บ่วงแค้นทะเลทราย
บทนำ
หญิงสาวมองแผงอกกำยำหนั่นแน่นด้วยกล้ามเนื้อ ที่เคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่เหนือตัวหล่อน เบื้องอกซ้ายมีรอยสักรูปนกอินทรี ในกรงเล็บนั้นเป็นตัวอักษรภาษาอารบิกที่เห็นเพียงลางเลือน เพราะดวงตาหญิงสาวพร่ามัว ด้วยม่านน้ำตาแห่งความไม่ยินยอม และสติสัมปชัญญะช่วงสุดท้ายกำลังจะหมดลง แม้ร่างกายกำลังได้รับการกระตุ้นจนร้อนผ่าวสั่นระริกจากชายดังกล่าว ที่กำลังส่งเสียงครวญครางเยี่ยงสัตว์ป่า
มือใหญ่ที่กำข้อมือเล็กๆ ของหล่อนขึงไว้ข้างกาย ละมาเค้นคลึงทรวงอกอย่างตะกละตะกลาม สอดรับกับการเคลื่อนไหวของเรือนร่างหนาใหญ่ ประสานเสียงพึมพำอย่างรัญจวนใจ แม้จะมีเสียงอ้อนวอนอย่างเจ็บปวดลอดออกมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำของชายดังกล่าวได้ เขายังส่งเสียงแห่งความสุขที่ได้รับจากการรุกราน ตักตวงโดยเจ้าของร่างไม่ยินยอมจนรับรู้ได้ถึงคลื่นความร้อนพวยพุ่งอบอวลอยู่ในเรือนร่างของหล่อน เมื่อชายดังกล่าวปลดเปลื้องถึงที่สุด หญิงสาวครางชื่อหนึ่งออกมาอย่างแผ่วเบาและเจ็บปวด
“ฮาซัน”
มือของหล่อนกำแผ่นเงินฉลุที่ร้อยกับเส้นหนัง ซึ่งดึงมาจากคอของชายที่ข่มแหง ยามป้องกันตนเองอย่างสุดฤทธิ์ในตอนแรก ก่อนจะแพ้แรงมหาศาลและไม่สามารถต้านทานการรุกรานที่ไม่เคยพบพานได้ ยามครางชื่อนั้นออกมามือที่กำแผ่นเงินฉลุบีบแน่นจนเหลี่ยมฝังลงในเนื้อ เลือดแดงสดซึมออกมา ทว่าหล่อนไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดเลยสักนิด ดวงตาคลอด้วยน้ำตาที่ไหลลงข้างแก้มผสมกับเหงื่อไคลที่ไม่ต้องการ มองการเคลื่อนตัวออกจากเรือนร่างของหล่อนอย่างเจ็บแค้น ก่อนทุกอย่างจะดำมืด ไม่เจ็บปวดและอึดอัด ไม่เห็นชายผู้นั้นกำลังจัดแต่งเสื้อผ้า ไม่ได้ยินเสียงหายใจอย่างหนักหน่วง และไม่มีวันได้เห็นหรือได้ยินอะไรอีกชั่วกัลปวสาน
สองปีต่อมา
ราตรีที่มีงานรื่นเริง ราตรีแสนหวานที่อบอวลไปความสุข เพราะเป็นคืนวิวาห์ของฮาซัน บิน ญาบิร อัล บุสตานีย์บุตรชายคนเดียวของหัวหน้าเผ่าบุสตานีย์ ชนเผ่าในทะเลทรายที่อยู่กันอย่างสงบสุขใช้ชีวิตเรียบง่าย ครึ่งหนึ่งของชีวิตชาวบุสตานีย์จะรอนแรมในทุ่งทะเลทรายอันแห้งแล้ง ไม่สนใจการลงหลักปักฐานที่แน่นอนและมั่นคง เพราะบรรพบุรุษของพวกเขาหลงใหลผืนทรายและท้องฟ้าที่ประดับด้วยแสงดาวในยามค่ำคืน การเดินทางไปเรื่อยๆ เสมือนต้องการพิชิตทะเลทรายที่ไกลสุดลูกหูลูกตา
เสียงเครื่องเคาะจังหวะและเสียงปี่ดังประสานกันเป็นทำนองเร่งเร้า พร้อมนางรำร่างอรชรย่างกรายเข้ามากลางวงรื่นเริง ผ้าแพรบางแถบเล็กโอบทรวงสวย เผยหน้าท้องราบเรียบไปจนถึงกระโปรงผ้าแพรเยื่อไม้บางเบายาวกรอมเท้าเปล่าเปลือย พลิ้วไหวตามจังหวะการวาดไปบนพื้นทราย เสียงกระดิ่งที่ข้อเท้าดังตามจังหวะยักย้าย เช่นเดียวกับกำไลข้อมือวงเล็กนับสิบที่กระทบกันทุกจังหวะการเคลื่อนไหว ใบหน้าหล่อนปกปิดด้วยผ้าแพรบางเบา เผยให้เห็นเพียงดวงตาคมสวยสีอ่อน ที่สะท้อนเปลวไฟจากคบซึ่งประดับไว้ทั่วบริเวณ ลีลาการเต้นรำที่เร่งเร้า เร่าร้อน ยั่วยวนและเชิญชวน สะกดสายตาทุกคู่ให้เพ่งมองมาที่ตัวหล่อน
ฮาซัน บิน ญาบิร อัล บุสตานีย์สวมกัลบียะสีขาว เสื้อคลุมสีดำขลิบทอง โพกผ้าโกตราสีขาวคาดทับด้วยอะกาลที่ทำจากหนังขวั้นเป็นเกลียว ซึ่งเป็นเจ้าบ่าวในวันนี้มองนางระบำที่กำลังร่ายรำอย่างแปลกใจ ก่อนหันไปมองเพื่อนหนุ่มที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เขายิ้มแล้วบอกโดยไม่ต้องถาม
“พวกนางผ่านมา จะไปเต้นรำในเมือง ข้าเลยว่าจ้างมาเต้นรำในงานของเจ้าคนหนึ่ง ถือว่าเป็นของขวัญจากข้านะฮาซัน”
“เพื่อข้าจริงหรือ”
ฮาซันยิ้มอย่างรู้เท่าทัน การีมเพื่อนหนุ่มที่ยังครองตัวเป็นโสด ชอบนักหนากับนางระบำและผู้หญิงขายบริการในทะเลทราย เขาบอกว่ามันไม่เป็นการผูกมัด ปลดเปลื้องแล้วสบายตัวสบายใจ แค่โยนเศษเงินให้พวกนาง และพวกผู้หญิงเร่ร่อนที่ยึดอาชีพแบบนี้ก็มักแวะเวียนมาใกล้หมู่กระโจมของพวกเขาเสมอ นางระบำคนนี้ก็เช่นกันคงเป็นพวกขายตัวแลกเงิน หลังเต้นรำจบก็คงไปนอนกับผู้ชายสักคนที่เสนอเงินให้ และคืนนี้การีมก็คงจับจองเจ้าหล่อนไว้แล้ว
“ข้าไปก่อนดีกว่า ป่านนี้อีซาคงรอแล้ว” ฮาซันกล่าวอ้างถึงเจ้าสาวแสนสวย ที่รอเขาอยู่ในกระโจม
“ขอให้มีความสุขนะ เพื่อน” การีมโบกมือให้ แล้วหันกลับไปสนใจร่างอ้อนแอ้นของสาวงามที่กำลังสะกดทุกสายตาอยู่กลางผืนทราย คืนนี้หลังนางเต้นรำตามว่าจ้างเสร็จ เขาจะเสนอให้นางมานอนด้วย ซึ่งไม่แปลกอะไรกับการที่ผู้หญิงในทะเลทรายที่ห่างไกลความเจริญจะขายตัวเพื่อการดำรงชีพ
ฮาซันมุดเข้าไปในกระโจมของตนเอง โคมไฟทองเหลืองยังเปิดสว่าง เจ้าสาวคนงามนั่งอยู่บนพรมทอมือผืนหนาที่ปูผ้าขาวไว้เรียบร้อย
อีซาในชุดติดกันยาวกรอมเท้าที่ตัดเย็บด้วยผ้าสาลูสีขาว ปักลายดอกไม้สีแดงทั้งชุด คาดเอวด้วยผ้าแพรสีน้ำเงินสด สวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวยาวสีแดง ผ้าคลุมหน้าที่รอเจ้าบ่าวมาเปิดออกเป็นแพรเนื้อบางสีแดงประดับริมด้วยเหรียญเงินแวววาว
ชายหนุ่มตรงไปยังที่เจ้าสาวนั่ง ย่อตัวลงนั่งข้างๆ เปิดผ้าคลุมหน้าเธอออกอย่างเบามือ ดวงตาสีดำมีแววสะเทิ้นอาย ยามใบหน้าถูกเปิดเปลือยด้วยมือของเจ้าบ่าวที่หล่อนรัก
“เมียข้า รอข้านานหรือไม่”
ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามของฮาซัน เขาเห็นแต่พวงแก้มที่ผัดมาจนนวลแดงขึ้น ฮาซันไม่อาจรอต่อไปได้ วันนี้คือวันแต่งงานของเขา และช่วงเวลาคือเวลาที่วิเศษสุดของงานวิวาห์ จริงอยู่ช่วงที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของการแต่งงานคือช่วงประกอบพิธี ช่วงการรับพรจากผู้ใหญ่ในเผ่า แต่สำหรับบ่าวสาวแล้วช่วงเข้าหอนั้นถือว่ามีค่าที่สุดต้องรีบตักตวง
ตะเกียงทองเหลืองถูกดับ ความมืดเข้ามาครอบครองพื้นที่ในกระโจม เสียงเครื่องประดับของเจ้าสาวกระทบกันดังประสานกับเสียงดนตรีด้านนอก ยามเจ้าบ่าวพยายามถอดออกจากเรือนร่างของนาง เช่นเดียวเสื้อผ้าของทั้งสองคน
เจ้าสาวชาวทะเลทรายโดยเฉพาะเผ่าบุสตานีย์นั้น ต้องพยายามขัดขืนเพื่อรักษาพรหมจารีไว้สุดชีวิต ถึงกับลงมือปัดป้องทุบตีเจ้าบ่าว ที่พยายามยื้อยุดจนชุดฉีกขาด ยิ่งส่งเสียงดังออกไปด้านนอกมากเท่าใดยิ่งทำให้เจ้าบ่าวภูมิใจ และผู้คนด้านนอกที่คอยเงี่ยหูฟังก็ชื่นชมชื่นชอบ
ไม่นานจากเสียงเครื่องประดับ เสียงฉีกเสื้อผ้าต่อสู้พอเป็นพิธี เพราะสองคนรักกันมิใช่แต่งแบบคลุมถุงชน อีซาจึงขัดขืนแต่เพียงเล็กน้อยก่อนจะโอนอ่อนและมีความสุขในการเข้าหอกับเจ้าบ่าวที่หล่อนรัก เสียงลมหายใจ และเสียงครางเบาๆ ผสานคำรักดังขึ้นในเวลาต่อมา
“ข้ารักเจ้าฮาซัน”
คำนี้เจ้าของชื่อแม้จะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่คำรักของเมียรักในตอนนี้น่าฟังและไพเราะกว่าที่เคยได้ยินมาหลายเท่านัก
“ข้ารักและภูมิใจในตัวเจ้ามาก เมียของข้า รอสักครู่เดี๋ยวข้าจะกลับมาทำให้เจ้ารักข้ายิ่งขึ้น”
เขาผละจากร่างนุ่มนิ่มของอีซา ที่ได้แต่เอียงอายอยู่ในความสลัวของกระโจม ที่แสงไฟด้านนอกแทรกผ่านเข้ามาได้น้อยเต็มที
ฮาซันพรวดพราดออกมาจากกระโจมอย่างลิงโลด พร้อมชูผ้าขาวที่เปื้อนเลือดพรหมจารีของเจ้าสาว ตามประเพณีให้เพื่อนๆ ดูอย่างภาคภูมิใจ ทว่าด้านนอกกลับเงียบสนิท ไม่มีเสียงพูดคุยเฮฮา ไม่มีการเต้นรำ ไม่มีนางระบำ ไม่มีวงเหล้าสำหรับงานเลี้ยง บนพื้นทรายเม็ดละเอียดร่างแล้วร่างเล่า นอนทอดยาวอย่างระเกะระกะ ฮาซันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณการปกป้องทำให้เขาถอยกลับเข้าไปในกระโจม แต่เหมือนมีอะไรซัดเข้ามาใกล้ตัวเขา ผงนั้นทำให้ตาพร่า สติสัมปชัญญะเลือนราง สมองมึนงงแต่ความห่วงภรรยาไม่ได้เลือนลางไปด้วย
“อีซา! หนีไป”
อีซาที่นอนระทวยอยู่ในกระโจมรีบคว้าผ้ามาพันตัวอย่างตกใจ พร้อมพรวดพราดออกมาจากกระโจมตามคำของฮาซัน หญิงสาวตาค้างอย่างตกใจเมื่อออกมาพบว่าสามีของตนกำลังโงนเงนเหมือนคนมีสติไม่เต็มที่ หยัดยืนร่างกายไม่ตรง โดยมีคนชุดดำถือดาบยาวจำนวนหนึ่งล้อมหน้าล้อมหลัง
“ฮาซัน!”
หล่อนถลันเข้าไปหาเขา แต่ดาบโค้งแบบอาหรับเล่มหนึ่งตวัดเข้ามาขวาง โชคไม่ดีเป็นของหล่อน จะเพราะหล่อนถลาเข้าไปเร็ว หรือดาบตวัดมาช้าทำให้แทนที่จะเป็นการกันไม่ให้หล่อนเข้าไปใกล้ฮาซัน กลับปาดเข้ากลางลำตัวหล่อนเลือดสาด อีซาทรุดร่างลงกับพื้นทรายมองสามีตนเอง เขาหันมาสบตาหล่อนแต่รู้ว่าสติสัมปชัญญะของเขาไม่เต็มร้อย ร่างเขาโงนเงนจวนเจียนจะล้มลง ดวงตาหรี่ปรือ แต่หล่อนยังได้ยินเสียงของเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนสติทั้งสองจะวูบดับ
“อีซา! ”
“ฮาซัน! ”
บทที่1
เมืองท่าอะยาในยามเย็นดวงอาทิตย์ใกล้อัสดงเต็มที แหล่งค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่พวกพ่อค้าเร่มักแวะเวียนนำสินค้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน และผู้คนผ่านทางจะต้องแวะเวียนมาจับจ่ายสินค้า ทั้งยังเป็นแหล่งบันเทิงในยามราตรีแหล่งใหญ่ ที่บรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มักแวะเวียนมาหาความสำราญ
ตรอกเล็กๆ ไม่ไกลจากตลาด สองฟากถนนที่ทอดลึกเข้าไปเป็นห้องแถวเก่าๆ ซอมซ่อ ดูไม่เจริญตาเจริญใจสำหรับผู้ผ่านไปมา แต่สำหรับคนบางประเภทสถานที่แห่งนี้คือสวรรค์บนดินสำหรับพวกเขา ตรอกแห่งนี้จึงคึกคักมีคนเข้าออกมากหน้าหลายตา
ห้องแถวหลังสุดท้ายตรงก้นซอยที่แบ่งให้เช่านับสิบห้อง เป็นของฟารุกชายวัยกลางคนผิวคร้ามเข้ม หนวดและเคราที่ไว้ส่งให้ใบหน้าเขาดูดุขึ้น แม้มันจะมีสีขาวของหงอกแซมออกมาประปราย รูปร่างที่เล็กทำให้ฟารุกดูไม่แก่แม้อายุจะปาเข้าไปห้าสิบปีแล้วก็ตามที หนุ่มใหญ่ยิ้มหน้าบานเมื่อเห็นหญิงสาวกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาใกล้
“คราวนี้จะเอากี่ห้องละ ดิยาอ์” ฟารุกเอ่ยถามสาวใหญ่วัยใกล้เคียง รูปร่างอวบอิ่มที่กำลังยิ้มแย้ม เดินนำหน้าสาวๆ หลายคนเข้ามา
“สามห้องก็พอ หนึ่งห้องสำหรับหลานสาวสองคนของข้าเข้าพัก พวกนางไม่ใช่”
สิ้นคำของดิยาอ์ ฟารุกก็มองปราดสำรวจรูปร่างเด็กสาวสองคนที่ถือเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา สองสาววัยไม่เกินยี่สิบดวงตาหลุกหลิกมองกวาดไปทั่ว พร้อมหันหน้าหันหลังสนใจบรรยากาศแวดล้อม มากกว่าสนใจการสนทนาขอเช่าห้อง ฟารุกลูบเคราตัวเองอย่างมาดหมาย ยิ้มพึงใจปรากฎ จนดิยาอ์ส่งเสียงกระแอม ฟารุกจึงได้สติ
“ได้สิ สามห้องริมสุดข้าเว้นไว้ให้เจ้าอยู่แล้วแม่ยาหยี”
ฟารุกจับแก้มดิยาอ์หลอกล้ออย่างสนิทสนม เพราะดิยาอ์นั้นแวะเวียนพาหญิงสาวจากเผ่าในทะเลทรายมาเช่าห้องพัก เพื่อหารายได้ยังชีพเป็นประจำ แม้ไม่บ่อยนัก
ดิยาอ์เป็นชนเผ่ากอซซานีย์ที่มีหลักแหล่งดั้งเดิมในทะเลทรายห่างไกลความเจริญ แห้งแล้งและยากจน พวกผู้ชายในเผ่าจึงออกมาหางานรับจ้างในเมืองทำ บ้างออกเลี้ยงสัตว์ไปตามทุ่งทะเลทราย รับจ้างเป็นลูกหาบนักเดินทาง นานๆ ครั้งจึงกลับไปที่เผ่านำเศษเงินเล็กน้อยไปให้ บ้างซื้อสัตว์จำพวก อูฐ แพะ แกะ ลาและม้ากลับไปให้พวกผู้หญิงและเด็กผู้ชายเลี้ยง ส่วนตนเองกลับออกไปหางานทำต่อ
เมื่อสัตว์เลี้ยงนั้นโตเต็มที่ก็จะกลับไปเอามาขายในเมือง เป็นอยู่แบบนี้เป็นวัฏจักร บางครั้งหายไปเป็นปีพวกผู้หญิงต้องหาเลี้ยงลูกเอง นานเข้าเมื่อผู้ชายไม่กลับมา พวกนางก็ต้องพลีเรือนร่างให้กับพวกนักเดินทางที่ผ่านมา ซึ่งรอนแรมกลางทะเลทรายห่างไกลครอบครัวหรือขาดที่ปลดเปลื้องอารมณ์ฝ่ายต่ำ เพื่อแลกกับเงินเล็กน้อย หรือแม้แต่อาหารสำหรับคนในครอบครัว เมื่อมีคนหนึ่งกล้าทำอีกหลายคนก็ทำตามเพื่อปากท้อง
เช่นเดียวกับดิยาอ์ เมื่อสามีของนางเดินทางนำสัตว์มาขายครั้งล่าสุดแล้วไม่กลับไปอีกเลย ดิยาอ์จึงยอมพลีกายให้เบดูอินที่ผ่านทางมา เพื่อแลกกับอาหารแห้งสำหรับให้ลูกชายคนเดียวไม่อดตาย และจนป่านนี้นับเวลาได้เกือบยี่สิบปีแล้ว สามีของดิยาอ์ก็ยังไม่กลับไปที่เผ่า ตัวดิยาอ์เองนั้นด้วยความอาวุโสจึงตั้งตนเป็นผู้นำ พาสาวๆ ในเผ่าออกล่าเงินจากนักท่องทะเลทราย นานๆ ครั้งเมื่อมีงานเทศกาลในเมืองจึงจะเข้ามาเสียที และทุกครั้งก็จะมาเปิดห้องเช่าของฟารุกเพื่อทำมาหากินในอาชีพที่ถนัด ซึ่งเหล่านักเที่ยวทั้งหลายต่างรู้จัก พวกหล่อนในนาม ‘ดอกไม้แห่งทะเลทราย’
“เอานี่ ห้องเจ้าสองคน”
ดิยาอ์ส่งกุญแจห้องเช่าริมสุดให้ซาห์ราและซากีน่า สองสาวที่กำลังมองการหยอกเอินของฟารุกและนางอย่างแปลกตา แม้จะรู้ว่าดิยาอ์นั้นมาทำอะไรในเมือง ซาห์รารีบรับกุญแจจากมือนางแล้วดึงมือซากีน่าน้องสาวให้เดินตามไปยังห้องเช่าริมสุดของตึกแถวซึ่งอยู่ไม่ไกล ไขเข้าไปแล้วปิดประตู แต่ดิยาอ์ตามมาใช้มือยันประตูไว้
“ลงกลอนให้แน่นหนาละ แล้วจะหาว่าข้าไม่เตือน เอาไว้ก่อนจะกลับข้าจะพาพวกเจ้าไปหาซื้อของ”
“ไม่ต้องหรอกป้า ข้าพาน้องไปเองได้”