเป็นพี่รองไม่ค่อยสุงสิงกับพี่น้องคนอื่น ๆ มากนัก หรือถ้าหากมีโอกาสได้เล่นด้วยกันอีกฝ่ายก็มักจะหาเรื่องกลั่นแกล้งน้องสาวคนเล็กจนได้รับบาดเจ็บเนื้อตัวเขียวช้ำอยู่เป็นประจำ ด้วยสาเหตุนี้ฉู่เสวี่ยนหนี่จึงไม่ค่อยให้ความสนิทสนมกับพี่สาวเท่าไหร่นัก

“ข้าจะทำอย่างไรดี หากนางเป็นอะไรขึ้นมาข้าต้องถูกตีแน่ ๆ”

เหงื่อกาฬเม็ดเล็กผุดขึ้นที่หน้าผาก เขาพูดพลางย่ำเท้าสลับไปมา เนื่องด้วยลึกเข้าไปนั้นเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากต้นไม้สูงตระหง่านและหญ้ารกชัฏยังมีสัตว์ป่าหลายชนิด รวมไปถึงสัตว์ป่าดุร้ายที่พร้อมกระโจนปลิดชีพไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่

“อย่าตาขาว! มีคนอื่นรู้หรือไม่ว่าท่านพี่พานางเข้าไปเล่นหลังจวน”

“ไม่ ไม่มีผู้ใดรู้ เช่นนั้นข้า... ข้าต้องรีบไปแจ้งท่านพ่อกับฮูหยินใหญ่ก่อนว่าเสวียนหนี่หายตัวไป”

เด็กชายพูดจบก็ทำท่าจะวิ่งกลับไปที่เรือนหลัก ทว่าก็ถูกผู้เป็นน้องสาวรั้งตัวไว้เสียก่อน นางมองหน้าพี่ชายด้วยแววตานิ่งเฉยไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนกับการที่อีกฝ่ายหายตัวไป ก่อนหน้านี้นางกับพี่ชายก็มักจะไปเล่นบริเวณนั้นอยู่เป็นประจำ ซึ่งมันก็ไม่เห็นว่ามีอะไรให้น่าเป็นห่วง

วันนี้เรือนใหญ่ค่อนข้างวุ่นวายนักท่านพ่อกับฮูหยินใหญ่คงไม่มีเวลามาคอยดูแลบุตรสาวของตนเองหรอก เพราะซีฮันอ๋องมาเยี่ยมเยือนบิดาถึงจวน ทำให้เหล่าบรรดาบ่าวรับใช้ต่างถูกเรียกไปรบปรนนิบัติรับใช้ สาวใช้ที่คอยดูแลเสวียนหนี่ก็ถูกเกณฑ์ไปด้วย ทำให้อีกฝ่ายพ้นขอบเขตระยะสายตาผู้ใหญ่ ครั้นพอถูกพี่ชายคนโตชวนไปเล่นก็หายตัวไปอีก

ซีฮันอ๋องนับเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองอันดับต้น ๆ แต่ไม่มีผู้ใดพูดได้ว่าเทียบเท่ากับกษัตริย์ เพราะต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรพูดถึง ด้วยความที่อ๋องซีฮันเป็นผู้กุมอำนาจเสียส่วนใหญ่ เป็นดั่งนิ้วมือที่คอยชักใยหุ่นเชิดจึงไม่มีผู้ใดอาจหาญลบหลู่ การที่ซีฮันอ๋องมาเยี่ยมจวนตระกูลฉู่ครั้งนี้ถือเป็นหน้าเป็นตาแก่ตระกูล ผู้ใหญ่ทุกคนจึงต้องอยู่เพื่อต้อนรับอย่างดีจะได้ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง

“พี่ใหญ่ ช้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าว่าเอาอย่างนี้ดีหรือไม่” เด็กหญิงที่มีใจริษยาได้คิดบางสิ่งบางอย่างออก มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยนึกถึงคำพร่ำสอนของมารดาที่บอกให้นางชิงดีชิงเด่นกับฉู่เสวียนหนี่ คิดได้เช่นนั้นนางจึงแสร้งแสดงสีหน้าเห็นอกเห็นใจพี่ชายอยู่บ้าง “ตอนนี้ท่านพ่อ ฮูหยินใหญ่ และท่านแม่ของเรากำลังต้อนรับการมาของซีฮันอ๋องอยู่ เวลานี้เด็กอย่างพวกเราไม่สมควรเข้าไปยุ่มย่าม”

“นี่... เจ้าหมายความว่า!” ป๋อเหวินมีท่าทีมึนงง ไม่เข้าใจว่าน้องสาวกำลังหมายถึงอะไร

“เสวียนหนี่กับท่านพี่เล่นซ่อนหากันอยู่ไม่ใช่หรือ บางทีนางอาจไม่ได้หายไปไหน เผลอ ๆ หากนางหาพี่ใหญ่ไม่เจอก็อาจจะเดินกลับจวนเองด้วยซ้ำ” ฉู่ซูหนี่เอ่ยแนะนำพี่ชาย

“ตะ...แต่เสวียนหนี่” เด็กชายมีท่าทีลังเล

“หากท่านพี่ไปแจ้งฮูหยินใหญ่ว่าบุตรสาวของนางหายตัวไปตอนที่กำลังเล่นอยู่กับท่านพี่” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ค่อยเสริมอย่างจริงจังว่า “ฮูหยินใหญ่จะต้องฆ่าท่านพี่ตายแน่”

“ฆะ... ฆ่าเลยหรือ!” ฉู่ป๋อเหวินมีท่าตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด ความที่ตนเองยังเป็นเด็กจึงเกิดความรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย

“อืม! ใช่” ฉู่ซูหนี่พยักหน้าช้า ๆ อย่างเห็นอกเห็นใจ นางลูบหลังมือพี่ชายปลอบขวัญแล้วเสนอทางออกวิธีอื่นให้  โดยที่ป๋อเหวินไม่รู้เลยว่าภายในใจของนางนั้นกำลังคิดการใดอยู่

“อีกเพียงไม่นานก็จะเย็นแล้ว ยามนั้นเมื่อท่านพ่อกับฮูหยินใหญ่ไม่เห็นว่านางกลับจวน พวกเขาก็จะออกตามหาตัวนางเอง จำไว้ว่าท่านพี่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ทำตามที่ข้าบอกแล้วท่านพี่จะไม่มีความผิด”

“ขะ... ข้าต้องทำเช่นนั้นหรือถึงจะไม่มีความผิด” เด็กชายยังมีสีหน้าเป็นกังวล เขาเชื่อในคำพูดของน้องสาวทุกประการ

“ใช่แล้ว...ข้าหวังดีกับท่านพี่นะเจ้าคะ” นางพยักหน้าหงึกงัก แต่ถึงกระนั้นผู้เป็นพี่ชายก็ยังคงไม่มั่นใจ เขายังเด็กนักยังไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมอันใดทั้งสิน

“แต่... แต่ฮูหยินใหญ่จะไม่ทำอะไรข้าจริง ๆ หรือถ้านางรู้ภายหลัง”

“แล้วนางจะทำอันใดพี่ใหญ่ได้เล่า หากพี่ใหญ่ยืนกรานว่าไม่รู้ไม่เห็น” นางบอกกล่าวอย่างใจเย็น

ความคิดของนางไปไกลเกินกว่าเด็กวัยเก้าขวบแล้ว นางไม่ได้พูดเพราะความไร้เดียงสาแต่พูดเลียนแบบตามคำสั่งสอนของมารดาต่างหาก สาเหตุหลักที่บิดาโปรดปรานท่านแม่เป็นพิเศษ เพราะท่านได้ให้กำเนิดป๋อเหวินซึ่งเป็นบุตรชายคนแรกของตระกูล  สำหรับท่านพ่อที่เป็นขุนนางระดับสามการที่ได้บุตรชายถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากกว่าบุตรสาวเสียอีก

ส่วนซินหยางแม้จะเป็นภรรยาเอกแต่นางไม่สามารถมีบุตรชายให้แก่ท่านพ่อได้  ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้รับความโปรดปรานเทียบเท่ากับท่านแม่ที่เป็นเพียงอนุ

ด้านอ๋องซีฮันที่อยู่พูดคุยกับฉู่มู่เฉินจนถึงยามเซิน (15.00-16.59) ทันทีที่ส่งอีกฝ่ายเสร็จ เจียวเหมยจึงได้ถามผู้เป็นสามีอย่างใคร่รู้ เพราะนางยังคงไม่กระจ่างกับสิ่งที่ซีฮันอ๋องพูดเมื่อครู่

“ท่านพี่ หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ ท่านอ๋องอยากหมั้นหมายเสวียนหนี่ไว้ให้บุตรชายคนโต ข้าเข้าใจถูกหรือไม่”

“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว” ฉู่มู่เฉินหัวเราะเสียงดังออกมาอย่างพึงพอใจ เพราะการที่ได้เกี่ยวดองกับซีฮันอ๋องเป็นสิ่งที่เขาปรารถนามาตลอด ในที่สุดเสวียนหนี่ก็ทำให้เขาสมหวังโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากร้องขอใด ๆ

“โชคเข้าข้างจริง ๆ ในที่สุดข้าก็จะได้เกี่ยวดองกับซีฮันอ๋องแล้ว” อีกฝ่ายเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี ส่งผลให้เจียวเหมยรู้สึกขุ่นเคืองใจไม่น้อย เพราะเหตุใดสตรีที่ท่านอ๋องหมายตาเอาไว้ให้บุตรชายถึงไม่เป็นบุตรสาวของนาง ไม่รู้ว่าเสวียนหนี่มีวาสนาดีขนาดไหนกัน ถึงได้มีตระกูลทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้นเถียนมาทาบทามไว้ตั้งแต่ยังเด็กเช่นนี้

เจียวเหมยพยายามข่มกลั้นความริษยาไว้ภายใน ก่อนจะแสร้งปั้นหน้ายิ้มเสมือนยินดีกับอีกฝ่ายไปด้วย “การเกี่ยวดองกับท่านอ๋องถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง ตระกูลฉู่ของเราจะได้มั่นคงยิ่งกว่าเดิม ข้าดีใจกับท่านพี่ด้วยนะเจ้าคะ ยินดีกับเสวียนหนี่และฮูหยินใหญ่ด้วย”

ซินหยางมองดูทั้งคู่แย้มยิ้มหัวเราะให้กันอย่างมีความสุข นางจึงเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ใจจริงแล้วนางไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับการทาบทามในครั้งนี้เท่าใดนัก เพราะนางมองเจตนาของคนผู้นั้นออก การที่เขาอยากได้เสวียนหนี่ไปเป็นสะใภ้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่ฉู่มู่เฉินที่อยากได้ซีฮันอ๋องมาคอยหนุนรากฐานตระกูลให้มั่นคงหรอกนะ แต่อีกฝ่ายก็กระหายอำนาจไม่แพ้กัน

ดังนั้นแม้ตระกูลฉู่จะมีอิทธิพลไม่เทียบเท่ากับท่านอ๋อง แต่ก็มิได้น้อยหน้ากว่าตระกูลอื่น ๆ ออกจะเป็นหมายเลขหนึ่งเสียด้วยซ้ำเมื่อพิจารณาดูดี ๆ

“แล้วนี่! เสวียนหนี่ไปไหน วันนี้ข้ายังไม่เห็นนางเลย” ครั้นเมื่อหัวเราะจนพอใจเขาจึงได้หันมาถามภรรยา

“น่าจะเล่นอยู่ที่ศาลากลางสวนเจ้าค่ะ” นางตอบกลับ

“อืม! ฮูหยินต่อไปนี้เจ้าต้องดูแลบุตรสาวของเราให้ดี นางจะเป็นตัวนำโชคมาสู่ตระกูลเราเข้าใจหรือไม่” เขาเอ่ยกำชับภรรยา

“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว” ซินหยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ในใจรู้สึกเป็นกังวลไม่น้อย

ลึกเข้าไปในป่าหลังจวนตระกูลฉู่ เสวียนหนีร่ำไห้น้ำตาอาบแก้มด้วยความหวาดกลัวจับจิต เด็กหญิงตัวน้อยเดินไปไม่รู้ทิศรู้ทาง ด้วยความที่ยังเด็กมากนักและไม่รู้ว่าตนเองกำลังหลงทางอยู่ในป่า นางจึงเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ป่าฟังดูน่าขนลุก เสวียนหนี่พยายามสะกดกลั้นเสียงสะอื้นให้เงียบลง ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าได้มีบางอย่างที่อันตรายกว่า สิ่งนั้นคือแมงมุมพิษร้ายแรงมันกำลังไต่จากชายอาภรณ์ขึ้นมาที่บริเวณลำคอ เมื่อเสวียนหนี่รู้สึกตัวนางจึงรีบปัดมันออกให้พ้น ทว่ากลับถูกแมงมุมกัดเข้าที่ปลายนิ้ว ความเจ็บปวดจากการถูกกัดทำให้นางเผลอปล่อยเสียงกรีดร้องออกมาอย่างลืมตัว ระยะแรกเด็กหญิงรู้สึกเจ็บปวดอย่างมหาศาลจนยกแขนไม่ขึ้น แต่เวลาผ่านไปไม่นานกลับรู้สึกชาไปทั้งตัวไร้เรี่ยวแรงจะขยับกาย ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวก็พลันตกอยู่ในความมืดมิด เสียงกรีดร้องดังอยู่ในหูได้ไม่นานสติสัมปชัญญะของนางก็พลันดับวูบลงไปพร้อมกับร่างน้อย ๆ ที่ทิ้งตัวหมดสติลงแนบผืนพสุธา

ตอน 2

2. นางสิ้นใจแล้วหรือ?

“อาจารย์นางสิ้นใจไปแล้วหรือขอรับ”

“ยัง! ยังหรอก”

“ถ้าอย่างนั้นเราช่วยนางดีหรือไม่”

“สุดแล้วแต่ท่านประมุขน้อย”

บุรุษกลุ่มหนึ่งประกอบไปด้วยอี้เฉินที่ถูกเรียกว่าประมุขน้อยวัยสิบสี่หนาว หลีเหว่ยสหายร่วมสำนักวัยสิบสามหนาวและโม่โฉวผู้อาวุโสสุดซึ่งทั้งสองนับถือเป็นอาจารย์ ร่วมด้วยผู้ติดตามเป็นชายฉกรรจ์ทั้งสิ้นอีกสี่นาย พวกเขาเหล่านี้ได้สัญจรผ่านเส้นทางที่เสวียนหนี่หมดสติและพบนางเข้าโดยบังเอิญ หลังจากที่สังเกตเห็นว่ามีคนนอนหมดสติอยู่ในป่าเขตเมืองหลวงแคว้นเถียน อี้เฉินจึงได้สั่งขบวนรถม้าให้หยุดแล้วรีบลงมาดูอาการ

เด็กตัวน้อยท่าทางอ่อนแรงนอนแน่นิ่งไม่ว่าจะปลุกเช่นไรนางก็ไร้ปฏิกิริยาตอบรับ เสียงลมหายใจของนางแผ่วเบาลงทุกที ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มซีดเซียวดุจกระดาษขาว แวบแรกที่อี้เฉินสะดุดตาเข้ากับร่างของคนที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เขารู้สึกประหลาดใจอย่างมาก น่าแปลกตรงที่ในป่าเช่นนี้เหตุใดถึงได้มีเด็กผู้หญิงมานอนหมดสติอยู่เพียงลำพัง แต่พอคิดได้ว่าจากจุดที่เจอนางไปอีกไม่ไกลน่าจะมีบ้านคน อาจจะเป็นไปได้ว่านางหลงเข้ามาในเขตป่าแล้วหาทางกลับออกไปไม่ได้

“ท่านคิดเห็นอย่างไรประมุขน้อย เอ๊ะ ที่ตัวนางมีป้ายอักษรเขียนว่าฉู่”

โม่โฉวหันมาถามอี้เฉินหลังจากที่ตนและหลีเหว่ยศิษย์อีกคนหาลือกันแล้วยังไม่ได้คำตอบที่ลงตัว ทว่าภายใต้ดวงตาดำขลับของอี้เฉินไม่แสดงถึงความรู้สึกอื่นใด มีเพียงประกายเย็นชาทอดมองร่างเล็กไร้สตินั้น โม่โฉวประคองเสวียนหนี่ขึ้นมาแล้วใช้มือคลำชีพจรที่ข้อมือของนางซ้ำอีกครั้งเพื่อประเมินอาการให้แน่ชัด ยามนี้ชีพจรของนางเต้นอ่อนเต็มทีหากปล่อยไว้นานกว่านี้เกรงว่าอาการของนางจะทรุดลงเรื่อย ๆ

“นางเป็นอะไร”

“จากลักษณะภายนอกเล็บมือของนางเปลี่ยนเป็นสีดำ ริมฝีปากม่วงคล้ำ เหงื่อผุดทั่วกายจนชุ่มแต่อุณหภูมิร่างกายกลับเย็นเฉียบ... ข้าคิดว่านางน่าจะถูกแมงมุมพิษสือยี่เหยียนกัด”

“แมงมุมพิษสือยี่เหยียน?”

"ถูกต้อง แมงมุมพิษสือยี่เหยียนเป็นแมงมุมที่มีพิษร้ายแรง ผู้ถูกแมงมุมพิษสือยี่เหยียนกัดจะไม่ได้สิ้นใจในทันทีหลังจากถูกพิษ แต่จะเป็นอัมพาตไปทั้งตัวแล้วค่อย ๆ ตายอย่างทรมาน หากเราทำการรักษานางตอนนี้... ถึงจะรักษาหายนางก็คงอายุไม่ยืนเพราะพิษส่งผลให้ร่างกายของนางต่อจากนี้ไม่เหมือนเดิม... ผลข้างเคียงข้าไม่อาจตอบได้"

“หากรักษานางจะอยู่ได้นานเท่าใด”

“อย่างน้อยเก้าปี อย่างมากสิบสองปี”

หลีเหว่ยเห็นสภาพของเด็กคนนี้แล้วก็นึกเวทนาอยู่ไม่น้อย นางยังเด็กอยู่แท้ ๆ กลับต้องมาเจอเรื่องราวเช่นนี้ จากที่ยืนฟังอาจารย์กับท่านประมุขน้อยพูดคุยกันสักพัก เด็กหนุ่มจึงเข้าไปประคองร่างของนางแทนโม่โฉวแล้วรอคอยคำสั่งของผู้เป็นนาย

หลีเหว่ยแม้นจะรู้จักและสนิทสนมกับอีกฝ่ายมากแค่ไหน ทว่าเขาก็มิอาจอ่านใจของอี้เฉิงผู้เป็นประมุขน้อยได้เลยว่าจะอนุญาตให้ช่วยเหลือเด็กคนนี้หรือไม่ ด้วยลักษณะนิสัยเย็นชาและคาดเดาอารมณ์ได้ยากยิ่ง ซึ่งการตัดสินใจของอี้เฉิงบางครั้งก็เหนือความคาดหมาย ส่วนสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจเพราะอีกฝ่ายถูกผู้เป็นบิดาที่ดำรงตำแหน่งประมุขคนก่อนเลี้ยงดูมาโดยปราศจากความรักและความเมตตาด้วยกระมัง อี้เฉินจึงกลายเป็นคนเย็นชาไร้ซึ่งความรู้สึกเห็นใจผู้อื่น โชคยังดีที่อี้เจ๋อผู้นั้นอายุสั้นไปเสียก่อน ไม่เช่นนั้นคงได้ถ่ายทอดความชั่วร้ายของตนเอง จนทำให้ท่านประมุขน้อยกลายเป็นคนใจคอโหดเหี้ยมเทียบเทียมเขาเป็นแน่

ครั้นพอนึกถึงหงอี้เจ๋อที่ตายไปเมื่อห้าปีก่อน ชายผู้นี้มีลักษณะรูปร่างสูงใหญ่น่ากลัว ใบหน้าดุดันดุจพญามัจจุราช นัยน์ตาเรียบเฉยไร้ความเมตตาต่อทุกสรรพสิ่ง หว่างคิ้วเป็นเส้นตลอดเวลาไม่เคยแย้มยิ้มให้ผู้ใดเลยสักครั้ง อุปนิสัยโหดเหี้ยมฆ่าคนไม่กะพริบตา ตระกูลหงเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลหุบเขาอูยามารุ่นต่อรุ่น จนมาถึงรุ่นของหงอี้เฉินซึ่งสืบทอดมาจากสายเลือดโดยตรง แต่เพราะในเวลานั้นหงอี้เจ๋อตายจากไปก่อน อี้เฉิงที่ยังเด็กมากนักเลยไม่สามารถรับช่วงต่อได้

ดังนั้นห่าวอู๋ผู้เป็นอา จึงต้องทำหน้าที่รักษาการแทนมาเกือบห้าปีแล้ว การหวนคืนสู่หุบเขาอูยาของท่านประมุขน้อยในครั้งนี้ก็เพื่อสืบทอดตำแหน่งประมุขคนต่อไป

หลีเหว่ยนึกสะท้อนในอกพลางก้มมองหน้าเด็กหญิงด้วยความสงสารระคนเห็นใจไม่น้อย ทว่ายามเมื่อท่านประมุขน้อยเอ่ยบางสิ่งบางอย่างออกมา เด็กหนุ่มจึงค่อยระบายยิ้มอย่างโล่งอก คิดในใจว่าเด็กคนนี้รอดตายแล้ว

“ในย่ามของอาจารย์มียารักษาหรือไม่”

“พอจะมีบ้าง แต่ถึงอย่างไรเราก็ควรพานางไปหาหมอในเมืองก่อน” โม่โฉวผู้เป็นอาจารย์ตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“แต่การเข้าไปในเขตชุนชนอยู่นอกเหนือเส้นทางเดินม้าของพวกเรา หากไม่รีบกลับหุบเขาอูยาให้ทันในเวลาที่ท่านอากำหนด หาไม่แล้วเจ้าคนเจ้าเล่ห์นั้นอาจเล่นแง่กับข้าได้” อี้เฉินเอ่ยด้วยสีหน้าตึงเครียด เนื่องจากรู้จักนิสัยของท่านอาเป็นอย่างดี

หุบเขาอูยาได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่ห่างไกลจากแคว้นเถียนคนละฝากฟ้าเหนือสุดใต้สุด สาเหตุที่ทำให้เขาต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้ เนื่องจากห่าวอู๋ผู้มีศักดิ์เป็นอาแท้ ๆ ได้ส่งตัวเขาให้มาเล่าเรียนทางตอนใต้ของแคว้นเถียนตั้งแต่อายุเก้าขวบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่หงอี้เจ๋อเสียชีวิตไปแล้ว สำนักศึกษาตี้ฉิวเป็นสำนักศึกษาอันดับหนึ่งที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่บรรดาบุตรหลานของผู้มีอันจะกิน แม้กระทั่งลูกขุนนางของแคว้นเถียนก็มีหลายคนที่ถูกส่งตัวเข้าไปศึกษาเล่าเรียนที่นั้น สำหรับหงอี้เฉินที่อยู่ไกลถึงหุบเขาอูยาต่อให้ต้องเดินทางไกลหลายพันลี้ย่อมถือว่าเป็นเรื่องที่คุ้มค่า

ตลอดเวลาที่ศึกษาอยู่อี้เฉินต้องปลอมแปลงประวัติเพื่อปิดบังตัวตน  นั้นก็เพราะป้องกันภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

หงอี้เฉินเยาว์วัยกว่าศิษย์รุ่นเดียวกันหลายเท่านัก แต่เขาสามารถสำเร็จการศึกษาได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ในขณะที่เพื่อนร่วมสำนักคนอื่น ๆ ยังไม่ได้เลื่อนขั้น อี้เฉินสามารถเล่าเรียนและสำเร็จการศึกษาทุกหลักสูตรด้วยวัยเพียงสิบสี่ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วเขาจึงได้บอกลาผู้ดูแลสำนักศึกษาเพื่อหวนคืนสู่หุบเขาอูยา

หุบเขาอูยาเป็นดินแดนที่อยู่นอกเหนือการปกครองของฮ่องเต้แต่ก็นับว่าเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เสียแต่ภูมิศาสตร์มีลักษณะเป็นทุบเขามากกว่าพื้นที่ราบ การจะเข้าโจมตีเพื่อแย่งชิงดินแดนนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับกองทหารที่ไม่คุ้นชินเส้นทาง ดีไม่ดีหากยกทัพเข้าไปอาจถูกลอบสังหารยกกองจึงไม่มีแคว้นใดกล้าเสี่ยง อีกอย่างทั่วทั้งใต้หล้าต่างทราบกันดีว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในหุบเขาอูยานั้นล้วนป่าเถื่อนทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าจะเอาเท้าเข้าไปเหยียบแล้วกลับออกมาได้อย่างสบาย เพราะดินแดนแห่งนั้นเต็มไปด้วยคนดิบเถื่อนแต่ไหนแต่ไรมา...

เพียงแค่เอ่ยชื่อหงอี้เจ๋อ ผู้คนก็ต่างขนลุกขนพอง สิ้นกายตายจากเหลือเพียงชื่อให้กล่าวขานแต่ความร้ายกาจโหดเหี้ยมของเขานั้นยังหลงเหลือในเศษซากความทรงจำของผู้คนไม่จางหายไป

ข่าวการตายของอี้เจ๋อไม่ใช่เรื่องที่หุบเขาอูยาปกปิด แต่เรื่องทายาทของอี้เจ๋อนั้นยังคงถูกปกปิดเป็นความลับมานานถึงห้าปี จนกว่าจะถึงวันที่หงอี้เฉินอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ เมื่อนั้นเขาคงจะได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นผู้สืบทอดความชั่วร้ายของบิดาสืบไป

“ช่วยนางเถิด... เรื่องเข้าไปในเขตชุมชนค่อยว่ากันในภายหลัง”

ได้ยินเช่นนั้นหลีเหว่ยยิ้มออก เขาจึงจับเด็กหญิงตัวเล็กให้นอนราบกับพื้น ส่วนโม่โฉวได้ทำการรักษาโดยฝังเข็มสกัดพิษและใช้ตัวยาร่วมด้วยโดยมีหลีเหว่ยและอี้เฉินคอยยืนมองอยู่ไม่ห่าง จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งก้านธูปอุณหภูมิร่างกายของนางค่อย ๆ อุ่นขึ้นทีละน้อยจนเกือบจะคล้ายอุณหภูมิของคนปกติ ปลายเล็บมือที่แต่เดิมเป็นสีดำก็ค่อย ๆ กลับมามีสีเนื้อเข้ามาแทรก ริมฝีปากม่วงคล้ำกลับกลายเป็นปกติในเวลาต่อมา

“นางปลอดภัยแล้ว” ผู้อวุโสพูดขึ้น

"อืม"  ท่านประมุขน้อยพยักหน้าตอบรับ

ช่วงดึกสงัดหงอี้เฉินรู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อประสาทสัมผัสทางการได้ยิน  รับรู้ได้ถึงเสียงฝีเท้าของม้าที่กำลังมุ่งตรงมาทางนี้ หากคาดการณ์ไม่ผิดเขาคิดว่าน่าจะมากกว่าห้า เด็กหนุ่มได้คว้าเอากระบี่คู่ใจลุกเดินมุ่งตรงไปยังร่างของสหายที่กำลังนอนหลับสนิทพร้อมสะกิดเรียกเบา ๆ พลอยทำให้โม่โฉวรู้สึกตัวตื่นตามไปด้วย

“ท่านประมุขน้อย” หลีเหว่ยมีสีหน้างัวเงีย

“ชู่ มีคนกำลังมา” ประมุขน้อยอี้เฉินกระซิบบอกเสียงแผ่ว

หลีเหว่ยทำหน้าตื่นรีบคว้ากระบี่ชักออกจากฝักเพื่อป้องกันภัยให้ผู้เป็นนายกับอาจารย์ เหล่าผู้ติดตามอีกสี่นายที่รู้ตัวแล้วว่ากำลังมีผู้มาเยือนต่างเข้ามาห้อมล้อมเจ้านายไว้ระวังภัยรอบทิศ ทว่าเมื่อคนเหล่านั้นมาถึงกลับไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีหรือชักอาวุธออกมาประมือ

“ช้าก่อน! ข้ามาดี” มู่เฉินตะโกนบอกพลางดึงบังเหียนให้ม้าวิ่งช้าลงก่อนจะหยุดม้าในระยะห่างพอสมควรแล้วตะโกนบอกกล่าวกลุ่มคน

“ข้ามาตามหาคน ไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นพ่อค้าหรือ เหตุใดถึงได้มานอนกลางป่าเช่นนี้”

"..."

ไร้เสียงตอบรับเพราะต่างกำลังพิจารณาอยู่ว่าผู้มาเยือนนั้นมีเจตนาอื่นแอบแฝงหรือไม่  ทุกคนจึงนิ่งเงียบดูท่าทีไปก่อน เห็นเช่นนั้นมู่เฉินจึงได้ตะโกนบอกออกไปอีก

“ข้ามาตามหาลูกสาวที่พลัดหลงเข้ามาในป่า เป็นเด็กผู้หญิงอายุแปดขวบ สวมใส่อาภรณ์สีฟ้าที่ตัวของนางมีป้ายตระกูลฉู่ห้อยอยู่ที่เอว ไม่ทราบว่าพวกท่านเห็นนางบ้างหรือไม่"

ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาราวกับรอคอยคำตอบจากผู้เป็นนายว่าควรทำเช่นไรต่อไป หลังจากเห็นอี้เฉินพยักหน้าให้โม่โฉวจึงได้ตะโกนตอบกลับไปบ้าง

“เมื่อช่วงเย็นพวกข้าได้ช่วยเด็กไว้หนึ่งคน หากท่านมีเจตนาดีก็จงเข้ามาเพียงลำพัง  ให้ผู้ติดตามของท่านรอตรงนั้นก่อน”

สิ้นเสียงขานรับมู่เฉินได้ควบม้ามาเพียงลำพังตามที่อีกฝ่ายร้องขอ แล้วสั่งให้ผู้ติดตามรออยู่ให้ห่างออกไป เขาเกรงว่าคนกลุ่มนี้จะตื่นกลัวแล้วคิดทำร้ายเสวียนหนี่ แสงจากกองเพลิงที่ส่องสว่างทำให้ทั้งสองฝ่ายเห็นหน้ากันชัดขึ้น เมื่อมู่เฉินเห็นว่าในกลุ่มคนมีเด็กหนุ่มร่วมขบวนมาด้วยถึงสองคนจึงแน่ใจแล้วว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มโจรป่าแต่อย่างใด

“นางใช่ลูกสาวท่านหรือไม่”

ตอน 3

3. นับจากนี้ข้าคือเจ้าของชีวิตนาง

“ใช่ ใช่แล้วนางคือลูกข้า เสวียนหนี่! เสวียนหนี่!”

มู่เฉินกระโดดลงจากหลังม้าตรงเข้าไปหาบุตรสาวที่นอนนิ่งยังไม่ได้สติ เขาเขย่าตัวนางเบา ๆ เพื่อปลุกนางตื่นจากการหลับใหลแต่ยังไม่มีวี่แววว่านางจะลืมตาขึ้นมา

“เกิดอะไรขึ้นกับนาง พวกท่านทำอะไรนาง!”

“พวกข้าไม่ได้ทำอะไรนางทั้งนั้น เพียงแต่ที่นางยังไม่ได้สติเพราะถูกพิษแมงมุม” โม่โฉวอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ เนื่องจากเกรงว่าหากเข้าใจผิดจะเกิดมาซึ่งหายนะได้

“อย่าบอกนะว่าเป็นแมงมุมพิษสือยี่เยียน!” หงมู่เฉินอุทานออกมาอย่างตกใจ เขารีบคว้ามือลูกสาวขึ้นมามองดูปลายเล็บว่าเป็นสีดำหรือไม่ ปรากฏว่าไม่เห็นมีรอยดำแต่อย่างใดเห็นเพียงรอยแดงที่ปลายนิ้วชี้ข้างหนึ่ง

“นางถูกพิษแมงมุมสือยี่เยี่ยนอย่างที่ท่านเข้าใจ แต่อาจารย์ของข้าได้รักษาจนอาการของนางทุเลาลงแล้ว” หลีเหว่ยอธิบายน้ำเสียงเรียบ

หลังจากมู่เฉินได้ฟังก็รู้สึกเบาใจขึ้นบ้าง เช่นนั้นเมื่อกลับถึงจวนเขาจะได้ตามหมอมาดูอาการของนางต่อ

“ค่อยยังชั่วที่เจอคนดีอย่างพวกท่าน มิเช่นนั้นลูกสาวข้าอาจสิ้นใจตายในป่าหรือไม่อย่างนั้นข้าก็อาจเจอตัวนางช้าไปจนสิ้นหนทางรักษา ขอบคุณ... เอ่อ... ไม่ทราบว่าข้าขอทราบนามของท่านได้หรือไม่”

“ข้ามีนามว่าโม่โฉว ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าเพียงแค่ทำตามสั่งของคุณชายเท่านั้นเอง” ผู้เป็นอาจารย์พูดจบก็หันหน้าไปทางเด็กหนุ่มที่บัดนี้ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

ครั้นพอเขาหันไปสบตากับเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ชายวัยกลางคนก็ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ แม้นอีกฝ่ายจะเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดาทว่าในใจของเขากลับรู้สึกสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉู่มู่เฉินรับรู้ได้ถึงความอึดอัดไม่สบายใจบางอย่าง แต่เขาก็ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เด็กหนุ่มผู้นี้มีรัศมีมืดดำที่เขาสัมผัสไม่ถึง ครั้นจะบอกว่าหวั่นเกรงก็ไม่ปรากฏชัด ครั้นจะมองว่าเป็นเด็กธรรมดาเฉกเช่นรูปลักษณ์ภายนอกก็ไม่สามารถหยั่งรู้ได้

“คุณชายท่านนี้คือ...”

“นามของข้าท่านอย่าเพิ่งรู้เลยจะดีกว่า” เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

“คุณชายน้อยช่างลึกลับยิ่งนัก เช่นนั้นไม่ว่าท่านจะเป็นใครข้าขอขอบคุณท่านอย่างยิ่ง ท่านช่วยชีวิตบุตรสาวของข้านับว่าเป็นบุญคุณมหาศาล  ภายภาคหน้าหวังว่าข้าจะมีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณ” ชายวัยกลางคนเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ เพราะหากไม่ได้พวกเขาช่วยเหลือ เกรงว่าชีวิตนี้ตนเองอาจจะต้องสูญเสียบุตรสาวไปตลอดชีวิตแน่  ในยามนี้นางสำคัญต่อเขาเป็นอย่างยิ่ง  นางกำลังจะกลายเป็นตัวนำโชคและทำให้เขามีอำนาจในภายภาคหน้า

“แน่นอนว่าการช่วยชีวิตคนคือบุญคุณมหาศาล ข้าย่อมต้องการสิ่งตอบแทน”

“ได้ ได้แน่นอน คุณชายน้อยโปรดบอกข้ามาเถิดว่ารารถนาสิ่งใด การตอบแทนบุญคุณไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับข้า” การที่เขากล่าวออกไปเช่นนั้นเพราะมั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่เด็กคงจะเรียกร้องขอเงินทองไปตามประสา ซึ่งตัวเขาเองก็จะรีบเอามาให้อย่างไม่อิดออด ของมีค่าเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย ตระกูลฉู่จัดเป็นตระกูลใหญ่โตมีอันจะกินมากด้วยบริวารและทรัพย์ เรื่องแค่นี้ย่อมไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน

“ข้าต้องการชีวิตของนาง”

“ว่าอะไรนะ!” ฉู่มู่เฉินถึงกับอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง เมื่อครู่เขาต้องฟังผิดไปเองแน่ ๆ “หมายความว่าอย่างไรคุณชายน้อย ข้าไม่เข้าใจความหมายที่เจ้าต้องการจะสื่อ?”

“ชีวิตที่เหลือของนางเป็นของข้าแล้ว นั่นคือสิ่งที่ข้าปรารถนา” ครั้นพอพูดจบเด็กหนุ่มก็ยื่นพู่ไหมประดับหยกสีนิลมาตรงหน้าฉู่มู่เฉิน สีดำขลับของหยกนิลยามเมื่อต้องประกายเพลิงที่กำลังลุกโชนสะท้อนนัยน์ตาจนชายวัยกลางคนต้องกะพริบตาถี่ ๆ

ไม่รอให้อีกฝ่ายเกิดความสงสัยไปมากกว่านี้ เขาจึงเป็นฝ่ายไขข้อข้องใจก่อน

"เมื่อนางอายุครบสิบเจ็ดปี จงส่งนางไปที่หุบเขาอูยาพร้อมกับพู่ไหมหยกนิลอันนี้”

“หะ หุบเขาอูยา! ระ... หรือว่าคุณชายน้อยผู้นี้จะเป็น...” เขาตกใจจนรนราน ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็นคนที่เขาคาดไม่ถึง

................

หลังจากที่อีกฝ่ายพาเด็กคนนั้นกลับไปแล้ว ผู้อาวุโสโม่โฉวจ้องมองประมุขน้อยด้วยความสงสัย เขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าภายใต้ใบหน้านิ่งสงบนั้นกลับซ่อนความคิดอันใดไว้กันแน่ ที่ผ่านมาเขาพยายามปกปิดตัวตนมาตลอดเลยมิใช่หรือ ไฉนคราวนี้ถึงยอมเปิดเผยตัวตนให้อีกฝ่ายรู้

หนำซ้ำยังบอกว่าต้องการชีวิตของเด็กผู้หญิงคนนั้นอีก เช่นนี้แล้วมันหมายความว่าอย่างไรกัน

“ท่านประมุขน้อย  ข้ามีหนึ่งคำถาม” สุดท้ายเมื่ออดรนทนไม่ไหว เขาจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ท่านอาจารย์ จะถามอะไรข้าอย่างนั้นหรือ”

“เหตุใดท่านประมุขน้อย ถึงให้ช่วยชีวิตของเด็กคนนั้นแถมยังบอกความจริงให้อีกฝ่ายรู้อีก”

"ท่านอาจารย์คิดว่าก่อนท่านอาจะคืนตำแหน่งประมุขให้ข้าเขาจะไม่บีบบังคับให้ข้าแต่งงานหรือ  สตรีที่ข้าหามาเองย่อมต้องดีกว่าคนที่ท่านอาหามาให้  อีกอย่างท่านอาจารย์ก็บอกเองไม่ใช่หรือว่าเด็กเมื่อครู่จะอายุสั้น  มีภรรยาที่ตายก่อนวัยอันควรไม่ดีตรงไหนกัน  หลังนางตายข้าก็แค่หาเหตุผลว่ามิอาจปล่อยวางความทุกข์ได้ชาตินี้ไม่ขอแต่งงานใหม่ก็เท่านั้นเอง”

โม่โฉวได้ฟังแล้วก็รู้สึกทึ่งในความคิดซับซ้อนของลูกศิษย์ผู้นี้  เพราะมั่นใจว่าตนเองมิได้เป็นคนสั่งสอนเขา  ความคิดของเด็กหนุ่มช่างล้ำลึกนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านอาส่งคนของตัวเองเข้ามาเป็นภรรยาของเขา  ดังนั้นเขาจึงอยากได้หญิงสาวที่อายุสั้นมาแต่งงานด้วย อย่างน้อยหลังจากที่อีกฝ่ายตายไปเขาจะได้มีข้ออ้างที่จะไม่แต่งงานใหม่  ดังคำที่กล่าวไว้ข้างตน

เมื่อล่วงรู้ความคิดของท่านประมุขน้อย  โม่โฉวคิดไว้อยู่แล้วเชียวว่าคนเย็นชาไม่สนใจแม้กระทั่งความตายของผู้อื่นเฉกเช่นเขา มีหรือจะใจดีอนุญาตให้ตนช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน  เกรงว่า... อี้เฉินคงสืบทอดความโหดเหี้ยมมาจากบิดาโดยสมบูรณ์แล้ว

‘เฮ้อ! ท่านประมุขน้อย  ท่านช่างร้ายกาจเกินไปแล้ว’

จวนตระกูลฉู่

“ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่รึ! ว่าให้ดูแลนางให้ดี”

ฉู่มู่เฉินวางร่างเล็กลงบนเตียงนุ่มแล้วหันกลับมาตวัดฝ่ามือตบไปที่ใบหน้าของซินหยางอย่างแรงจนนางล้มลงไปกับพื้น แก้มซีกซ้ายของนางชาหนึบ ทว่ามันก็มิอาจเทียบเท่าความเสียใจยามเมื่อเห็นร่างไร้สติของบุตรสาวที่ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

ซินหยางค่อย ๆ คลานเข่าเข้าไปหาร่างของบุตรสาวก่อนจะคว้ามือน้อย ๆ ขึ้นมากุมไว้แน่น ใช่ว่าคนเป็นแม่อย่างนางจะไม่รู้สึกผิด หากเป็นไปได้นางก็อยากแบกรับความเจ็บปวดของบุตรีเอาไว้เอง ซินหยางร้องไห้ปริ่มจะขาดใจซบแก้มลงกับฝ่ามือนุ่มของลูกน้อยอย่างเป็นห่วง  ปล่อยน้ำตาหยดลงฝ่ามือเล็กสะอื้นไห้

“เห็นแล้วหรือยังว่าตอนนี้เสวียนหนี่นางมีอาการเช่นไร ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของเจ้า! หากซีฮันอ๋องทราบเรื่องขึ้นมาข้าจะทำอย่างไร โอกาสของข้าที่จะได้เกี่ยวดองกับท่านอ๋องไม่ใช่เรื่องง่าย และเจ้ากำลังจะทำให้ตระกูลฉู่ของข้าต้องย่อยยับ” มู่เฉินไม่เคยกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของตนเอง

“แต่ในช่วงเวลาที่บุตรสาวของเราหายไป ท่านพี่เป็นคนเรียกสาวใช้ให้ไปคอยดูแลปรนนิบัติท่านอ๋องมิใช่หรือเจ้าคะ”

“ฮูหยินใหญ่ นี่ท่านกำลังกล่าวโทษว่าท่านพี่เป็นคนผิดหรือเจ้าคะ” เจียวเหมยที่เดินเข้ามาพร้อมกับบุตรทั้งสองคนพูดสวนขึ้น หลังจากที่สาวใช้ไปรายงานว่าเสวียนหนี่แล้ว นางจึงอยากมาดูให้เห็นกับตาตนเองว่าอีกฝ่ายกลับมาถึงจวนอย่างปลอดภัยหรือไม่ เพราะบ่าวรับใช้รายงานว่านางถูกแมงมุมพิษกัดจนอาการสาหัสและยังไม่ได้สติ

“ฮูหยินรองเจ้ากำลังกำลังพูดอะไร  คำพูดของเจ้าเมื่อครู่จะทำให้ท่านพี่เข้าใจข้าผิด  ความหมายของข้าคือในช่วงเวลาที่นางหายไป  ข้ากับสาวใช้คนอื่น ๆ กำลังต้อนรับท่านอ๋องอยู่ ทำให้เสวียนหนี่พ้นจากระยะสายตาของข้า”

“ไม่ต้องมาแก้ตัว!” มู่เฉินตวาดเสียงกร้าว เขาไม่จำเป็นต้องฟังคำอธิบายเพราะเชื่อในคำพูดของเจียวเหมยมากกว่า สาเหตุที่ทำให้เขาโมโหมากมายขนาดนี้เพราะเสวียนหนี่เป็นความหวังเดียวที่จะทำให้เขาได้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น ดังนั้นเขาจึงคาดหวังอยากเกี่ยวดองกับซีฮันอ๋อง  ซึ่งหากเสียโอกาสในครั้งนี้ไปเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะมีหนทางใดสามารถผลักดันตัวเองให้ไปไกลกว่านี้ได้อีกแล้ว

“เหอะ! เจ้าดูเสียให้เต็มตา”

พู่ไหมหยกสีนิลถูกยื่นมาตรงหน้าเพื่อให้ซินหยางมองเห็นชัด ๆ แต่เพียงไม่นานเขาก็ขว้างมันใส่หน้าเพื่อหวังระบายอารมณ์อย่างไร้เหตุผล

“คนที่ช่วยเหลือเสวียนหนี่ไว้คือประมุขน้อยหุบเขาอูยา มันบอกกับข้าว่าเมื่อใดที่เสวียนหนี่อายุครบสิบเจ็ดปี จะต้องส่งตัวไปให้มันที่หุบเขา” เขาตะโกนใส่หน้าฮูหยินใหญ่ด้วยโทสะที่มี

“หะ... หุบเขาอูยา” ซินหยางเมื่อได้ฟังคำของสามีนางก็มีอาการตกใจไม่ต่างกัน ไฉนเรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้

ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ทว่าเจียวเหมยกลับลอบยิ้มอย่างพึงใจ นางรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งหากบุตรสาวของฮูหยินกลายเป็นคนที่ประมุขน้อยต้องการตัว เพราะเรื่องราวความดิบเถื่อนของหุบเขาอูยาต่างล่วงรู้ทั่วใต้หล้า สถานที่นั้นล้วนไม่ต่างอะไรจากขุมนรก  หากส่งเสวียนหนี่ไปที่นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการส่งนางไปตายทั้งเป็น  โดยที่นางกับลูกไม่ต้องลงมือให้เหนื่อยเปล่า แต่นางยังเดาใจของผู้เป็นสามีไม่ออกว่าจะตัดสินใจอย่างไร

“เช่นนั้นท่านพี่จะส่งเสวียนหนี่ไปหุบเขาอูยาหรือไม่เจ้าคะ” นางเอ่ยถามคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบที่น่ายินดี

“ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก หาไม่แล้วคงได้มีเรื่องผิดใจกับซีฮันอ๋องแน่” เขาตอบกลับด้วยสีหน้าหนักอกหนักใจ

กระนั้นเจียวเหมยยังยุแย้งไม่เลิก นางได้กล่าวต่อว่า “แต่ข้าเคยได้ยินมาว่าคนในหุบเขาอูยาช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก ข้าเกรงว่าหากทางเราไม่ส่งนางไปให้พวกมัน เอ่อ! ตระกูลฉู่ของเราจะไม่เดือนร้อนหรือเจ้าคะ”

ซินหยางได้ฟังที่นางพูดรู้สึกเดือดเป็นไฟจึงลุกขึ้นมาชี้หน้าเจียวเหมยแล้วด่าทออย่างเหลืออด “เจียวเหมยหุบปากเน่าๆ ของเจ้าซะ  ข้าไม่มีวันยอมให้ส่งลูกสาวของข้าไปที่นั้นเป็นอันขาด”

“คนที่สมควรจะหุบปากก็คือเจ้าฮูหยิน  หากเจ้าดูแลนางให้ดีเรื่องทั้งหมดก็คงไม่เป็นแบบนี้ นอกจากไม่สำนึกแล้วยังมีหน้ามากล่าวโทษผู้อื่นอีกหรือ”

ตอนนี้ไม่ว่าซินหยางจะพูดอะไรออกไป นางก็เหมือนกลายเป็นคนผิดอยู่ฝ่ายเดียว แต่ไหนแต่ไรมามู่เฉินแม้นไร้สิ้นความยุติธรรมเพียงใด แต่เขาก็ไม่เคยลงไม้ลงกับนางมาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขากล้าตบนาง หน้ำซ้ำยังโยนความผิดมาให้นางแต่เพียงผู้เดียวอีก

“ถ้าเช่นนั้นเอาแบบนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าอยากเสนอทางออกให้ท่านพี่สักหน่อย” เจียวเหมยเห็นเป็นโอกาสจึงรีบยื่นเสนอบางอย่างให้  ซึ่งมู่เฉินก็เหมือนจะสนใจไม่น้อย

"เช่นนั้นเจ้าก็ลองเสนอมาเถอะ”

เจียวเหมยลอบยิ้มร้าย กล่าวว่า “ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าเรายังมีลูกสาวอีกคนหนึ่ง หากท่านพี่ไปพูดกับท่านอ๋องว่าขอเปลี่ยนตัวสะใภ้จากเสวียนหนี่เป็นซูหนี่  ข้าคิดว่าคงไม่น่ามีปัญหาอะไร อีกอย่างหนี่เอ๋อร์ของเรามีใบหน้างดงามหมดจรด อีกทั้งกิริยามารยาทก็เพียบพร้อมเพราะข้าอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี  ดังนั้นข้าจึงคิดว่าท่านอ๋องคงไม่ตำหนิเราหรอกเจ้าค่ะ เผลอ ๆ อาจจะถูกใจเสียด้วยซ้ำ”

“ซูหนี่อย่างนั้นหรือ” เขาพึมพำเสียงแผ่วรู้สึกเห็นด้วยกับความคิดของอีกฝ่าย  แต่ยังมีความลังเล

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED