‘สะบันงา อิสระพงษ์’ นั่นแหละคือชื่อของฉัน
คุณคงคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงที่หน้าตาออกจะโบราณและค่อนข้างจะเรียบร้อยไว้ตัวใช่ไหมล่ะ...
นั่นคุณคิดผิด เพราะถ้าคุณรู้ความหมายของคำว่า ‘สะบันงา’ คุณจะมองฉันอีกแบบหนึ่ง
‘สะบันงา’ แปลว่า ‘ดอกกระดังงา’
นั่นไง... ฉันคิดถูก แค่คุณรู้ความหมาย คุณก็มองฉันด้วยสายตาอีกแบบ
คุณคิดว่าฉันต้องร้อนแรง เปลี่ยนผู้ชายเป็นว่าเล่นและอาจพ่วงคำว่า ‘แม่ม่าย’ ให้อีกตำแหน่ง ตรงนี้ขอบอกว่าคุณคิดถูกเพียงข้อเดียว
แต่มาเดากันว่าเรื่องอะไร หึหึหึ...
พื้นที่รกร้างกว้างไกลสุดสายตาที่เห็นอยู่นี้ยังคงมีเค้าของไร่หรือสวนบางอย่างให้พอมองออก เพราะแนวคันดินที่ถูกแต่งให้เป็นแปลงและไม้ดามกิ่งพันธุ์ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างประปราย
แต่ก็คงไม่มีใครเดาได้ว่าครั้งหนึ่ง ที่ดินแห่งนี้เคยสร้างพืชผลอะไรให้เจริญงอกงามและสร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าของที่ดินไว้อย่างมากมายแค่ไหน เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในมโนภาพนี้ คงมีเพียงเธอคนเดียวที่จดจำได้เพราะนอกนั้นแล้วผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ล้มหาย ก็ตายจาก หรือไม่ก็ไม่คิดว่าสถานที่แห่งนี้สำคัญอีกต่อไป
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงสีชมพูยาวกรุยกรายกำลังวิ่งเล่นอยู่ในบริเวณแปลงกุหลาบ ขณะที่เหล่าคนงานกำลังช่วยกันตัดดอกกุหลาบที่สมบูรณ์เพื่อเตรียมจัดส่งไปยังร้านที่รับซื้อในตัวอำเภอ เด็กหญิงดูจะมีความสุข สังเกตได้จากใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มและเสียงหัวเราะราวกับขบขันอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ใกล้กันนั้นชายวัยกลางคนหน้าตาละม้ายคล้ายกับเด็กหญิงกำลังก้มหลบไปมาหลังคนงาน เพื่อไม่ให้เด็กหญิงเห็น
แต่ดวงตากลมโตที่วาวขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นพ่ออยู่ไม่ไกล และกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา ก็ทำให้ฝ่ามือน้อยๆ ต้องป้องปากกลั้นหัวเราะ เพราะเวลาจวนตัวแบบนี้ทำให้เด็กหญิงไม่รู้จะหันหนีไปทางไหน แต่เมื่อคนงานคนหนึ่งกวักมือเรียก เด็กหญิงก็ไม่รอช้า ก้มตัวลงคลานงุดๆ กับพื้นเพื่อไปหลบหลังคนงานคนนั้นให้เร็วที่สุด
เสียงหัวเราะแว่วใสกังวานไปทั้งสวน ไม่ว่าตรงจุดไหน มุมไหน เด็กหญิงตัวน้อยไม่เคยว่างเว้นที่จะไปวิ่งเล่นเพื่อเป็นกำลังใจให้กับพ่อ เป็นกำลังใจให้กับเหล่าคนงานได้ลงแรงลงใจกับกิ่งพันธุ์ดอกไม้ที่งดงาม เพื่อให้สถานที่แห่งนี้ยังคงอบอุ่นไปด้วยความรัก
“คุณหนูครับ”
ใบหน้างามของ ‘สะบันงา’ หญิงสาววัย 25 ปี ผินตามเสียงเรียก รอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้า ดวงตาพราวระยิบระยับมองตอบกลับมาราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีสิ่งใดให้เจ้าของเรือนร่างสูงโปร่งนี้ต้องขุ่นข้องหมองใจ และน้ำเสียงตอบรับของเธอก็ยังคงกังวานใสเฉกเช่นเมื่อ 5 ปีก่อนไม่เปลี่ยนแปลง
“จ๊ะ ลุงพงษ์”
“คุณหนูแน่ใจเหรอครับ”
“และอะไรที่ทำให้ลุงคิดว่าหนูไม่แน่ใจล่ะ”
“ก็...”
“เรื่องนั้นหนูจัดการเอง ลุงทำอย่างที่หนูต้องการก็พอแล้ว”
“ครับ แค่คุณหนูกลับมา ผมก็ดีใจจนน้ำตาจะไหลอยู่แล้วครับ”
“หนูก็เหมือนกัน”
ใบหน้างามผินมองไปสุดสายตา ไม่อยากให้ความอ่อนแอและก้อนสะอื้นที่คล้ายจะปะทุขึ้นกลางหัวอก ทั้งที่ยังไม่มีน้ำตาให้เห็นสักหยดนั้นแสดงอาการออกมาให้ใครได้เห็น แค่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง แค่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของที่นี่แต่เพียงผู้เดียวอย่างชอบธรรม แค่รู้ว่าต่อจากนี้เธอจะสามารถทำตามความฝันที่ตั้งใจไว้ได้อย่างเต็มที่ และสิ่งที่หวังไว้ก็มีเพียงสิ่งเดียวคือจะต้องสำเร็จเท่านั้น
เพราะเงินที่มีทั้งหมดเธอจะนำมาลงแรงลงใจเพื่อฟื้น ‘สวนอุ่นรัก’ สวนกุหลาบบนเนื้อที่ 50 ไร่นี้ให้กลับมามีชีวิตเหมือนดังเช่นเมื่อ 5 ปีก่อนให้จงได้ และไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ เธอก็จะต้องผ่านไปให้ได้
ติ๊ด... ติ๊ด...
แค่เพียงคิด อุปสรรคแรกที่เธอบอกกับ ‘ลุงพงษ์’ คนงานเก่าแก่ของพ่อว่าเธอจะจัดการเองก็เปิดเผยตัวตนจนได้ แต่เธอจะไม่ยอมแพ้หรอก
“ลุงจ๊ะ ลุงไปเตรียมที่หนูบอกเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง หนูจัดการได้ทุกเรื่อง” สะบันงาพยักพเยิดใบหน้ากับพงษ์ ว่าคนในสายนี้ไม่ใช่อื่นไกลแต่เป็นอุปสรรคยักษ์ของเธอ ซึ่งก็คือ ‘สินีนาถ’ หรือ ‘แม่’ ของเธอนั่นเอง
“คะแม่”
เสียงหวานส่งออกไปก่อนจะรีบเอาโทรศัพท์ออกห่างจากใบหูเมื่อเสียงจากคนต้นสายนั้นคือความกราดเกรี้ยวอย่างที่สุด ซึ่งเธอก็คิดไว้อยู่แล้วแต่ไม่คิดว่าจะมากขนาดนี้ก็เท่านั้นเอง
“ยัยบี! นี่แกไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยหรือไง ฉันห้ามไม่ให้แกไปยุ่งกับไอ้สวน สับปะรังเคนั่น แกไม่เชื่อฟังฉันเลยใช่ไหม! แกกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้าแกยังคิดว่าฉันเป็นแม่ ยัยบี! แกได้ยินที่ฉันพูดไหม!”
สินีนาถแผดเสียงลั่นใส่โทรศัพท์เมื่อคนจากบ้าน ‘รังสีนิมิต’ โทร.มารายงานว่า ‘สะบันงา’ ลูกสาวของเธอที่เกิดจากสามีเก่าผู้ล่วงลับกำลังเดินทางไปทำสวนที่ปากช่อง ทั้งที่เธออยากให้สะบันงาขายสวนร้างนั่นทิ้งไปเสีย แล้วเอาเงินมาใช้ให้สุขสบายสมกับสิ่งที่ต้องแลกมา
สะบันงาไม่เพียงไม่ทำตาม แต่กลับรั้นจะพลิกฟื้นที่ดินรกร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘สวนกุหลาบ’ ให้กลับฟื้นคืนมาเหมือนเดิม ทั้งที่เธออยากจะฝังอดีตอันขมขื่น แต่สะบันงากลับเลือกที่จะขุดคุ้ยมันขึ้นมาอีกครั้ง
“ได้ยินค่ะแม่ เสียงแม่ดังไปแปดกิโลแบบนี้ ถ้าบีไม่ได้ยินก็หูหนวกแล้วล่ะค่ะ”
สะบันงาตอบ ขณะดวงตาสวยหวานยังคงมองสำรวจดูสวนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเธออย่างชอบธรรม สองเท้าก้าวเดินไปตามทางที่ลุงพงษ์เอารถมาไถหญ้าออกไว้รอเธอมา ตั้งแต่เธอโทร.มาบอกข่าวดีให้ทราบเมื่อสัปดาห์ก่อน
มือบอบบางแตะสำรวจต้นไม้ใบหญ้าข้างทาง ราวกับสิ่งที่สัมผัสอยู่ตรงหน้านั้นรื่นรมย์นักทั้งที่เสียงของแม่นั้นน่าจะทำให้เธอขุ่นใจ แต่เธอกลับใจเย็นได้อย่างไม่น่าเชื่อ อาจเพราะสิ่งนี้แหละที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดและสามารถประคองชีวิตตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้
“ยัยบี แกไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี แกรีบกลับมากรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้เลยนะ หัวเด็ดตีนขาดยังไงฉันก็จะไม่ยอมให้แกไปทำไอ้สวนบ้าๆ นั้นอีกแน่ รีบกลับมากรุงเทพฯ ส่วนที่ดินนั่นเดี๋ยวฉันจะหาคนไปซื้อเอง แกไม่ต้องห่วง ทุกบาททุกสตางค์ฉันจะให้แกทั้งหมด นี่แกได้ยินที่ฉันพูดไหม ยัยบี!”
สินีนาถระงับอารมณ์ไม่อยู่เพราะเหมือนว่าเธอกำลังพูดอยู่คนเดียวเสียมากกว่า สะบันงาไม่อือไม่อาอะไรด้วยเลยสักนิด
“ได้ยินค่ะแม่”
เสียงเนือยๆ ไม่แสดงอารมณ์ว่าขุ่นมัว นอกจากเศร้าๆ นิดหน่อย ที่จนป่านนี้แล้วแม่ก็ยังไม่เข้าใจเธอ
“ดี เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม” เสียงมีอำนาจถามย้ำให้แน่ใจ
“เข้าใจค่ะ”
“ดีมาก แกนี่มันเป็นลูกที่ได้ดังใจฉันจริงๆ เลย เออ... พรุ่งนี้ถ้าว่างก็มากินข้าวด้วยกันนะ น้องๆ เขาอยากเจอ”
น้องๆ ที่หมายถึงก็คือ ลูกชายฝาแฝดวัยเกือบ 10 ปีของเธอที่เกิดจากสามีใหม่ เพราะหลังจากเธอหย่าขาดกับ ‘อิฐ’ พ่อของสะบันงาเมื่อ 10 ปีก่อน เธอก็แต่งงานใหม่กับเจ้าของร้านอาหารในกรุงเทพฯ
ใบหน้างดงามตามวัยยิ้มออกมาได้หลังจากเคร่งเครียดมาตลอดทั้งช่วงวัน เพราะกว่าจะโทรศัพท์ติดต่อสะบันงาได้ก็ปาเข้าไปช่วงบ่าย แต่เมื่อรู้ว่าลูกสาวคนโตพูดง่ายเธอก็เหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นมาในทันที แต่ความดีใจก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อ...
“บีคงไปไม่ได้หรอกค่ะ”
สายตามุ่งมั่นทอดมองอาณาเขตที่ดินของเธอ หัวสมองนึกวาดภาพว่าจะทำอะไรตรงไหนก่อนหน้า และไม่มีอะไรจะมาทำให้เธอเปลี่ยนใจได้ แม้แต่แม่ก็ตาม
“ทำไมล่ะ น้องๆ บ่นคิดถึงพี่บี”
น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย อาจเพราะกำลังได้รับความสะเทือนใจ หรือกำลังพบกับสิ่งที่ไม่ได้ดังใจ
“บีจะยังไม่กลับกรุงเทพฯ ค่ะแม่ บีจะอยู่ที่นี่ บ้านของบี”
“ยัยบี!...”
“ขอโทษนะคะแม่”
คำพูดมากมายที่ผู้เป็นแม่สรรหามาต่อว่าเพื่อให้เธอเปลี่ยนใจแล้วกลับไปสู่กองเงินกองทองไม่อาจทำให้สะบันงาเปลี่ยนใจได้ เมื่อนิ้วมือเลื่อนกดวางสายสนทนาก่อนจะกดปิดเสียงโทร.เข้า
ในเวลานี้เธอควรทำตามความฝันที่ตั้งใจไว้ให้ดีที่สุด เพื่อให้สิ่งที่เธอสูญเสียไปนั้นมีคุณค่าตามที่ตั้งใจ เมื่ออิสรภาพที่เธอสูญเสียไปกว่า 5 ปี ในเวลานี้เธอได้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์แล้ว และเธอจะไม่มีวันยอมให้มันหลุดลอยไปอีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
เรือนร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีชมพูแขนยาวกับกางเกงยีนพอดีตัว ที่กำลังเดินไปเดินมาอยู่บนที่ดินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสวนกุหลาบที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ ทำให้คนที่ยืนมองอยู่อีกฝั่งถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอดกลั้นไว้ไม่ไหว บุตรสาวคนเดียวของ ‘อิฐ อิสระพงษ์’ เจ้าของที่ดินแห่งนี้ และเป็นเจ้านายเก่าแก่มาช้านานกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งในรอบเกือบ 5 ปี เพราะหลังจากวันนั้น ‘สะบันงา’ หรือ ‘คุณหนูบี’ ของเหล่าคนงานทุกคนก็ไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลย
“พี่พงษ์ พี่คิดยังไง”
“จะให้คิดยังไงล่ะ”
พงษ์หันมอง ‘จันทร์’ หญิงวัยกลางคน เมียคู่ทุกข์คู่ยากที่พบรักกันที่สวนแห่งนี้และอยู่กินเป็นผัวเมียแต่ไม่มีลูกสืบสกุล
ตลอดระยะเวลาทำงานที่นี่ได้เห็นความเป็นไปของสวนแห่งนี้ ตั้งแต่รุ่งเรืองสุดขีดจนถึงตกต่ำต้องถูกธนาคารยึด คนงานในสวนต่างกระจัดกระจายไปอยู่ที่อื่น แม้แต่ตัวแกและเมียก็ต้องระเห็จไปอาศัยทำงานอยู่ที่สวนข้างเคียง แต่เมื่อสะบันงาซึ่งไม่ลืมพวกเขาติดต่อมา เขาและเมียจึงไม่รอช้ารีบกลับมาตามคำเชื้อเชิญทันที กลับมาเพื่อช่วยกันพลิกฟื้นสวนร้างแห่งนี้ให้มีชีวิตอีกครั้ง
“เอ็งกลัวลำบากหรือเปล่าล่ะจันทร์”
พงษ์ถาม เพราะจันทร์ในวันนี้ไม่ได้เป็นสาวแข็งแรงเหมือนแต่ก่อน สังขารร่วงโรยไปตามวัย ในวันนี้จันทร์น่าจะได้พักผ่อนปลูกผัก ปลูกหญ้า เลี้ยงไก่เป็ด อยู่ในที่ดินเล็กๆ ที่เก็บหอมหาซื้อไว้ได้ จันทร์ไม่น่าต้องมาลำบากลำบนพร้อมกับเขาอีกครั้ง
“ความลำบากฉันผ่านมันมาแล้วพี่ ตั้งแต่วันที่พวกเราต้องไปจากที่นี่ ตอนนี้ฉันแค่อยากเห็นสวนอุ่นรักกลับคืนมา ไม่ว่าคุณหนูจะตัดสินใจยังไง ฉันก็จะทำตามทุกอย่าง ฉันห่วงแต่เพียงว่าคุณหนูจะทนไม่ไหว เพราะขนาดคุณนาถ...”
จันทร์อยากจะพูดว่าขนาดสินีนาถที่เป็นภรรยาของอิฐยังทนไม่ไหวที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้งของสวนแห่งนี้ ผู้หญิงเมืองกรุงที่กลายเป็นเรื่องเล่าในเวลางาน เมื่อเธอไม่อาจทนความลำบากอยู่ที่ปากช่องได้ สินีนาถจึงหย่าขาดกับอิฐ และปล่อยให้อิฐในเวลานั้นต้องเลี้ยงดูลูกสาวที่กำลังเติบโตอยู่เพียงลำพัง
อิฐเป็นคนหนุ่มคิดไกล เป็นที่รักของคนงานทุกคน อิฐวางแผนสร้างรีสอร์ตในสวนกุหลาบ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อนและชื่นชมดอกกุหลาบหลากหลายสายพันธุ์
แต่โชคชะตาอาจปรานีไม่ให้เขาต้องทนทุกข์ดิ้นรนอยู่บนโลกใบนี้อยู่นาน อิฐจึงด่วนจากไปด้วยอุบัติเหตุหลังจากทำเรื่องเอาที่ดินผืนนี้เข้าธนาคาร เพื่อนำเงินก้อนมาปรับปรุงสวนให้ดีขึ้น
เมื่อขาดอิฐไปเสียคน โครงการก่อสร้างก็หยุดชะงัก ทำให้สินีนาถที่ขณะนั้นหย่าขาดจากอิฐได้กว่า 5 ปี ต้องเข้ามาช่วยดูแลกิจการเพราะสะบันงาเพิ่งอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 ที่กรุงเทพฯ ทั้งยังไม่รู้เรื่องงานของสวนเลย
สินีนาถผู้รักความสบายไม่สามารถต่อสู้กับกลไกทางการตลาดหรือต่อสู้กับอะไรได้เลย เมื่อไม่มีผลผลิตก็ไม่มีเงินจะไปส่งดอกเบี้ยให้กับธนาคาร สินีนาถจึงเลือกที่จะหยุดทุกอย่าง ยุติกิจการที่อิฐสร้างมากับมือ เพราะที่ดินที่ปากช่องในเวลานั้นไม่ได้มีราคาเหมือนในเวลานี้ เธอจึงไม่เสียดายที่จะทิ้งไป
แต่ในวันนี้ล่ะ เมื่อสะบันงายืนยันที่จะฟื้น ‘สวนอุ่นรัก’ ขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่พวกเขาคิดว่าที่ดินผืนนี้เปลี่ยนมือไปแล้ว ทว่าความดีใจที่สะบันงาบอกว่าเธอยังคงเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ดังเดิมต้องมีอันชะงัก เมื่อสินีนาถอยากให้ลูกสาวขายที่ดินผืนนี้ไปเสีย เพราะราคาที่ดินปากช่องในวันนี้แพงไม่น้อยไปกว่าทองคำ
ที่ดินดี ทำเลสวย อากาศเหมาะแก่การสร้างรีสอร์ต ใครล่ะไม่อยากได้ ซึ่งหากสะบันงาตัดสินใจขายตามที่แม่แนะนำ เธอจะกลายเป็นแม่ม่ายเนื้อหอมที่สวยและรวยมากๆ และนั่นจะกลายเป็นเส้นทางที่สินีนาถเลือกไว้ให้สะบันงาอย่างสมบูรณ์ที่สุด
ความพร้อมด้วยเงินทองมั่งคั่งคือสิ่งที่สินีนาถปรารถนา ไม่อย่างนั้นคงไม่ทิ้งสามีกับลูกไปแต่งงานใหม่ เพราะไม่อาจใช้ชีวิตอยู่แต่เพียงในสวนในไร่ที่ปากช่องได้ และคงไม่เลือกเส้นทางปลดหนี้ที่ทำให้สะบันงาต้องกลายเป็นแม่ม่ายตั้งแต่ยังสาวแบบนี้
“คุณหนูบีไม่เหมือนคุณนาถหรอกจันทร์ เพราะถ้าเหมือนคุณหนูคงไม่เลือกที่จะฟื้นสวนที่ตายแล้วขึ้นมาใหม่”
“ตอนนี้ไม่ แล้วต่อไปล่ะพี่ ฉันไม่ได้ว่าคุณหนูเหมือนคุณนาถนะ แต่ฉันกลัวว่าปัญหาและความลำบากจะทำให้คุณหนูท้อใจ สุดท้ายสวนก็จะตายเหมือนเดิม”
“ไม่ตายหรอก เชื่อพี่เถอะจันทร์ ยังไงพี่ก็จะหาทางช่วยคุณหนูจนสุดแรง ถ้าพวกเราไม่ท้อ คุณหนูก็จะไม่ท้อ”
“ฉันเชื่อพี่ ฉันก็จะช่วยจนสุดแรงเหมือนกัน แดดแรงเหลือเกิน ฉันไปหาคุณหนูก่อนนะ”
พงษ์มองจันทร์ที่คว้าหมวกปีกกว้างอีกใบติดมือไปด้วย หมวกปีกกว้างที่ตัดเย็บจากผ้าขาวม้าพร้อมมีชายผ้าปรกลงมาเป็นหน้ากากปิดบังใบหน้าเฉกเช่นที่ชาวสวนทั่วไปใช้กัน ถูกนำไปส่งให้กับคุณหนูเจ้าของที่ดิน ซึ่งคุณหนูก็รับและสวมหมวกนั้นที่ศีรษะอย่างไม่รังเกียจใดๆ เลย หากไม่นับเสื้อผ้ากับเรือนร่างสูงโปร่งนั้น คุณหนูสะบันงาที่ยืนคู่อยู่กับจันทร์ก็ดูไม่ต่างไปจากสาวชาวสวนทั่วไปเลยสักนิด
“ผมเชื่อว่าคุณหนูทำได้ คุณอิฐครับเป็นกำลังใจให้คุณหนูด้วยนะครับ”
ดวงตาผ่านพ้นวันเวลาทั้งสุขและทุกข์มองตรงไปยังบ้านหลังขนาดกะทัดรัดที่ก่อสร้างจากก้อนอิฐ ‘บ้านอุ่นรัก’ ที่อิฐมักพูดเสมอว่าที่เลือกใช้ ‘อิฐ’ ในการก่อสร้างก็เพื่อความคงทน และเพื่อให้ลูกจดจำได้เสมอว่า ‘สวนอุ่นรัก’ นี้พ่อสร้างมาเพื่อลูก
ดอกกุหลาบมากมายนับหมื่นดอกที่คนงานทั้งหญิงและชายกว่า 30 คนกำลังช่วยกันคัดแยก ตัดแต่งกิ่งและใบ รวมทั้งห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ไว้เป็นกำๆ ก่อนจะจัดเรียงขึ้นสู่รถปิ๊กอัพที่จอดเรียงรายกัน เตรียมขนส่งดอกกุหลาบทั้งแบบตัดก้านและตัดดอกไปสู่ตลาดที่เจ้านายขยันหาจนทำให้ผลผลิตในแต่ละวันแทบจะไม่พอต่อความต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นปากคลองตลาดที่เป็นเจ้าประจำ นครราชสีมา สระบุรี นครสวรรค์ ขอนแก่น หรือแม้แต่เชียงใหม่ ดอกกุหลาบจาก ‘สวนปริ๊นเซส’ ก็ได้ไปอวดโฉมความงามและคุณภาพให้ทุกพื้นที่ได้รับความพึงพอใจ
โดยเฉพาะหากเป็นช่วงฤดูทองที่รู้กันว่าคือ ช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ จากที่เคยขายได้ดอกละ 0.75 – 1.50 บาท/ดอก ราคาก็จะขยับขึ้นเป็น 5 - 15 บาทกันเลยทีเดียว แต่นั่นอาจจะเป็นสวนอื่นที่ต้องรอคอยเทศกาลจึงจะทำยอดขายได้สูง แต่ไม่ใช่สวนของ ‘ชยพล ชยาทิตย์’
ชยพลนับเป็นเจ้าของสวนกุหลาบที่หล่อที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะเรตติ้งนี้นับได้จากบรรดาลูกค้าสาวสวยที่ขยันแวะเวียนกันมาขอเยี่ยมชมแปลงกุหลาบไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไฮโซสาวสวยในท้องถิ่น เจ้าของรีสอร์ตแอนด์สปาร์ นักธุรกิจหญิง หรือแม้แต่ดารานางแบบก็ยังมีมา เพราะชยพลนั้นไม่ใช่หล่อเพียงอย่างเดียว แต่คนหนุ่มที่หน้าที่การงานดี มีฐานะ และสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่าเดือนละ 5 ล้านบาท อย่างยั่งยืน สาวคนไหนล่ะจะไม่มอง ไม่ว่าชยพลจะจับธุรกิจใดก็ดูจะประสบความสำเร็จไปซะทุกอย่าง
“เป็นไงบ้างสิทธิ์ วันนี้ฟ้ากับเขียวพอส่งไหม”
เสียงทุ้มกังวานเต็มไปด้วยความมั่นใจเอ่ยถาม ‘สิทธิ์’ หนุ่มใหญ่หัวหน้าคนงาน
“ไม่พอครับนาย ได้อย่างละสามพันเองครับ ผมว่านายต้องเพิ่มดอกขาวแล้วล่ะครับ”