หลังจากไทฮองไทเฮาเสด็จมาหาหนิงเฉิงฮ่องเต้วันนั้น วันนี้ก็ผ่านมาสองวันแล้ว ถึงเขาจะไม่ไปเยี่ยมนางแต่เมื่อหมอหลวงกลับมาจากตำหนักคุนหนิง เขาก็ให้เหล่าหมอหลวงมารายงานอาการป่วยของสวี่ฮองเฮาในทันที
หมอหลวงทุกคนที่มารายงานก็จะบอกคล้ายๆกันว่านางมีร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมบวกกับสภาพอากาศในเมืองหลวงมีอากาศเย็น ไม่เหมือนแคว้นเหลียนที่ตลอดทั้งปีมีเพียงหน้าร้อนและหน้าฝนเท่านั้น สวี่ฮองเฮาจึงอาจปรับตัวไม่ค่อยได้ ยิ่งช่วงนี้หน้าหนาวใกล้มาเยือนอากาศเริ่มเย็นลงยิ่งทำให้ร่างกายสวี่ฮองเฮาแย่ลงไปกว่าเดิม
เมื่อหนิงเฉิงฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงรายงาน เขาก็กำชับให้เหล่าหมอหลวงคอยดูแลนางให้ดี หากอาการของนางแย่ลงหรือมีสิ่งใดผิดปกติก็ให้มารายงานเขาได้ทันที ความจริงไม่ใช่ว่าเขาไม่เป็นห่วงสวี่ฮองเฮาเพียงแต่เมื่อเห็นว่านางมีพฤติกรรมน่าสงสัยก็ทำให้เขาเริ่มระแคะระคายไม่อาจทำดีกับนางได้ เพราะเขากลัวว่าหากทำดีกับนางแล้วตัวเขาเองเผลอมีใจให้สวี่ฮองเฮาแต่กลับมารู้ภายหลังว่านางมีแผนการร้าย เขาเองจะต้องเป็นผู้ลงโทษคนที่เขารักอีก เขาจึงได้สร้างกำแพงในใจมากั้นระหว่างเขาและสวี่ฮองเฮาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
“ฝ่าบาท องครักษ์เฟิ่งมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงเข้ามารายงานหนิงเฉิงฮ่องเต้
“ให้เขาเข้ามาเถอะ” หนิงเฉิงฮ่องเต้ที่กำลังอ่านฎีกาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ถึงจะได้ยินเกากงกงรายงานก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ได้แต่เอ่ยปากตอบ
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ทหารที่ประตูเมืองรายงานว่าอ๋องน้อยเหลียนเดินทางมายังเมืองหลวง เพิ่งผ่านด้านประตูเมืองเข้ามาเมื่อเช้าพ่ะย่ะค่ะ” เฟิ่งจางหยงองครักษ์คนสนิทของหนิงเฉิงฮ่องเต้เข้ามาถึงก็รีบรายงาน
หนิงเฉิงฮ่องเต้เมื่อได้ยินก็ตบโต๊ะเสียงดังก่อนจะตวาดลั่นเมื่อได้ยินเฟิ่งจางหยงเอ่ยถึงการมาเยือนของอ๋องน้อยเหลียนที่ไม่ได้บอกกล่าวมาก่อนล่วงหน้า
“พวกเจ้ายังอยากมีชีวิตกันอยู่หรือไม่ เขามาถึงเมืองหลวงแล้วเพิ่งรู้ตัวกันอย่างนั้นหรือ หน่วยทหารสอดแนมตายกันหมดแล้วหรือไร” หนิงเฉิงฮ่องเต้กล่าวเสียงดังน้ำเสียงเต็มไปด้วยโทสะ
เฟิ่งจางหยงรู้ดีว่าตอนนี้หนิงเฉิงฮ่องเต้ทรงระแวงเหลียนอ๋องอยู่ไม่น้อย และในยามนี้อ๋องน้อยเหลียนยังเดินทางมาถึงเมืองหลวงโดนไม่บอกกล่าวล่วงหน้ายิ่งเพิ่มความระแวงให้กับหนิงเฉิงฮ่องเต้เป็นอันมาก
“ฝ่าบาทอย่างทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ อ๋องน้อยเหลียนมากับองครักษ์เพียงแค่สองสามนายเท่านั้น และแต่งตัวมาราวกับชาวบ้านธรรมดา ทหารสอดแนมเหล่านั้นจะไม่รู้ก็ไม่แปลก และยังมีสตรีนางหนึ่งมาด้วย กระหม่อมให้คนตรวจดูแล้วไม่มีผู้ติดตามมาเพิ่ม และยังสั่งให้คนคอยจับตามองอ๋องน้อยเหลียนและพวกพ้องของเขาไว้หากว่ามีความเคลื่อนไหวอันใด องครักษ์ลับจะเร่งมารายงานโดยทันที”
หนิงเฉิงฮ่องเต้หันมามองหน้าเฟิ่งจางหยงสหายคนสนิท ตอนแรกเขายังมีโทสะไม่หายแต่เมื่อเห็นสีหน้าของเฟิ่งจางหยงจึงผ่อนคลายลง ถึงอย่างไรเฟิ่งจางหยงก็เป็นคนรอบคอบและเชื่อถือได้ เพราะความระแวงในตัวเหลียนอ๋องทำให้เขาใส่อารมณ์กับเฟิ่งจางหยงอย่างลืมตัว ถึงตอนนี้เขากับเฟิ่งจางหยงจะมีฐานะเป็นเจ้าแผ่นดินกับข้าราชบริพาร แต่ในสายตาของหนิงเฉิงฮ่องเต้เฟิ่งจางหยงไม่ได้เป็นเพียงขุนนางคนหนึ่งของเขา แต่ยังเป็นสหายคนสนิทที่อยู่เคียงข้างและผ่านความเป็นความตายมากับเขาอีกด้วย
‘ถึงอย่างไรข้าเองก็ไม่ควรลืมรักษาจิตใจของผู้เป็นสหายไม่เช่นนั้นแล้วจางหยงก็คงจะปฏิบัติต่อข้าดังเช่นขุนนางคนหนึ่งกับเจ้าแผ่นดินที่มีอำนาจเท่านั้น’ เขาคิดในใจก่อนจะระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ในเมื่อเจ้าจัดการแล้วเราก็วางใจ” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นลง
“ฝ่าบาท ท่านอย่าได้กังวลเรื่องอ๋องน้อยเหลียนเลยพ่ะย่ะค่ะ เรื่องที่พระองค์ทรงกังวลมีมากพอแล้ว หากพระองค์เชื่อใจกระหม่อม กระหม่อมจะดูอ๋องน้อยเหลียนไว้ไม่ให้คาดสายตา ไม่ให้เขาก่อเรื่องได้เป็นแน่”
“จางหยงไม่ว่าเราและเจ้าจะอยู่ในฐานะใด เจ้าคือสหายที่เราไว้ใจที่สุดเสมอ”หนิงเฉิงฮ่องเต้ยิ้มอย่างอ่อนแรงให้สหายของเขา
เฟิ่งจางหยงเห็นสีหน้าและรอยยิ้มของหนิงเฉิงฮ่องเต้ก็รับรู้ได้ทันทีว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้คงเหนื่อยล้ากับราชกิจเป็นอย่างมาก เขาพึ่งจะครองราชย์ได้ไม่นานมีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องภายในท้องพระโรงที่ตัวหนิงเฉิงฮ่องเต้ไม่ได้มีฐานอำนาจมากนัก และยังจะแคว้นข้างๆที่มีความเคลื่อนไหวตั้งแต่ข่าวเรื่องการก่อกบฏแพร่กระจายออกไป ไม่เพียงแคว้นรอบด้านแม้กระทั่งแคว้นที่อยู่ในอำนาจการปกครองที่ถูกเหล่าท่านอ๋องทั้งหลายดูแลอยู่ก็มีความกระด้างกระเดื่องอยู่ไม่น้อย แต่ยังโชคดีที่ข่าวการปราบกบฏด้วยตนเองของหนิงเฉิงฮ่องเต้ก็ได้แพร่ออกไปเช่นกัน จึงทำให้เหล่าท่านอ๋องกลัวเกรงอยู่บ้างหากคิดจะกบฏขึ้นมาจริง ๆ
เพราะอ๋องที่ครองแคว้นในแต่ละแคว้นล้วนรู้กันดีถึงความสัมพันธ์ของเฉิงหนิงเฉิงกับเฉิงหนิงอันพี่น้องทั้งสองที่รักใคร่กัน ในราชวงศ์ที่ผ่านมามีแต่พี่น้องแย่งชิงบัลลังก์ มีเพียงสองคนพี่น้องนี้เท่านั้นที่ต้องการให้อีกฝ่ายได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้
เมื่อเฉิงหนิงเฉิงได้รับรายงานจากแม่ทัพเฟิ่งพ่อของเฟิ่งจางหยง ว่าองค์รัชทายาทเฉิงหนิงอันก่อกบฏจับตัวฮ่องเต้ไว้เป็นตัวประกัน และไม่มีใครรู้ว่าฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เมื่อได้รับรายงานถึงในใจเฉิงหนิงเฉิงจะไม่อยากเชื่อ แต่เฉิงหนิงเฉิงรู้ดีว่าแม่ทัพเฟิ่งไม่มีทางส่งรายงานนี้มาหากไม่ตรวจสอบแล้วเป็นอย่างดี เพราะแม่ทัพเฟิ่งย่อมรู้ดีถึงความสัมพันธ์ของเฉิงหนิงเฉิงกับเฉิงหนิงอันอยู่แล้ว
การปราบกบฏในครั้งนี้มีแต่คนคาดว่าองค์รัชทายาทเฉิงหนิงอันหากถูกจับได้ ก็คงจะเพียงแค่ถูกเนรเทศ เพราะพวกเขาล้วนคิดว่าเฉิงหนิงเฉิงคงไม่อาจตัดใจสังประหารผู้เป็นพี่ชายได้ แต่ทุกคนกลับต้องตกตะลึงเมื่อได้ยินว่าเฉิงหนิงเฉิงสังหารผู้เป็นพี่ชายด้วยมือตนเองต่อหน้าเหล่าทหาร แม้แต่พี่ชายที่เขาเทิดทูนเขายังกล้าสังหารอย่างไม่ปรานีนับประสาอะไรกับเหล่าท่านอ๋องทั้งหลายที่ไร้ความผูกพัน
นับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนมองหนิงเฉิงฮ่องเต้ใหม่ ภาพที่จดจำในสายตาเหล่าขุนนางและผู้ที่เคยพบเจอว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายแสนสำราญจิตใจอ่อนโยน และมักให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ใกล้ตัวจนบางครั้งทำให้เขาขาดความเด็ดขาด บัดนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นเพราะสถานการณ์บังคับหรือเพราะนี้อาจเป็นตัวตนที่ซ่อนอยู่ของเขา แต่มันทำให้ผู้ที่คิดจะช่วงชิงบัลลังก์หรือคิดจะตั้งแคว้นของตนให้เป็นแคว้นอิสระไม่ขึ้นต่อเขาก็ต้องคิดไตร่ตรองใหม่อีกครั้ง
หลังจากเฟิ่งจางหยงกลับไปไม่ถึงครึ่งวัน เฟิ่งจางหยงก็กลับมารายงานหนิงเฉิงฮ่องเต้ว่าอ๋องน้อยเหลียนส่งเทียบมาขอเข้าเฝ้าหนิงเฉิงฮ่องเต้และสวี่ฮองเฮาในวันพรุ่งนี้ หนิงเฉิงฮ่องเต้จึงได้อนุญาตให้เขาเข้าวังมาได้ เขาเองก็อยากรู้ว่าสาเหตุใดที่ทำให้อ๋องน้อยเหลียนเดินทางมาในครั้งนี้
วันต่อมา ณ ตำหนักคุนหนิง
“ถวายบังคมฝ่าบาท” สวี่ฮองเฮาลุกขึ้นย่อตัวทำความเคารพทันทีที่เห็นหนิงเฉิงฮ่องเต้ก้าวเท้าเข้ามาถึงห้องโถงรับแขก
“ไม่ต้องมาพิธี” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หนิงเฉิงฮ่องเต้รู้ว่าสวี่ฮองเฮายังไม่หายดี จึงได้ให้อ๋องน้อยเหลียนมาเข้าเฝ้าที่ตำหนักคุนหนิงแทนที่จะให้ไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฉียนชิง แต่เขากลับคาดการณ์ผิดไป เขาคิดว่าอ๋องน้อยเหลียนจะเดินทางมาถึงก่อนเขา แต่จะให้เขายืนรออยู่หน้าตำหนักก็จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวังหลัง เขาจึงต้องเข้ามารอในตำหนัก
สวี่ฮองเฮาให้นางกำนัลยกชาเข้ามาให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ทั้งคู่นั่งเงียบไม่เอ่ยอันใดต่อกัน จนกระทั่งสวี่ฮองเฮาไอเสียงดังขึ้น
“เจ้าอาการเป็นเช่นไรบ้าง ต้องให้เชิญหมอหลวงมาหรือไม่” หนิงเฉิงฮ่องเต้หันมาเอ่ยกับสวี่ฮองเฮาหลังจากได้ยินเสียงไอ
“หม่อมฉันไม่เป็นอันใดมากเพคะ ไม่ต้องเชิญหมอหลวงมาหรอกเพคะ” สวี่ฮองเฮายิ้มให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ เมื่อเห็นท่าทางเป็นห่วงของเขา
เขาไม่แม้แต่จะส่งยิ้มคืนให้นาง รอยยิ้มของสวี่ฮองเฮาหายไปทันทีที่หนิงเฉิงฮ่องเต้เมินหน้าใส่นาง ทั้งสองกลับไปนั่งนิ่งเงียบอีกครั้ง ทำเอาคนที่อยู่ภายในห้องโถงรับแขกรู้สึกอึดอัดไปด้วย
เพียงไม่นานทุกคนก็รู้สึกหายใจทั่วท้องทันทีเมื่อเกากงกงเข้ามารายงานว่าอ๋องน้อยเหลียนมาถึงตำหนักคุนหนิงแล้ว แต่เขาไม่ได้มาเพียงคนเดียวยังนำสตรีมาอีกนางหนึ่งด้วย
เมื่อเขาทั้งสองเข้ามายังห้องโถงได้พบเจอกับหนิงเฉิงฮ่องเต้และสวี่ฮองเฮา พวกเขาก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ตามสบาย ไม่ต้องมากพิธี” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ย
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” อ๋องน้อยเหลียนกับหลี่เยว่เล่อเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“กระหม่อมขอแนะนำฝ่าบาทให้รู้จัก สตรีผู้นี้คือหลี่เยว่เล่อนางเป็นสหายของฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ เพราะนางต้องไว้ทุกข์ให้บิดามารดาที่เสียไปจึงทำให้ไม่ได้เจอกับฮองเฮาเสียนาน ก่อนจะมาแต่งงานกับฝ่าบาท ฮองเฮาทรงบ่นอยากเจอนางมาตลอด วันนี้กระหม่อมจึงพานางมาหาฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” อ๋องน้อยเหลียนแนะนำสตรีที่อยู่ด้านข้างให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้รู้จัก และเพื่อจะบอกแก่สวี่ฮองเฮาเป็นนัยว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร
สวี่ฮองเฮาเมื่อได้ยินชื่อของสตรีผู้นั้นก็ถึงกับยิ้มออกมาอย่างดีใจจนมีน้ำใสๆซึมออกมาจากหางตา เมื่อนางตั้งสติได้ก็ยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาทันทีแต่ไม่ทันหนิงเฉิงฮ่องเต้ก็หันมาเห็นเสียแล้ว
“เจ้าเป็นอันใดอย่างนั้นหรือ”
“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันดีใจที่ได้เจอนางเท่านั้น”
ท่าทีของสวี่ฮองเฮาทำให้หนิงเฉิงฮ่องเต้แปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะหากเป็นสหายที่สวี่ฮองเฮาอยากพบเจอจริง ๆก็ต้องแสดงท่าทีดีใจตั้งแต่เห็นหน้าของนาง แต่สวี่ฮองเฮากลับแสดงความดีใจหลังจากอ๋องน้อยเหลียนแนะนำนาง หรือความจริงแล้วสวี่ฮองเฮาไม่ได้รู้จักนางมาตั้งแต่แรก แต่กำลังแสร้งเป็นดีใจที่เจอนางให้เขาได้เห็น
หนิงเฉิงฮ่องเต้สังเกตว่าหลี่เยว่เล่อผู้นี้ตั้งแต่เข้ามานางก็เอาแต่มองสวี่ฮองเฮาและเผลอยิ้มออกมาบ่อยครั้ง เขามั่นใจว่าหลี่เยว่เล่อผู้นี้จะต้องรู้จักสวี่ฮองเฮาจริง ๆ และการมาของอ๋องน้อยเหลียนกับหลี่เยว่เล่อในครั้งนี้ต้องมีแผนการซ่อนอยู่เป็นแน่ ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่โกหกเขาเรื่องที่ทั้งสองเป็นสหายกัน
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พูดคุยกันต่อ สวี่ฮองเฮาก็ไอขึ้นมาอีก แต่ครั้งนี้นางไอไม่หยุดและดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น หนิงเฉิงฮ่องเต้จึงได้สั่งให้คนไปเชิญหมอหลวงมาตรวจร่างกายของสวี่ฮองเฮา และให้เหล่านางกำนัลพาสวี่ฮองเฮาไปพักผ่อน
หนิงเฉิงฮ่องเต้หันมาเห็นสีหน้าของอ๋องน้อยเหลียนกับหลี่เยว่เล่อมีท่าทางเป็นห่วงสวี่ฮองเฮาจนเห็นได้ชัด จึงได้ทีเชื้อเชิญให้ทั้งคู่พักอยู่ในวังหลวงก่อน เพื่อจะได้จับตาดูทั้งคู่ได้โดยง่าย
“ฮองเฮาร่างกายไม่แข็งแรงนัก บวกกับอากาศช่วงนี้เริ่มเย็นแล้ว นางยังปรับร่างกายไม่ได้ พวกเจ้าก็อยู่ค้างในวังเถิดเราจะให้คนไปจัดเตรียมที่พักให้ พวกเจ้าเดินทางมาเหนื่อยก็พักผ่อนเอาแรงก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเข้าเฝ้าฮองเฮาอีกครั้ง”
“กระหม่อมเป็นบุรุษค้างในวังคงไม่เหมาะสมนัก กระหม่อมขอกลับไปพักที่นอกวังดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ การมายังเมืองหลวงของกระหม่อมครั้งนี้มีเพียงพาหลี่เยว่เล่อมาพบกับฮองเฮาเท่านั้น จึงไม่อยากรบกวนฝ่าบาท” อ๋องน้อยเหลียนรู้ว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้ให้คนคอยจับตาดูเขาตั้งแต่เข้าเมืองมา เขาจึงได้บอกสาเหตุที่แท้จริงให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้รับรู้ เพื่อให้เขาคลายความระแวงลง
“รบกวนอันใดกันถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นแขกเราก็ควรดูแลเจ้าให้ดี หากเจ้าไม่อยากค้างในวัง เราก็จะให้คนเตรียมเรือนรับรองให้ที่นอกวัง ส่วนหลี่เยว่เล่อในเมื่อนางเป็นสหายที่ไม่ได้พบเจอกันมานานของฮองเฮา เช่นนั้นเจ้าก็ค้างที่ตำหนักคุนหนิงแล้วกัน” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยพร้อมหันไปมองหน้าหลี่เยว่เล่อ
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” หลี่เยว่เล่อเห็นท่าทางอ๋องน้อยเหลียนจะคัดค้านหนิงเฉิงฮ่องเต้ จึงรีบเอ่ยขึ้นทันที
“เช่นนั้นก็ดี เกากงกงท่านไปส่งท่านอ๋องน้อยเหลียนออกจากวัง และจัดเตรียมเรือนรับรองให้อ๋องน้อยเหลียนด้วย” หนิงเฉิงฮ่องเต้พูดกับหลี่เยว่เล่อเสร็จ ก็หันมาสั่งขันทีข้างกาย ก่อนจะเสด็จออกจากตำหนักคุนหนิงไป
“หากเจ้าต้องการอันใด ก็บอกกับนางกำนัลหลู่ได้นะ” อ๋องน้อยเหลียนหันมาเอ่ยกับหลี่เยว่เล่อด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเป็นห่วง แต่จะพูดมากกว่านี้ก็ไม่ได้เพราะเกากงกงยืนอยู่ไม่ไกลนัก
“เพคะ ท่านอ๋องน้อยอย่างได้เป็นห่วงหม่อมฉันเลย หม่อมฉันปรับตัวเก่ง ถึงจะแปลกที่หม่อมฉันก็อยู่ได้เพคะ” นางตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
“ท่านอ๋องน้อย อย่าได้ทรงเป็นห่วงคุณหนูหลี่เลยเพคะ ฮองเฮาทรงให้หม่อมฉันมาคอยดูแลคุณหนูหลี่ เช่นนั้นหม่อมฉันต้องดูแลคุณหนูหลี่เป็นอย่างดีแน่เพคะ” หลู่ม่านม่านเดินมาได้ยินที่อ๋องน้อยเหลียนเอ่ยกับหลี่เยว่เล่อพอดีจึงได้รีบเข้ามาบอกอ๋องน้อยเหลียนเพื่อให้เขาสบายใจ
หลังจากหนิงเฉิงฮ่องเต้กับอ๋องน้อยเหลียนออกจากตำหนักคุนหนิงไป หลู่ม่านม่านนางกำนัลคนสนิทที่รับใช้สวี่ฮองเฮาตั้งแต่อยู่แคว้นเหลียนก็มาพาหลี่เยว่เล่อไปยังห้องรับรอง
“เจ้าเตรียมน้ำให้เราอาบหน่อยได้หรือไม่” หลี่เยว่เล่อเมื่อเข้ามาภายในห้องรับรอง ก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง
เมื่อหลู่ม่านม่านได้ยินเช่นนั้นก็สั่งให้นางกำนัลคนอื่นไปเตรียมน้ำอุ่นและเสื้อผ้ามาให้หลี่เยว่เล่อทันที หลู่ม่านม่านไล่นางกำนัลคนอื่นออกไป
“พวกเจ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ ฮองเฮาสั่งให้ข้าดูแลคุณหนูหลี่ เช่นนั้นข้าก็จะเป็นคนปรนนิบัติคุณหนูหลี่เอง”
เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว หลี่เยว่เล่อก็ถอดอาภรณ์ออกก่อนจะลงไปในอ่างน้ำเพื่อแช่น้ำอุ่น นางรู้ดีว่ายามอาบน้ำจะเป็นยามที่องครักษ์ลับจะต้องถอยออกไปไม่กล้ามาจับตาดูนาง และยังเป็นข้ออ้างในการไล่เหล่านางกำนัลขันทีที่เป็นหูเป็นตาให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้อีกด้วย
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร” หลี่เยว่เล่อถามหลู่ม่านม่าน