กลิ่นหอมคล้ายกลิ่นสมุนไพรชื่อ ‘อัปสร’ กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายผลไม้สุกชื่อ ‘เอกไพศาล’ กลิ่นหอมระเรื่อชื่อ ‘ชุมแสง’ แต่ที่กลิ่นหอมแรงถูกขนานนามว่า ‘เพลิงพิรุณ’
‘ปาณิศา’ ลืมตาขึ้นก่อนระบายยิ้มจางๆ เธอก้าวเท้าตามกลิ่นหอมของต้นลีลาวดีที่มีหลากหลายสายพันธุ์ในสวนของพ่อภากรซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมที่ดูแลเธอมากว่าสิบปี ทุกๆ เช้าเธอจะเดินดมกลิ่นดอกไม้และเดาว่ากลิ่นที่สัมผัสได้คือต้นไหน พันธุ์อะไร บางครั้งเธอก็เดาถูก บางทีก็เดาผิด แม้ว่าเธอจะอาศัยอยู่ในบ้านสวนที่ปลูกลีลาวดีเป็นรายได้หลักของครอบครัว แต่เธอก็ยอมรับว่าเธอรู้จักพืชชนิดนี้น้อยมาก หมือนกับที่เธอเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องราวในอดีตของตัวเองมากนัก
หญิงสาวร่างบอบบางรวบผ้าถุงลายดอกที่สวมอยู่แล้วเดินกลับเข้ามาในบ้านไม้ที่ดูจะกลมกลืนกับบริเวณรอบบ้านที่เต็มไปด้วยต้นลีลาวดี บ้านหลังน้อยที่อาศัยเพียงแค่สองคนพ่อลูกแค่นี้มากมายพอแล้วในความคิดของปาณิศา ไม่ไกลนักมีโรงเรือนไว้เพาะพันธุ์ไม้โดยเฉพาะ ภากรมีคนงานค่อยช่วยดูแลต้นไม้แต่สวนใหญ่จะมีบ้านพักอยู่ในละแวกใกล้เคียง จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีที่พักสำหรับคนงาน แต่ปาณิศาเคยได้ยินบรรดาคนงานแอบแซวพ่ออยู่บ่อยๆ ว่า ‘เพราะพ่อห่วงลูกสาว’ ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้แม้กระทั่งคนงานก็ไล่กลับไปนอนบ้านหมด
ใครต่อใครรู้ดีว่า‘ภากร’ มีลูกชายคนเดียวคือ ‘ภาณุ’ ที่เวลานี้ไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ สองพ่อลูกที่มีไม่ค่อยลงรอยกันนักทำให้ภาณุแทบไม่โผล่หน้ามาให้เห็น แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่า ‘ปาณิศา’ หรือ ‘ฝน’ ที่ภากรรับมาเป็นลูกบุญธรรมนั้น นอกจากจะไม่ได้เป็นญาติฝ่ายไหนแล้ว
‘ปาณิศา’ คือลูกสาวคนเดียวใน ‘ตระกูลอิ่มเอมทรัพย์’ เมื่อสิบปีที่แล้วเคยเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ครอบครัวอิ่มเอมทรัพย์ล้มละลายหัวหน้าครอบครัวฆ่าภรรยาและลูกสาวอายุสิบขวบด้วยการผสมยาฆ่ายาใส่นมสดและฆ่าตัวตายตาม มันเป็นข่าวดังอยู่แค่ไม่กี่วันก็เงียบหาย จึงไม่มีใครรู้ว่าลูกสาวคนเดียวของตระกูลอิ่มเอมทรัพย์ถูกช่วยชีวิตไว้ทันด้วยความช่วยเหลือของคนทำสวนที่อยู่รับใช้ในบ้านมานานหลายปี
“พ่อหนูไปไหน แม่หนูไปไหน ฮือๆ”
“คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายไปสวรรค์แล้วครับคุณหนู”
“ฝนจะไปหาพ่อกับแม่ ฮือๆ ฝนจะไปหาพ่อกับแม่ ฮือๆ”
“คุณหนูไปไม่ได้...คุณหนูยังเด็กอยู่...”
“ฝนจะอยู่กับใคร...ฝนไม่มีใครแล้ว พ่อกับแม่ไม่รักฝนแล้ว...ฮือๆ”
“ลุงจะอยู่กับคุณหนู...ลุงจะเป็นพ่อเป็นแม่ให้คุณหนู”
นับจากนั้นเป็นต้นมา มือเล็กที่เคยเกาะเกี่ยวเรียก ‘ลุงภากร’ ก็เปลี่ยนมาเรียก ‘พ่อภากร’ เกือบสิบปีแล้วที่เธอมาอาศัยอยู่ที่บ้าน เธอเติบโตจาก ‘เด็กหญิง ปาณิศา อิ่มเอมทรัพย์’ จนกลายเป็นหญิงสาว ‘ปาณิศานาดี’ ซึ่งเป็นนามสกุลของภากร บ้านหลังใหญ่ถูกธนาคารเข้ายึดทรัพย์และขายทอดตลาดในเวลาต่อมา เธอกับภากรจึงกลับมาที่นครปฐมบ้านเดิมของภากร จากที่เคยเป็นลูกคนเดียวมาตลอด ปาณิศาก็มีพี่ชายที่แก่กว่าแปดปีชื่อ ‘ภาณุ’ ภากรมีลูกชายก่อนที่จะไปทำงานที่บ้านพ่อแม่แท้จริงของปาณิศา แต่เพราะแม่ของภาณุทิ้งลูกชายไว้และหนีไปแต่งงานใหม่ ทำให้ภากรกลายเป็นพ่อหม้ายลูกติดอย่างไม่ตั้งใจ
ปาณิศาเผลอยิ้มน้อยๆ ออกมาเมื่อนึกถึงครั้งแรกที่ภากรแนะนำให้เธอรู้จักกับภาณุ ตอนนั้นภาณุเรียนช่างกลดูท่าทางน่ากลัวจนปาณิศาต้องไปแอบอยู่ด้านหลังภากร ภาณุทำหน้าเซ็งๆ เดินออกจากบ้านไปไม่ถามอะไรสักคำ แต่วันต่อมาภาณุจะมีช็อกโกแล็ตราคาถูกมาวางไว้ให้เธอ ในความเงียบขรึมกลับซ่อนความอ่อนโยนไว้อย่างไม่น่าเชื่อ ภาณุอยู่บ้านไม่นานก็ไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ นานๆ จะกลับบ้านสักที แต่ทุกครั้งที่กลับมาก็จะมีของฝากเธอเสมอ แม้กระทั้งตอนนี้ที่ภาณุทำงานที่บริษัทผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งเขาก็ยังส่งตุ๊กตาหรือช็อกโกแล็ตมาให้เสมอ
“โฮ่ง โฮ่ง!”
“อย่าเสียงดังซิ ข้าวปุ้น เดี๋ยวพ่อภากรตื่นนะ”
หญิงสาวดุเจ้าชิสุห์อายุสองขวบที่กระดิกหางไปมา เจ้าหมาน้อยนี่ก็อีก...ภาณุอุ้มลูกหมามาหาเธอในเช้าวันหนึ่งที่ฝนตกลงมาปรอยๆ เขาบอกว่ามันเป็นหมากำพร้าเจ้าของ...เดิมทีมันมีคู่รักเลี้ยงดูมัน แต่พอความรักจบกลับไม่มีใครยอมเลี้ยงเจ้าหมาน้อยตัวนี้ เขาจึงอาสาอุ้มมันมาให้เธอ คราวแรกที่เห็นหน้ากัน ปาณิศายอมรับเลยว่า มันเป็นหมาที่มอมแมม ดูแป๊ปเดียวก็รู้ว่า...ไร้คนเหลียวแล เธอพยายามจะสางขนยุ่งๆ ของมันแต่ก็ไม่เป็นผล จนต้องกร่อนแล้วเลี้ยงขนยาวของมันใหม่ ‘เจ้าผ้าขี้ริ้ว’ ในวันนั้นกลายเป็น ‘คุณชายน้อย’ ในวันนี้ด้วยฝีมือการใส่ใจดูแลของเธอ
ปาณิศาลงมือทำอาหารมื้อเช้าง่ายๆ เช่นทุกครั้งเธอทำได้เพียงเท่านี้ ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอมาตั้งแต่ครั้งนั้นทำให้เธอไม่สามารถทำอะไรที่ออกแรงมากได้เลย ขนาดว่า...เธอเรียนจบมัธยมปลายแล้วต้องเรียนต่อมหาวิทยาลัยทางไปรษณีย์ แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนเรียนดีเธอจึงเรียนจบได้ในเวลารวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ที่แท้จริงเธอยังอยู่และเธอเป็นคุณหนูในตระกูลอิ่มเอมทรัพย์ เธอคงได้เรียนต่อจนจบในระดับดอกเตอร์แล้วก็ได้
แต่มันจะมีประโยชน์อะไร หากเรียนจบมาแล้วไม่สามรถนำมาใช้งานอะไรได้เลย
หญิงสาวหันมาสนใจอาหารมื้อเช้าของตนเอง เมื่อไข่เจียวหอมกรุ่นพร้อมเสิร์ฟกับผัดผักรวมมิตร ก็ได้เวลาที่ภากรตื่นและเดินลงมานั่งกินกาแฟที่ชั้นล่างเมื่อทุกครั้ง เจ้าหมาน้อยนามข้าวปุ้นกระดิกหางแล้ววิ่งเข้าใส่ทักทายเหมือนทุกครั้ง แต่เจ้าของต้องส่งเสียงดุเจ้าหมาน้อยจึงแกล้งหงอยนอนหมอบใต้โต๊ะกินข้าว
“จะไปดุมันทำไม...ดุไปมันก็ไม่จำหรอก”
“ก็...มันเสียมารยาทนี่คะ เรากำลังจะกินข้าวมันมานั่งจ้องหน้าเราแบบนี้จะถูกเหรอค่ะแล้วพ่อก็เลิกให้ท้ายมันเสียทีเถอะค่ะ มันจะเสียหมาเปล่าๆ”
“เอ้า! แล้วมาเกี่ยวอะไรกับพ่อด้วยเหล่านี่...”
ภากรพูดพลางหัวเราะ ตั้งแต่มีเจ้าหมาน้อยเข้ามาในบ้านรู้สึกว่าเสียงหัวเราะจะเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย คนเป็นลูกค้อนเข้าให้ ข้าวปุ้นเงยหน้าเหมือนจะยิ้มเยาะเย้ย หญิงสาวเผลอแลบลิ้นใส่ แต่เมื่อนึกได้ก็แกล้งทำเป็นเทอาหารเม็ดใส่ถ้วยแล้วยื่นให้มันได้กลิ่น
ข้าวปุ้นรีบลุกขึ้นยืนสองขาของอาหารทันที
“ทีแบบนี้ทำมาเป็นง้อเรานะ เจ้าข้าวปุ้น”
“มีหมาง้อก็ยังดีกว่าไม่มีใครง้อน๊า...”
“พ่อคะ! พ่อจะเข้าข้างใครกันแน่”
“เอาละๆ ช่างเถอะ” ภากรโบกไม้โบกมือห้ามศึก “ตกลงพรุ่งนี้ลูกจะไปออกบูธงานแสดงต้นไม้แน่นะ”
“ไปคะ เราเตรียมตัวมาตั้งเป็นเดือน...ยังไงฝนก็จะต้องไปให้ได้”
แววตามุ่งมั่นของปาณิศาทำให้ภากรได้แต่ถอนหายใจหนักๆ “นี่ถ้าขาพ่อไม่เจ็บ พ่อจะไม่ให้ลูกต้องไปลำบากเลย” ภากรหมายถึงขาข้างขวาที่เพิ่งจะประสบอุบัติเหตุหกล้มเมื่อสองวันก่อนจนกระดูกข้อเท้าเคลื่อนทำให้เดินเหินไม่สะดวก
“ลำบากอะไรคะ พ่อน่ะ...ลำบากเพราะฝนมาเยอะแล้ว ให้ฝนทำอะไรเพื่อพ่อบ้างเถอะค่ะ” หญิงสาวเข้ามากอดเอวประจบผู้เป็นพ่อแม้จะเป็นพ่อบุญธรรมก็ตาม
“งานนี้เราลงทุนไปเยอะ ยังไงจะมาล้มเลิกกลางทางแบบนี้ไม่ได้ หรอกค่ะ” เธอหมายถึงงานออกบูธแสดงต้นไม้ในวันพรุ่งนี้ เมื่อวานกับวันนี้ คนงานในสวนไปจัดการตบแต่งบูธเรียบร้อย งานนี้จะเท่ากับเป็นการเป็นตัวสวน ‘สายพิรุณ’ ของภากรอย่างเป็นทางการเสียที สวนสายพิรุณเน้นไม้ประดับอย่างลีลาวดีเป็นหลักแต่ละต้นแต่ละสายพันธุ์มีความงามอย่าน่าตื่นตาตื่นใจ
“ไหวแน่เหรอ...พรุ่งนี้ให้ไอ้บ๊วยไปช่วยด้วยซิ”
“พี่บ๊วยต้องไปช่วยฝนอยู่แล้วค่ะ” ปาณิศายิ้มกว้าง พอคิดว่าพรุ่งนี้จะได้เดินทางเข้ากรุงเทพ เธอก็อดคิดถึงพี่ชายอีกคนไม่ได้ “ฝนว่าจะโทรหาพี่ณุด้วย”
ภากรนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อนึกถึงภาณุ ลูกชายคนเดียวที่เวลานี้ไปทำงานในกรุงเทพฯ ถ้าภาณุอยู่ที่นี่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของสวนสายพิรุณก็คงดีไม่น้อยไม่รู้มันจะดื้อดึงอยู่กรุงเทพฯ ไปทำไมกัน หรือมันเกลียดกลิ่นดินกลิ่นโคลนบ้านนอกอย่างนี้ก็ไม่รู้ คิดแล้วก็ได้แต่น้อยใจ ดูซิ...ดูคนที่ไม่ใช่ลูกแถมเกิดมาในตระกูลผู้ดีเก่าแต่กลับร่าเริงอยู่ในสวนในไร่กับเขาได้มากว่าสิบปี จะว่าไป...ถึงแม้ร่างกายของฝนพรำจะอ่อนแอแต่จิตใจเธอเข้มแข็งกว่าที่ใครจะคาดคิด เด็กหญิงตัวน้อยกลับกล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ครั้งแรกที่เขาพา ‘คุณหนู’ กลับมาบ้านสวนนั้น เขายอมรับว่ามืดแปดด้านไม่รู้จะหยิบจับทำอะไรดี แถมยังมีภาระที่ต้องเลี้ยงดูทั้งลูกตัวเองและลูกเจ้านายเก่าที่เปรียบเสมือนผู้มีพระคุณสำหรับเขาอย่างยิ่ง แต่เขาก็พยายามที่จะประกอบอาชีพที่ตนเองถนัด กลับไปรับจ้างตบแต่งสวนตามบ้านคนรวยมีสตางค์ แต่คนที่ทำให้เขาคิดเพาะต้นลีลาวดีขายก็เป็นความคิดของเดกหญิงอายุสิบกว่าขวบคนนี้แหละ
“พ่อภากรชอบต้นไม้หรือจ๊ะ”
“จ๊ะ...ลุง เอ๊ย! พ่อชอบต้นไม้”
“แล้วทำไมพ่อไม่ปลูกต้นไม้ที่บ้านละจ๊ะ พ่อปลูกต้นไม้เก่งนี่จ๊ะ พอเราปลูกเยอะๆ ฝนก็จะเอาดอกไม้สวยๆ ของพ่อไปขายที่ตลาดไงจ๊ะ”
ตอนนั้นปาณิศาเพิ่งอายุสิบสองขวบเท่านั้นแต่มันก็ทำให้เขาได้ฉุกคิด เขายังโชคดีเพราะมีที่มีทางของตัวเองอยู่หลายไร่ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อย่างจริงจัง เขาปรึกษาเกษตรประจำจังหวัดและลองผิดลองถูกอยู่หลายปีกว่าจะเข้าที่เข้าทางจนกลายเป็นสวนดอกลีลาวดีที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แถวนี้แทบไม่มีมีใครไม่รู้จัก ‘สวนสายพิรุณ’ ของคุณ ‘ภากร นาดี’
“แต่พรุ่งนี้ฝนไม่อยู่พ่อไม่ลำบากแน่นะค่ะ”
ภากรตื่นจากภวังค์ “พ่อดูแลตัวเองได้ แค่ขาเจ็บนิดหน่อยเอง”
“ก็ดีค่ะ...ฮืม งั้นข้าวปุ้นอยู่บ้านดูแลคุณพ่อแทนฝนนะ...ถ้าข้าวปุ้นเป็นเด็กดีจะซื้อขนมอร่อยๆ จากกรุงเทพฯ มาฝาก”
เจ้าหมาน้อยทำตาละห้อยเสยดายที่ไม่ได้ไปเที่ยวในเมืองเลยอดได้หลีน้องหมาสาวๆ แต่พอคิดว่าจะได้กินขนมอร่อยก็เข้ามาประจบประแจงจนปาณิศาอดเอานี้ชี้จิ้มหน้าผากของมันไม่ได้
“เรื่องกินนี่เรื่องใหญ่จริงๆ เลยนะเจ้าข้าวปุ้น”.
รถกระบะสีน้ำเงินเข้มมีสติ๊กเกอร์รูปดอกลีลาวดีและตัวหนังสือบอกชื่อ ‘สวนสายพิรุณ’ เข้ามาจอดที่บริเวณศูนย์แสดงสินค้าไบเทคบางนาซึ่งเป็นที่จัดงานพืชสวนแฟร์ในครั้งนี้ ปาณิศากระโดดลงมาจากรถด้วยท่าทางทะมัดทะแมงด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวที่ลายดอกไม้เล็กๆ ตรงอกเสื้อ กับกางเกงยีนพอดีตัว ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าเหนือท้ายทอยเผยลำคองามระหง
“อย่ากระโดดซิครับคุณฝน”
“ใครกระโดดจ๊ะพี่บ๊วย!” ปาณิศาทำหน้าเฉไฉไม่รู้ไม่ชี้
“คุณฝนนี่ดื้อจริงๆ เลย...ดื้อพอๆ กับเจ้าข้าวปุ้นเลย”
“เอ๊ะ! พี่บ๊วย ทำไมเอาฝนไปเปรียบเทียบกับเจ้าข้าวปุ้นละคะ”
“ก็มันจริงนี่ครับ”
ชายหนุ่มร่างใหญ่ผิวเข้มเกรียมแดดหัวเราะเสียงดังจนคนบริเวณนั้นหันมามองที่หญิงสาวร่างเล็กเป็นตาเดียว ปาณิศาอายจนต้องเดินจ้ำเข้าที่บูธของตนเองแต่แอบฝากสายตาอาฆาตเอาไว้ ซึ่งชายหนุ่มรู้ดีว่าเธอไม่เคยโกรธใครจริงจังนักหรอก เพราะตั้งแต่เขารู้จักเด็กหญิงตัวน้อยที่โตเป็นสาวในวันนี้ก็ไม่เคยเห็นเธอแก้แค้นเขาเลยสักครั้ง
เป็นเขาต่างหากเล่า...ที่แอบเฝ้ามองเธอเสมอมา
ใครๆ ก็เรียกเขาว่า ‘ไอ้บ๊วย’ แม้แต่หลวงตาที่เลี้ยงเขามาก็ยังเรียกเขาอย่างนั้น เขาไม่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นใคร เขาถูกทิ้งไว้ที่หน้าวัด หลวงตาเลี้ยงเขามาเท่าที่วัดจนๆ วัดหนึ่งจะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งได้ แต่เขามีรูปร่างใหญ่โตกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ใครต่อใครคิดว่าเขาจะเป็นพวกนักเลงหัวไม้แต่จริงๆแล้วเขาเป็นคนไม่สู้คนด้วยซ้ำ คนที่มาช่วยเขาในวันที่โดนพวกจิ๊กโก๋ปากซอยที่เมาทะเลาะวิวาทในงานวัดคืนคือ ‘ภาณุ’ เด็กหนุ่มร่างผอมบางที่เหมือนคนอมโรคแต่กลับต่อยตีได้เด็ดขาด ส่วนคนที่ช่วยทำแผลให้เขาก็คือมือเล็กๆ ของ ฝนพรำ นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักคำว่า ‘เพื่อน’
เพราะความเรียนไม่เก่ง ใครต่อใครถึงเรียกเขาว่า ‘ไอ้บ๊วย’ ได้เต็มปากเต็มคำ กว่าจะจบป.6 ได้ก็ช้ากว่าคนอื่นถึง 2 ปี ไม่มีใครเชื่อด้วยซ้ำไปว่า เขากับฝนพรำอายุเท่ากัน อาจเพราะรูปร่างใหญ่ยักษ์ กับท่าทางซื่อๆ บื้อ ๆ ของเขาก็เป็นได้ แต่ถึงจะเรียนไม่เก่งแต่เรื่องพละกำลังของเขาไม่น้อยกว่าใครในหมู่บ้านเลย เพราะอย่างนี้เองเขาถึงได้มาทำงานที่สวนสายพิรุณ แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะเขาต้องรักษาสัญญาลูกผู้ชายกับภาณุก่อนที่ภาณุจะเดินทางเข้ากรุงเทพว่าจะดูแลปาณิศาให้ดีดุจเจ้าหญิง
นาฬิกาบอกเวลาแปดโมงกว่าแล้ว ปาณิศาเดินเข้ามาในบูธที่จัดตบแต่งอย่างน่ารัก ซุ้มศาลาหกเสาล้อมรอบด้วยต้นลีลาวดีหลากสีโปรยกลิ่นหอมกรุ่นให้ความรู้สึกสดชื่น แถมใกล้กันมีน้ำตกจำลองขนาดเล็กเพิ่มความร่มรื่นคนงานที่เข้ามาช่วยเดินทางมาก่อนถึงแล้วหลายคนทักทายอย่างเป็นกันเอง ปาณิศาเดินไปชงโกโก้ร้อนๆ มานั่งในซุ้มศาลาหกเสา ความจริงจากนครปฐมเข้ากรุงเทพก็ไม่ได้ไกลสักเท่าไหร่ เพราะใครต่อใครที่พูดถึง ‘รถติด’ ที่ทำให้เธอเองก็ขยาด ทำให้เธอและทีมงานต้องมาแต่เช้าตรูแม้ว่างานจะเริ่มจริงสิบโมงเช้าก็ตาม
ปาณิศาเคยมาเปิดบูธแสดงพันธุ์ไม้กับภากรแต่เป็นจัดในจังหวัดของตนเอง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเปิดบูธอย่างเป็นทางการในกรุงเทพฯ ตามคำแนะนำและชักชวนของบรรดานักตบแต่งสวนที่มาซื้อลีลาวดี แม้ว่าภากรจะไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะเขาไม่ชอบเข้าสังคม วันๆ คลุกอยู่กับการดูแลเพาะพันธุ์ หรือไปสืบเสาะหาสายพันธุ์ดีๆ มาเพาะปลูก แต่เธอกลับเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้กิจการของสวนสายพิรุณก้าวหน้าขึ้น ถ้าคิดแค่เธอกับพ่อรายได้ของที่บ้านตอนนี้ก็ทำให้อย่าอย่างไม่ขัดสน แต่ถ้านึกถึงอีกหลายชีวิตที่ยังต้องพึ่งพาสวนสายพิรุณ เธอไม่เคยมองว่าพวกเขาเป็นคนงาน แต่เธอมองว่าเป็นคนในครอบครัว ถ้าเธออยู่ได้ พวกเขาก็ต้องอยู่ได้เหมือนกัน
“คุณฝนหิวข้าวหรือยังครับ”
“ยังเลยคะ ฝนดื่มโกโก้แล้ว พี่บ๊วยเอาสักถ้วยไหม ฝนจัดการให้”
“โกโก้มันไม่อยู่ท้องนะครับ” หนุ่มร่างใหญ่ยิ้มกว้างพร้อมชูถุงข้าวเหนียวหมูปิ้ง “กว่าข้าวกล่องจะมากินไอ้นี่รองท้องดีกว่า”
“ตามสบายเลยค่ะพี่บ๊วย งั้นขอฝนเดินเล่นแถวๆ นี้หน่อยนะค่ะ เดี๋ยวมา”
“อย่าไปไกลนักนะครับ”
“พี่บ๊วย! ฝนไม่ใช่เด็กเล็กๆนะค่ะ”
หญิงสาวสะบัดหน้าหนีก่อนเดินจ้ำพรวดออกมาจากบูธ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนงานในบูธ มีแต่บ๊วยเท่านั้นที่เกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงงไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิดไป
ปาณิศาเดินทักทายผู้คนที่ออกมารวมบูธ นอกจากจะเป็นแสดงต้นไม้ทั้งไม้ดอกไม้ประดับแล้วยังเป็นงานแสดงการจัดสวนในรูปแบบต่างๆ ที่น่าสนใจไม่น้อย แม้ว่าจะมีพื้นที่เล็กน้อยอย่างในคอนโดก็สามารถใช้ต้นไม้ตบแต่งในห้องน้ำเนรมิตให้ร่มรื่นได้
“ขอโทษนะคะ บูธเรายังไม่เปิดให้ชมค่ะ”
“เอ่อ...เปล่าค่ะ หนูมาเดินดูเฉยๆ”
‘วัลยา’ เดินออกมาแซวหญิงสาวรูปร่างบอกบางเหมือนก้านดอกไม้ ความจริงหล่อนรู้อยู่แล้วว่าหญิงสาวไม่ใช่ลูกค้าเพราะมีป้ายสตาฟ์ห้อยคออยู่ แต่ก็ไม่รู้ทำไมถึงถูกชะตากับเธอคนนี้จนต้องเดินออกมาทัก ปาณิศารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธว่าเธอไม่ใช่ลูกค้า แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจมาก่อกวนเวลาทำงานของใคร หญิงวัยกลางคนอายุอานามคงประมาณพ่อภากรแต่แต่งตัวเหมือนพวกยิปซี ใบหน้านั่นมียิ้มกว้างไม่ได้ทีท่าทีจะโกรธเคืองอะไร
“ฉันแหย่เล่นนะจ๊ะ” วัลยาหัวเราะเสียงดังแล้วควักมือเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ ไม่รู้เพราะการแต่งตัวแปลกประหลาดของวัลยาหรือว่าเธอมีเวทมนต์อะไรทำให้ปาณิศาเดินตามเข้าไปในบูธของเธอ
“ฉันชื่อวัลยา เป็นนักจัดสวนจ๊ะ นี่นามบัตรฉัน” สาวใหญ่ยืนนามบัตรให้
“หนูชื่อปาณิศาคะ เรียกฝนก็ได้ค่ะบ้านหนูเพาะต้นลีลาวดี”
“ว้าว!ชื่อเพราะจัง แถมเลี้ยงลั่นทมอีก อ้อ! ฉันชอบชื่อเก่ามากกว่าลีลาวดีนะจ๊ะ”
“พ่อหนูก็เคยพูดแบบคุณน้านี่แหละคะ”
“คุณน้า! ตายแล้วยัยหนู!!! เรียกพี่ก็พอมั้งจ๊ะ”
“เอ่อ...” ปาณิศาหน้าเหวอขึ้นมาทันที
“เด็กมันเรียกน้าก็ถูกแล้วนี่...จะให้เรียกป้าหรือไง”
“ยัยนี พี่บอกหลายครั้งแล้วใช่ไหม ถ้าจะอ้าพูดอะไรก็ให้มันน่าฟังหน่อย” วัลยาแสร้งทำเป็นงอนเดินเข้าไปในบูธของตัวเองท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของ ‘จงกลนี’ น้องสาวของตนเอง
“อย่าคิดมากเลยจ๊ะ พี่สาวฉันก็เป็นแบบนี้แหละ อ้อ! พี่ชื่อจงกลนี เป็นหุ้นส่วนของร้าน ‘ประดับใจ’ ปาณิศาแทบไม่อยากเชื่อว่าพี่น้องสองสาวที่ดูอายุจะห่างกันหลายปีจะนิสัยต่างขั้วขนาดนี้ เพราะจงกลนีดูเหมือนอายุประมาณ สามสิบต้นๆ แถมแต่งตัวเหมือนสาวออฟฟิศ
“เพิ่งมาออกบูธครั้งแรกหรือคะ”
“เอ่อ...ค่ะ ความจริงคุณพ่อต้องมาด้วย แต่ท่านขาเจ็บเดินไม่สะดวก”
“แหม...น่าอิจฉาคุณพ่อที่มีลูกสาวสวยแถมยังทำงานแทนได้อีกน่ะค่ะ” จงกลนียิ้มอ่อนโยน “ได้ยินว่าเพาะต้นลีลาวดีหรือคะ”
“ใช่ค่ะ บูธหนูอยู่ตรงโน้น ...” นิ้วเรียวชี้ไปตรงทางที่เดินจากมา “ของเราเป็นสายพันธุ์ไทยค่ะ มีทั้งพันธุ์แคระที่ปลูกในกระถาง หรือจะต้นใหญ่ที่ปลูกกลางแจ้งในบริเวณกว้างด้วย”
“ดีจัง ถ้าว่างจะเดินไปขอชมที่บูธนะคะ”
“ด้วยความยินดีค่ะ” ปาณิศายิ้มรับก่อนยกข้อมือดูนาฬิกา “ใกล้จะได้เวลาเปิดงานแล้ว หนูขอตัวก่อนนะคะ”
“ตามสบายค่ะ ยังไงสามวันนี้เราต้องได้คุยกันอีกแน่ๆ”
“ค่ะ”
หญิงสาวพาร่างบอบบางเดินกลับมาทางเดิม ยังไม่ทันถึงบูธก็เห็นคนตัวใหญ่ยักษ์หมุนซ้ายแลขวาเหมือนมองหาใครอยู่ ซึ่งเธอก็รู้ดีว่าคนที่มองหาคือตัวเธอเองนั้นแหละ เพราะความรีบที่จะเดินไปให้ถึงที่หมายโดยเร็วจนลืมดูคนที่เดินสวนมาข้างหน้า ทั้งที่คิดว่าเบี่ยงตัวหลบแล้วแต่ไหล่ของเธอก็ยังชนกับร่างสูงโปร่งจนเซถลา โชคดีที่ว่ามือใหญ่เอื้อมมาคว้าเธอไว้แนบอกกว้างของเขา
ตั้งแต่เกิดมาจนตัวโตขนาดนี้ ปาณิศาไม่เคยอยู่ในอ้อมกอดชายอื่นใกล้ชิดขนาดนี้ กลิ่นโคโลญจ์ผู้ชายปนกับกลิ่นเหงื่อจางๆ กลับทำให้รู้สึกหอมอ่อนเหมือนเป็นกลิ่นกายเฉพาะตัวเป็นกลิ่นที่เธอไม่เคยสัมผัส
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
“เอ่อ...มะ...ไม่ ไม่เป็นไรคะ” ด้วยความเขินอาย ปาณิศารีบดันตัวเองออกจากอกอุ่นแต่ผมยาวของตัวเองกลับไปพันกับกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขา
“แย่แล้ว!”
“อย่าดึงครับ...เดี๋ยวผมขาด”
เสียงทุ้มลอยอยู่ริมหูของหญิงสาวที่อายจนหน้าแดงกล่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา มือเล็กของเธอพยามยามแกะผมออกจากกระดุมเสื้อ แต่มือใหญ่ของเขาก็สัมผัสมือเธอเบาๆ ต้องการจะช่วยเธอ
“ขอโทษนะค่ะ ขอโทษ”
ปาณิศาพร่ำขอโทษจนนับครั้งไม่ถ้วนจนชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ เขาไม่ได้หงุดหงิดใจอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เธอกลับคิดว่าเขารำคาญจึงกระชากผมออกจากกระดุมเสื้อของเขา
“คุณ!”
“ขอโทษจริงๆ ค่ะ”
‘มาริส กอบู๊ซ อัลบา’ ได้แต่มองร่างบางรีบหมุนตัวเดินหายไปกับผู้คนที่เริ่มทยอยเข้ามาในบริเวณงานมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก้มมองดูเส้นผมยาวสลวยที่ติดอยู่ที่กระดุมเสื้อก่อนจะแกออกกลิ่นหอมจางๆ ทำให้เขาเผลออดสูดดมกลิ่นหอมนั่นไม่ได้
“มาริสทางนี้”
จงกลนีตะโกนเรียกเพื่อนหนุ่มที่เดินเหม่อๆ อยู่หน้าบูธ เขายิ้มรับบางๆ ก่อนเดินเข้าไปหอมแก้มหญิงสาวเบาๆ แต่เธอกลับตีแขนเขาดังเผี้ยะ! ก่อนหัวเราะคิกคักออกมา
“นี่เมืองไทยนะคะ ไม่ใช่เมืองนอก จะทำแบบนี้ไม่ได้นะ”
“ซอรี่ๆ ผมขอโทษ” เขาทำท่าสำนึกผิด แต่เอียงหน้าไปกระซิบที่ริมหูของเพื่อนสาว “แต่นีก็ชอบใช่ไหม”
“นี่ๆ มาคิสแก้มพี่บ้างก็ได้นะมาริส” วัลยายืนเท้าแขนสองข้างทำท่าแสนงอน
“สำหรับพี่ยามากกว่าหอมแก้มก็ได้ครับ” ชายหนุ่มตรงเข้าไปกอดแน่นๆ ด้วยความคิดถึง
“งั้นไปขัดรองเท้าให้พี่ก็ได้งั้นซิ!”
“โห...พี่ยาเล่นแรงจริงๆ เลย” เขาหัวเราะเสียงดัง นานแล้วที่ไม่ได้หัวเราะแบบนี้
“คิดว่าไม่ได้เจอกันสองปีนี่พี่จะเปลี่ยนไปหรือไงยะ” วัลยายิ้มกว้าง “มานั่งคุยให้หายคิดถึงหน่อยเถอะ”
วัลยาฉุดแขนมาริสให้เข้าไปนั่งคุยด้านใน จงกลนีได้แต่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินตามมาสบทบ เธอไม่รู้ว่าที่ชายหนุ่มเหลียวหลังมองนั่นไม่ใช่มองเธอแต่มองเจ้าของเส้นผมหอมกรุ่น
แค่ผมยังหอมขนาดนี้แล้วทั้งตัวจะหอมขนาดไหนน่ะ!