ตอน 1

เมื่อยามคิมหันตฤดูพัดผ่าน ทั่วทุกสารทิศก็ร้อนระอุประดุจดั่งสุริยะหมายจะผลาญทั่วทุกหย่อมหญ้าให้มอดไหม้ ชาวบ้านร้านตลาดต่างค้าขายไม่เป็นสุขนักด้วยเพลียกายกว่าที่เคยเป็น หากแต่นั่นก็หาได้มีผู้ใดใคร่สนใจนอกจากพากันไปมุงล้อมกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งมีผู้มาปลูกอาศัยอยู่ไม่นาน ก่อนเสียงหวีดร้องลั่นจะดังลอดออกมาพร้อมกับเสียงปาข้าวของแตกกระจาย ความร้อนรุ่มจากคนด้านในช่างเรียกความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนโดยรอบได้เป็นอย่างดี

“เจ้ามันเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง! หากแค้นมากนัก ไยไม่ฆ่าข้าแล้วตัดหัวส่งไปที่สำนักเสียเลยเล่า!”

เสียงถ้วยกระเบื้องเคลือบกระทบพื้นแตกดังลั่น ร่างใหญ่ของชายหนุ่มกระโดดหนีถ้วยที่ถูกขว้างออกมานอกกระท่อม ทำเอาวงล้อมด้านนอกแตกฮือไปคนละทิศละทาง ก่อนจะชี้นิ้วไปยังตัวต้นเหตุ ตวาดกลับอย่างเอาเรื่อง

“ก็จริงหรือไม่เล่า หากไม่เป็นเพราะเจ้า ชีวิตข้าคงหาได้ตกระกำลำบากเช่นนี้ไม่! ฮึ! โง่เง่าเสียจริงที่ต้องมาจมปลักกับเด็กไม่รู้โตเช่นเจ้า!”

“เจ้าหุบปากไปเลย! แล้วใครกันเล่าที่คะยั้นคะยอให้ตามมากันเล่า!”

“แล้วใครให้เจ้าหูเบาตามข้ามาเล่าเด็กโง่!”

“ฮึ่ย! อวี๋ว์เจิ้งเหอ! หากข้าไม่ได้ฆ่าเจ้าวันนี้ ข้าคงตายตาไม่หลับแน่!”

เสียงคู่กรณีดังสวนอีกระลอก พร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มในสภาพผมเผ้ารุงรัง เหงื่อกาฬไหลอาบท่วมตัวให้คนโดยรอบรู้ว่าการวิวาทครั้งนี้คงหนักหนาเอาการ ในมือเล็กถือถ้วยกระเบื้องแบบเดียวกับที่ขว้างแตกก่อนหน้า พลางง้างหมายจะขว้างใส่คนตรงหน้าอีกรอบ

ใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มนามอวี๋ว์เจิ้งเหอพลันนิ่วทันใด แต่ก่อนที่จะได้เกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำสอง เขาก็อาศัยความไว ปรี่เข้าไปคว้าข้อมือเด็กหนุ่มแน่น พลันแย่งถ้วยกระเบื้องในมือเล็กวางลงบนพื้น ทว่าแทนที่คนตัวเล็กจะยอมพ่าย กลับดิ้นสะบัดหมายให้หลุดจากการเกาะกุม จนชายหนุ่มต้องรวบกอดแล้วแผดเสียงดังเมื่อเห็นว่าคนใต้อาณัตินั้นไม่มีทีท่าอ่อนโอนแต่อย่างใด

“เจ้าปล่อยข้าประเดี๋ยวนี้เลย!”

“หากปล่อย เจ้าก็เอาถ้วยข้าวของข้าไปขว้างแตกอีกน่ะสิ เดือนนี้เสียถ้วยกระเบื้องเพราะเจ้าไปกี่ใบแล้ว รู้หรือไม่!”

พอถูกว่าดังนั้น เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าหวานประดุจอิสตรีวัยแรกแย้มก็หน้าเสีย ซ้ำชาวบ้านที่มุงดูก็พลันหัวเราะร่ากับคำดุด่าของอวี๋ว์เจิ้งเหอ ยิ่งทำให้กวงจินมุ่ยหน้ายู่เข้าไปอีก

“แล้วจะทำไมเล่า! เห็นแตกทีไร เจ้าก็มาเอาของข้าไปใช้เสียทุกทีนี่!”

“แต่ข้าเป็นคนซื้อน่ะสิ รู้เอาไว้เสียบ้าง! อาศัยกระท่อมผู้อื่นซุกหัวนอนแล้วยังจะไม่สำนึกบุญคุณอีก อกตัญญูเช่นนี้น่าลงโทษเสียให้หลาบจำนัก!”

คนตัวเล็กชะงักพลันเมื่อได้ยินชายหนุ่มเอ่ยคาดโทษ หยุดดิ้นทันใดเพราะรู้ดีว่าการลงโทษของเขานั้นดุดันเหลือคณา แต่ก็ยังดื้อรั้น เถียงคอเป็นเอ็นให้เขาหมั่นเขี้ยวขึ้นไปอีก

“มีปัญญาหาเงิน ก็ต้องมีปัญญาซื้อ แค่ข้าคนเดียว ไม่มีปัญญาเลี้ยงหรือเช่นไร!”

“เจ้านี่มัน…”

“หยุดเถียงกันได้แล้วน่าคุณชายทั้งสอง ชาวบ้านทั้งตลาดแตกตื่นกันเพราะท่านหมดแล้วรู้หรือไม่”

ไม่ทันจะได้พูดต่อ เสียงของใครบางคนก็ขัดขึ้น อวี๋ว์เจิ้งเหอและกวงจินหันขวับไปยังผู้มาใหม่อย่างพร้อมเพรียง พลันก็ปะทะเข้ากับร่างโปร่งของจอมยุทธ์หญิงซึ่งแหวกกลุ่มคนเดินตรงมายังทั้งคู่ ใบหน้างดงามชดช้อยของสตรีรุ่นฉาบรอยยิ้มพร่างพราย

“ท่านหรือ ยอดยุทธ์มังกรสาวที่ท่านอาจารย์ว่า” อวี๋ว์เจิ้งเหอเอ่ยถาม นางเพียงพยักหน้ารับ

“เรียกชื่อข้าแทนสมญานามคงน่าฟังกว่าไม่น้อย ไม่ก็เรียกศิษย์พี่ อย่างไรเสีย เราก็มีอาจารย์เดียวกัน”

ผู้ถูกทักกลั้วหัวเราะน้อยๆ พอทำให้ทั้งอวี๋ว์เจิ้งเหอและกวงจินหยุดวิวาทกันชั่วคราว ก่อนผละออกจากกันอย่างมิได้นัดหมาย

“เช่นนั้นศิษย์พี่ก็มาตามสาสน์ของท่านอาจารย์สินะ”

ความสนใจทั้งหมดเบนไปยังจอมยุทธ์สาวซึ่งเข้ามาห้ามทัพอย่างไม่ได้ตั้งใจ นางยิ้มรับเล็กน้อย

“ใช่ ข้ารีบมารับพวกเจ้าก็เพราะท่านอาจารย์กำชับว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่พอได้เห็นเจ้าสองคนแล้ว ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงมีเวลามากพอที่จะทะเลาะกันมากกว่าไปกับข้ากระมัง”

พอถูกเอ่ยล้อเลียน อวี๋ว์เจิ้งเหอก็แทรกขัดอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นักแต่ก็แสดงออกมากไม่ได้นัก เนื่องจากจอมยุทธ์หญิงผู้นี้เป็นผู้ที่จะช่วยเหลือเขาไปกาลต่อจากนี้ ส่วนกวงจินก็เลี่ยงสายตาคนรอบข้างเมื่อเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าสิ่งที่ตนทำไปเมื่อครู่นี้ เป็นที่สนใจของชาวบ้านเกินความคาดหมายเสียเหลือเกิน

“ข้าต้องขออภัยที่ทำให้ท่านต้องมาเห็นสภาพอันน่าอับอายเยี่ยงนี้ อย่างไรเสียก็พักให้หายเหนื่อยก่อนเถิด ข้ากับเจ้าเด็กนี่ขอเวลาจัดเตรียมสัมภาระเพียงครู่แล้วจะได้ออกเดินทางกัน”

อวี๋ว์เจิ้งเหอออกปากเชื้อเชิญให้นางเข้าไปรอในกระท่อมหลีกลี้สายตาของชาวบ้านหลายสิบคู่เพียงครู่ จอมยุทธ์หญิงพอจะเดาใจออก ก่อนรับคำเชิญ ย่างกรายเข้าไปในกระท่อมโดยมีกวงจินรีบเดินตาม ทว่าเด็กหนุ่มแทนที่จะเดินตามไปเฉยๆ ก็ไม่วายหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อวี๋ว์เจิ้งเหอที่ขมวดคิ้วค้าง ก่อนทำปากขมุบขมิบเป็นคำพูดพอให้จับใจความได้

‘ข้าไม่ยอมจบง่ายๆ แน่เจ้าลูกไก่...’

ชายหนุ่มก็ทำได้เพียงส่ายศีรษะเบาๆ ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดนัก ก่อนจะพาตามทั้งสองเข้าไปข้างใน พลางคิดย้อนถึงเรื่องราวในอดีตที่ผุดขึ้นมาในหัวกะทันหัน แล้วนึกตัดพ้อชะตากรรมตนเองอย่างเสียมิได้

พลันนึกย้อนวันวานเมื่อครั้งเก่า

ดุจเรื่องเล่าตำนานเป็นเกียรติศรี

สองบุรุษวิวาทไม่ปรานี

ด้วยศักดิ์ศรีสำนักต่างตำรา

ต่างฉุดใช้เล่ห์กลแลอุบาย

ช่วงชิงชัยทั้งบุปผาแลปักษา

หากใคร่หมายประจักษ์เป็นบุญตา

เชิญน้องยาแง้มยลบัดนี้เอย.

ตอน 2

บทที่ 2

โถงใหญ่ประจำสำนักดอกเหมยอำพันอันเป็นสำนักคุ้มภัยและสอนวรยุทธ์อันลือชื่อแห่งแคว้นฉู่ คลาคล่ำไปด้วยศิษย์สำนักซึ่งรอประชุมตามที่ได้นัดหมาย ชายวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าสำนักยังคงนั่งนิ่งบนเก้าอี้ ไม่เปล่งวาจาใดๆ สีหน้าเคร่งเครียดระคนครุ่นคิดทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถาม เว้นแต่ชายหนุ่มวัยยี่สิบสองปีที่ไม่อาจทนรอได้ เอ่ยทักออกไปอย่างไม่กลัวเกรง

“ศิษย์สำนักมากันครบแล้วขอรับท่านพ่อ เมื่อไหร่ท่านพ่อจะเปิดการประชุมขอรับ”

พอถูกทัก กวงเหยาไท่ ก็รู้สึกตัว จ้องใบหน้าชายหนุ่มเมื่อครู่ สีหน้าเขาในตอนนี้ฉาบพรายด้วยความเคร่งเครียดไม่ต่างกัน กวงเหยาไท่รู้สึกเหมือนมองเห็นภาพของตนเมื่อครั้งยังวัยหนุ่มประดุจถอดแบบจากเขามาทุกระเบียดนิ้ว

...ก็จะไม่ให้เหมือนได้เช่นไร ในเมื่อชายหนุ่มผู้นั้นคือ กวงฟั่น บุตรชายคนโตผู้สืบสายโลหิตของเขานั่นเอง

“จะรีบร้อนไปไยกวงฟั่น รอให้ทุกคนใจเย็นลงก่อนแล้วพ่อจะเริ่มเอง”

“เรื่องเช่นนี้ท่านพ่อยังจะใจเย็นได้อยู่อีกหรือ”

กวงเหยาไท่เหลือบมองหน้าบุตรชายคนโต ใบหน้าคร้ามครันตึงเรียบแฝงความไม่พอใจ ทว่าก็ยังฉายความคมคายดุจบุรุษอันเป็นที่หลงใหลของอิสตรี แต่ก็เพียงครู่เดียว สีหน้าบึ้งตึงนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นรำคาญเมื่อมือเล็กของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังเอื้อมมาแตะบ่าแกร่งเป็นเชิงห้าม ก่อนเสียงใสจะดังขึ้นเบาๆ ราวให้ได้ยินเพียงสองคน

“ใจเย็นก่อนเถิดท่านพี่ ร้อนรนไปก็ใช่จะกำราบสำนักปักษามรกตได้เสียหน่อย รอท่านพ่อก่อนเถิด”

“เช่นนั้นคงต้องรอให้สำนักดอกเหมยอำพันของเราถูกไอ้สำนักนั้นหยามเกียรติก่อนกระมัง ท่านพ่อจึงเริ่มเปิดการประชุมได้ เจ้าเก็บคำพูดปรามข้าไว้ปลอบท่านพ่อยามสำนักเราถูกตราหน้าว่าไร้น้ำยาจะดีกว่านะกวงจิน!”

กวงเหยาไท่ปราดมองไปยังร่างแน่งน้อยของกวงจิน บุตรชายคนเล็กซึ่งมีสีหน้าเจื่อนลงไปถนัดตา พลันคิดในใจว่าทั้งคู่ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว ขณะที่กวงฟั่นเหมือนผู้เป็นบิดา กวงจินกลับได้รับทุกอย่างมาจากมารดาที่เสียไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทั้งใบหน้าหวานอ่อนช้อย รูปร่างอ้อนแอ้นอรชรดุจสตรี และไม่ใคร่วิวาทกับผู้ใดหรือใส่ใจร่ำเรียนวรยุทธ์เท่าที่ควรทั้งที่เกิดเป็นบุตรเจ้าสำนักวรยุทธ์ ทำให้กวงจินมักถูกพี่ชายข่มอยู่ร่ำไป และก่อนที่เรื่องจะบานปลายกลายเป็นพี่น้องทะเลาะกัน เจ้าสำนักก็ยกมือ แล้วเข้าเรื่องประชุมทันใด

“พอได้แล้วพวกเจ้า ที่ข้าเรียกทุกคนมาประชุมในวันนี้ ก็เพราะข้าได้ข่าวลือหนาหูเหลือเกินว่าสำนักปักษามรกตนั้นฮึกเหิม ไล่ต้อนสำนักวรยุทธ์อื่นๆ ให้สยบแทบเท้ามานักต่อนัก เหลือเพียงสำนักดอกเหมยอำพันของเราที่ยังไม่โดนหมายหัว ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงอยากให้ทุกคนเตรียมพร้อมไว้ เมื่อใดที่สำนักปักษามรกตล้ำเส้นของเรามา เราจะได้ตอบโต้เสียให้สมศักดิ์ศรี...”

เหล่าศิษย์สำนักได้ฟังเท่านี้ก็รู้กระจ่างแจ้งโดยทั่วกันว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้หาได้ใช่ข่าวใหม่แต่อย่างใด หากย้อนไปเมื่อหลายเดือนก่อน เรื่องราวของสำนักปักษามรกตอันอยู่ต่างแว่นแคว้นก็เริ่มกลายเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่จอมยุทธ์หนาหูว่าหลังจากเจ้าสำนักปักษามรกตคนเก่าสละตำแหน่งให้บุตรชายขึ้นครอง สำนักปักษามรกตก็ผงาดง้ำแข็งแกร่งขึ้นราวกับก้าวกระโดดด้วยการบริหารจัดการและวรยุทธ์ของเจ้าสำนักคนใหม่ ซ้ำยังรวบรวมจอมยุทธ์ฝีมือดีจากทั่วทุกสารทิศได้มากมายด้วยการจ้างวานเป็นศิษย์สำนักไปท้าประลองกับสำนักอื่นจนมีชัยมานักต่อนัก จึงไม่แปลกที่สำนักปักษามรกตจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ร้อนถึงสำนักดอกเหมยอำพัน แม้ว่าจะเลื่องชื่อในยุทธภพว่าเป็นสำนักยุทธ์ที่เปี่ยมด้วยตำรายุทธ์และศิษย์มากฝีมือ แต่ก็ไม่วายอดหวั่นใจไม่ได้ว่าอีกไม่นานสำนักปักษามรกตคงได้ฤกษ์ท้าประลองสำนักดอกเหมยอำพันด้วยหมายจะทำลายให้ย่อยยับแน่นอน

ทว่าการตัดสินใจของบิดาโดยการรอรับมืออยู่เฉยๆ ช่างไม่เข้าหูกวงฟั่นแม้แต่น้อย จนเขาต้องแทรกขึ้นกลางการประชุมเสียอย่างนั้น

“ไยท่านพ่อจึงไม่บุกกำราบสำนักปักษามรกตเสียให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้างเล่า มัวแต่รอเช่นนี้เพื่อสิ่งใดกัน”

กวงเหยาไท่กะไว้อยู่แล้วว่าบุตรชายคนโตต้องขัด ด้วยรู้ว่าเขานั้น นอกจากจะใจร้อนบุ่มบ่ามแล้ว ยังใคร่จะสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักต่อจากเขาเพียงใด ไม่แปลกหากกวงฟั่นจะเกรงว่าสำนักดอกเหมยอำพันจะย่อยยับเสียก่อนตนได้ครอบครอง แต่นั่นก็หาใช่เหตุผลที่จะต้องบุกตีรันฟันแทงสำนักปักษามรกตไม่ ขืนทำการนั้นไป คงได้เป็นเรื่องราวใหญ่โต

“หากเจ้าวู่วามแล้วพ่ายแพ้ขึ้นมา อีกกี่ชีวิตในสำนักจะต้องย่อยยับไปกับเจ้ากันหรือกวงฟั่น อีกทั้งสองสำนักยังอยู่ในแคว้นข้างเคียง เกิดมีเรื่องมีราวขึ้นมาจะไม่ดีนัก ลองเจรจาเชื่อมสัมพันธ์กันก่อนเถิด จะได้ไม่ต้องรุนแรงให้หมางใจกัน”

“ท่านพ่อกลัวเกรงสำนักปักษามรกตเกินไปกระมังถึงได้กลัดกลุ้มเช่นนี้ หากข้าเป็นเจ้าสำนัก ไม่ว่ากี่ชีวิตในสำนักดอกเหมยอำพัน ข้าก็จะรักษาไว้ ผูกมิตรไปก็เปล่าประโยชน์ สักวันไอ้สำนักนั่นคงได้แว้งมาทรยศเราเป็นแน่”

“หากเจ้าคิดว่าการชิงชัยระหว่างสำนักมันง่ายดายเสียอย่างนั้นก็สุดแท้แต่เจ้า แต่ตอนนี้ พ่อยังเป็นเจ้าสำนักอยู่ และในฐานะเจ้าสำนัก พ่อสั่งให้เดินไปทางใด ทุกคนก็ต้องเดินไปทางนั้น ห้ามขัดคำสั่งเด็ดขาด”

พอเห็นว่าขืนให้เหตุผลไป รังแต่จะเถียงกับบุตรชายคนโตไปเสียเปล่าๆ จึงใช้อำนาจเด็ดขาดตอกกลับเสียจนกวงฟั่นชักสีหน้า แม้จะรู้ว่าบิดาผ่านร้อนผ่านหนาวในการเป็นเจ้าสำนักมามากเพียงใด แต่ก็ไม่อาจทำใจยอมรอคอยได้ ก่อนแผดเสียงลั่นจนศิษย์สำนักสะดุ้งไปตามๆ กัน

“ก็ได้ท่านพ่อ! ในเมื่อท่านประสงค์จะรอคอยให้มันมารุกรานเราก่อนก็ตามใจ แล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”

“ท่านพี่! ก้าวร้าวเกินไปแล้ว นั่นท่านพ่อนะ!”

คนตัวเล็กเห็นท่าทางของพี่ชายก็ไม่อาจนิ่งเฉย โผเข้ามาสะกิดหวังเตือนให้รู้สึกตัว ทว่ากวงฟั่นกลับหันขวับไปถลึงตาใส่ แล้วคว้าข้อมือเล็กของน้องชายมากำแน่น

“เจ้าหุบปากไปเลยกวงจิน เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าสอด”

กวงจินได้แต่เม้มริมฝีปากจนซีดขาว อดกลั้นความเจ็บปวดแทนโต้เถียงต่อเพราะกลัวว่าหากไม่หยุด กวงฟั่นอาจฉุนขาดถึงขั้นอาละวาดได้ กวงเหยาไท่ก็ได้แต่มองบุตรชายทั้งสองอย่างระอา ก่อนปริปากห้ามปราม

“ปล่อยน้องเสียกวงฟั่น เห็นหรือไม่ว่าเจ้าทำกวงจินเจ็บ”

“เจ็บก็ช่างประไร ท่านพ่อดูแลสำนักด้วยวิธีของท่านให้ดีเถิด ข้ากับกวงจินคงไม่รบกวนแล้ว ขอลา...”

พูดจบก็ไม่รอให้ใครรั้ง ฉุดกระชากน้องชายออกจากห้องโถงโดยไม่สนใจสายตาของศิษย์สำนักนับสิบคู่ที่มองมาเป็นจุดเดียว ปล่อยให้บิดามองตามอย่างเหนื่อยหน่าย พลันถอนหายใจยาว บ่นพึมพำไปตามเรื่อง

“ใจร้อนเช่นนี้แล้วพ่อจะยกตำแหน่งให้เจ้าได้อย่างไรเล่ากวงฟั่น...”

ตอน 3

ชายหนุ่มลากน้องชายไปตามระเบียงทางเดินโดยไม่ใคร่ฟังเสียงร้องสั่งให้หยุดสักนิด กระทั่งถึงหน้าห้องนอนของตนจึงหยุด ปล่อยให้กวงจินเป็นอิสระ กวงจินยู่หน้ามุ่ย ประคองข้อมือตนซึ่งแดงเถือกเป็นรอยนิ้วอย่างเบามือ แล้วก่นว่าพี่ชายอย่างลืมตัวกลัวตาย

“ท่านพี่บ้าไปแล้วหรือไรถึงได้กล้าก้าวร้าวกับท่านพ่อเช่นนั้น ไม่กลัวถูกลงโทษหรือไรเล่า!”

“หากกลัวแล้วข้าจะกล้าทำหรือ เจ้านี่นะ แทนที่จะเข้าข้างข้า กลับต่อว่าเสียอย่างนั้น หากข้าได้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักเมื่อใด ข้าจะบังคับให้เจ้าฝึกวรยุทธ์เสียให้เข็ดเลยคอยดู”

“ก็นั่นท่านพ่อนี่นา ท่านพี่ก็ทำเกินไปจริงๆ...”

กวงจินเบาเสียงลงไปทันที พอได้ยินว่าจะถูกบังคับให้ฝึกวรยุทธ์แล้ว ก็พลันขยาดขึ้นมาเสียไม่ได้ ยอมอ่อนให้กวงฟั่นซึ่งบัดนี้ก็เริ่มคลายโทสะลงแล้ว ก่อนจะเอื้อมมือไปผลักบานทวารห้อง แล้วดันหลังน้องชายให้เข้าไป

“จะอย่างไรก็ช่าง ในเมื่อข้าลากเจ้ามาห้องข้าแล้ว ถือว่าเจ้าอยู่ข้างข้า เข้าไปเสีย ข้ามีเรื่องจะหารือกับเจ้า”

“หารือกันข้างนอกไม่ได้หรือ ไยต้องมีลับลมคมในด้วย”

เอ่ยแย้งอย่างระแวงเพราะไม่รู้ว่ากวงฟั่นมีแผนการใดอยู่ และเหมือนกับว่ากวงจินจะขัดขืนไม่ได้เลย เมื่อสองมือใหญ่ผลักเข้าเต็มแผ่นหลัง พร้อมคำสั่ง

“บอกให้เข้าก็เข้าไปเถิดน่า ถามมากเซ้าซี้น่ารำคาญอยู่ได้”

จนท้ายแล้วก็เข้ามาในห้องของกวงฟั่นจนได้ เด็กหนุ่มถอนหายใจพรืดแล้วพาตัวมานั่งทรุดลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ เอ่ยถามเข้าเรื่องอย่างไม่รอช้าทันที

“ท่านพี่มีเรื่องใดจะหารือก็ว่ามา อย่ามัวชักช้าให้เสียการ”

ชายหนุ่มเดินตามมานั่งตรงข้ามกับน้องชาย สีหน้าผ่อนคลายที่โผล่ให้เห็นเมื่อครู่พลันมลายหายไปอีกครั้งเมื่อสีหน้าเคร่งขรึมเข้ามาแทนที่ ให้กวงจินรับรู้ได้ว่าสิ่งที่จะได้ฟังต่อไปนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องของสำนักปักษามรกตเป็นแน่

“เจ้าเคยได้ยินชื่อของเจ้าสำนักปักษามรกตหรือไม่ว่าเป็นผู้ใด”

เป็นตามดังคาดไว้ กวงจินอดถอนหายใจกับความดื้อดึงของกวงฟั่นไม่ได้ และก็พอเข้าใจได้แล้วว่าเหตุใดกวงฟั่นจึงต้องดึงตนมายังที่รโหฐาน เช่นนี้คงเป็นเพราะมีแผนการใดในใจอยู่เป็นแน่

“เท่าที่ข้ารู้ก็เพียงแต่เจ้าสำนักคนเก่าชื่อ อวี๋ว์เจิ้งเสี้ยน เป็นบิดาของเจ้าสำนักคนใหม่ ทำไมหรือ”

สีหน้าฉงนของเด็กหนุ่มทำให้กวงฟั่นตบหน้าตักตนฉาดใหญ่ สร้างความสงสัยให้คนมองอีกเป็นเท่าตัว

“ข้าว่าแล้วเชียวว่าเจ้าต้องไม่รู้เป็นแน่ เจ้าจำเมื่อครั้งที่ข้าถูกท่านพ่อส่งไปร่ำเรียนที่แคว้นเสียนได้หรือไม่ ครานั้นมีสหายร่วมอาจารย์กับข้าที่ข้าเรียกว่าเจ้าลูกไก่อยู่คนหนึ่ง... เจ้าเด็กขี้โรคนั่นน่ะ”

พลันภาพของเด็กชายตัวเล็กผอมกะหร่องในชุดผ้าแพรลายงามซึ่งแลดูขัดกันอย่างสิ้นเชิงก็แวบเข้ามาในมโนความคิดของกวงจิน หากจำไม่ผิด เด็กคนนั้นมักโดนกวงฟั่นแกล้งเป็นประจำ ฉายาของเขาคือ เจ้าลูกไก่ ด้วยร่างกายอ่อนแอป่วยกระเสาะกระแสะทำให้ท่าทางการเดินเหมือนลูกไก่ที่ยังเดินไม่คล่องดี ร่ำเรียนเป็นสหายกับกวงฟั่นที่แคว้นเสียนซึ่งไม่ห่างไกลนักได้เพียงไม่นาน เขาก็ไปรักษาตัวตามคำสั่งของบิดา แล้วหายไปจากชีวิตของกวงฟั่นอย่างไร้ร่องรอย นับแต่วันนั้นก็ผ่านมาราวสักสิบปีได้แล้วกระมัง

“จำได้สิ ท่านพี่ชอบแกล้งเจ้าลูกไก่จนข้าต้องไปห้ามปรามอยู่หลายต่อหลายครั้งเช่นนั้น ไยจะจำไม่ได้”

ยิ่งนึกก็ยิ่งเห็นภาพชัดเจน แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ กวงฟั่นถึงได้ย้อนความหลังเช่นนี้ กระทั่งคนถามเหยียดมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วแถลงไขออกมา

“เจ้านั่นน่ะชื่อ อวี๋ว์เจิ้งเหอ เป็นบุตรชายโทนของอวี๋ว์เจิ้งเสี้ยน ซึ่งหมายความว่าเจ้าสำนักปักษามรกตนั่นก็คือเจ้าลูกไก่ขี้โรคที่โดนข้าแกล้งในตอนนั้นเช่นไรเล่า”

ได้ฟัง เด็กหนุ่มก็เบิกตาโต นึกไม่ออกเลยว่าเด็กขี้โรคท่าทางขี้ขลาดในตอนนั้นจะเป็นถึงเจ้าสำนักที่ทำให้ยุทธภพต้องหวั่นเกรงได้อย่างไร

“แล้วท่านพี่รู้เรื่องนี้มาจากผู้ใด ไยถึงได้มั่นใจเหลือเกินว่าเจ้าสำนักปักษามรกตคือเจ้าลูกไก่ในตอนนั้น”

“ไยข้าจะไม่รู้ ข้าก็ถือว่าเป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่งเช่นกัน ยุทธภพนี้มันกว้างใหญ่สักแค่ไหนกันเชียว เจ้าลูกไก่กับข้าเคยเป็นสหายวัยเยาว์กันมาก่อน ย่อมมีเครือมิตรสหายส่งข่าวให้รู้อยู่แล้ว”

“ในเมื่อเจ้าลูกไก่เป็นสหายกับท่านพี่ เช่นนั้นท่านพี่ก็ใช้ความเป็นสหายเจรจาให้เจ้าลูกไก่ละเว้นสำนักดอกเหมยอำพันของเราไปเสียสิ จะได้ไม่มีใครต้องเจ็บตัว”

กวงฟั่นขมวดคิ้วมุ่น สบตากวงจินอย่างเคืองขุ่นก่อนกระชากเสียงใส่ “เรื่องอย่างไรเล่า ขืนข้าทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอย่างไรกับยอมสยบแทบเท้ามัน จะให้ข้าเจรจากับมันเช่นนั้น ให้ข้าหลั่งเลือดเสียยังจะดีกว่า”

“หากไม่ใช่เช่นข้าคาดการณ์ไว้ แล้วท่านพี่จะเอ่ยถึงเจ้าลูกไก่ทำไมกัน”

“ข้าแค่ให้เจ้ารู้ว่าเจ้าสำนักปักษามรกตนั้นเป็นใครก่อนที่จะเข้าแผนของข้าเท่านั้น ในเมื่อเจ้าจำมันได้ก็ดี เรื่องจะได้ง่ายขึ้นหน่อย”

คราวนี้กวงฟั่นกลับยิ้มพรายให้เสียวสันหลัง กวงจินรู้ว่าแผนการของกวงฟั่นต้องไม่ใช่แผนการที่ดีแน่ และที่สำคัญคงต้องมีอะไรลากเขาไปเอี่ยวด้วยอย่างไม่มีทางเลือก และก็เป็นดังที่คิดไม่มีผิด เมื่อประโยคต่อไปหลุดออกจากริมฝีปากหนา ให้กวงจินได้ชาวาบไปทั้งตัว

“ข้าต้องการให้เจ้าปลอมตัวเข้าไปใกล้ชิดเจ้าลูกไก่ สืบหาจุดอ่อนของมันมาให้ข้า จะด้วยวิธีใดก็ได้แต่ต้องไม่ให้มันจับได้ว่าเจ้าเป็นน้องชายข้าก็พอ...”

“วะ...ว่าเช่นไรนะ! ทำไมต้องเป็นข้าด้วยเล่า! ข้าไม่เอาด้วยหรอก!”

พอตั้งสติได้ เด็กหนุ่มก็โวยวายที่จู่ๆ ถูกมัดมือชกเสียอย่างนั้น ผุดลุกขึ้นหมายจะชิ่งหนีออกจากห้อง แต่กวงฟั่นไวกว่า เอื้อมมือคว้าบ่าเล็กได้ทันก่อนกดลงให้นั่งลงไปตามเดิม

“ไม่เอาก็ต้องเอาเพราะข้าตัดสินใจแล้ว หากไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใดกันเล่า”

“ก็ท่านพี่ไง อยากไปก็ไปเองสิ ไยต้องเกี่ยงให้ข้า หรือเกรงจะสู้เจ้าลูกไก่ไม่ได้”

กวงฟั่นเห็นน้องชายขึ้นเสียง ก็พลันขึ้นเสียงบ้างเพื่อข่มให้คนตรงหน้ารู้สึกตัวว่าใครใหญ่กว่าใคร

“ขืนข้าเข้าไปเอง เจ้าลูกไก่คงจำข้าได้ แล้วทีนี้มันคงไม่รั้งรอที่จะทะลวงสำนักดอกเหมยอำพันให้หายแค้นกับวีรกรรมที่ข้าก่อไว้เมื่อเยาว์เป็นแน่ ยิ่งท่านพ่อพิรี้พิไรเช่นนี้ด้วย หากเจ้าอยากให้สำนักเราพินาศเร็วยิ่งขึ้น ก็เอาตามนั้นก็ได้”

เด็กน้อยหน้าจ๋อยลงไปสนิทตา จริงอย่างที่กวงฟั่นพูด บิดาของพวกเขาเป็นประเภทหากไม่จวนตัวจริงๆ ก็จะไม่ลงมือทำร้ายผู้ใดเป็นอันขาดแม้จะโดนหมิ่นเกียรติก็ตาม ถ้าสำนักปักษามรกตได้ยกพลมาจริงๆ กว่าท่านพ่อจะเจรจาสงบศึกเสร็จ สำนักดอกเหมยอำพันคงไม่เหลือศักดิ์ศรีที่สร้างมาไว้ให้เชยชมเป็นแน่แท้

พอเห็นว่าน้องชายมีท่าทีคล้อยตาม กวงฟั่นก็พึงใจ ไม่รอช้าเอ่ยตะล่อมให้เด็กหนุ่มหลงกลอย่างรวดเร็ว

“ข้าจะบอกให้นะกวงจิน สิ่งสำคัญที่สุดของสำนักวรยุทธ์นอกจากตำราวรยุทธ์แล้ว นั่นก็คือเกียรติภูมิของสำนัก เจ้าจะยอมให้ผู้ใดก็ไม่รู้มาทำลายเกียรติที่บรรพบุรุษเจ้าสั่งสมมาตลอดชีวิตเพียงเวลาแค่ชั่วข้ามคืนเช่นนั้นหรือ ที่ข้าวางแผนโดยใช้เจ้านั้น เพราะเห็นว่าเจ้าไว้ใจได้ที่สุดและคงเห็นแก่ประโยชน์ของสำนักมากกว่าอื่นใดเพราะเจ้าคือบุตรชายของเจ้าสำนักนี้ ลำพังแค่ตัวข้า แม้จะเก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจชนะได้หากไม่มีเจ้าช่วยเหลือ... เพื่อสำนักของเรานะกวงจิน เรื่องแค่นี้เจ้าทำให้ข้าได้หรือไม่”

กวงจินกลายเป็นคนหูเบาด้อยปัญญาไปในพริบตาเมื่อได้ยินคำหว่านล้อม แม้เงียบนิ่งไปครู่ใหญ่แต่สุดท้ายก็ตอบรับพี่ชายอยู่ดีด้วยไม่อยากให้สำนักเสื่อมเกียรติ สู้รู้จุดอ่อนฝ่ายตรงข้ามเพื่อต้อนให้จนมุมก่อนอีกฝ่ายจะมาต้อนให้เราจนมุมยังจะดีเสียกว่า

“ข้าจะช่วยท่านพี่ก็ได้ จะให้ข้าทำอย่างไรก็บอกแผนการมาแล้วกัน แต่อย่าให้ข้าต้องเสี่ยงมากนักล่ะ ข้ายังไม่อยากตายก่อนท่านพ่อจะสิ้นลม”

ได้ยินดังนั้น กวงฟั่นก็แสยะยิ้มกว้างอย่างไม่ปิดบัง คิดอยู่แล้วว่ากวงจินต้องยอมอ่อน ก่อนรับปากเป็นมั่นเหมาะโดยที่กวงจินไม่รู้เลยว่าแผนการของกวงฟั่นนั้นร้ายกาจกว่าที่คาดหมายเพียงใด

“ไม่ต้องห่วงน่าน้องรัก รับรองข้าจะวางแผนการให้เจ้าเป็นอย่างดี...”

กว่าจะรู้ตัวว่าการร่วมมือกับกวงฟั่นนั้นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ก็ตอนที่ได้ฟังแผนการจากปากคนเจ้าเล่ห์โดยละเอียด เมื่อกวงฟั่นว่าจะให้กวงจินต้องปลอมกายเป็นอิสตรีและแฝงเร้นเข้าไปยังหอคณิกาปักษาภิรมย์ยังแคว้นเสียน อันเป็นหอคณิกาขนาดใหญ่ภายใต้การดูแลของสำนักปักษามรกต โดยที่เด็กหนุ่มไม่รู้มาก่อนเลยว่านอกจากสำนักปักษามรกตจะเป็นสำนักฝึกสอนวรยุทธ์แล้ว ยังมีการทำการค้าด้วย ทว่านั่นก็หาใช่เรื่องสลักสำคัญไม่ นอกเสียจากการถูกกวงฟั่นบังคับให้ใส่ชุดผ้าแพรสีหวานด้วยสีหน้าดุดัน เตรียมพร้อมเริ่มแผนการโดยไม่ทันให้กวงจินได้ทำใจ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED