บทนำ
หญิงสาวที่นั่งเอนกายบนเตียงสาดน้ำสีชมพูอ่อนซึ่งเป็นเครื่องดื่มมึนเมาราคาแพงเข้าปากครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อมอมเมาตนเองจนหมดขวด พร้อมกับถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นโดยไม่อับอายสายตาชายหนุ่มอายุน้อยกว่าที่ยืนหลุบตาเขินอายเสียเองตรงใกล้ประตูห้องน้ำ และเมื่อหล่อนโยนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายที่ถอดออกจากตัวลงพื้นเขาก็ปิดไฟกลางห้องเสียทันที
“ปิดทำไม” เสียงถามอ้อแอ้เพราะกำลังเมาได้ที่พลางพลิกตัวลงจากเตียง แต่เพราะความมึนเมาทำให้ทรงตัวไม่มั่นคงทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นจนเกิดเสียงโครมคราม
“นี่มาช่วยหน่อยสิ ฉันซื้อนายมาให้บริการนะ มาปรนนิบัติเดี๋ยวนี้” หญิงสาวตวาดอย่างขัดเคือง พร้อมตะเกียกตะกายขึ้นเตียง ไม่นานก็มีมือเย็นๆ จับหมับตรงต้นแขนแล้วลากหล่อนมาทิ้งลงบนกลางเตียงก่อนจะผละออกห่างแต่หล่อนกลับคว้ามือเขาไว้ดึงมาวางทาบทรวงอกตัวเอง
“รังเกียจฉันหรือไง ฉันน่ารังเกียจตรงไหน ฉันยังบริสุทธิ์ผุดผ่องเชียวนะ ฉันเป็นอีโง่ต้องการเก็บสิ่งมีค่าที่สุดของผู้หญิงไว้ให้เจ้าบ่าวในวันเข้าหอ โบราณนะว่ามั้ย” หญิงสาวทิ้งท้ายเหมือนขอความเห็นก่อนหัวเราะขื่นๆ หากไฟสว่างชายหนุ่มที่จำใจกุมหน้าอกหล่อนจนใบหน้าแดงซ่านคงเห็นน้ำในตา
ห้องเงียบไปพักใหญ่ก่อนหญิงสาวที่ตั้งใจหยิบยื่นพรหมจารีตนเองให้คนแปลกหน้าเพื่อประชดอดีตคนรักพูดขึ้นเสียงอ้อแอ้
“ทำให้คุ้มค่าเงินฉันหน่อยเข้าใจมั้ย เสร็จแล้วก็กลับไปเลยอย่ารอให้เช้านะ จำไว้อย่าให้ใครเห็นว่าออกจากห้องฉัน เอ้า! ทำสิ เงินนะฉันโอนเข้าบัญชีเธอแล้ว อย่ามาโกงนะ ฉันเกลียดคนขี้โกงที่สุด โกงทั้งความรักโกงทั้งหัวใจ เอาคืนมานะไอ้บ้า ไอ้พี่นัทบ้า” หล่อนกรีดเสียงร้องอย่างเจ็บปวดออกมาพร้อมผลักร่างที่คร่อมอยู่จนหงายหลัง เปลี่ยนไปทับร่างเขาแทนแล้วฉีกทึ้งเสื้อผ้าออกจากตัวชายหนุ่มเหมือนคนบ้าคลั่ง
หนึ่งสัปดาห์ก่อน
หญิงสาวนั่งเคาะปากกาที่กำลังลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ ของบริษัทในฐานะประธานกรรมการบริษัทส่งออกเสื้อผ้าและสิ่งทอชั้นนำของประเทศ รอยยิ้มต้อนรับค่อยๆ ขยายกว้างขึ้นเมื่อบานประตูห้องทำงานเปิดช้าๆ ก่อนจะหุบยิ้มทันทีที่เห็นบุคคลที่ไม่อยากต้อนรับเดินเคียงคู่มากับชายคนรักที่แจ้งว่าจะมาหาในตอนพักกลางวัน
“มาทำไม ใครชวน เราจะไปกินข้าวกันเธอคงไม่อยากไปเป็นกอขอคอนะ” เจ้าของห้องว่าเมื่อลุกขึ้นเหมือนต้อนรับคนมาใหม่แต่เป็นการเอ่ยปากไล่อ้อมๆ
คนถูกไล่ไม่ได้ระคายผิวแม้จะถูกยัดเยียดตำแหน่งก้างให้ ทั้งยังกอดแขนชายหนุ่มข้างกายอย่างท้าทาย
“ยายตาปล่อยมือนะ” หล่อนไม่ได้ตวาดเปล่าแต่ตบโต๊ะเสียงดังพร้อมเดินอ้อมไปกระชากแขนดนัทธ์คู่รักของตนออกจากการเกาะกุมของผริตาญาติผู้น้อง
“เธอแหละปล่อยแล้วรับเกียรตินี่ไป” ผริตาว่าแล้วหยิบซองสีชมพูหวานจากกระเป๋าเสื้อสูทของชายหนุ่มที่ยังกอดแขนแน่นมาเคาะหลังมืออีกฝ่าย
คีติการีบดึงมือหนีมองอย่างงุนงงเพราะรู้ดีว่าซองสีแบบนี้คือการ์ดเชิญงานมงคล
“เอ้า รับไปสิ ฉันกับพี่นัทอุตส่าห์มาเชิญด้วยตัวเอง นี่ให้เกียรติเธอสุดๆ เลยนะพี่คี” ผริตาทิ้งช่วงแล้วเปิดซองหยิบแต่การ์ดข้างในส่งให้ก่อนพูดต่อ
“ในฐานะแฟนเก่าเจ้าบ่าว” ผริตาหัวเราะร่วนสาแก่ใจก่อนหยุดกึกเมื่อคีติกาเงื้อฝ่ามือขึ้นสูง ทว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายไม่ใช่ใบหน้าตนแต่กลับเป็นแก้มของว่าที่เจ้าบ่าวที่ยืนทำหน้าปั้นยากอยู่ใกล้ๆ
คีติกาตบดนัทธ์แรงจนหน้าสะบัดได้ยินเสียงเนื้อกระทบเนื้อชัดเจนแตมือหล่อนก็เจ็บไม่เบาทีเดียว เมื่อเขาหันกลับมาก็ปรากฏรอยฝ่ามือแดงเป็นปื้น ร้อนถึงผริตาต้องเข้าปกป้องว่าที่เจ้าบ่าวของตนโดยการผลักหล่อนจนเซล้มบนพื้น
“มากไปแล้วนะคี นี่น้องเขยตัวนะ”
“พี่นัท! นี่มันอะไรกัน คีต้องการคำอธิบาย” คีติกาว่าแล้วพยายามลุกขึ้นยืน ดนัทธ์จะเข้าไปช่วยพยุงแต่ผริตาดึงแขนเขาไว้พร้อมตอบคำถามญาติผู้พี่เสียเอง
“แม่คนฉลาดคนเก่งของคุณปู่ทำไมถึงถามอะไรได้โง่ขนาดนี้ละ ก็เห็นอยู่แล้วว่าเรามาเชิญไปงานแต่งงาน ดูปากฉันนะคี ฉันกับพี่นัทจะแต่งงานกัน ชัดมั้ย” ผริตาชี้ที่ปากและเน้นทุกคำพูดที่เป็นเหมือนมีดกรีดหัวใจคนฟัง จนหมดเรี่ยวแรงล้มลงไปนั่งกับพื้นอีกครั้ง
คีติกาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดนัทธ์น้ำตาคลอหน่วย ดูเหมือนอีกฝ่ายคงสงสารตนไม่น้อยจนไม่อาจทนมองได้หรือบางทีอาจเป็นความละอายใจจึงหลบตาแล้วพูดเบาๆ
“เชิญไปร่วมงานพี่ด้วยนะคี”
‘กูไม่ไป’
และในวันแต่งงานของดนัทธ์กับผริตา คีติกาก็ประชดชีวิตด้วยวิธีการโง่ๆ อย่างไม่เคยคิดว่านักธุรกิจสาวชื่อดังอย่างตนจะทำลงไปได้
บทที่ ๑ ฉันต้องการนาย
คีติกา กว้างใหญ่ไพศาลผู้บริหารบริษัทเสื้อผ้าและสิ่งทอยี่ห้อทีกาT-ka แบรนด์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากติดหนึ่งในสิบของเอเซียและกำลังไต่อันดับระดับโลกกำลังเคร่งเครียดกับการดูรายงานผลประกอบการของไตรมาสแรกของปี คิ้วโก่งที่ตัดแต่งได้รูปแรเงาด้วยสีเข้ากับผมสีน้ำตาลอมแดงขยับมาชิดกันจวนเจียนจะเป็นเส้นตรงอยู่รอมล่อแล้วค่อยคลายออกเมื่อเงยหน้ามองประตูที่มีเสียงเคาะให้สัญญาณก่อนจะเปิดเข้ามาโดยไม่ต้องรออนุญาต เพราะเลขานุการหน้าห้องแจ้งให้ทราบแล้วว่าเป็นใคร
คนเข้ามาใหม่คือทองใหญ่ชายกลางคนท่าทางกระตุ้งกระติ้งสวมชุดสูทสีเขียวเข้มทับเสื้อยืดสีขาวแนบเนื้อและกางเกงสีเดียวกับสูท คาดเข็มขัดหนังสีขาวเช่นเดียวกับรองเท้าหนังสีขาวมันเงาอันเป็นที่ชินตาและคุ้นเคยของคีติกาและคนในบริษัทแห่งนี้ ส่วนอีกคนเป็นหลานสาวชื่อระย้าแก้วผู้ช่วยของทองใหญ่ ทั้งคู่เป็นญาติห่างๆ เป็นเพื่อนและพนักงานในบริษัทของคีติกา
“ดูค่ะบอส” ทองใหญ่จีบปากจีบคอยามพูด พร้อมวางโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงรุ่นใหม่ล่าสุดลงตรงหน้าเจ้านายสาว
“ใครคะ” คีติกาหยิบขึ้นมาดูแล้วขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นก่อนชะงักเล็กน้อย แล้วลดขนาดหน้าจอลงเมื่อเงยหน้ารอคำตอบ
“ชีชื่อชนน เชื้อทอง นักออกแบบลายผ้าคนล่าสุดที่ทีเคเอ(T-k-a) จะต้อนเข้าคอก”
“อะไรนะคะ ป้าว่าบริษัทนังตาสนใจนายคนนี้เหรอ” ตั้งแต่วันที่ถูกแย่งคู่รักคีติกาก็เห็นผริตาเป็นศัตรูอย่างถาวรไม่ใช่แค่คู่แข่งทางธุรกิจที่เปิดหน้าท้าชนกันอย่างเปิดเผย
หนึ่งปีก่อนที่ผริตาจะแต่งงานกับดนัทธ์อากิตติพ่อของผริตาซึ่งเป็นน้องชายของพ่อกอบเกียรติของตนได้แยกตัวออกไปทำธุรกิจสิ่งทอและเสื้อผ้าส่งออกเช่นเดียวกับบริษัทของตระกูลกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งยังใช้ชื่อแบรนด์และโลโก้คล้ายกับของทีกาเหมือนจงใจเลียนแบบและทำให้ลูกค้าสับสน เมื่อพ่อกอบเกียรติโทรศัพท์ไปพูดคุยก็ได้รับการปฏิเสธ ส่งจดหมายในนามบริษัทไปเตือนก็เพิกเฉย ซ้ำอากิตติยังมาประกาศในบ้านต่อหน้ารูปถ่ายปู่เกียรติที่เพิ่งเสียชีวิตไปว่าจะทำบริษัทเสื้อผ้าและสิ่งทอของตนเองให้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าทีกาให้ได้ อากิตติประกาศจะล้มทีกาอันเป็นทรัพย์สมบัติของตระกูลที่ควรจะเป็นของตนเองครึ่งหนึ่งเพราะความอยุติธรรมของปู่
‘ผมจะล้มมันให้หมด ในเมื่อพ่อลำเอียงให้พี่ใหญ่ทุกอย่างผมก็จะทำลายมันเอง ในเมื่อผมไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้ไปเช่นกัน’
“ดูผลงานก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรนี่คะ ไม่เคยชนะรางวัลอะไรมาเลย เหมือนทำเป็นงานอดิเรกมากกว่า” คีติกาว่าหลังเปิดอ่านประวัติของชายชื่อชนน
“ใช่ค่ะ งานไม่เด่นแค่งานดี เอ๊ย! ฉันหมายถึงว่าแค่คุณตา” ระย้าแก้วพูดไม่ทันจบก็ถูกขัด
“อีตา บอกแล้วไงอย่าเรียกแบบยกย่องมันต่อหน้าคี” คีติกาแย้งน้ำเสียงจริงจัง
“โอเคๆ คืองานไม่เด่นแต่อีตาอยากให้พ่อคนนี้มีงานมีเงินเดือนสูงๆ เพื่อเอาใจผัว” ระย้าแก้วเน้นคำจนเป็นที่พอใจของนายสาวจึงยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาก่อนพูด
“ป้าสนใจนายคนนี้เหรอคะ”
“น่าจะเป็นนางนะ ดูหน้าขาวๆ ชอบกล” ทองใหญ่แย้งทันที
“นายค่ะ” คีติกาพูดอย่างมั่นใจจนตกเป็นเป้าสายตาของสองลุงหลานจึงต้องรีบพูดแก้เก้อ
“ก็ดูไทม์ไลน์ของฮีมีแฟนเป็นผู้หญิงนี่คะ” คีติกาชี้แล้วรีบเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ
“ใช่ๆ นะลุง” ระย้าแก้วรีบสนับสนุนคำพูดเจ้านายสาว
“อีย้า เรียกใหม่สิยะ” ทองใหญ่ตวาดแว้ดจนระย้าแก้วยกมือไหว้ปรกๆ
“ขอโทษๆ ค่ะป้า ก็พ่อแม่สอนให้เรียกลุงมาแต่เด็กๆ มันก็ติดปากสิคะ”
“ติดก็แกะออก ถ้าเรียกฉันว่าลุงอีกจะตบปากให้” ทองใหญ่พูดรอดไรฟันตามด้วยค้อนประหลับประเหลือก คีติกากับระย้าแก้วรีบเดินมากอดปลอบประโลมทองใหญ่เหมือนเด็กๆ
“โอ๋ๆ ไม่งอแงนะป้า ไปหาอะไรกินกันดีกว่าค่อยพูดเรื่องนี้ในโต๊ะอาหารนะคะ” คีติกาเสนอ
“แหมบอสนี่นะชอบเอาของกินมาล่อ จนหุ่นป้าเสียหมด” ทองใหญ่ทำเสียงกระเง้ากระงอดไม่ต่างจากเด็กหญิงน้อยๆ
“หุ่นเสียก็แวะฟิตเนตก่อนกลับบ้านกันนะป้า” ระย้าแก้วพูดทำตาชวนฝันเพราะรู้ดีว่าทองใหญ่ชอบไปสถานที่ดังกล่าวด้วยเหตุใดและตนเองก็ชอบเช่นกัน สองลุงหลานใช้ชีวิตอิสระในทุกด้านไม่เว้นแม้แต่เรื่องเซ็กส์
“อืม ก็ดีนะจะว่าไปก็ไม่ได้เข้าเกือบสองปีแล้วมั้ง ดูสิกล้ามเกลิ้มหายหมด” ทองใหญ่ก้มลงมองพุงตนเอง แม้จะไม่จัดว่าลงพุงเหมือนชายวัยใกล้เคียงกันส่วนใหญ่ แต่กล้ามเนื้อหน้าท้องที่เคยมีในตอนบ้าออกกำลังกายหามรุ่งหามค่ำนั้นหายไปแล้ว เหตุเพราะคนชวนไปออกกำลังกายบ่อยๆ อย่างคีติกากับหลานสาวหันหลังให้สถานที่แห่งนั้นหลังจากคีติกาอกหักเพราะแฟนเก่าทิ้งไปแต่งงานกับผริตา ซึ่งทองใหญ่ยังแปลกใจไม่หายว่ามันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร
“กล้ามหายแต่มีวันแพคมาแทน ป้าต้องภูมิใจสิ” ระย้าแก้วพูดแล้วหัวเราะพลางกระโดดหลบฝ่ามือเรียวๆ ของคนเป็นลุงที่วาดใส่
“ปากเสีย มาให้ตบซะดีๆ”
“ถ้าถูกตบก็ปากแตก กินส้มตำแซบเวอร์ไม่ได้สิป้า หนูขอโทษละกันนะๆ ไปกินส้มตำข้างล่างกันดีกว่าค่ะ” ระย้าแก้วขยับมากอดแขนล็อคไว้แน่นหนากันไม่ให้ทองใหญ่ทำร้ายตนได้
“ไปกินอาหารคลีนที่ฟิตเนตดีกว่า” คีติกาพูดหน้าตามุ่งมั่นจนสองลุงหลานออกอาการสงสัยหน้านิ่วคิ้วขมวดจนต้องขยายความ
“ก็ป้าอยากได้นายคนนั้นมาร่วมงานไม่ใช่เหรอ”
“เอามาทำอะไรล่ะคะ ฝีมือผลงานก็ไม่เคยเห็น มีดีแค่รูปร่างหน้าตาหล่อจนหมาน้ำลายหก” ทองใหญ่ว่าทำตาชวนฝัน
“ที่น้ำลายหกนะเพราะหน้าตาหรือหุ่นกันแน่จ้ะป้า” ระย้าแก้วขัดคอ
“ไม่รู้ ฉันไม่ใช่หมานี่” ทองใหญ่ค้อนประหลับประเหลือก
“ถ้าไม่มีอะไรดีอีตามันจะดึงมาทำงานด้วยทำไมคะ” คีติกาทำท่าสงสัย
“ก็บอกแล้วไงเพื่อเอาใจผัว ไว้เล่าตอนกินข้าวนะหิวแล้ว” ระย้าแก้วว่าแล้วดึงแขนทองใหญ่ให้ออกเดิน คีติกาจึงเดินตามโดยปริยาย และได้รู้จุดประสงค์ที่ผริตาจะรับชายหนุ่มคนนั้นเข้าทำงานในโต๊ะอาหารจริงๆ
ชายหนุ่มวัยเบญจเพสรูปร่างผอมสูงแต่หากเขาถอดเสื้อยืดที่สวมอยู่จะเห็นมัดกล้ามเล็กๆ พอสวยงามสมตัวไม่ได้กล้ามใหญ่แบบนักกีฬาเพาะกายเพื่อการแข่งขัน แต่ถึงกระนั้นรูปร่างของเขาก็คือหุ่นในฝันของหญิงสาวจำนวนมาก จึงสมัครมาเป็นสมาชิกของสถานออกกำลังกายแห่งนี้เพื่อจะได้พบปะพูดคุยและขอคำแนะนำในการออกกำลังกายจากเขาถึงแม้เขาไม่ใช่ผู้ฝึกสอนประจำของฟิตเนตแห่งนี้ก็ตาม
ชนน เชื้อทองเป็นแค่สมาชิกคนหนึ่งแต่ความเป็นเพื่อนกับเจ้าของฟิตเนตทำให้เขามาออกกำลังกายที่นี่แทบทุกวันประกอบกับยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งจึงช่วยเพื่อนสอนออกกำลังกายและแนะนำเครื่องเล่นให้สมาชิกที่เข้ามาเล่นใหม่ๆ ได้ทำความรู้จักและคุ้นเคยกับเครื่องออกกำลังกายชนิดนั้นๆ ก่อนลงมือใช้งาน
“สวัสดีครับผม ไม่เจอกันนานมากเลยนะครับ” เอกวัชเจ้าของฟิตเนตรีบออกมาต้อนรับทั้งสามคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมาชิกระดับวีไอพีและคีติกายังเป็นเจ้าของอาคารแห่งนี้ด้วย
“มีเทรนเนอร์ใหม่หรือเอก” ทองใหญ่ถามเจ้าของฟิตเนตอย่างสนิทสนม สายตาจับจ้องอยู่ที่เป้าหมายซึ่งเป็นคำถาม
“เปล่าครับพี่ ไอ้นนเพื่อนผมเอง พอดีมันเล่นบ่อยเล่นเป็นทุกเครื่องแล้วก็ช่วยแนะนำลูกค้าคนอื่นๆ ครับ”
“โดยเฉพาะพวกสาวๆ สินะ” ระย้าแก้วพูดยิ้มๆ และยิ้มกว้างเมื่อเอกวัชมองอย่างคาดไม่ถึง
“เรียกให้มาสอนพี่หน่อย” คีติกาพูดก่อนเดินไปที่เครื่องออกกำลังกายเครื่องหนึ่งในแถวที่วางเป็นแนวราวยี่สิบเครื่อง
“พี่คีจะให้สอนเล่นเครื่องปั่นนี่นะครับ” เอกวัชพูดยิ้มมีเลศนัย
“อย่าขัดใจแม่สิคะน้องเอก ไม่แน่ต่อไปชีอาจจะมาใช้บริการบ่อยๆ หรือต่ออายุเมมเบอร์วันนี้ก็ได้นะ” ระย้าแก้วว่าแล้วหัวเราะคิก ก่อนเดินไปใช้เครื่องออกกำลังกายแบบลู่วิ่งที่อยู่ห่างไปเล็กน้อย
“ใช่ อย่าขัดใจบอสของพี่ เดี๋ยวเพื่อนนายจะเสียผลประโยชน์ที่นางนำมาเสนอ แล้วจะหาว่าคุณพี่ไม่เตือน” ทองใหญ่บีบแก้มชายหนุ่มก่อนตามหลานสาวไป เอกวัชยิ้มอย่างรู้เท่าทันก่อนเดินไปบอกเพื่อนรัก
“นน ช่วยดูพี่คีหน่อย” เอกวัชชี้
“หือ” ชนนทำเสียงสงสัยทันทีที่หันไปเห็นเครื่องเล่นที่แทบจะเรียกว่าง่ายที่สุดในฟิตเนตแห่งนี้แล้ว
“เออ ไปเถอะพี่เขาอาจมีธุระกับนายก็ได้” เอกวัชบอกแล้วรีบเดินหนีไปดูแลทักทายเหล่าสมาชิกที่เพิ่งเข้ามาใหม่รวมถึงทองใหญ่และระย้าแก้ว
ชนนมองแผ่นหลังของร่างสมส่วนค่อนไปทางผอมบางของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนจักรยานออกกำลังกายตัวที่ห่างผู้คนมากสุดแล้วเดินไปช้าๆ
“สวัสดีครับ มีอะไรให้ช่วยหรือครับ” ชนนทักทายตามปกติเหมือนเวลาทักทายคนอื่นๆ แต่เมื่อหล่อนหันมาส่งยิ้มให้เขากลับชะงักเท้าแล้วยิ้มเจื่อนๆ ตอบ
เขาจำผู้หญิงคนนี้ได้และคิดว่าหล่อนคงจำเขาได้เช่นกัน แม้คืนนั้นหล่อนจะเมาหมดสภาพก็ตามที
“สอนหน่อยสิ พี่เล่นไม่เป็น” คีติกาบอกยิ้มๆ ทั้งที่ขายังปั่นจักรยานไม่หยุด ชนนส่ายหัวเล็กน้อยแล้วถามเบาๆ
“คุณต้องการอะไร”
“ต้องการนาย” คำตอบของหล่อนทำให้ชายหนุ่มเดินหนีไปทันที เอกวัชเห็นเพื่อนรักเดินไปทางห้องอาบน้ำแต่งตัวก็ร้องถาม แต่ไม่มีคำตอบใดๆ จากคนที่เดินผ่านประตูไปแล้ว
เอกวัชรีบหันกลับไปมองคีติกา เห็นหล่อนกำลังลุกจากเครื่องออกกำลังกายแล้วเดินไปหาเพื่อนที่มาพร้อมกันซึ่งต่างมีความสงสัยเต็มใบหน้าเช่นกัน