ตอน 1

สวี่จืออวี๋ถือโถเก็บอุณหภูมิไว้ในมืออย่างระมัดระวังขณะเดินเข้าไปในเสิ่นซื่อ กรุ๊ป

เพื่อยาสมุนไพรโถนี้ เธอต้องใช้เส้นสายในการชิงตัดหน้าประมูลหญ้าห้ามเลือดที่มีเพียงต้นเดียวจากโรงประมูลใต้ดินในอเมริกาใต้มา จากนั้นเธอก็คอยเฝ้าอยู่ข้างหม้อดินไม่ห่างเพื่อเคี่ยวเป็นเวลาหกชั่วโมงเต็ม

เสิ่นหงเย่สามีของเธอป่วยเป็นไมเกรนอย่างรุนแรง นี่คือซุปที่จะสามารถช่วยต่ออายุให้เขาได้

พอสวี่จืออวี๋ผลักประตูเปิดออก เธอก็เห็นเสิ่นหงเย่กำลังยื่นจดหมายเชิญฉบับหนึ่งให้กับหลินหว่านซูอยู่พอดี

หลินหว่านซูคือคนรักฝังใจของเสิ่นหงเย่

เธอมาทำอะไรที่นี่กันนะ?

“อุ๊ย จดหมายเชิญให้เข้าร่วมการประชุมประจำปีเซนต์มิสซาเหรอคะเนี่ย?” หลินหว่านซูรับซองจดหมายไปพลางยิ้มหวาน แล้วก็มองไปที่สวี่จืออวี๋ด้วยสายตายั่วยุ

“คุณก็มาเหมือนกันเหรอ?” เมื่อได้ยินเสียง สายตาของเสิ่นหงเย่ก็มองไปที่โถเก็บอุณหภูมิในมือของสวี่จืออวี๋ แล้วเขาก็รีบเบือนหน้าหนีไปอย่างรวเร็ว “เอาวางไว้ตรงนั้นแหละ”

เมื่อเห็นท่าทีของเสิ่นหงเย่ หลินหว่านซูก็ยิ่งได้ใจมากขึ้นไปอีก เธอหยิบจดหมายเชิญขึ้นมาพลิกดูอยู่อย่างนั้น

“ขอบคุณนะคะ พี่หงเย่! นี่คือการประชุมที่สงวนสิทธิ์ให้เฉพาะผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระดับแนวหน้าของโลกเข้าร่วมเท่านั้น…… ไม่คาดคิดเลยว่าพี่จะดีกับฉันมากขนาดนี้ พอรู้ว่าฉันกำลังจะมีวุฒิปริญญาเอกแล้วก็เซอร์ไพรส์ฉันครั้งใหญ่เลยนะคะเนี่ย”

เซอร์ไพรส์งั้นเหรอ?

สวี่จืออวี๋ยืนอยู่ที่ประตูด้วยความรู้สึกงุนงง

จดหมายเชิญดังกล่าวทางเซนต์มิสซาตั้งใจส่งมาเพื่อเชิญเธอกับคุณแม่ไปบรรยายทางการแพทย์โดยเฉพาะ

ซึ่งเธอก็แค่บอกให้เสิ่นหงเย่ไปเอามาให้เท่านั้นเอง แต่แล้วตอนนี้มันกลับกลายเป็นว่าเขาเอามาใช้เซอร์ไพรส์เพื่อเอาใจผู้หญิงคนอื่นไปซะอย่างนั้น

คุณแม่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเอาชนะโรคทางพันธุกรรมที่หายากและเป็นอันตรายถึงชีวิตชนิดหนึ่ง ทว่าในขณะที่งานวิจัยกำลังจะประสบความสำเร็จกลับถูกคนปองร้ายจนหายสาบสูญไป อีกทั้งยังต้องแบกรับชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่ว่า ‘ปลอมแปลงผลงานวิชาการ’ ไว้อีกด้วย

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เธอต้องรับบทเป็นแม่บ้านของตระกูลเสิ่นที่ ‘คอยทำแต่อาหาร’ ในขณะเดียวกันก็ต้องแอบสานต่อการทดลองของคุณแม่ด้วยการอดหลับอดนอนทำงานอยู่ในห้องทดลองซอมซ่อที่ชั้นใต้ดินของวิลล่าเพื่อปรับส่วนผสมและตรวจสอบข้อมูลซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผลงานวิจัยของเธอผ่านการตรวจสอบจากการวิจัยทางคลินิกแบบปกปิดข้อมูลในส่วนของผู้วิจัยและผู้ป่วยของสหพันธ์การแพทย์นานาชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จดหมายเชิญนี้เป็นโอกาสเดียวของเธอที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้เป็นแม่ได้ แล้วก็มอบโอกาสใหม่ในการมีชีวิตอยู่ให้กับผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรมได้ด้วย

สวี่จืออวี๋เดินไปข้างหน้าและจ้องเขม็งไปที่ซองจดหมายในมือของหลินหว่านซูพลางพูดขึ้นว่า “เอามาให้ฉัน!”

มือของหลินหว่านซูที่ถือซองจดหมายอยู่แข็งทื่อ จากนั้นเธอก็ถอยกลับไปขดตัวอยู่ด้านหลังเสิ่นหงเย่และพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเศร้าใจว่า “พี่จืออวี๋ พี่จะทำอะไรคะ…… เห็นๆ อยู่ว่านี่เป็นของขวัญที่พี่หงเย่ให้ฉัน”

สีหน้าของเสิ่นหงเย่มืดมนลงทันที “สวี่จืออวี๋ คุณเอาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก”

“แล้วผมก็ให้หว่านซูไปแล้วด้วย”

“ไม่มีประโยชน์งั้นเหรอ?” สวี่จืออวี๋หัวเราะออกมาด้วยความโกรธเคืองอย่างมาก “เสิ่นหงเย่ คุณมีสิทธิ์มาตัดสินใจว่าของของฉันมันมีประโยชน์หรือไม่มีตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

หลินซินที่เป็นผู้ช่วยของเสิ่นหงเย่หัวเราะเยาะเย้ยออกมาก่อนจะพูดขึ้นว่า

“คุณสวี่ นี่คือของของคุณเหรอครับ? ของทุกอย่างที่อยู่บนตัวคุณ มันก็คือของของตระกูลเสิ่นไม่ใช่หรือไง? คุณจะไปมีของอะไรได้?”

“คุณหลินเป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านแพทยศาสตร์ที่กลับมาจากต่างประเทศ การที่มอบจดหมายเชิญให้เธอไปถือเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว”

“คุณเป็นแค่แม่บ้านที่ไม่เคยแม้จะไปเรียนหนังสือด้วยซ้ำ คุณจะไปเข้าใจเรื่องนี้ได้ยังไงกัน?”

เสิ่นหงเย่ขมวดคิ้ว เขาเหมือนจะรู้สึกว่าคำพูดของหลินซินค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่เขาก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร

เพราะในความทรงจำของเขา สวี่จืออวี๋เอาแต่ทำอาหารอยู่ในครัวเพื่อคอยเอาใจเขาไปวันๆ เท่านั้น แล้วเธอจะไปมีความรู้ด้านการแพทย์ได้ยังไง?

ในความคิดของเขา สวี่จืออวี๋น่าจะไปเอาจดหมายเชิญมาจากที่ไหนสักแห่งเพื่อมาใช้ดึงดูดความสนใจของเขาก็เท่านั้น

เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นว่า

“หว่านซูกำลังจะเรียนจบแล้ว เธอต้องการสร้างความมั่นคงในสายงานการแพทย์ โอกาสนี้จะช่วยให้เธอได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของนานาชาติได้”

“ส่วนคุณแค่ต้องการจะใช้โอกาสนี้เพื่อพิสูจน์ตัวเองและดึงดูดความสนใจจากผมเท่านั้น ซึ่งผมรับรู้แล้ว ดังนั้นมันไม่จำเป็นอีกแล้ว”

เพื่อพิสูจน์ตัวเองงั้นเหรอ?

นิ้วมือของสวี่จืออวี๋ที่อยู่ข้างลำตัวงอขึ้นทันที

หลังจากแต่งงานกันมาห้าปี ในสายตาของเขา ที่แท้เธอก็เป็นเพียงแค่คนติดสอยห้อยตามที่ต้องใช้วิธีแบบนี้ในการดึงดูดความสนใจเท่านั้นเองสินะ

เธอวางโถเก็บบอุณหภูมิลงบนโต๊ะอย่างแรง ทำให้ฝาหล่นลงพื้นเสียงดังตึ้ง

“บนจดหมายเชิญก็มีชื่อของฉันเขียนเอาไว้อยู่ แต่ก็ยังจะเอาของของฉันไปใช้เพื่อเอาหน้าแบบนี้ คุณเสิ่นนี่ใจกว้างจริงๆ เลยนะคะ”

จากนั้นเธอก็มองไปที่หลินหว่านซูและพูดต่อไปว่า “ในเมื่อคุณหลินเป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านแพทยศาสตร์ แถมยังเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งอีกด้วย การขอจดหมายเชิญแค่ฉบับเดียวคงไม่ใช่เรื่องยากหรอกมั้งคะ?”

“จะมาแย่งของของแม่บ้านอย่างฉันไปทำไมกัน? หรือว่าคุณหลินยอมรับแล้วว่า คุณยังสู้แม้แต่แม่บ้านอย่างฉันไม่ได้เลย?”

“ทำไมพี่ถึงพูดแบบนี้ล่ะ!” ใบหน้าของหลินหว่านซูซีดเผือดลงทันที เบ้าตาแดงก่ำขึ้นมา “พี่หงเย่ ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ…… ฉันไม่รู้มาก่อนจริงๆ ว่า จดหมายเชิญฉบับนี้เป็นของพี่จืออวี๋”

“ถ้าฉันรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ฉันไม่มีทางเอาแน่นอน”

หลังพูดจบ เธอก็ยื่นซองจดหมายไปให้สวี่จืออวี๋พลางพูดว่า “พี่จืออวี๋ ฉันขอโทษนะ ฉันคืนให้พี่ก็ได้”

สวี่จืออวี๋เอื้อมมือไปรับมา

วินาทีที่เธอกำลังจะหยิบ มือของหลินหว่านซูก็ปล่อยออกอย่างกะทันหัน

“แปะ”

ซองจดหมายตกลงไปในโถเก็บอุณหภูมิที่เปิดฝาอยู่

ซองจดหมายสีแดงเข้มที่เคยสวยงามเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำมันเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดเป็นรอยด่างเลอะเทอะไปหมด

“อุ๊ย!” หลินหว่านซูร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ แล้วก็เอามือปิดปากพลางพูดว่า “ฉันขอโทษจริงๆ พอดีมือฉันมันลื่นน่ะ…… เลอะหมดเลย……”

ขณะที่สวี่จืออวี๋กำลังมองซองจดหมายที่เปื้อนไปหมด ในหัวก็นึกถึงคำพูดของแม่ขึ้นมา ‘ขอให้จืออวี๋ของแม่สืบทอดความฝันของแม่ต่อไป ได้กลายเป็นแพทย์ที่โดดเด่นที่สุดไปเลยนะ’

นี่เป็นความปรารถนาของแม่

เธอค่อยๆ นั่งยองๆ ลง

“ทำไมแม้แต่กระดาษใบเดียวถึงยังไม่รู้จักถือให้มันดีๆ ?” เสิ่นหงเย่ขมวดคิ้วพลางเหลือบมองจดหมายเชิญที่เละเทะไปหมดแล้ว เดิมทีเขาวางแผนเอาไว้ว่าจะไปเอามันคืนจากสวี่จืออวี๋ในภายหลัง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องหาวิธีอื่นแล้วล่ะ

“เอาเถอะ ก็แค่กระดาษแผ่นเดียวนี่เอง สกปรกไปแล้วก็ช่างมันเถอะ”

สวี่จืออวี๋ค่อยๆ ใช้กระดาษทิชชู่เช็ดคราบน้ำมันบนซองจดหมายออกทีละนิด

แต่เช็ดยังไงก็ไม่สะอาดแล้ว

เธอลุกขึ้นยืนและกำเศษกระดาษนั้นไว้ในมือแน่น ความรู้สึกแสบร้อนที่ฝ่ามือทำให้เธอรู้สึกตื่นตัวจนถึงวินาทีสุดท้าย

“ก็ได้ ฉันไม่เอาความเรื่องจดหมายเชิญก็ได้” สวี่จืออวี๋มองไปที่เสิ่นหงเย่พลางพูดว่า “พรุ่งนี้คุณพ่อของฉันจะกลับจากต่างประเทศแล้ว คุณเคยบอกว่าจะไปรับเขากับฉัน พรุ่งนี้เวลาบ่ายสามโมง ที่ท่าเรือนะคะ”

นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เธอจะมอบให้กับชีวิตคู่ในครั้งนี้แล้ว

ตอน 2

เสิ่นหงเย่ถึงกับสตั๊นไปเลย

สวี่จืออวี๋ยังมีพ่ออีกเหรอเนี่ย?

เขาจำได้ว่าตอนแต่งงานกัน สวี่จืออวี๋เคยบอกว่าพ่อของเธอมีธุระต้องไปอยู่ที่ต่างประเทศตลอด คาดว่าน่าจะอยู่ในประเทศที่ห่างไกลสักแห่ง

แต่ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา บุคคลนี้ไม่เคยปรากฏตัวหรือติดต่อพวกเขามาเลย

ตลอดห้าปีนี้สวี่จืออวี๋แทบจะทุ่มเททั้งชีวิตให้กับเขาเพียงคนเดียว จนเขาแทบจะลืมไปแล้วว่าเธอก็มีครอบครัวเช่นกัน

ไม่คาดคิดเลยว่าพ่อของเธอจะได้กลับมา

ในหัวของเสิ่นหงเย่นึกถึงภาพชายวัยกลางคนผู้โลภมากและตกอับขึ้นมาทันที

พ่อที่ทิ้งลูกสาวของตัวเองไว้กับคนอื่นถึงห้าปีโดยไม่ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเธอเลย จะเป็นคนดีไปได้ยังไงกัน?

คงหนีไม่พ้นพวกที่พอรู้ว่าตอนนี้เขาเป็นประธานบริษัทเสิ่นซื่อ กรุ๊ปแล้ว มีทรัพย์สินหลายพันล้านก็เลยอยากจะเข้ามาขอส่วนแบ่งกำไรล่ะสิท่า

เขาเกลียดคนที่ชอบประจบสอพลอเพื่อหวังผลประโยชน์จากเส้นสายแบบนี้ที่สุดเลย

แต่สายตาของสวี่จืออวี๋กลับเย็นชามากเสียจนทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลในทันที

“โอเค” เสิ่นหงเย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ตอนบ่ายสามโมง ผมจะไปรับพวกคุณเอง”

สวี่จืออวี๋หันหลังและเดินจากไปโดยไม่ได้เหลียวแลเขาอีกเลย

วันรุ่งขึ้น ตอนบ่ายสามโมงห้านาที

สวี่จืออวี๋กำลังยืนอยู่ที่ทางแยก เธอจ้องมองหน้าต่างแชทที่เงียบกริบบนหน้าจอโทรศัพท์

เวลาบ่ายสามโมงสิบห้านาที

ในที่สุดโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

“จืออวี๋” เสียงของเสิ่นหงเย่ดังขึ้นมาในสายด้วยความร้อนรน “วันนี้ผมคงไม่สามารถไปรับคุณพ่อได้แล้วล่ะ”

“ทำไมล่ะคะ?”

“พอดีทางหว่านซูประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอรีบไปช่วยคน ผมก็เลยต้องพาเธอไปโรงพยาบาลก่อนน่ะ! เดี๋ยวหลังจากผ่านช่วงนี้ไปแล้วผมค่อยไปเยี่ยมเยียนคุณพ่อทีหลังนะ คุณไปรับท่านเองแล้วกัน เป็นเด็กดีด้วยล่ะ”

ในสายมีเสียงของหลินหว่านซูที่พูดพลางสะอึกสะอื้นดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบาว่า “พี่หงเย่ขับเร็วๆ หน่อยสิคะ…… พวกเขากำลังรอให้ฉันไปช่วยอยู่นะ……”

“ไม่ต้องกลัวนะ ผมอยู่นี่แล้ว” น้ำเสียงของเสิ่นหงเย่อ่อนลงทันที

สวี่จืออวี๋กำลังยืนถือโทรศัพท์มือถืออยู่บนถนนที่มีผู้คนเดินสัญจรไปมา

ที่ถนนฝั่งตรงข้าม มีรถมายบัคสีดำคันหนึ่งกำลังจอดอยู่

เสิ่นหงเย่กำลังโน้มตัวลงไปอุ้มหลินหว่านซูออกมาจากในรถสปอร์ต

หลินหว่านซูขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขาโดยไม่มีอาการวิตกกังวลใดๆ ทั้งสิ้น

อุบัติเหตุทางรถยนต์งั้นเหรอ?

ช่วยคนงั้นเหรอ?

มันเป็นเพียงแค่แผนการที่วางเอาไว้อย่างรอบคอบ เพื่อทำให้เธอเป็นตัวตลกในวันสำคัญนี้ก็เท่านั้น

สวี่จืออวี๋มองดูรถมายบัคแล่นออกไปอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นความรู้สึกแน่นหน้าอกที่เป็นมาตลอดก็หายลับไป

มันเหลือเพียงความว่างเปล่า แม้แต่ลมที่พัดผ่านมาก็ยังไม่ทำให้รู้สึกหนาวเลยแม้แต่นิดเดียว

“เสิ่นหงเย่” เธอพูดกับสายที่ถูกวางไปแล้วเบาๆ ว่า “เราจบกันแค่นี้เถอะ”

เธอหันหลังกลับและเปิดประตูรถออกมา จากนั้นก็สตาร์ทรถและเหยียบคันเร่งจนมิด

……

ณ คฤหาสน์หยุนติ่ง

ธงสีดำลวดลายสีทองที่แขวนอยู่หน้าประตูคือสัญลักษณ์ประจำตระกูลสวี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนในวงการใต้ดินของยุโรปรู้จักกันดี

ในวันธรรมดาจะไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัวเข้าพื้นที่ตรงนี้ ยกเว้นรถที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

แต่ในวันนี้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประตูพอเห็นป้ายทะเบียนรถของเธอก็ไม่ได้เข้ามาขวางแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังปล่อยให้เธอผ่านไปราวกับมองไม่เห็นอย่างไรอย่างนั้น

เธอผลักประตูเปิดออกและลงจากรถไป

ในระยะไกล มีบอดี้การ์ดสวมชุดสูทสีดำสองแถวที่กำลังยืนนิ่งอย่างเคร่งขรึมอยู่สองข้างทาง

มีคนร่วมร้อยชีวิตยืนเรียงรายกันหนาแน่นจนดูเป็นสีดำทะมึนไปหมด รังสีอำมหิตพุ่งเข้ามาปะทะหน้าอย่างรุนแรง

พวกเขาต่างก็พกปืนจริงกันหมด

วินาทีที่เท้าของสวี่จืออวี๋แตะพื้น

“ฟึ่บ……”

คนจำนวนหนึ่งร้อยคนได้เคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยทุกคนโค้งคำนับลงทำมุมเก้าสิบองศาพร้อมกัน

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ คุณหนู!”

ประตูเหล็กขนาดใหญ่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกไปสองฝั่ง

ริมหน้าต่างบานใหญ่ที่สูงจรดเพดานมีใครคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้ฝูงชนอยู่

ดูเหมือนเขาจะได้ยินเสียงจึงหันกลับมา

เขาค่อยๆ เดินเข้ามาทีละก้าว คณะติดตามด้านหลังที่อยู่ห่างจากเขาไปสิบเมตรนั้นได้หยุดนิ่งไปโดยอัตโนมัติ ไม่กล้าที่จะเดินเข้ามาใกล้แม้แต่ก้าวเดียว

“ผอมลงนะ”

สวี่จวินเฮ่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าลูกสาว เขาอยากจะสัมผัสใบหน้าของเธอ แต่กลัวว่าจะไปทำอะไรเสียหายจึงชะงักมือค้างอยู่กลางอากาศ

“จืออวี๋ พ่อกลับมาแล้ว!”

ผู้นำสูงสุดของตระกูลสวี่ผู้ซึ่งมีอิทธิพลสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการใต้ดินในยุโรป เวลานี้สีหน้ากลับดูเศร้าใจและรู้สึกผิดอย่างมากจนไม่สามารถที่จะเก็บอาการเอาไว้ได้เลย

สวี่จืออวี๋มองไปที่พ่อของเธอที่ไม่ได้เจอกันมาห้าปี ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ขึ้นมา

“คุณพ่อ”

“ขอโทษนะ พ่อกลับมาช้าไปหน่อย” สวี่จวินเฮ่อโอบกอดลูกสาวเอาไว้ให้อ้อมแขน

แผ่นหลังที่แข็งเกร็งของสวี่จืออวี๋ค่อยๆ อ่อนลง

เวลาผ่านไปห้าปีแล้ว เธอเกือบจะคิดว่าเธอจะไม่มีโอกาสได้เจอพ่อแม่ของเธออีกแล้ว

“คุณพ่อ……”

สวี่จวินเฮ่อใช้มือประคองใบหน้าของลูกสาวเอาไว้

“ใครทำให้ลูกต้องเสียใจแบบนี้กัน? เขาเหรอ?”

“ไม่ต้องกลัวนะ พ่ออยู่ตรงนี้แล้ว อย่าว่าแต่เสิ่นซื่อ กรุ๊ปเล็กๆ นั่นเลย ต่อให้จะต้องพลิกทั้งยุโรป พ่อก็ทำให้ลูกได้อยู่แล้ว”

“คุณแม่ เธอ……” สวี่จืออวี๋ถามออกไปแค่คำเดียว

มือของสวี่จวินเฮ่อก็ถึงกับหยุดชะงักไปทันที เจตนาฆ่าในแววตาของเขาจางหายไปในชั่วพริบตา เหลือเพียงแววตาแห่งความเจ็บปวดอย่างสุดซึ้งเท่านั้น

เขาหยิบรูปถ่ายที่ค่อนข้างเหลืองใบหนึ่งออกมาจากในอก แล้วก็ยัดใส่มือของสวี่จืออวี๋ไป

มันคือรูปถ่ายครอบครัวของพวกเขาสามคนนั่นเอง

ในภาพ คุณแม่สวมเสื้อกาวน์สีขาว ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน ส่วนในมือกำลังถือรายงานการทดลองฉบับหนึ่งเอาไว้

“แม่ของลูกไม่ได้ทิ้งพวกเราไปไหนหรอก”

“ในตอนนั้นในบ้านมีการทะเลาะกันภายใน บรรดาญาติพี่น้องที่แย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวต่างก็หมายตาไปที่สูตรยาด้านพันธุกรรมที่อยู่ในการครอบครองของแม่ของลูก เธอก็เลยหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของนักฆ่าพวกนั้นไป

สวี่จืออวี๋กอดรูปนั้นไว้แน่น แม่ของเธอทำไปเพราะต้องการปกป้องพวกเธอ……

“ที่พ่อไม่ได้กลับมาที่นี่เลยตลอดห้าปีที่ผ่านมา เพราะพ่อไปกวาดล้างพวกชั่วในตระกูลอยู่” แววตาของสวี่จวินเฮ่อฉายแววโหดเหี้ยมออกมา “พ่อจัดการพวกสารเลวที่ทำลายครอบครัวเราไปหมดแล้ว ตอนนี้พ่อจะไปตามหาแม่ของลูกกลับมาให้ได้”

เขาหันไปมองลูกสาวสุดที่รักพลางพูดว่า “จืออวี๋ เรากลับบ้านกันเถอะ บ้านใหญ่ของตระกูลสวี่เปิดต้อนรับลูกเสมอเลยนะ ใครก็ตามที่ทำให้ลูกไม่มีความสุข พ่อจะทำให้คนๆ นั้นหายไปจากโลกนี้เอง”

หลังจากเงียบไปนาน สวี่จืออวี๋ก็ส่ายหัว

“คุณพ่อ ฉันอยากจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองค่ะ”

เธอต้องการค่อยๆ เรียกคืนความจริงใจที่เธอสูญเสียไปในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

เธอต้องการยุติความสัมพันธ์ที่ไร้สาระห้าปีนี้ด้วยตัวเอง

สวี่จวินเฮ่อไม่ได้บีบบังคับอะไรต่ออีก

“ไปเถอะ ลูก แต่ลูกจงจำเอาไว้นะว่า ตระกูลสวี่จะคอยสนับสนุนลูกอยู่เสมอ”

ตอน 3

ณ วิลล่าตระกูลเสิ่น

“คุณแม่คะ พี่หว่านซูสวยสง่างามมากเลยนะคะ แถมยังจบปริญญาเอกอีกด้วย ต่างจากสวี่จืออวี๋ที่วันๆ เอาแต่ทำตัวซังกะตาย เห็นแล้วน่าสะอิดสะเอียนชะมัด”

“หึ ผู้หญิงแบบนั้นเหมาะแค่เป็นคนคอยทำอาหารให้ครอบครัวเรากินเท่านั้นแหละ” เสียงแม่เสิ่นพูดขึ้นว่า “วันนี้เธอไปเยี่ยมพ่อที่ยากจนขัดสนของเธองั้นเหรอ?”

เสิ่นอวี้หลานพูดด้วยรอยยิ้มหวานว่า “ได้ยินมาว่าเขากลับมาจากต่างประเทศแล้วนี่คะ คงจะไปทำงานผิดกฎหมายที่บ้านนอกคอกนาที่ไหนแต่อยู่ไม่รอด ก็เลยซมซานกลับมาขอพึ่งใบบุญลูกสาวล่ะสิท่า”

เสิ่นหงเย่เพียงแค่ขมวดคิ้วเท่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่พวกเธอพูดนั้น มันผิดตรงไหน

ทันใดนั้นสวี่จืออวี๋ก็ผลักประตูเปิดเข้ามา

เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา สีหน้าของแม่เสิ่นก็แสดงความรังเกียจออกมาอย่างชัดเจนมาก

“อ้าว รู้ด้วยเหรอว่าต้องกลับมาน่ะ? ทำไมยังไม่รีบไปทำอาหารอีกล่ะ”

สวี่จืออวี๋ไม่ได้พูดอะไร พอเปลี่ยนรองเท้าเสร็จเธอก็เดินขึ้นไปชั้นบนทันที

“นี่! คุณแม่กำลังพูดด้วยอยู่นะ! เธอหูหนวกหรือไง?”

“ทำไมถึงได้ทำตัวแบบนี้ห้ะ? แค่ออกไปเยี่ยมพ่อจนๆ มาแป๊บเดียว พอกลับมาก็ทำตัวจองหองเลยเหรอ?”

สวี่จืออวี๋หยุดเดินและมองไปที่เสิ่นอวี้หลานที่มาขวางทางเธอด้วยสายตาเย็นชา “หลบไป”

เสิ่นอวี้หลานตกใจจนถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่เธอก็ดึงสติกลับมาได้ในทันที “กล้าดียังไงมามองค้อนฉันแบบนี้ห้ะ? ที่นี่คือบ้านฉันนะ!”

“เธอกินอยู่กับพี่ชายของฉัน แค่ให้เธอไปทำอาหารมันจะอะไรนักหนา?”

“บ้านคุณงั้นเหรอ?” สายตาของสวี่จืออวี๋กวาดมองไปทั่ววิลล่า

ตอนนั้นที่หาบ้านกัน เสิ่นหงเย่เพิ่งออกมาจากสลัมด้วยซ้ำ เธอรับเงินจากเขามาสองร้อยห้าสิบและพาพวกเขาย้ายเข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์หลังหนึ่งของตระกูลสวี่

เพื่อที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของเขา เธอถึงขนาดบอกเขาว่าที่นี่คือบ้านของญาติเธอ เขาสามารถที่จะพักอยู่ที่นี่ได้ชั่วคราว

สวี่จืออวี๋หัวเราะเยาะเย้ยออกมาก่อนจะพูดขึ้นว่า “เสิ่นหงเย่ คุณบอกพวกเธอไปสิว่า บ้านหลังนี้เป็นของคุณหรือเปล่า?”

สีหน้าของเสิ่นหงเย่เปลี่ยนไปทันที “สวี่จืออวี๋! คุณพูดเรื่องไร้สาระอะไรน่ะ!”

“ฉันพูดเรื่องไร้สาระงั้นเหรอ?” เธอมองไปที่เขาด้วยความรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาซะเลย “ทำไม ไม่กล้าพูดเหรอ?”

“คุณหุบปากเดี๋ยวนี้นะ!” เสิ่นหงเย่ตวาดขึ้นมาเบาๆ แล้วก็พูดด้วยสายตาเตือนสติว่า “ผมยอมรับนะว่า การที่ผมไม่ได้ไปรับคุณพ่อเป็นเพื่อนคุณ ผมทำไม่ถูก ถ้าคุณจะไม่พอใจ ผมก็ขอโทษด้วย”

“แต่คุณอย่ามาหาเรื่องโดยไร้เหตุผลแบบนี้สิ ถ้าคุณเหนื่อยก็ขึ้นไปพักผ่อนข้างบนเถอะ”

“ฉันไม่ได้เหนื่อย” สวี่จืออวี๋เดินไปที่หน้าโต๊ะกาแฟ “ฉันแค่อยากจะชี้แจงให้ชัดเจน”

แม่เสิ่นโกรธมากกับท่าทีที่ผิดแปลกไปของสวี่จืออวี๋ เธอจึงลุกพรวดขึ้นมาในทันที “จะแข็งข้องั้นเหรอ! นังชั่ว เธอกล้าดียังไงมาพูดกับหงเย่แบบนี้ห้ะ?”

“บางทีแม่ของเธออาจจะหนีไปกับชายชู้แล้วก็ได้”

“คุณพูดว่าอะไรนะ?” สายตาของสวี่จืออวี๋ดุดันขึ้นมาในชั่วพริบตา เธอจ้องเขม็งไปที่แม่เสิ่น

“ฉันพูดอะไรผิดหรือไง?” แม่เสิ่นเอามือทั้งสองข้างเท้าเอว เธอพูดออกมาอย่างดุดันจนน้ำลายกระเด็น “บอกว่าหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ทุกคนต่างก็รู้กันทั่วว่าเธอหนีตามใครคนหนึ่งไป!”

“อีผู้หญิงแพศยา ไร้ยางอาย!”

“วันนี้เธอก็กลับมาซะดึกเชียว เธอก็คงจะออกไปนัดพบกับชายชู้เป็นการส่วนตัวเหมือนแม่เธอนั่นแหละ!”

“หุบปาก!”

สวี่จืออวี๋ตบโต๊ะอย่างแรง ทำให้ถ้วยกาแฟบนโต๊ะลอยขึ้นมา

เธอจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกแม่ของเธอเด็ดขาด!

นี่คือข้อห้ามของเธอ

ใครมาแตะต้อง คนนั้นต้องตาย

แม่เสิ่นตกใจกับการระเบิดอารมณ์ขึ้นมาอย่างกะทันหันของอีกฝ่ายมาก หลังจากที่ดึงสติกลับมาได้เธอจึงยิ่งโมโหเดือดดาลมากขึ้นไปอีก “หนอยแน่ะ! หงเย่ ดูเมียตัวดีที่แกแต่งงานเข้าบ้านมาสิ!”

เสิ่นหงเย่ขมวดคิ้วแน่น “คุณจะตะโกนทำไม! นั่นคือแม่ของพวกเรานะ!”

“ท่านอายุเยอะแล้ว สุขภาพก็ไม่ดีอยู่ แค่พลั้งปากพูดอะไรนิดๆ หน่อยๆ มันจะเป็นอะไรไป? ทำไมคุณต้องโกรธเคืองกันถึงขนาดนี้ด้วยล่ะ? ขอโทษคุณแม่เดี๋ยวนี้เลยนะ!”

ขอโทษงั้นเหรอ?

การที่มาพูดจาดูถูกแม่ของเธอว่าเป็นโสเภณี มันคือการพลั้งปากพูดงั้นเหรอ?

สวี่จืออวี๋มองใบหน้าคนที่เธอรักมาตลอดห้าปี แล้วก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจขึ้นมาอย่างสุดซึ้ง

เธอถึงขั้นที่นึกสงสัยเลยว่า คนที่เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเธอเอาไว้ในตอนนั้นคือเขาจริงๆ หรือเปล่า?

สวี่จืออวี๋ถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างเขาให้มากขึ้น

“เสิ่นหงเย่ ฉันจะถามคุณอีกรอบ”

“คุณก็คิดว่า แม่ของฉันเป็นคนแบบที่พวกเธอพูดถึงกันใช่ไหม? คุณก็ไม่เคยคิดที่จะช่วยฉันตามหาแม่เหมือนกันใช่ไหม?”

เสิ่นหงเย่มองสวี่จืออวี๋ แล้วก็มองใบหน้าที่โกรธเคืองของแม่และน้องสาวตัวเอง

ถ้าเขาไม่เข้าข้างแม่ แม่จะต้องอาละวาดขึ้นมาอีกแน่ๆ

ส่วนสวี่จืออวี๋…… ยังไงเธอก็ไม่มีทางไปจากเขาอยู่แล้ว เดี๋ยวค่อยไปง้อเธอก็ได้

เขาหลบสายตาของสวี่จืออวี๋ที่จ้องมองมาอย่างดุดันและนิ่งเงียบไป

เขาเลือกที่จะเงียบอีกแล้ว

ทุกครั้งที่คนตระกูลเสิ่นรังแกเธอ เขามักจะเงียบแบบนี้ตลอด

สวี่จืออวี๋หัวเราะ

ที่จริงคำตอบมันก็ชัดเจนมาตั้งนานแล้วสินะ?

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เธอพูดถึงเรื่องการตามหาแม่ เสิ่นหงเย่มักจะเปลี่ยนเรื่องคุย ถึงขั้นบอกเป็นนัยๆ ด้วยว่าเธอไม่ควรเสียเวลาเปล่า

ที่แท้ในใจของเขาก็คิดว่าแม่ของเธอเป็นคนเลวทรามเหมือนกันสินะ

“ดี สุดยอดไปเลย”

“เสิ่นหงเย่ คุณลืมไปแล้วเหรอว่าใครเป็นคนช่วยคุณหาเงินทุนก้อนแรกตอนที่บริษัทของคุณประสบปัญหาขาดสภาพคล่องเมื่อสามปีก่อน?”

“คุณคิดว่าตัวเองโชคดีงั้นเหรอ? ความจริงมันเป็นเพราะฉันบากหน้าไปขอให้อดีตอาจารย์ช่วยแนะนำคอนเนคชั่นให้ต่างหาก!”

“คุณลืมไปแล้วเหรอว่า แม่ของคุณเคยเป็นแผลในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง หมอทุกคนต่างก็บอกว่าต้องผ่าตัด แล้วใครกันที่เป็นคนได้นอนแค่สามชั่วโมงต่อวันเพราะต้องเคี่ยวยาให้แม่คุณ คอยป้อนข้าวป้อนน้ำทีละคำจนอาการป่วยทางกระเพาะของแม่คุณดีขึ้น?”

สีหน้าของเสิ่นหงเย่เปลี่ยนไปเล็กน้อย “เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของอดีตไปแล้ว……”

“คุณก็เหมือนกัน เสิ่นอวี้หลาน” สวี่จืออวี๋พูดขัดจังหวะเขาขึ้นมา “คุณคิดว่าที่คุณสามารถไปร่วมงานเลี้ยงระดับสูงของยุโรปพวกนั้นได้ เพราะตระกูลเสิ่นของคุณร่ำรวยงั้นเหรอ?”

“ถ้าฉันไม่ช่วยคุณเลือกชุดก่อนไปงานเลี้ยงและบอกงานอดิเรกของทุกคนกับคุณ ไม่อย่างนั้นจนป่านนี้คุณก็คงไม่มีแม้แต่คุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่จะได้เข้าไปอยู่ในแวดวงสังคมนี้เลยด้วยซ้ำ!”

“ฉันทุ่มเททุกอย่างก็เพื่อตระกูลเสิ่นของพวกคุณ ปฏิบัติต่อพวกคุณเหมือนคนในครอบครัว”

“แล้วพวกคุณล่ะ?”

“พอได้แล้ว!” แม่เสิ่นโกรธจัดจนปรี่ไปตรงหน้าสวี่จืออวี๋และง้างมือขึ้นจะตบหน้าเธอ

“เธอจะอวดดีเกินไปแล้วนะ! “ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลเสิ่นยอมให้เธออยู่ด้วย เธอคงอดตายอยู่ข้างถนนไปนานแล้ว!”

“ถ้าไม่มีเธอ โรคกระเพาะของฉันอาจจะหายดีไปตั้งนานแล้วก็ได้!”

“ฉันจะตบคนอกตัญญูเลี้ยงไม่เชื่องอย่างเธอให้ตายคามือไปเลย!”

มือของแม่เสิ่นลดละดับลงมาจนจะถึงใบหน้าของสวี่จืออวี๋อยู่แล้ว

แต่สวี่จืออวี๋หลบได้ทัน แม่เสิ่นจึงฉวยโอกาสนี้คว้าถุงกระดาษสีน้ำตาลในอ้อมแขนของสวี่จืออวี๋มาได้ “นี่มันของสัปปะรังเคอะไรกัน เอามาให้ฉันนะ!”

“แปะ……” รูปถ่ายครอบครัวใบนั้นร่วงลงมาและตกลงบนพื้น

แม่เสิ่นทำการฉีกออกทันทีโดยไม่ได้มองเลยด้วยซ้ำ

“นังตัวซวย! ซวยพอๆ กับแม่ที่หายตัวไปของเธอไม่มีผิดเลย! ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้ามาในรั้วบ้านของตระกูลเสิ่นของพวกเราเด็ดขาด!”

สวี่จืออวี๋ผลักแม่เสิ่นออกไปและไปเก็บรูปขึ้นมา จากนั้นก็รีบวิ่งออกไปเพื่อเอาไปซ่อมทันที

เสิ่นหงเย่เข้าไปขวางไว้ไม่ทัน เขาจึงได้แต่มองดูสวี่จืออวี๋สะบัดมือออกแล้วก็หายลับไปจากสายตา

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED