ตอน 1

ความร้อนวูบๆ วาบๆ ลามเลียไปทั่วใบหน้า คล้ายดังว่าเลือดลมเดินผิดปกติ ทั้งที่ตอนนี้เจ้าของใบหน้านวลเนียนใสนั่งอยู่ในห้องที่เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความรู้สึกแปลกๆ แบบอธิบายไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับร่างกายเลยสักครั้ง หากในยามนี้รติรสกำลังรู้สึกแบบนั้น และเธอเริ่มหงุดหงิดกับอาการแปลกของตัวเองเพราะมันกำลังทำให้เธอไม่มีสมาธิในการฟังรายละเอียดของใครต่อใครที่กำลังถกกันถึงนโยบายการส่งออกและนำเสนอแนวทางการลงทุนในตลาดการลงทุนแห่งใหม่นี้ หญิงสาวตวัดดวงตาคู่งามสานสบกับดวงตาคมกล้า อันเป็นต้นเหตุของที่มาของอาการแปลกประหลาดที่เธอกำลังเป็น เรียวปากอิ่มเม้มเข้าหากัน ดวงตาหวานวาวดุ อย่างจะบอกให้คนมองรู้ว่าเจ้าตัวไม่พอใจ และแทนที่คนมองจะรู้ เจ้าของดวงตาคมกล้ากลับยิ้มกลับมาอย่างไม่รู้สึกรู้สา ราวกับไม่รู้ว่าหญิงสาวกำลังโกรธกับการมองอย่างเสียมารยาทแบบนั้น

รติรสสะบัดหน้าพรืดใส่ อาการนั้นกลับอยู่ในสายตาของไพรัชที่หันมาเห็นเข้าพอดี

“เป็นอะไรไปรส”

“ปละ... เปล่าค่ะลุง”

ผู้เป็นลุงพยักหน้าให้เล็กน้อย แล้วหันไปสนใจกับการสนทนาที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น หญิงสาวถึงกับถอนใจยาวเบาๆ เอ็ดตัวเองในใจ ไม่ให้ทำอะไรที่จะเป็นการขายหน้าตัวเองและลุงอีก เพราะในงานนี้ไม่ได้มีแค่เธอกับลุงไพรัชเท่านั้น

รอบๆ โต๊ะ ที่จัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยังมีเจ้าหน้าที่จากประเทศเกษตรกรรมหลายประเทศในแถบเอเชีย นักลงทุน นักส่งออก และเจ้าหน้าที่ภาครัฐจากประเทศนั้นๆ ด้วย สำหรับประเทศไทย นอกจากไพรัชและรติรสก็ยังมีเจ้าหน้าที่ของรัฐชื่อบัณฑูร และผู้ค้านักส่งออกอีกหลายรายเข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้ที่ว่าด้วย เรื่องการส่งออกข้าวมายังประเทศในแถบตะวันออกกลาง

นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับประเทศเกษตรกรรม เมื่อประเทศในแถบนี้ต้องการนำเข้าสินค้าทางการเกษตรหลายอย่าง แต่ที่เป็นหัวใจสำคัญคือเรื่องข้าว และมีผลไม้แปรรูปอีกหลายชนิด การประชุมในคราวนี้ถือเป็นบันไดขั้นแรก หากว่าใครหรือประเทศไหนมีข้อเสนอที่ดีก็จะได้รับเลือกให้เป็นผู้ส่งสินค้ามายังกลุ่มประเทศนี้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของหลายประเทศในแถบตะวันออกกลางเข้าร่วมเช่นกัน อาทิ ตัวแทนจากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับออมิเรตส์ ดูไบ ตุรกี อียิป และที่สำคัญคือ บันดัร ซึ่งเป็นประธานในการจัดการประชุมในครั้งนี้

บันดัร ประเทศน้องใหม่ที่น่าจับตามอง เพราะแม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่มีธุรกิจที่ทำรายได้เข้าประเทศเป็นกอบเป็นกำอย่างน้ำมันและแร่มีค่า บันดัรเป็นประเทศที่มีส่วนหนึ่งเป็นทะเลทราย และอีกด้านติดกับทะเล เมืองหลวงของบันดัรจึงเป็นเมืองท่าสำคัญในการขนถ่ายสินค้า รติรสพบว่าประเทศนี้เจริญมากๆ อาจจะเรียกได้ว่าดูไบแห่งที่สองกันเลยทีเดียว

รติรสละจากความคิดเมื่อเสียงทุ้มๆ ของประธานในที่ประชุมเอ่ยขึ้นทางหัวโต๊ะ ร่างสูงสง่าในชุดประจำชาติดูโดดเด่น ใบหน้าคมเข้มครึ้มเครา ศีรษะคลุมด้วยผ้าคลุมสีขาวและมีรัดเกล้าสีน้ำตาลเข้มสวมทับไว้อีกชั้น เรือนร่างใหญ่ภายใต้เสื้อดิชดาชาสีขาวคลุมทับด้วยบริชด์สีดำสนิท สาบเสื้อเป็นผ้าปักลายสีทอง ตรงแขนมีดิ้นทองเล็กๆ ยาวจรดข้อมือ ชีคเบนจามิน อิลยาส มูฮัมดาน ซาอิด ชีคหนุ่มรัชทายาทของบันดัร ซึ่งประเทศนี้ยังปกครองในแบบระบอบกษัตริย์ดังเช่นหลายประเทศในตะวันออกกลาง พอมองไปทางประธานในที่ประชุมแล้ว รติรสก็อดมองไปทางซ้ายมือไม่ได้ ร่างผึ่งผายของใครอีกคน เจ้าของดวงตาที่สร้างความรู้สึกแปลกๆ ให้กับตัวเธอ ครั้งนี้หญิงสาวพบว่าเขาไม่ได้มองมาที่เธอ แต่กวาดตามองผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน ขณะที่เขากำลังกล่าวต่อจากชีคเบนจามิน

จากข้อมูลที่เธอศึกษาก่อนเดินทางมาบันดัรบอกว่า ชายผู้นี้เป็นนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของที่นี่ หญิงสาวลอบมองใบหน้าที่รกครึ้มด้วยหนวดและเครา เขาก็เหมือนชายชาวทะเลทรายคนอื่นๆ แต่งชุดคลุมยาวสีขาว ซึ่งมีชื่อเรียกต่างๆ กันออกไป เช่นในแถบอาหรับเหนือเรียกว่าดิชดาชา (dishdasha) ยูเออีเรียก กันดูร่า (Kandura) ส่วนในซาอุดีอาระเบียเรียก โต๊ป (Thobe) ส่วนที่บันดัรเรียกว่าดิชดาชาและเรียกเสื้อคลุมสีดำว่าบริชด์ นั่นเพราะแต่แรกเริ่มเดิมที ผู้สร้างหรือผู้สถาปนาประเทศนี้อพยพมาจากแถบอาหรับเหนือจึงยังยึดถือปฏิบัติและเรียกขานเสื้อผ้าอย่างที่เคยเรียก แม้นว่าบันดัรจะอยู่ต่ำลงมาทางอ่าวเปอร์เซีย มีผ้าคลุมศีรษะ คาดทับด้วยรัดเกล้า เผยให้เห็นเพียงใบหน้าและดวงตาคมกล้าคู่นั้น

และโดยไม่คาดฝัน ดวงตาคู่นั้นหันมาสบตากับเธออีกครั้ง รติรสหน้าร้อนวาบ เมื่อถูกจับได้ว่าเป็นฝ่ายแอบมองเขา แต่จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนัก เวลานี้เขาเป็นผู้อภิปราย ผู้ฟังทุกคนก็ย่อมต้องจับจ้องไปที่คนพูดอยู่แล้ว ทว่า... ดวงตายิ้มๆ คู่นั้นสิ ที่มันทำให้เธอรู้สึกเสียหน้า และหงุดหงิดใจ ภาวนาให้การประชุมเสวนาครั้งนี้จบลงเร็วๆ เสียที

“ข้อเสนอของเราดูมีภาษีมากกว่าประเทศอื่น งานนี้เรามีลุ้นแล้วและเพื่อน” บัณฑูร รัฐมนตรีช่วยด้านการส่งเสริมการส่งออกพูดยิ้มๆ พร้อมตบไหล่ไพรัชเบาๆ อย่างสนิทสนม คนทั้งสองนั้นเป็นเพื่อนที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีมานาน การประชุมจบลงด้วยดี คราวนี้รอเพียงสัญญาณตอบรับจากประเทศโลกในแถบตะวันออกกลางว่าจะตัดสินใจเลือกนำเข้าสินค้าจากประเทศใด

ไพรัชยิ้มกว้าง เขาเองก็พอมองเห็นความสดใสในเส้นทางนี้ คุณภาพข้าวของไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดโลก ถึงแม้คู่แข่งอย่างเวียดนามจะตีคู่ขึ้นมาเรื่อยๆ ทว่าคุณภาพนั้นยังสู้ไทยไม่ได้

“ฉันก็หวังว่าเราจะได้รับข่าวดีในเร็ววันนี้”

“แน่นอนไพรัช นายเองก็เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แล้วงานนี้เราไม่ได้ค้าขายแค่ข้าว หรือสินค้าทางการเกษตร แต่ยังมี อัญมณี กับพวกชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์อีก”

รติรสยืนสำรวมอยู่ห่างๆ พอควร ได้ยินการสนทนาแว่วๆ ระหว่างลุงของเธอกับบัณฑูร ขณะที่คนอื่นๆ ต่างทยอยกันกลับที่พัก เพื่อเตรียมตัวไปงานเลี้ยงเย็นนี้ที่พระราชวังของชีคเบนจามิน หลังการประชุมเสวนาเสร็จสิ้น พวกเธอยังมีกำหนดพักอยู่ที่บันดัรอีกหลายวัน ก่อนจะเดินทางกลับประเทศไทย รติรสตั้งใจว่าจะออกตระเวนเที่ยวรอบๆ เมืองนี้ให้หนำใจ ที่นี่สวยงามไม่แพ้ดูไบที่เคยเห็นทางทีวี หญิงสาวคิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้ทำงานกับไพรัช ซึ่งเป็นลุงแท้ๆ ของเธอเอง หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต ไพรัชรับเธอมาอุปการะ ตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยปีที่หนึ่ง พอเรียนจบได้ทำงานเป็นเลขาของลุงที่บริษัท ทำให้ไม่ต้องไปดิ้นรนหางานทำเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ

ตอน 2

ไพรัชมีลูกสาวอยู่หนึ่งคน คือ พราวพิลาส ซึ่งมีอายุเท่ากับรติรส แต่ฝ่ายนั้นอ่อนเดือนกว่า ภรรยาของเขาเสียไปปลายปีก่อน และการที่มีลูกสาวเพียงคนเดียว ไพรัชจึงเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมปานแก้วตาดวงใจ รักและตามใจมาก เขาจึงไม่ขัดเมื่อพราวพิลาสขอติดตามมาบันดัรด้วย

“แต่ถ้าจะให้มั่นใจ มีคนหนึ่งที่ช่วยเราได้” บัณฑูรพูดยิ้มๆ ดวงตาวาวเป็นประกาย

ไพรัชตาวาวอย่างสนใจเช่นกัน เมื่อมองตามการบุ้ยใบ้ของคู่สนทนา ก่อนจะอุทานเบาๆ

“มิสเตอร์เดนิม อิสมาอิล”

รติรสลอบมองไปทางเจ้าของชื่อ ซึ่งเธอรู้ว่าหมายถึงใครคนหนึ่ง และเจ้าของร่างสูงสง่า นัยน์ตาคมกล้ายียวนกำลังเดินมาทางพวกเธอพอดี

“ใช่ คนนี้แหละมีอิทธิพลต่อประเทศนี้พอสมควร นัยว่าถ้าเขาเห็นชอบ ชีคเบนจามินก็จะเห็นชอบด้วย เราเข้าไปทักทายทำความรู้จักเขากันเถอะ” บัณฑูรลดเสียงลงพูดเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน ก่อนจะฉีกยิ้มเมื่อเจ้าของหัวข้อสนทนาเดินเข้ามาใกล้

รติรสค่อยๆ หลบฉากออกไปยืนห่างออกไปอีก เพราะเธอไม่อยากทำความรู้จักเขา เช่นผู้เป็นลุงกับบัณฑูร

“สวัสดีครับ”

เดนิมยิ้มบางๆ ให้กับผู้ที่เข้ามาทักทาย หากยิ้มนั้นเผื่อแผ่ไปยังคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง ก่อนจะยิ้มมากขึ้นกับการสะบัดหน้าหนีของอีกฝ่าย

“ครับ ถ้าผมจำไม่ผิดพวกคุณเป็นตัวแทนจากเมืองไทย”

ชายหนุ่มยื่นมือออกไปเพื่อสัมผัสกับบุคคลทั้งสองพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรแบบที่ถูกใจบัณฑูรกับไพรัช แต่ขัดใจรติรส

“ครับ ผมบัณฑูร ส่วนนี่คุณไพรัชเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของประเทศ”

“ยินดีที่ได้รู้จักกันอีกครั้ง ผมว่าข้อเสนอของทางคุณน่าสนใจมากๆ”

“ขอบคุณมากครับ ยังไงเราก็หวังว่าจะมีโอกาสได้ทำธุรกิจกับบันดัร” บัณฑูรไม่ลืมหยอดเปิดทาง

เดนิมยิ้มบางๆ นักธุรกิจอย่างเขา พอมองออกถึงความต้องการของบุคคลทั้งสอง แต่เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรเกินจริง นโยบายจากทางฝ่ายไทยสร้างความสนใจให้กับพวกเขาจริงๆ

“ประเทศนี้ยังต้องการการพัฒนาอีกมากครับ ผมเองซึ่งเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งก็คิดว่าคงดีถ้ามีโอกาสได้ร่วมงานกับประเทศไทย ยังไงขอตัวก่อนนะครับ เย็นนี้คงได้เจอกันที่งานเลี้ยง”

“โอ... แน่นอนครับ พวกเรายินดีอย่างยิ่งที่จะไปร่วมงานที่องค์ชีคท่านประธานเลี้ยง” ไพรัชรีบบอก

เดนิมพยักหน้า เอ่ยล่ำลาอีกครั้ง ก่อนจะแยกตัวไปใบหน้าดุเข้มยังพยักเล็กน้อยให้กับหญิงสาวที่ยืนเงียบนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ

รติรสแอบมองเป็นครั้งคราวอดนึกค่อนขอดในใจไม่ได้ คนอะไรหยิ่งชะมัด ทำตัวอย่างกับตัวเองเป็นเจ้าของประเทศนี้ซะยังงั้น ยืดซะไม่มี...

แต่พอคิดแล้วก็ขำ นี่หรือเปล่านะที่เขาว่ากันว่า ไม่ชอบขี้หน้าแต่แรกเจอ...

“คนนี้แหละ ถ้าเราอยากลงทุนในประเทศนี้ต้องเข้าทางคนคนนี้” บัณฑูรพูดขึ้นอีกครั้ง มองตามร่างสูงสง่าของชายหนุ่มคนนั้นออกไปจนลับตา

“จากที่ดูๆ ในที่ประชุม องค์ชีคก็ให้ความสำคัญกับมิสเตอร์เดนิมอยู่ไม่น้อย ฉันว่าคืนนี้เราน่าจะมีโอกาสพูดคุยกับคนคนนี้ให้มาก”

ไพรัชคิดถึงผลกำไรที่จะตามมานับจากนี้ หากว่าได้ร่วมงานกับบันดัรจริงๆ นอกจากธุรกิจส่งออกแล้ว เขายังมีร้านเพชรซึ่งเป็นนิยมของบรรดาคนชอบเพชรอยู่ร้านหนึ่ง

“รายนั้นน่ะ มีธุรกิจหลายอย่างเชียว ทั้งน้ำมัน อัญมณี แล้วก็บริษัทผลิตแผ่นโซลาร์เซลล์”

“อืม ช่างเป็นคนหนุ่มที่น่าสนใจจริงๆ ด้วย”

“รวยเอาการละ ยังไงเรากลับไปพักกันก่อน คืนนี้ค่อยว่ากัน ไปเถอะหนูรส” บัณฑูรหันมาเรียกเลขาสาวของไพรัชอย่างคุ้นเคย

“ค่ะ”

รติรสเดินตามหลังคนทั้งสองไปเงียบๆ หูก็แว่วเรื่องที่ลุงและเพื่อนคุยกันไปตลอดทางกลับที่พักซึ่งเป็นโรงแรมสุดหรู ทางเจ้าบ้านจัดไว้เพื่อเป็นการต้อนรับ

พอกลับถึงที่พัก ไพรัชรีบเล่าให้ลูกสาวฟังถึงงานเลี้ยง แต่เนื้อนัยส่วนใหญ่พูดถึงความรวยและธุรกิจของคนที่นี่ รติรสปลีกตัวออกไป ปล่อยให้สองพ่อลูกคุยกันตามลำพัง สักพักเธอกลับมาพร้อมกับน้ำเย็นๆ สำหรับลุง และน้ำหวานสำหรับพราวพิลาส

“งานเลี้ยงเหรอคะพ่อ”

พราวพิลาสกรีดร้อง สิ่งที่ทำให้หญิงสาวตื่นเต้นคือ งานเลี้ยง การสังสรรค์ดื่มกิน มากกว่าแขกหนวดเฟิ้ม ที่ต่อให้รวยแค่ไหนเธอก็ไม่สนใจ เพราะรังเกียจผู้ชายที่ไว้หนวดไว้เครารกรุงรัง

“ใช่ลูก คืนนี้องค์ชีครัชทายาทท่านประธานเลี้ยงอาหารค่ำกับผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน”

“ตายแล้ว พราวไม่มีชุดใส่เลยค่ะ มีแต่ชุดเรียบๆ ที่เคยใส่แล้ว งั้นพราวขอไปซื้อชุดสวยๆ นะคะ ถัดจากที่เราพักไปสองตึกมีห้าง เมื่อกลางวันพราวไปดูมา หรูเลิศมากๆ เลยค่ะพ่อ”

ไม่ว่าอยู่ที่ไหน สิ่งสำคัญสำหรับพราวพิลาสคือ เธอต้องโดดเด่นกว่าใคร...

“ให้รสไปเป็นเพื่อนก็แล้วกันนะลูก ไปคนเดียวมันอันตราย เราเป็นผู้หญิงต่างชาติด้วย พ่อจะพักเสียหน่อย”

รติรสสะดุ้งในใจ เหลือบไปมองหน้าญาติสาวก็พบว่า รายนั้นตวัดตาค้อนมาที่เธอ ไม่รู้ว่าทำไม พราวพิลาสถึงได้ตั้งป้อมไม่ชอบหน้าเธอนัก

“ก็ได้ค่ะ”

พราวพิลาสสะบัดไหล่ หันไปคว้ากระเป๋าถือ ก่อนจะหอมแก้มผู้เป็นพ่อฟอดใหญ่

“ระวังตัวกันด้วยล่ะ”

ไพรัชสำทับมาอีกครั้งด้วยความเป็นห่วงบุตรสาวและหลานสาว

รติรสรับคำเบาๆ ก่อนจะตามญาติสาวออกไป วันนี้เธอเหนื่อยมาเกือบทั้งวัน อยากจะพักเอาแรงมากกว่า แต่เมื่อไพรัชสั่งเธอก็ต้องตามดูแลพราวพิลาส แม้ว่าใจจะไม่อยากไป และฝ่ายหลังเองไม่ปรารถนาจะให้เธอตามติดสักเท่าไหร่

สองสาวเดินจากโรงแรมที่พักกระทั่งถึงห้างสรรพสินค้า ซึ่งอยู่ถัดออกไปสองช่วงตึก รติรสจ้องมองอาคารแบบโดมหลังใหญ่อย่างสุดทึ่ง ลวดลายสถาปัตยกรรมด้านนอกนั้นสวยมาก ตัวอาคารเป็นตึกแบบสมัยเก่า แต่คงความงามสง่า ท่ามกลางตึกทันสมัยแบบใหม่

“เร็วสิรส เธอมัวโอ้เอ้แบบนี้เมื่อไหร่ฉันจะได้ชุดสวยๆ สักที”

“ไปสิ”

พราวพิลาสสะบัดหน้าเดินไปก่อน ความไม่พอใจกรุ่นๆ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายช่างยืดยาดเชื่องช้าไม่ทันใจ ตาคมสวยตวัดค้อนญาติสาวอยู่เนืองๆ

“ถ้าคืนนี้ฉันไม่สวยเป็นความผิดของเธอเลยนะ”

เสียงแหวตามมาเบาๆ

“พราวสวยอยู่แล้ว ใส่ชุดอะไรก็สวยกว่าใครๆ อยู่แล้วล่ะน่า”

“จริงเหรอ หรือว่าแกล้งชม”

ตอน 3

“เปล่า รสไม่ได้แกล้งชม ก็งานวันนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่รสเห็นไม่ค่อยสวย เทียบกันแล้วพราวสวยกว่ามาก งานคืนนี้รสว่าพราวต้องสวยกว่าทุกคนแน่นอน ไม่แน่นะ ความสวยของพราวอาจจะเข้าตามหาเศรษฐีชาวบันดัรหรือชาวซาอุฯ ก็ได้ ได้ยินลุงบอกแล้วไม่ใช่เหรอ พวกนี้รวยๆ กันทั้งนั้น”

“ยี้... ไม่เอาหรอก พวกหนวดเฟิ้มเป็นรากไทรแบบนั้น แค่คิดก็สยองแล้ว ต่อให้รวยล้นฟ้าฉันก็ไม่สนใจเอามาทำแฟนหรอกย่ะ”

พราวพิลาสห่อไหล่ทำท่าขนลุกขนพอง ถ้าจะมีใครทำให้เธอสนใจในตอนนี้ คนคนนั้น คืออลงกรณ์มากกว่า ชายหนุ่ม หล่อ... รวย... ทายาทบริษัทขายเครื่องดื่มอันดับต้นๆ ของเมืองไทย คิดแล้วใบหน้าสวยก็บึ้งตึงขึ้น เหลือบมองญาติสาวที่เดินมองข้าวของตามร้านต่างๆ ด้วยความริษยา

อลงกรณ์ตามจีบรติรสตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งกระทั่งเดี๋ยวนี้ ไม่รู้ติดอกติดใจอะไรนักหนา ความสวยรึเธอก็สวยกว่า รวยกว่า รติรสมีดีแค่เรียนเก่งเท่านั้น

ความคิดริษยาของพราวพิลาสหยุดลงเมื่อเสื้อผ้าชุดราตรีสวยๆ ละลานตา เรียกความสนใจจากเธอ

“แบบส่วนใหญ่เรียบๆ ไม่ค่อยหวือหวาเท่าไหร่” กระนั้นพราวพิลาสก็ยังบ่นกระปอดกระแปด

“ก็ที่นี่มันเมืองอิสลาม รสว่าเขาก็ทำสวยดีนะ เพียงแค่ไม่เปิดอกเปิดไหล่มากจนเกินไป”

รติรสจับชุดสวยชุดหนึ่งขึ้นมาพิจารณา สีของผ้าไม่ฉูดฉาด แบบและดีไซน์สวยไม่แพ้แบรนด์ดังๆ

“ไม่เอาล่ะ ไปดูร้านอื่นๆ ดีกว่า”

พราวพิลาสไม่ชอบใจ เดินดุ่มๆ ไปร้านอื่น ซึ่งพอแหงนหน้าดูชื่อร้านแล้ว รติรสก็ต้องส่ายหน้า ป้ายด้านบนบอกแบรนด์ยอดนิยมที่มีขายทั่วโลก แบรนด์ชื่อนี้มาถึงบันดัรเลยหรือ นั่นยังเล็กน้อยถ้าเทียบกับว่าราคาแพงหูฉี่

เรือนร่างสะโอดสะองอรชรเรียกความสนใจให้ชายหนุ่มซึ่งยืนมองลงมาจากห้องกระจก ถัดขึ้นไปอีกชั้น ตาคมทอดมองตามหญิงสาวทั้งสองที่กำลังเดินเลือกเสื้อผ้าชุดออกงาน เขาเดาว่าเธอคงหาซื้อชุดสำหรับใส่ในคืนนี้ และคิ้วสูงเลิกขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อหนึ่งสาวสวยเดินเลือกชุดอย่างเอาเป็นเอาตาย ขณะที่อีกคนคอยเดินตามเฉยๆ

“มองอะไรอยู่ครับเจ้านาย”

ฟาติกเดินเข้ามายืนข้างๆ มองตามสายตาผู้เป็นนายลงไปอีกชั้น

“นายอยู่ที่นี่ เดี๋ยวฉันมา”

เดนิมสั่งก่อนจะพาร่างสูงสง่าปราดเปรียวของตนเองออกไปจากร้านเครื่องประดับ โดยไม่สนใจสายตายิ้มๆ ของคนสนิท

ฟาติกส่ายหน้าไปมา เจ้านายของเขาคงจะชอบใครสักคนระหว่างหญิงสาวสองคนนั่น ซึ่งเขาเห็นแล้วว่าสวยแปลกตามากทีเดียว ดูๆ ไปน่าจะเป็นหญิงสาวต่างชาติ จากลักษณะการแต่งตัว และใบหน้าที่แตกต่างจากหญิงสาวชาวบันดัร ชายหนุ่มมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสนใจกับงานที่นายสั่งเอาไว้

ร้านอัญมณีแห่งนี้เป็นร้านหนึ่งในห้าสาขา ซึ่งเป็นธุรกิจของเดนิมอีกอย่างหนึ่ง นอกจากเขาจะมีสัมปทานเหมืองเพชรพลอย ยังมีร้านขายเครื่องประดับอีกด้วย

เดนิมยังอยู่ในชุดเดิมเมื่อตอนเช้า แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่แปลกเพราะคนบันดัรส่วนใหญ่ชอบสวมชุดแบบนี้กันทั้งนั้น ร่างสูงใหญ่เดินเร็วๆ ตรงไปยังเป้าหมาย คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้พบกันอีก

“สวัสดีครับมิส...”

เสียงทักเป็นภาษาอังกฤษทุ้มเบาทำให้รติรสหันมามอง ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้น ก้าวถอยหลังออกห่างชายหนุ่มหน้าดุเข้มไปหนึ่งก้าว

“คะ... คุณ เอ่อ มิสเตอร์เดนิม”

“ครับ” เดนิมยิ้ม เรียวปากที่รกด้วยไรหนวดยกขยับคล้ายกำลังกลั้นหัวเราะ ตาคมเต้นระริก “ไม่คิดว่าจะได้พบมิสอีก มาซื้อเสื้อผ้าไปงานคืนนี้เหรอครับ”

สีหน้ายิ้มๆ ตาพราวแบบนั้นมันช่างกวนใจรติรสเหลือเกิน เธอเชิดหน้าขึ้น ตอบเรียบๆ สั้นๆ อย่างไม่ปรารถนาจะเสวนาด้วย

“ค่ะ”

ร่างอรชรถอยหลบออกไปอย่างไม่คิดจะรักษามารยาทอะไรทั้งนั้น เธอไม่ชอบผู้ชายคนนี้ หน้ายิ้มๆ ตาแพรวพราวระยับคู่นั้น คล้ายว่ามีกระแสความรุนแรงบางอย่างทำให้เธอหายใจติดขัด รติรสเดินไปหาญาติสาวก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ

“พราวไปดูร้านอื่นกันไหม”

“ร้านนี้แหละสวยดี แล้วตานั่นใคร รู้จักรึไงยะ”

คำถามนั้นบอกให้รู้ว่า พราวพิลาสสังเกตเห็นชายร่างสูงสง่าที่เข้ามาทักทายรติรส และหากแม้นว่าไม่สังเกต เจ้าของร่างสูงก็เดินมาหยุดไม่ห่างจากสองสาวแล้ว

พราวพิลาสตวัดตามองก่อนจะถอยห่างด้วยความรังเกียจ ชายอาหรับรูปร่างใหญ่โต ตาคมดุ ใบหน้ารกด้วยหนวดและแนวเครายาวไปกว่าครึ่งหน้า

“สวัสดีอย่างเป็นทางการครับมิส”

เสียงทุ้ม สำเนียงภาษาสากลชัดและเป๊ะทุกไวยากรณ์ เจ้าของร่างสูงพยักหน้าเล็กน้อยให้หญิงสาวทั้งสอง

พราวพิลาสทำหน้าเหลอหลาด้วยไม่คิดว่าจะมีหนุ่มๆ เข้ามาทัก แต่... เธอไม่ชอบแขก ไม่ชอบหนวดและเครา

“ผมเดนิม อิสมาอิล”

รติรสจิกตามองวาววับอย่างไม่ชอบใจชายหนุ่มที่กำลังแนะนำตนเองอย่างเป็นทางการ เขารู้ว่าเธอแกล้งเลี่ยงหลบยังจะตามมาตอแยกันอีก

“สวัสดีค่ะ” พราวพิลาสตอบอย่างเสียไม่ได้ แล้วหันมาพูดกับญาติสาวด้วยภาษาไทยว่า “คุยกันเองแล้วกัน ฉันจะไปดูชุดทางนั้น แล้วไม่ต้องตามมานะ ฉันไม่ชอบตานี่” เสียงสะบัดบอกชัดเจนทีเดียว ก่อนที่ร่างเพรียวสะโอดสะองของพราวพิลาสจะรีบฉีกตัวออกไป และไม่ลืมเหยียดตามองทั้งญาติสาวและหนุ่มต่างชาติ เธอแทบจะกลั้นหายใจเพราะไม่อยากสูดดมกลิ่นจากเรือนกายของชายหนุ่ม พราวพิลาสเคยได้ยินได้ฟังและได้พิสูจน์กับตัวเองมาแล้วว่า กลิ่นของพวกเขาไม่โสภาสำหรับเธอสักนิด

“พราว พราว...”

รติรสแทบผวาร่างตาม แต่พอเห็นสายตาดุเอาเรื่องจึงครางเบาๆ กับการถูกทิ้งเอาดื้อๆ

“ผมไม่ใช่ตัวเชื้อโรค ทำไมพอเห็นหน้าต้องทำท่าผวาหนีขนาดนั้น” เดนิมพูดกลั้วหัวเราะ เขาฟังไม่เข้าใจที่สองสาวพูดคุยกัน แต่ก็พอดูท่าทางพวกเธอออก

“ใครหนี... ไม่มีใครหนีสักหน่อยนี่คะมิสเตอร์ แต่คุณก็คงเห็นแล้วว่าพวกเรากำลังซื้อหาเสื้อผ้ากัน และเราต้องการความเป็นส่วนตัวค่ะ” เธอเสียงแข็งใส่ จ้องสบตาคมกริบไม่ยอมหลบ ถ้อยเจรจาฉะฉาน

เดนิมยิ้มกว้างทั้งหัวเราะน้อยๆ แต่แนวเครายาวยังไหวระริกให้ถูกฝ่ายได้ตาเขียวใส่มากขึ้น เขาไขว้มือไปไพล่หลัง กิริยาอาการคล้ายผู้ใหญ่สักคน ตาคมมองจ้องใบหน้างดงามหมดจด นัยน์ตาเต้นระริกอย่างชอบใจ

“ผมเปล่ารบกวนสักหน่อย แค่เห็นคนรู้จักเลยเข้ามาทักทายตามประสาเจ้าบ้านที่ดี”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED