บรรยากาศการเรียนการสอนวิชาเคมีของคณะวิทยาศาสตร์ภาควิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งค่อนข้างจะตึงเครียด อาจารย์ประจำวิชาเป็นชายหนุ่มตัวสูงใบหน้าเคร่งขรึม สวมแว่นตากรอบดำแต่งกายภูมิฐาน กางเกงสแล็คกับเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกเนกไทสีเดียวกับกางเกงและยังสวมสูทพอดีตัวเข้าชุดกันอีกด้วย
เขาเป็นคนพูดน้อยและมีฉายาว่าอาจารย์สุดเนิร์ดเนื่องจากการแต่งตัวและการวางตัวของเขา ที่ไม่สนใจสังคมและคนรอบข้างมาทำงานก็อยู่แต่ในห้องส่วนของตัวเอง แม้แต่อาจารย์ในภาควิชาเดียวกันก็ไม่ค่อยสนิทกับใครเท่าไหร่ แต่ในเรื่องของการเรียนการสอนและประสบการณ์ที่ถ่ายทอดให้กับนักศึกษานั้นเขาไม่เป็นสองรองใครเพราะนอกจากจบการศึกษามาจากต่างประเทศและมีประสบการณ์ทางด้านการสอนและมีประสบการณ์ในการทำงานอื่นนอกจากเป็นอาจารย์เลยทำให้เขาได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี
วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกนักศึกษาชั้นปีสี่ที่ลงเรียนวิชานี้กับเขามีเกือบหกสิบคนซึ่งนอกจากนักศึกษาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางแล้วยังมีนักศึกษาวิชาเคมีและเภสัชฯมาลงทะเบียนเรียนอีกด้วย แต่ถึงแม้จะมีนักศึกษาเกินครึ่งร้อยทั้งห้องก็ไม่มีเสียงคุยกันเลย นักศึกษานั่งเงียบฟังอาจารย์หนุ่มอธิบายอย่างตั้งใจจนกระทั่งเหลือเวลาจนกระทั่งหมดเวลาเรียนในเวลาเที่ยงพอดี
“ผมหวังว่าตลอดภาคเรียนนี้ทุกคนจะตั้งใจเรียนเหมือนวันนี้ทุกวันนะครับ ขอให้ทุกคนเรียนด้วยกันอย่างมีความสุขนะ ใครมีปัญหาอะไรสงสัยทิ้งคำถามไว้ในอีเมลผมได้เลยนะครับ”
“อาจารย์ไม่มีไลน์เหรอคะ หนูว่าติดต่อกันทางไลน์น่าจะสะดวกกว่า”
“ผมไม่มีครับ”
“แล้วพวกไอจี Facebook ล่ะคะ อินบ็อกซ์ถามในนั้นก็ได้ ไม่เห็นต้องส่งอีเมลให้ยุ่งยาก อาจารย์เขาเอาคิวอาร์โค้ดขึ้นจอเลยก็ได้ค่ะพวกเราจะได้สแกน”
“ผมไม่มีอะไรพวกนั้นหรอกครับถ้าอยากติดต่อผมก็ติดต่อผ่านทางอีเมลหรือไม่ก็ไปหาผมที่คณะได้ เอาล่ะวันนี้ผมขอตัวก่อนยินดีที่ได้รู้จักนักศึกษาทุกคนนะครับ สวัสดีครับ”
อาจารย์ปัณณวรรธเดินออกจากห้องไปแล้วเสียงพูดคุยกันก็เซ็งแซ่ไปหมด
“เคยได้ยินแต่เขาว่าอาจารย์ปัณณวรรธเนิร์ดและโหดมากเพิ่งมาเจอตัวจริงวันนี้แหละ ดูท่าทางจะเนิร์ดจริงๆ ด้วย คิดเหมือนฉันไหมปูเป้” พิชญาภาหันไปถามดลยาหรือปูเป้เพื่อนสนิท
“เป้ก็คิดเหมือนพีชนั่นแหละ หน้าอาจารย์แกนิ่งมากเลยนะแต่เขาบอกกันว่าอาจารย์สอนดีสอนเข้าใจ”
“ใช่ ไอย์ก็ได้ยินมาเหมือนแบบนั้นเหมือนกัน” ไอริณหรือไอยวริญหันก็เห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อน
“ถ้าเรียนกับอาจารย์ทั้งเทอมแบบนี้สงสัยเซ็งแย่เลยเนอะ คนอะไรไม่เล่นไลน์ ไม่เล่นไอจี ไม่เล่น Facebook ติดต่อกันทีก็ต้องติดต่อทางอีเมลคร่ำครึเป็นบ้าเลย” พิชญาภาถอนหายใจ
“เราว่าพักเรื่องอาจารย์สุดเนิร์ดไปดีกว่า ไปหาข้าวกินกันดีไหม” ดลยาสาวหุ่นอวบชวนเพราะเลยเวลาอาหารกลางวันมาเกือบสิบนาทีแล้ว
“กินที่โรงอาหารหรือจะไปกินที่หน้ามหาลัยดีล่ะพีช”
“ไปร้านประจำของพวกเราหน้ามหาวิทยาลัยดีไหม เอารถพีชไปก็ได้ ไปคันเดียวกันจะได้ไม่ต้องแย่งกันจอดรถ”
“งั้นก็ได้”
พิชญาภา ดลยาและไอยวริญทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่มัธยมปลาย เวลาไปไหนพวกเธอก็จะไปด้วยกันทั้งสามคน
ดลยาหรือปูเป้อาศัยอยู่หอพักด้านหลังมหาวิทยาลัย ส่วนไอยวริญหรือไอริณนั้นขับรถมาเรียนเพราะบ้านของเธออยู่ไม่ไกลมากนักคุณสุดท้ายพิชญาภาหรือลูกพีชหญิงสาวอยู่คนเดียวที่คอนโดมิเนียมใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยเช่นกัน
ทั้งสามคนมาถึงร้านอาหารที่พวกเธอมักจะมาทานกันเป็นประจำ แต่พอมาถึงโต๊ะก็ไม่ว่างจึงคิดจะเปลี่ยนไปทานร้านอื่น
“เดี๋ยวสิพีชนั่งกับพวกเราก็ได้” เสียงหนึ่งเอ่ยเรียกทำให้ทั้งสามคนหันกลับมามอง แล้วก็เห็นว่าตอนนี้โต๊ะด้านริมสุดมีผู้ชายนั่งอยู่กันเพียงสองคนเธอและเพื่อนอีกสองคนจึงเดินเข้าไปสมทบด้วยนั่งด้วยกัน
“ขอบใจนะโจ้”
สรวิชญ์และเพื่อนอีกคนขยับเก้าอี้ให้กับสามสาวนั่ง ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ก่อนหน้านั้นเป็นเพื่อนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่รู้จักกันดีเพราะครั้งหนึ่งโจ้หรือสรวิชญ์เคยคบกับพิชญาภาอยู่เกือบปีแต่ก็ไปกันมีรอดเพราะไลฟ์สไตล์ต่างกันจึงลดสถานะเหลือแค่เพื่อน
เมื่อนั่งกันครบแล้วพิชญาภาและเพื่อนก็สั่งอาหารกับพนักงานจากนั้นก็หันมาคุยกับสรวิชญ์ที่ไม่เคยได้เจอกันเลยตั้งแต่ปิดเทอม
“สบายดีนะโจ้”
“อือ สบายดีพีชล่ะ”
“ก็เรื่อยๆ นะ”
“เปิดเทอมวันแรกเป็นไงบ้างล่ะ เทอมนี้เรียนกี่ตัว”
“เหลือเรียนอีกไม่กี่ตัวแล้วโจ้ล่ะ”
“เราก็เหลืออีกไม่กี่ตัว เทอมหน้าต้องไปฝึกงานที่โรงงานน่ะแล้วพีชกับเพื่อนต้องไปฝึกงานไหม”
“ก็ฝึกที่ห้องแล็บของมหาวิทยาลัยแล้วอาจารย์จะให้ไปฝึกที่โรงงานผลิตเครื่องสำอางน่ะ แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะได้ไปฝึกที่ไหนแล้ว โจ้ล่ะ”
“พวกเราน่าจะไปฝึกกันที่ระยอง แถวนั้นโรงงานอุตสาหกรรมเยอะ”
“แบบนี้ก็ดีเลยสิ อยู่ติดทะเลจะได้กินอาหารทะเลสด” ดลยาที่ชอบการทานอาหารทะเลก็พูดขึ้น
“เอาไว้ถึงเวลาที่เราไปฝึกงานจริงๆ พวกเธอก็ไประยองสิ จะได้เที่ยวและหาอาหารทะเลกิน”
“นี่ยังไม่ได้เริ่มไปฝึกงานคิดเรื่องเที่ยวกันแล้วเหรอโจ้”
“อีกหน่อยเราก็เรียนจบทำงานก็คงไม่มีเวลาเที่ยวแล้วแหละ แล้วไอริณจะไปด้วยไหมล่ะ”
“ก็ต้องไปสิ”
“นั่นไงตกลงเรานัดกันเที่ยวนะ”
“นี่เรานัดกันตอนไหนเหรอ” พิชญาภาหันไปถาม
“ก็เมื่อกี้ไงเอาเป็นว่าตกลงทั้งสามคนจะไปเที่ยวที่ระยองตอนที่เราไปฝึกงานตกลงไหม”
“ใครจะให้คำตอบได้นะโจ้ ถ้าเกิดพวกเราได้ไปฝึกงานที่อื่น ก็คงไม่มีเวลาไปเที่ยวหรอก” ดลยาแย้งขึ้นมา
“เอางี้มั้ยก่อนเรียนจบพวกเราชวนเพื่อนไปอีกเยอะๆ เที่ยวทิ้งท้ายก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำงาน” เพื่อนอีกคนที่นั่งเงียบเสนอ
“พีชเห็นด้วยนะ นายกับโจ้จัดการเรื่องนี้ได้ไหมล่ะ”
“ได้ไม่มีปัญหาเราว่าจะชวนให้ครบทุกคณะเลย”
“อันนี้เป้เห็นด้วยนะไม่รู้ว่าเรียนจบไปแล้วต่างคนจะแยกย้ายกันไปที่ไหนบ้าง ก่อนจบเที่ยวกันให้เต็มที่ก็ดีเหมือนกันนะ”
เมื่อได้ข้อสรุปแล้วทั้งห้าคนก็เริ่มทานอาหารกลางวันซึ่งพนักงานของร้านเอามาเสิร์ฟพอดี
หลังจากเปิดเรียนได้สองสัปดาห์แล้วทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่ พิชญาภาก็เลยรับงานเดินแบบซึ่งเป็นงานอดิเรกที่เธอทำมาตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพราะต้องการเงินแต่เพราะรู้สึกว่าการออกไปทำงานมันจะทำให้เธอได้เจอผู้คนมากมายมันดีกว่าการที่จะต้องเหงาอยู่คอนโดตามลำพัง
วันนี้เธอได้รับการติดต่อจากโมเดลลิงที่ตนเองสังกัดอยู่เพื่อไปเดินแบบให้กับงานประมูลเครื่องเพชรแห่งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้จะใช้นางแบบหน้าใหม่ทั้งหมดเพราะผู้จัดงานต้องการให้ผู้เข้าร่วมประมูลสนใจเพชรบนตัวนางแบบมากกว่าใบหน้าของนางแบบ
ด้านหลังเวทีค่อนข้างวุ่นวายช่างแต่งหน้าและช่างทำผมทำงานกันมือเป็นระวิง พิชญาภาที่มาถึงก่อนเป็นคนแรกๆ แต่งตัวเสร็จแล้วตอนนี้ก็แค่รอเวลาที่จะขึ้นเวทีเท่านั้น
เครื่องเพชรที่ทุกคนใส่วันนี้ราคาไม่สูงมาก ทุกชุดเริ่มประมูลที่ห้าหมื่นบาท ทางเจ้าของงานอยากเน้นปริมาณเพื่อให้แขกได้ประมูลกันอย่างทั่วถึงมากกว่าจะเน้นสร้อยที่ราคาสูง ยกเว้นก็แต่เครื่องเพชรที่สวมกับชุดฟินนาเล่ซึ่งเพื่อนนางแบบคนหนึ่งสวมอยู่เป็นชุดเครื่องเพชรที่มีมูลค่ารวมเกือบสิบล้าน
นางแบบหลายๆ คนตื่นเต้นที่ได้สวมเครื่องประดับสวยงามแต่สำหรับพิชญาภาแล้วหญิงสาวรู้สึกเฉยๆ เพราะเห็นเครื่องประดับพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก
เมื่อทุกคนแต่งหน้าทำผมและสวมเครื่องประดับเรียบร้อยแล้วออแกไนซ์ที่รับผิดชอบก็เข้ามาบรีฟงานให้กับนางแบบทุกคนฟังอีกครั้ง
“พี่ตื่นเต้นมากเลยพีชแล้วพีชล่ะตื่นเต้นไหม”
รุ่นพี่นางแบบหันมาถามพิชญาภา
“พีชก็ตื่นเต้นเหมือนกันค่ะพี่ ปิดเทอมที่ผ่านมาไม่ได้รับงานเลยนี่ก็เป็นงานแรกในรอบสามเดือนเลยค่ะ”
“แล้วปิดเทอมน้องพีชไปล่ะคะ”
“พีชไปอยู่กับคุณยายที่ต่างจังหวัดค่ะ แล้วพี่ล่ะคะ”
“พี่ก็รับงานเดินแบบเรื่อยๆ แต่การเดินแบบเครื่องเพชรนี่นานๆ ครั้งถึงจะมี ส่วนใหญ่เขาก็จะเรียกนางแบบที่มีชื่อเสียงกันทั้งนั้นแปลกนะที่ครั้งนี้เรียกโนเนมอย่างพวกเรา”
“พีชได้ยินมาว่าเขาอยากให้ทุกคนสนใจที่เครื่องเพชรค่ะเพราะถ้าใช้นางแบบที่มือชื่อเสียงคนก็จะไปมองหน้านางแบบกันหมด ก็เลยเลือกนางแบบโนเนมอย่างเรา เขาอยากชูให้เครื่องเพชรเด่นกว่าตัวคนสวมค่ะ”
“เงินที่ได้ครั้งนี้จะนำไปมอบให้กับหลายมูลนิธิเลยใช่ไหมพีช”
“ค่ะ พีชได้ยินมาเหมือนกัน”
“เอาล่ะ ทุกคนพร้อมนะประจำที่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด มองไปข้างหน้าไม่ต้องสนใจสายตาของใครเชิดเข้าไว้อย่ายิ้ม” เสียงออแกไนซ์ตะโกนบอก
นางแบบเข้าประจำที่เมื่อพิธีกรประกาศชื่อสร้อยเพชรชุดแรกที่จะเริ่มประมูลเสียงตบมือก็ดังขึ้น
ใช้เวลาเดินแบบไม่นานแต่จะเสียเวลากับการประมูลค่อนข้างนานเพราะแต่ละคนก็อยากได้ชุดเครื่องเพชรอีกทั้งการประมูลในครั้งนี้ก็จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับคนประมูลด้วย ชุดเครื่องเพชรที่พิชญาภาใส่ถูกประมูลไปโดยคุณหญิงท่านหนึ่งในราคาสองแสนห้าหมื่นบาททั้งที่ราคาชุดที่เธอสวมนั้นรวมๆ แล้วไม่น่าจะเกินหนึ่งแสนด้วยซ้ำแต่ก็อย่างว่าวิถีของคนมีเงินการทำบุญแบบนี้นอกจากจะได้ทำบุญแล้วก็ยังจะได้หน้าอีกด้วย
เมื่อชุดเครื่องเพชรของตนถูกประมูลแล้วนางแบบจะกลับเข้ามาหลังเวทีและถอดชุดเครื่องเพชรใส่กล่องเพื่อให้ทางผู้จัดงานนำไปมอบให้กับผู้ที่ประมูลได้
พิชญาภาเก็บเครื่องเพชรใส่กล่องและเปลี่ยนมาสวมกางเกงยีนกับเสื้อเชิ้ตตัวเก่ง และนั่งรอเพื่อนนางแบบคนอื่นเพราะหลังจากเสร็จงานทุกคนจะต้องคืนเครื่องเพชรให้กับคนจัดงานและต้องถูกตรวจสอบว่าไม่มีใครนำอะไรออกไปจากงาน
เครื่องเพชรชุดสุดท้ายประมูลเสร็จแล้วนางแบบก็เดินกลับเข้ามาเปลี่ยนชุด พิชญาภาเห็นว่าคงอีกนานกว่าทุกคนจะเปลี่ยนชุดเสร็จ เธอเลยวางกระเป๋าของตัวเองและเดินไปเข้าห้องน้ำ เมื่อเธอเดินกลับมานางแบบทุกคนก็กลับมายื่นพร้อมกันอยู่นั่นหลังเวทีแล้ว
“ขอบคุณทุกคนมากที่วันนี้ทำงานกันอย่างเต็มที่นะ เอาละเดี๋ยวรอเจ้าของงานมาเช็กชุดเครื่องเพชรอีกทีหนึ่งและพวกเราก็จะได้กลับไปพักผ่อนกัน”
เครื่องเพชรแต่ละกล่องถูกตรวจสอบโดยออแกไนซ์และผู้จัดงานอีกสามคนอย่างละเอียด เพราะนอกจากจะกลัวการสูญหายแล้วยังจะกลัวมีการสลับเพชรเป็นเพชรปลอมอีกด้วย
ดูเหมือนทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ตอนนี้เหลือแค่กล่องเครื่องเพชรอีกสองชุดที่จะต้องตรวจสอบเท่านั้นพิชญาภาหาวแล้วหาวอีกเพราะรู้สึกง่วงมาก เนื่องจากเมื่อคืนเธอตื่นเต้นกับการเดินแบบครั้งแรกในรอบสี่เดือนก็เลยนอนไม่หลับ
เจ้าของงานและหัวหน้าออแกไนซ์เปิดเครื่องเพชรกล่องสุดท้าย แล้วก็มีสีหน้าตกใจ
“ต่างหูหายไปข้างหนึ่ง”
“อะไรนะคะ” นางแบบทั้งยี่สิบคนคนตกใจที่ได้ยินแบบนั้น
“ทุกคนอย่าเพิ่งออกไปไหนนะ การ์ดด้านนอกปิดประตูด้วยอย่าให้ใครเข้ามาในนี้และอยากให้ใครออกไป” ออแกไนซ์สั่งเสียงดังลั่นห้อง
“ใครเป็นคนสวมเครื่องเพชรชุดนี้” พี่เปรี้ยวถามนางแบบ
“เนยเป็นคนใส่เครื่องเพชรชุดนี้เองค่ะ ตอนเดินกลับเข้ามาหลังเวทีแล้วเก็บลงกล่องมันก็ยังอยู่ครบนะคะ”
“แล้วเธอได้เฝ้ากล่องไว้ตลอดไหม”
“เนยเอากล่องวางไว้ จากนั้นก็เข้าไปเปลี่ยนชุดค่ะ”
“แล้วคุณอื่นๆ มีใครเข้ามาใกล้กล่องเพชรเครื่องนี้หรือเปล่า”
“ไม่นะคะ” นางแบบแต่ละคนรวมถึงพิชญาภารีบปฏิเสธเพราะต่างก็ยุ่งกับการเปลี่ยนชุดของตัวเอง
“พวกเรากลับมาจากหน้าเวทีก็ถอดเครื่องเพชรเก็บจากนั้นก็เปลี่ยนชุดกันค่ะ ถ้าจะมีใครสักคนเอาไปก็น่าจะเป็นคนที่เดินแบบเสร็จคนเล็กแรกๆ และเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วหรือเปล่า”
“พูดอย่างนี้มันก็ไม่ถูกนะจะมาปรักปรำคนที่เดินแบบเสร็จคนแรกๆ ได้ยังไง” หญิงสาวที่เดินคนแรกโวยวาย
ถ้าไม่ได้เอาไปจะกลัวทำไมล่ะ พี่เปรี้ยวคะหนูว่าลองเอากระเป๋ามาค้นเลยดีไหมคะ”
“ถ้าจะค้นก็ต้องค้นของทุกคนสิจะมาค้นของฉันคนเดียวได้ยังไง”
“เอาล่ะ อย่าเถียงกันเลยพี่ว่าเอากระเป๋าของทุกคนมากองรวมกันเดี๋ยวพี่จะให้เจ้าของงานตรวจกระเป๋าของทุกคนเอง”
พิชญาภาถอนหายใจ เธอคิดว่าเดินแบบเสร็จจะได้รีบกลับไปนอนแต่พอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้เธอก็มีสีหน้าเซ็ง
หญิงสาวส่งกระเป๋าของตนเองไปกองรวมกับเพื่อนๆ จากนั้นก็นั่งฟุบอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งรอให้เจ้าของงานตรวจกระเป๋าไปทีละใบตรวจชุดครบทุกใบแต่ก็ยังไม่มีต่างหูที่หายไป
“ต่างหูมันจะหายไปได้ยังไงต้องมีใครเอาไปแน่”
“มีใครออกจากห้องนี้ไปไหมหลังจากกลับมาจากเดินแบบแล้ว”
“พีชออกไปเข้าห้องน้ำค่ะ”
“เธอแอบเอาต่างหูไปหรือเปล่า”
“ฉันจะเอาไปทำไม”
“แต่เธอก็น่าสงสัยนะ เพราะเธอเป็นคนเดียวที่ออกไปจากห้องนี้ ฉันจำได้ว่าตอนเดินเข้ามาเธอนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง”
“ฉันไม่ได้เอาไปจริงๆ ฉันแค่ออกไปเข้าห้องน้ำไม่เชื่อก็ลองดูกล้องวงจรปิดสิ”
“ที่นี่มีกล้องวงจรปิดก็จริงแต่ในห้องแต่งตัวและห้องน้ำไม่มีกล้องวงจรปิดนะ จะมีก็แต่ทางเดินเท่านั้น” เจ้าของสถานที่บอกกับผู้จัดงาน
ตอนนี้สายตานางแบบหลายคนหันมามองทางพิชญาภาเพราะหญิงสาวเป็นคนเดียวที่ออกไปจากห้องนี้
“พีชไม่ได้เอาไปจริงๆ นะคะ” หญิงสาวยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเธอไม่ได้ทำแบบนั้น เธอยินดีให้ทางผู้จัดค้นกระเป๋าของเธออีกครั้งจากนั้นก็บอกว่าเดินไปเข้าห้องน้ำห้องไหน
บอดี้การ์ดและออแกไนซ์เดินตามประกบหญิงสาวไปยังห้องน้ำแต่ก็ยังหาต่างหูเพชรไม่เจอ
“ถ้ายังไม่เจอแบบนี้ทุกคนก็จะยังกลับไม่ได้เดี๋ยว เราจะเรียกตำรวจให้มาสอบถามเรื่องนี้อีกที”
“โอ้ย...ยายพีชเอาไปก็บอกมาเถอะน่า เขาจับได้แบบนี้แล้วจะซ่อนไว้ทำไม”
“ก็ฉันไม่ได้เอาไปจะให้ฉันยอมรับได้ยังไงล่ะ”
เสียงแต่ละเสียงเริ่มแตกกันเป็นสองฝ่ายบางคนก็บอกว่าพิชญาภาถูกใส่ร้ายบางคนก็บอกว่าหญิงสาวอาจจะแอบเอาเครื่องเพชรไปให้คนอื่นทางด้านนอกแล้วก็เป็น
แล้วประตูห้องก็เปิดอีกครั้งพร้อมทั้งชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาด้านใน
“ดูเหมือนว่าพวกคุณกำลังหาต่างหูกันอยู่ใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ แล้วคุณคือใครคะ”
“ผมเป็นคนที่รับผิดชอบสถานที่ครับ นี่ครับต่างหูที่พวกคุณกำลังตามหา”
“แล้วมันไปอยู่ที่คุณได้ยังไง”
“ผมเอามันออกมาจากกระเป๋าของนางแบบคนหนึ่ง”
“กระเป๋าของใคร ใช่ของยายพีชหรือเปล่า”
“ผมไม่รู้ว่ากระเป๋าใบนั้นเป็นกระเป๋าของใครแต่ผมรู้ว่าใครเป็นคนเอาใส่”
“ใครเป็นคนทำอย่างนั้นคะ”
“ผมว่าพวกคุณอย่ารู้เลยแค่นี้เขาก็คงรู้สึกผิดมากๆ แล้วเอาล่ะในเมื่อของครบแล้วก็แยกย้ายกันกลับเถอะ”
“เราต้องหาคนทำผิดนะคะ ถ้าคุณไม่บอกพวกเราแบบนี้พวกเราคงไม่สบายใจ”
“ผมว่าคนที่ทำเขารู้ตัวดีว่าทำอะไรลงไป ผมจะให้โอกาสเขาพูดความจริงครับแต่ถ้าเขายังไม่สำนึกผิดและติดต่อมาผมจะส่งคลิปหลักฐานให้กับทุกคนได้ดูเอง วันนี้ผมว่าเรารีบจัดการเอาเครื่องเพชรมอบให้กับผู้ประมูลดีกว่านะครับ”
เมื่อผู้จัดงานไม่ติดใจเรื่องนี้อีกแล้วนางแบบแต่ละคนก็แยกย้ายกันกลับพิชญาภา หายง่วงเป็นปลิดทิ้งเพราะตนเองโดนกล่าวหาว่าขโมยทั้งๆ ที่ไม่เคยได้สัมผัสมันเลยสักนิดหญิงสาวขับรถมายังผับที่อยู่ใกล้คอนโดเพื่อจะหาอะไรดื่มแก้เซ็ง
เธอสั่งเครื่องดื่มมาดื่มและนั่งมองบาร์เทนเดอร์พี่ทำงานมือเป็นระวิงเนื่องจากคือวันศุกร์แบบนี้นักท่องเที่ยวค่อนข้างจะเยอะมากเป็นพิเศษ นั่งดื่มไปได้สักพักเก้าอี้ข้างกายของเธอก็มีคนมานั่งด้วย
“ขอนั่งด้วยคนนะครับ”
“ค่ะ” หญิงสาวตอบแต่ไม่ได้หันไปมองเพราะในสถานที่ท่องเที่ยวการทักทายลักษณะนี้ก็มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ
แต่ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างทำให้เธอต้องหันกลับมาแล้วก็ตกใจเมื่อผู้ชายคนนี้เป็นคนเดียวกับที่เธอเจอด้านหลังเวที
“อ้าวนี่เอง ขอบคุณนะคะ”
“ขอบคุณผมเรื่องอะไรครับ”
“ก็เรื่องต่างหูเมื่อกี้ไงคะ”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“ก็เขาคิดว่าฉันเป็นคนเอาไปเพราะฉันเดินแบบเสร็จคนแรกและออกไปเข้าห้องน้ำ ถ้าไม่ได้คุณฉันก็คงแย่ คุณชื่ออะไรคะ”
“ผมชื่อวรรธครับ”
“คุณวรรธให้ฉันเลี้ยงเครื่องดื่มได้ไหม เป็นการขอบคุณ”
“ได้สิ แล้วคุณชื่ออะไรล่ะ”
“ฉันชื่อพีชค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณพีช”
“เช่นกันค่ะ”
หญิงสาวสั่งเครื่องดื่มมาให้กับปัณณวรรธหนึ่งแก้วจากนั้นก็เริ่มเงียบเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นคุยกับเขายังไง ผู้ชายคนนี้มีหน้าตาคล้ายใครบางคนที่เธอรู้จักแต่พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
“คุณไม่อยากรู้เหรอว่าใครเป็นคนเอาต่างหูไป”
“ฉันไม่สนใจหรอกค่ะ ใครจะทำแบบนั้นมันก็ไม่เกี่ยวกับฉันนี่คะ”
“ขอดูกระเป๋าคุณหน่อยสิ”
เมื่อพิชญาภาหยิบกระเป๋าสีดำของตนเองขึ้นมา ชายหนุ่มตรงหน้าก็ยิ้มเขา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเปิดคลิปวิดีโอที่ได้มาจากกล้องวงจรปิดที่ซ่อนอยู่ในห้องให้หญิงสาวดู
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอจะทำแบบนี้” เมื่อเห็นว่ามีคนจงใจเอาต่างหูมาใส่กระเป๋าระหว่างที่เธอออกไปเข้าห้องน้ำพิชญาภาก็รู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก
“คุณเอาคลิปนี้มาจากไหนคะ”
“ในห้องนั้นมีกล้องวงจรปิดครับ”
“แล้วทำไมตอนแรกบอกว่าไม่มีล่ะคะ”
“เพราะไม่ยังไม่อยากตัดอนาคตใคร ถ้าทุกคนเห็นขาก็คงไม่กล้ามองหน้าใคร แต่ตอนนี้เขาก็คงถูกเรียกเข้าไปคุยแล้ว”
“คุณเข้ามาเอาต่างหูตอนไหนคะ”
“ผมให้การ์ดหน้าห้องเป็นคนเอามาให้ผมน่ะ พอดีว่าผมอยู่ที่ห้องควบคุม แต่ถ้าผมไม่เห็นและยังหาต่างหูไม่เจอก็คงจะต้องย้อนดูกล้อง ผมเลยตัดสินใจเอาต่างหูมาคืนดีกว่าเพราะไม่อยากให้ทุกคนต้องเสียเวลา”
“ถ้าคุณมาช้าเขาก็คงเรียกตำรวจ”
“ผมคุยโทรศัพท์สายสำคัญอยู่ครับก็เลยมาช้า”
“แต่ก็ดีนะคะที่ยังมา”
“คุณไปมีเรื่องอะไรกับเขาหรือเปล่าเขาเลยแกล้งแบบนี้”
“ฉันเคยรับงานเดินแบบงานเดียวกับเขาค่ะ แล้วผู้จัดงานให้ฉันใส่ชุดฟินนาเล่แทนเขา เขาก็เลยโกรธ แต่ไม่นึกว่าจะทำแบบนี้แต่นั้นมันก็ครึ่งปีแล้วนะคะ”
“ผู้หญิงโกรธแรงเหมือนกันนะครับ”
“ใช่ค่ะ
“แต่ผมว่าเขาจงใจจะทำให้คุณรับผิดชอบ”
“ฉันต้องขอบคุณคุณมากจริงๆ นะ คุณวรรธถ้าไม่ได้คุณป่านนี้ฉันก็คงถูกตำรวจจับไปแล้วแน่ๆ”
“แล้วคุณจะเอายังไงต่อล่ะ”
“ฉันก็ไม่อยากยุ่งกับเขาหรอกนะ ต่างคนต่างอยู่แบบนี้ดีกว่า”
“แต่ถ้าเจอกันครั้งหน้าคุณก็ควรระวังตัวไว้นะ”
“คงไม่ต้องระวังตัวหรอกค่ะเพราะฉันคิดว่าจะพักงานพวกนี้ไว้ก่อน” เพราะเธออยากทุกเทให้กับการเรียนปีสุดท้ายอย่างเต็มที่