พระอาทิตย์ยามเย็น ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแสด พลอยทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปด้วยเช่นกัน เฉดสีส้ม และชมพูอ่อน ผสมผสานกับโทนสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้า ไล่ระดับเฉดสีขยายออกไปไกลจนสุดสายตา
ร่างระหงในบราสีม่วงพาสเทล เข้าชุดกับกางเกงขายาวสีเดียวกัน กำลังยืนทอดอารมณ์มองภาพเบื้องหน้าอย่างหลงใหล เธอรู้สึกดำดิ่งไปกับมัน ดวงตากลมโตเพ่งมองไปจนสุดลูกหูลูกตา เห็นเส้นขอบฟ้าที่บรรจบกับผิวน้ำทะเลอยู่ไกล ๆ เมื่อพระอาทิตย์ต้องลาจากไป พระจันทร์ก็จะมาปรากฏให้เห็นแทนที่ เป็นวัฏจักรแบบนี้มานานแสนนาน
เมลดาเป็นคนหนึ่งที่ชอบพระอาทิตย์ตกดินเป็นที่สุด เธอรู้สึกว่ามันช่างเป็นภาพที่งดงาม และน่าจดจำ ยิ่งยามที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ช่างเป็นอะไรที่สวยงามจับใจจนเธออยากจะหยุดช่วงเวลานั้นเอาไว้ให้นาน บางคนอาจจะบอกว่า ช่วงเวลาแบบนี้ชวนให้รู้สึกเหงาและเดียวดาย แต่ก็ช่างประหลาดนัก ที่เธอรู้สึกเสพติดมันอย่างไม่อาจถอนตัว หากใครมองมา คงคลับคล้ายคลับคลาว่าเธอกำลังรู้สึกเหงา เธอไม่ปฏิเสธว่าเธอรู้สึกเช่นนั้น มีคนเคยบอกว่าการที่เราเหงา นั่นเพราะเรากำลังคิดถึงใครบางคน เธอเห็นด้วยกับความคิดนั้น เพราะเวลาที่เธอคิดถึงคนคนนั้นเมื่อใด มันก็ทำให้เธอรู้สึกเหงาจับใจขึ้นมาในทันที
หญิงสาวยิ้มขื่นให้ตัวเอง นานแค่ไหนแล้วที่หัวใจของเธอชาชินกับคำว่าเหงา เธอรู้สึกทั้งขมขื่น และแห้งแล้ง ความอ้างว้างเดียวดายเข้ามาเกาะกินหัวใจที่แสนจะอ่อนแอดวงนี้มานานเกือบสี่ปีเต็ม ภายใต้รอยยิ้มที่แสนร่าเริง สดใส ภายใต้ดวงตาที่ดูสุกสกาวพราวระยับ แต่จริง ๆ แล้วภายในหัวใจของเธอมันโคตรจะอ่อนแอ และกำลังร้องไห้ มันไม่ง่ายเลยที่เธอจะพยายามก้าวข้ามอุปสรรคภายในหัวใจไปได้ในแต่ละวัน
คลื่นที่ซัดสาด แตกซ่านกระเซ็นกลายเป็นละอองน้ำสีขาว เพียงมันมาแตะสัมผัสกับฝ่าเท้า ก็ให้รู้สึกสดชื่นอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนกับว่าเวลานี้ แบตเตอรี่ที่เหลือน้อยนิดในตัวเธอ ได้รับการชาร์จพลังเข้ามาใหม่อีกครั้ง มือเรียวเช็ดน้ำตาที่ค่อย ๆ ไหลลงมาอาบแก้ม ก่อนจะฝืนยิ้มให้ตัวเอง เธอเดินไปบนผืนทราย เพียงเท้าเรียวสัมผัสกับพื้นทรายแสนนุ่ม ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย สายลมที่พัดผ่านใบหน้า และปะทะผิวกาย ยิ่งพาให้รู้สึกสดชื่นอย่างน่าประหลาด จมูกเล็กเชิดรั้นสูดหายใจเข้าปอด กอบโกยเอาอากาศดี ๆ เข้าไปจนเต็มกำลัง เธอบอกกับตัวเองว่าในวันพรุ่งนี้ จะมีดวงอาทิตย์ที่เรืองรองส่องแสงมาให้ได้เห็นเสมอ ชีวิตของเธอก็เช่นเดียวกัน มันคงไม่ได้มืดมนหม่นหมองตลอดเวลา
สมองที่เคยตรากตรำทำงานหนักมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม รู้สึกปลอดโปร่งโล่งขึ้นมาก การมาทำงานครั้งนี้ เหมือนเป็นการมาพักผ่อนไปในตัว ที่พักหรู อาหารอร่อย ทะเลสวย และที่สำคัญอากาศดี
วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เมลดามีความสุขมาก เพราะห้องเสื้อ PPM Studio & Design ที่เธอร่วมแรงร่วมใจก่อตั้งมากับเพื่อนรักอย่างเมลดา และพลอยชมพู ได้มีโอกาสจัดแสดงแฟชั่นโชว์เป็นครั้งที่สองแล้ว และครั้งนี้พวกเธอก็ได้รับโอกาสจากเครือพันสุริยะจักรให้มาจัดแสดงผลงานไกลถึงโรงแรมสุดหรูที่ภูเก็ต
สำหรับเธอมันเกินฝันไปมาก สปอนเซอร์อย่างคุณหญิงเตชิณี พันสุริยะจักร จัดงานให้ยิ่งใหญ่อลังการ อีกทั้งมีนักข่าวและลูกค้ามากมายให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เมื่อแฟชั่นโชว์จบลง ยอดสั่งจองสินค้าก็ล้นหลามตามมา กลับไปกรุงเทพฯ เธอคงต้องทำงานหนักมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ดีไซน์เนอร์สาวดื่มด่ำกับธรรมชาติได้เพียงไม่นาน ก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีสายตาของใครสักคนกำลังจับจ้องมายังเธออยู่ตลอดเวลา เธอหันไปมองตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่ได้เห็นความผิดปกติแต่อย่างใด มีเพียงความรู้สึกของเธอเท่านั้นที่รับรู้ได้ว่ามันมีคนจ้องมองอยู่จริง ๆ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอรู้สึกแบบนี้
ร่างบางเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อเห็นว่าเธอเดินมาไกลเกินไปแล้ว บริเวณนี้ผู้คนบางตานัก เพื่อความปลอดภัยเธอจึงรีบเดินกลับไปหาพลอยชมพูเพื่อนสนิท ที่กำลังนั่งชมวิว ห่างออกไปไกลพอสมควร
ปัง! สิ้นเสียงนั้นทำให้เมลดาถึงกับเข่าทรุด เธอนั่งลงกับพื้นทรายทันที คนตกใจเริ่มมือไม้สั่น ก่อนจะค่อย ๆ ทิ้งกายลงนอนคุดคู้กอดตัวเองลงกับพื้นอย่างไม่อายใคร น้ำตาของเธอค่อย ๆ รินไหลอาบสองแก้ม ดวงตาของเธอปิดสนิท ปากเล็กจิ้มลิ้มเฝ้าบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่เสียงปืน แต่มันเป็นเพียงเสียงประทัดเท่านั้น
“อย่ากลัว เมเปิ้ล อย่ากลัว มันก็แค่เสียงประทัด แค่เสียงประทัดเท่านั้น” เธอกอดตัวเองอยู่นานพอดู พอเริ่มรู้สึกดีขึ้นก็รีบลุก แล้วปัดเศษทรายออกจากกาย ก่อนจะรีบวิ่งไปหาเพื่อนรักอย่างพลอยชมพูอย่างรวดเร็ว
“เมเปิ้ลไปโดนอะไรมา ทำไมเนื้อตัวเปื้อนทรายไปหมดอย่างนี้ล่ะ” พลอยชมพูเห็นเมลดาก็เอ่ยทัก พร้อมเข้าไปช่วยปัดเศษทรายที่เปื้อนไปตามตัวและผมให้ ท่าทางที่ดูแปลกไปของเพื่อนสาว สายตาหวาดหวั่น และอาการร้อนรนเร่งรีบ ทำให้พลอยชมพูรู้สึกเป็นห่วงจับใจ
“ไม่เป็นไรหรอกพลอย เมแค่ตกใจเสียงประทัดน่ะ”
สิ้นคำนั้นพลอยชมพูก็โอบกอดเพื่อนรักในทันที เธอรู้ว่าเพื่อนกลัวเสียงปืน เพราะเคยโดนลูกหลงมา ปัจจุบันยังจับคนร้ายไม่ได้ด้วยซ้ำ “ไม่เป็นไรนะเมเปิ้ล พลอยอยู่ตรงนี้แล้ว”
“พลอย เมรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีใครจับตาดูเมอยู่ตลอดเวลา เมพยายามมองแล้วก็ไม่เห็นใครเลย แต่เมมั่นใจว่าเมไม่ได้คิดมากไปเอง มันมีคนจ้องอยู่จริง ๆ นะพลอย” คนกังวลรีบเล่าให้เพื่อนฟัง พร้อมสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ ตัวอย่างหวาดระแวง
“เอาอย่างนี้นะเม เพื่อความปลอดภัย เรารีบขึ้นข้างบนกันดีไหม” พลอยชมพูเสนอ แค่ฟังเมลดาเล่า เธอก็เริ่มรู้สึกกังวลไปกับเพื่อนด้วยเช่นกัน
“อือ เมรู้สึกไม่ดีเลยพลอย เรารีบกลับกันเถอะ” ว่าแล้วสองสาวเพื่อนรัก ก็จับมือกันเดินกลับที่พักไป ปล่อยให้คนแอบมองได้แต่มองตามไปตาละห้อย
ณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังใจกลางกรุง
คุณหมอหนุ่มลูกเสี้ยว ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคกระดูกและข้อ กำลังเร่งฝีเท้าไปยังห้องพักแพทย์ เขาทำงานติดต่อกันมาหลายชั่วโมงแทบไม่ได้พัก คนเพิ่งจะออกเวร ทิ้งตัวลงนั่งแหมะอย่างเหนื่อยอ่อน มือหนาเอื้อมไปจับสมาร์ทโฟนเครื่องหรู ทันใดนั้น เขาก็ได้เห็นข้อความจากคนแดนไกล ที่ทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อสามชั่วโมงก่อน ภาพที่ถูกส่งมา พร้อมข้อความแสดงความไม่พอใจยาวเหยียด ทำให้ภูบดียิ้มร้าย อีกทั้งแววตายังเปิดเผยความเจ้าเล่ห์ เพียงแค่คนส่งข้อความเห็นว่าเขาเปิดอ่านแล้ว ก็โทรหาเขาทันที ราวกับรอเวลานี้มาเนิ่นนาน
“ว่าไงครับ” หมอหนุ่มกรอกเสียงไปตามสาย
“มึงดูแลน้องยังไง ปล่อยให้ใส่เสื้อในเดินไปเดินมาแบบนั้น” คนปลายสายเอ็ดเสียงดัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดฉุนเฉียว
“หือ”
“หืออะไร กูถามก็ช่วยตอบคำถามกูก่อนครับ”
“ก็เขาไปทะเล แต่งตัวแบบนั้นก็ถูกแล้วนี่ครับ จะให้ใส่ชุดไทยรึไง ถามไม่เข้าท่า”
“มึงช่วยใส่ใจเขาหน่อยได้ไหม กูขอร้อง”
“ก็แค่น้องนอกไส้ แฟนผมรึก็เปล่า? จะให้ผมเฝ้าเขาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยรึไง งานการไม่ต้องทำกันพอดี โต ๆ กันแล้วนะครับ”
“เกินไปไหม”
“แล้วมันหน้าที่ใคร”
“ไหว้วานแค่นี้ไม่ได้หรือไง รอให้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนเถอะ จะไม่รบกวนมึงอีกแล้ว” ปลายสายรู้สึกไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้มากเพราะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภูบดีอยู่ดี
“จะรอครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แค่นี้นะจะนอน”
“นี่ไม่ฟังกูพูดหน่อยเหรอ”
“มีอะไรอีกครับ”
“ดูแลให้ดีอย่าให้ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นอีกเข้าใจไหม” กำชับอีกครั้ง
“ไม่เข้าใจครับ ร่างกายของเขา เขาจะใส่หรือไม่ใส่อะไรมันก็เรื่องของเขา เคยได้ยินไหม My Body My Choice” พูดจบ หมอหนุ่มก็ต้องกลั้นขำ เมื่อได้ยินเสียงฟิดฟัดดังแว่วมาตามสาย
“ไอ้ภู..มึง.. เฮ้ย...ไอ้บ้านี่”
อีกคนยังพูดไม่ทันจบ ภูบดีก็ทำให้ยิ่งหงุดหงิดด้วยการวางสายไปเสียดื้อ ๆ ก่อนจะมองโทรศัพท์แล้วหัวเราะออกมาอย่างสะใจ เขาอยากทำให้คนปลายสายอกแตกตายเป็นที่สุด จะได้รีบลุกวิ่งกลับมาสักที
ห้องเสื้อ PPM Studio & Design
‘เมลดา พสุภิรมย์’ ดีไซเนอร์สาวสวยหุ่นแซบ ในวัยยี่สิบหกปี กำลังขะมักเขม้นกับการทำงาน หลังจากจัดแฟชั่นโชว์ไปเมื่อเดือนที่แล้ว กระแสตอบรับดีมากจนเธอ และเพื่อน ๆ ยิ้มแก้มแทบปริ แม้จะเหน็ดเหนื่อยสักหน่อย แต่ก็มีความสุขมาก ในขณะที่มือเรียวกำลังวุ่นกับการทำแพทเทิร์นอยู่นั้น เสียงสมาร์ทโฟนก็ดังขึ้น ทำให้เธอต้องวางมือจากงานการตรงหน้าเพื่อรีบรับสาย
“สวัสดีค่ะยาย”
“เมเปิ้ล เตรียมตัวนะลูก” เสียงคุณยายนิ่มดังมาตามสาย น้ำเสียงหญิงชราเต็มไปด้วยความปีติยินดี
“เตรียมตัว เตรียมตัวอะไรเหรอคะ” เมลดาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้เป็นยายพูดถึงเรื่องอะไร?
“ฮ่าฮ่าฮ่า ก็เตรียมตัวเป็นเจ้าสาวน่ะสิ รู้ไหมวันนี้พ่อภีมเขามาสู่ขอหนูกับยายด้วยตัวเองเลยนะ เมเปิ้ลออกแบบตัดชุดสวย ๆ รอเลยนะลูก ยายกับคุณยายปรางกำลังจะไปหาฤกษ์ให้”
“พี่ภีมกลับมาแล้วเหรอคะ แล้วตอนนี้เขาอยู่กับยายรึเปล่า?” เมลดาเอ่ยถามออกไปพร้อมหัวใจที่สั่นไหว ดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำคลอหน่วยตา
“เปล่า พ่อภีมเขากลับไปสักพักใหญ่แล้ว ยายงีบหลับกลางวันไป พอตื่นก็รีบโทรมาหาหนูนี่ไง เมเปิ้ลของยายไม่ต้องรอพี่เขาอีกแล้วนะลูก”
“ยายจ๋า พอดีเมติดลูกค้าค่ะ ไว้เมเสร็จธุระจะโทรกลับนะคะ” เธอโกหก เพราะไม่กล้าบอกผู้เป็นยายด้วยซ้ำว่ารู้สึกอย่างไรกับการที่จู่ ๆ เขาก็กลับมา ทั้ง ๆ ที่หายหน้าไปนานถึงสี่ปีเต็ม
“อ้อ งั้นตามสบายนะลูก ยายไม่กวนแล้ว อย่าลืมเตรียมชุดนะ”
เมื่อคุณยายนิ่มวางสายไปแล้ว เมลดาก็เริ่มปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมา ต้องสารเลวขนาดไหน ถึงกล้าไปสู่ขอเธอกับผู้เป็นยาย ทั้งที่ทิ้งเธอไปในสภาพแบบนั้น ถ้ายายรู้ว่าเธอเคยโดนอะไรมาบ้าง ยายคงเสียใจไม่แพ้เธอ เมลดาสูดน้ำมูกแรง ๆ ก่อนจะเช็ดคราบน้ำตาที่เปื้อนใบหน้า เธอหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นกดต่อสายหาพี่สาวคนสนิท รอไม่นานพริษาก็รับสาย
“เมเปิ้ล ว่าไงจ้ะ”
“พี่แพร พี่ภีมกลับมาแล้วเหรอคะ”
“จ้ะ”
“แล้วตอนนี้พี่ภีมอยู่ไหนคะ”
“อยู่ที่บริษัทกับพี่นี่แหละ เพิ่งกลับมาจากสู่ขอเรา ก็มานั่งทำงานต่อเลย ช่างเป็นรองประธานที่ขยันมากว่าไหม? ว่าแต่คุณยายนิ่มบอกเมแล้วเหรอจ้ะ”
“ค่ะ”
“คราวนี้พี่ภีมได้อยู่ไทยยาว ๆ แล้ว เพราะเมเปิ้ลแท้ ๆ พี่ล่ะดีใจจริง ๆ ขอบใจมากนะจ๊ะพี่สะใภ้”
“แค่นี้ก่อนนะคะพี่แพร”
“อ้าว ติดธุระเหรอ พี่ว่าจะนัดวันเข้าไปวัดตัวตัดชุดสักหน่อย”
“ถ้าหมายถึงชุดสำหรับงานแต่งของเมกับพี่ภีม คงไม่ต้องค่ะ เพราะหัวเด็ดตีนขาดยังไง เมก็ไม่แต่งกับพี่ภีมเด็ดขาด”
“เฮ้ย..เม” พริษาไม่ทันได้ถามอะไรต่อ เมลดาก็วางสายไปเสียดื้อ ๆ เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งคู่ นึกว่าข่าวการกลับมาของพี่ชาย จะทำให้เมลดาดีอกดีใจเสียอีก แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ไม่น่าจะใช่
เมลดาวางสายด้วยความกรุ่นโกรธ เธอไม่ได้โกรธพริษา แต่โกรธผู้ชายคนนั้นต่างหาก เขาเอาความมั่นหน้ามาจากไหน มั่นใจได้อย่างไรว่าเธอจะแต่งด้วย เขากล้ามากที่ไปสู่ขอเธอกับผู้เป็นยาย โดยไม่บอกกล่าวเธอสักคำ ด้วยความโมโหทำให้ร่างระหงต้องมายืนอยู่หน้าตึกสูงระฟ้าภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อาคารสำนักงาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ธุรกิจของครอบครัวโดเรนสัน และเขา ‘ภีม โดเรนสัน’ ก็อยู่ที่นี่
หญิงสาวผิวขาว ผมสีน้ำตาลยาวสลวย ขับให้ใบจิ้มลิ้มดูขาวผ่อง หุ่นนาฬิกาทรายในชุดเดรสสั้นสีดำ กำลังเยื้องย่างไปยังจุดหมาย ทุกย่างก้าวทำให้อกอวบอิ่มที่มีมากล้นขยับไหว สอดรับกับเอวคอดกิ่ว และสะโพกผายที่ย้ายไปย้ายมาน่ามอง
แล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่เธอจะได้เผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง เธอในเมื่อก่อน ร้องไห้จนเปียกปอนไปตั้งเท่าไร แต่ ‘เมลดา พสุภิรมย์’ ในวันนี้จะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว หากต้องแตกหักกับเขาเธอก็จะทำ
“สวัสดีค่ะคุณเมเปิ้ล คุณภีมรออยู่ด้านในแล้วค่ะ” เพียงแค่ก้าวเข้ามาถึงหน้าห้องทำงานของเขา เลขาสาววัยสี่สิบต้น ๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมานาน ก็เข้ามาต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าเธอจะมา
“ขอบคุณค่ะ” เอ่ยขอบคุณ ก่อนจะผลักประตูเข้าไปด้วยใจมาดมั่น ดวงตากลมโตมองภาพชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า เขาแต่งตัวเนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กำลังยืนหันหลังทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แค่มองจากด้านหลังยังรู้ว่าเขาดูดีแค่ไหน นั่นล่ะเสน่ห์ของหนุ่มลูกเสี้ยวอย่างภีม ยังมีหน้ามายืนชื่นชมวิวอย่างอารมณ์ดี โดยไม่ได้สนใจหรือสำเหนียกในสิ่งที่ตัวเองเคยทำเอาไว้ ความรู้สึกที่เธอมีให้เขามันทั้งรักทั้งเกลียด รักเพราะเขาเป็นรักแรก เป็นรักที่ฝังใจ แต่ในตอนนี้เธอพยายามเกลียด เกลียดที่เขาหลอกลวง ทิ้งไป และทำราวกับว่าเธอเป็นตัวสำรองที่จะกลับมาหาเมื่อไรก็ได้ เธอก้าวเดินไปเบื้องหน้า เสียงฝีเท้าทำให้ชายหนุ่มลูกเสี้ยวต้องหันกลับมามอง
หน้าตาของเขายังหล่อเหลาเหมือนเดิม ร่างสูงสมาร์ตกว่าร้อยแปดสิบห้า ใบหน้าเรียวรีมีจมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาสีสนิมอันเป็นเอกลักษณ์ ริมฝีปากหยักดูสุขภาพดี รวม ๆ แล้วช่างหล่อจนน่าหลงใหล แต่เธอไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาที่จะหลงรูปลักษณ์เหล่านั้นอีกแล้ว
“เมเปิ้ล พี่กลับมาแล้วค่ะ” เขาเร่งฝีเท้าเข้ามาหา พร้อมอ้าแขนกว้างราวกับรอให้เธอโผเข้าไปกอด แต่เมลดากลับยืนนิ่ง มองเขาด้วยแววตาเฉยชา
“กล้าดียังไงไปสู่ขอเม” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยท่าทางเอาเรื่อง สองมือกำหมัดแน่น
“ก็เราหมั้นกันแล้วนี่ค่ะ ถ้าพี่ไม่ไปขอสิแปลก” คนพี่ได้แต่ยิ้ม ยิ่งเมื่อเห็นแววตาขุ่นเขียวของคนตรงหน้า เธอโกรธ เขารู้
“ยังไงเมก็ไม่แต่งกับพี่ภีมค่ะ”
“เพราะอะไรคะ” คนหน้าหล่อเอียงคอถาม คิ้วหนาขมวดมุ่น ทำราวกับว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“เพราะเมไม่ได้รัก และไม่ได้อยากจะแต่งงานกับพี่ภีมอีกแล้ว นับจากนี้ เมกับพี่ภีมจะไม่เกี่ยวข้องกันอีก ต่างคนต่างอยู่เหมือนสี่ปีที่ผ่านมาเถอะค่ะ” เมลดาพูดพร้อมกับหยิบกล่องกำมะหยี่สีดำออกมาวางไว้บนโต๊ะทำงานของเขา แววตาเธอสั่นไหวเล็กน้อย
ชายหนุ่มหยิบกล่องขึ้นมาเปิดออกดู สิ่งที่อยู่ด้านในคือแหวนเพชรเม็ดงามที่เขาเคยใช้หมั้นหมายเธอไว้เมื่อสีปีก่อน ริมฝีปากหยักเผยยิ้ม ก่อนจะยกมือข้างซ้ายขึ้นมาให้เธอเห็น แหวนทองคำขาววงเกลี้ยงยังอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเขาเสมอ “พี่ไม่เคยถอดเลยนะคะ และที่กลับมาก็เพราะตั้งใจจะแต่งกับเม พี่ว่าพี่จองเมไว้นานเกินไปแล้ว”
ขณะที่พูด ภีมดูใจเย็น และดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก อาจเป็นเพราะปีนี้เขาอายุสามสิบสองแล้ว ต่างกับเธอ ที่ใจร้อนบ้างเป็นบางเวลา โดยเฉพาะเวลานี้ เธอรู้สึกอยากใช้กำปั้นชกหน้าเขาให้หนำใจ แล้วกรีดร้องออกมาดัง ๆ เพื่อระบายความคับแค้นใจที่อัดอั้นมาแสนนาน “หึ ยังไงเมก็ไม่แต่งค่ะ ไม่แต่งกับพี่ภีมเด็ดขาด”
“แล้วเมจะแต่งกับใครคะ” คนถามขยับเข้ามาใกล้ แม้ในท่าทีจะไม่ได้ดูเป็นการคุกคาม แต่ก็ทำให้เมลดารู้สึกหายใจไม่ค่อยคล่องนัก
“เมจะแต่งกับคนที่เมรัก และเขาก็รักเมเท่านั้นค่ะ”
“งั้นเมก็ต้องแต่งกับพี่ค่ะ เพราะพี่น่ะทั้งรัก และคิดถึงเมมากกว่าใคร”
“คนสารเลว กล้าพูดคำนี้ออกมาได้ยังไง” สองมือบางผลักอกแกร่งอย่างแรง พร้อมตะคอกใส่หน้าเขาเสียงดัง เพียงแค่ได้ยินคำว่ารัก และคิดถึงจากปากหยัก ทำให้เมลดาถึงกับฟิวส์ขาด รักประสาอะไร คิดถึงประสาอะไร ในช่วงเวลาแบบนั้น ถึงทิ้งกันไปหน้าตาเฉย เขาช่างใจดำกับเธอเหลือเกิน
“ไม่เชื่อเหรอคะ” คนตัวโตยังกล้าเอ่ยถาม
“พี่ภีมกรุณาอย่าพูดคำว่ารักหรือคิดถึงอีกเลยนะคะ ฟังแล้วเมจะอ้วก”
“หือ แค่สบตาก็แพ้ท้องแล้วเหรอคะ งั้นคงต้องรีบแต่งแล้วหล่ะ” ภีมยังหยอกเย้า ยังคิดว่าการปรับความเข้าใจกับคนตรงหน้าคงไม่ใช่เรื่องยาก
“พี่ภีมทำแบบนี้ทำไม ไม่ละอายใจบ้างเหรอคะ” เมลดาเริ่มปากคอสั่น เธอกำลังจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ปากจิ้มลิ้มอยากผรุสวาทคำร้าย ๆ ออกมาให้สาสมกับที่เขาเคยทำเลว ๆ เอาไว้
“เราจะพูดจากันดี ๆ ได้ไหมคะ หายโกรธพี่เถอะนะ ที่ผ่านมาพี่อยากกลับมาหาเมใจจะขาด แต่กลับมาไม่ได้จริง ๆ ค่ะ”
“กลับมาไม่ได้ หรือไม่ได้อยากจะกลับกันแน่ เลิกหลอกเมสักที” เธอเจ็บแล้วจำ และไม่อยากเจ็บซ้ำ ๆ อย่างคนโง่
“พูดกับผัวให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหมคะ เมคนดีคนเดิม คนที่เคยมีเหตุผลหายไปไหนแล้ว ตอนนี้พี่เห็นแต่คนดื้อ แบบนี้จะคุยกันรู้เรื่องไหม” เขาจับต้นแขนทั้งสองข้าง จ้องมองสบตาเธอนิ่ง
“พูดดี ๆ มีเหตุผลเหรอ ได้.. ไอ้เลว ไอ้คนสารเลว หน้าด้าน ทุเรศ ไปตายซะ”
“ด่าเก่ง พี่ชักอยากรู้แล้วว่า ถ้าคุณยายนิ่มรู้ ว่าเราสองคนเป็นผัวเมียกันมาตั้งนานแล้ว ท่านจะยอมให้เมเลิกกับพี่ไหม?”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ” เมลดาแหวเสียงดัง
“พี่จะพูดค่ะ เมก็รู้ว่าเราไม่ใช่แค่คู่หมั้น”
“คนสารเลว เมบอกให้หยุดพูดไง เพี๊ยะ!” เมลดาโกรธจนลืมตัว เธอง้างมือขึ้นสูง ก่อนจะใช้ฝ่ามือบางฟาดลงตรงข้างแก้มของเขาอย่างแรง แล้วก็เป็นเธอเองที่น้ำตาเอ่อคลอ ยิ่งเมื่อเห็นรอยปื้นสีแดงค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นมา น้ำใส ๆ ก็รินไหลออกมาจากสองตาอย่าห้ามไม่ได้ ทำเอง เจ็บเอง เสียใจเอง ให้มันได้อย่างนี้สิ