ตอน 1

ท่ามกลางบรรยากาศทุ่งหญ้าที่สวยงามบนภูเขาอันไกลโพ้น เงียบสงบและสูงตระหง่าน มีสำนักวิชาลึกลับสำนักหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางวิวทิวทัศน์แห่งหมอกเมฆที่สวยงาม 

สำนักวิชาเฟยหลงแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานชื่อกันมาอย่างยาวนานในดินแดนยุทธภพ แต่ทว่าน้อยคนนักที่จะรู้ความจริงว่าสำนักตั้งอยู่แห่งหนตำบลใด

อาจกล่าวได้ว่าจุดยุทธศาสตร์ในการตั้งสำนักแห่งนี้มิใช่ธรรมดา เป็นสำนักที่ตั้งอยู่บริเวณที่งดงามราวกับภาพวาด ตั้งอยู่ใจกลางป่าไผ่หนาทึบ ยามสายลมอ่อนโชยพัดผ่าน ก็ทำให้ใบไผ่สั่นไหวพลิ้วไปตามแรงลม ส่งเสียงท่วงทำนองแห่งธรรมชาติ 

ประกอบกับสายน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ จากน้ำตกที่ไหลลงสู่ลำธารที่พาดผ่านบริเวณหน้าสำนัก เป็นถิ่นที่อยู่ที่จะมีนกนานาชนิดบินผ่านมาร้องเพลงบรรเลงให้กับบรรยากาศที่เงียบสงบเช่นนี้

ทางเข้าสำนักเป็นประตูไม้แกะสลักที่มีลวดลายงดงาม ประดับด้วยอักษรจีนโบราณ ราวกับร่ายเวทย์มนต์บางอย่างประทับไว้ ภายในมีลานกว้างสำหรับการฝึกฝนประลองฝีมือ และมีเรือนไม้หลังใหญ่หลายหลัง 

ทางเดินภายในสำนักปูด้วยหินสีเทาเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีทางเดินที่ทอดยาวไปยังเรือนไม้ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ 

เรือนส่วนใหญ่สร้างจากแผ่นไม้และหลังคามุงกระเบื้องสีเขียวเข้ม มีเสน่ห์ที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความสง่างาม

เมื่อเดินผ่านลานกว้างเข้าไปจะพบกับเรือนการศึกษาวิชายุทธ์และศาสตร์โบราณตั้งเรียงรายกันไปตามทางเดิน ซึ่งเรือนต่าง ๆ ล้วนประดับประดาด้วยภาพวาดจีนโบราณที่ถ่ายทอดความรู้และปรัชญาแห่งยุทธภพ

ในส่วนลึกของสำนักมีหอสูงซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมตำราวิชายุทธ์และคัมภีร์โบราณ หอคอยนี้สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ภายในหอคอยมีหอสมุดขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหนังสือ ตำรา และม้วนกระดาษที่บรรจุความรู้ล้ำค่า 

นอกจากนี้สำนักเฟยหลงยังมีสวนหย่อมที่สร้างความสงบและสมาธิให้แก่ผู้ที่เข้ามาเยือน สวนนี้เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสันและต้นไม้สูงใหญ่ให้ร่มเงาที่สงบร่มเย็น อีกทั้งยังมีบ่อดอกบัวที่มีดอกบัวสีขาวและชมพูเบ่งบานอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งมีศาลาหลังใหญ่ ตั้งอยู่กลางสวน สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนและทำสมาธิ

ซึ่งภายในนั้นมีศาลาหลังนั้น พบผู้เฒ่าชรานั่งขัดสมาธิท่าทางองอาจ เหมือนมีอำนาจลึกลับแฝงเร้นอยู่ภายใน หนวดเคราสีเงินยาวถึงอก ขณะนี้ยังคงหลับตานิ่งสนิท 

ชั่วครู่ที่เสียงสายลมประทะเข้ากับกระดิ่งเวทย์มนต์เตือนบอกเวลาอันสมควรแห่งฌานสมาธิ ดวงตาที่นิ่งหลับใหลก็เปิดออกให้เห็นแววตาของสุริยะประกายสีแดงเคลือบทอง แววตานั้นจ้องมองไปยังชายหนุ่มรูปงามที่เพิ่งผ่านพ้นวัยรุ่นมาได้ไม่นานนัก

เพียงชั่วครู่ชายหนุ่มผู้ที่นั่งหลับตาอยู่เช่นกันก็ค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เผยให้เห็นถึงแววตาของมหาสมุทรที่ต้องแสงดวงดาว เป็นสีน้ำเงินมืดที่มีประกายสีทองเคลือบอยู่ดูแวววาวดุจแสงดวงดาวที่สะท้อนบนผืนน้ำ

เมื่อผู้เฒ่าได้เห็นประกายแสงแห่งดวงตาเช่นนั้นก็ได้ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ และได้กล่าวขึ้นว่า

“ข้ามองคนไม่ผิดจริง ๆ ภายในจิตวิญญาณของเจ้ามีพลังงานลึกลับซ่อนเร้นอยู่ เพียงต้องอาศัยการฝึกฝน จึงจะดึงพลังที่ซ่อนอยู่ออกมาใช้ได้” 

“พลังงานในตัวข้าเป็นเช่นไรหรือท่านอาจารย์” ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างฉงนสงสัย

“เท่าที่ข้าดูแววตาของเจ้าเป็นสีน้ำเงินประกายทอง อาจเป็นการควบรวมพลังระหว่างมหาสมุทรกับท้องฟ้า หากเจ้าฝึกฝนให้ดี เจ้าสามารถสยบผืนน้ำสะท้านผืนฟ้าได้อย่างไม่ยากเย็นนัก” ผู้เฒ่าพูดพลางลูบเคราสีเงินอย่างพึงพอใจ

“เช่นนั้น ข้าควรฝึกฝนเช่นไรขอรับ” ชายหนุ่มกล่าวถามด้วยความนอบน้อม

หลังจากที่ท่านผู้เฒ่าได้ฟังคำถามของชายหนุ่ม ก็หลับตาลงอยู่ครู่ใหญ่ 

ชั่วครู่ที่ปีกนกพิราบขาวขยับ แรงลมกระพือให้ใบไม้บนกิ่งต้นหลิวสั่นไหว เสียงลมโบยโบกสะบัดใบไม้ออกไปไกล ชั่วความสั่นไหวที่ใบไม้ต้องลม

ท่านผู้เฒ่าเกิดนิมิตที่ภายในนั้นมืดสนิท ฉับพลันทันใดมีแสงสลัวส่องไปยังป่าไม้หนามสีดำสนิทคราที่แสงส่องกระทบกับกิ่งก้านของต้นไม้หนามเหล่านั้นก็พลันส่องสะท้อนประกายสีทับทิมคล้ายโลหิตที่ซ่อนอยู่ภายในป่าอันแสนมืดสลัวนั้น 

เมื่อนิมิตได้สิ้นสุดลง อาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยญาณทิพย์ได้ลืมตาขึ้น และกล่าวว่า

“เจ้าต้องไปที่ป่าลึกลับโบราณ!!” 

“ห๊ะ จริงรึ ข้าต้องไปที่แห่งนั้นหรือ” ชายหนุ่มอุทานด้วยความตกใจ

“หากเจ้าต้องการฝึกฝนพลังที่ปิดผนึกอยู่ภายใน เจ้าจำเป็นต้องกระเทาะความหวาดกลัวที่เคลือบอยู่ภายนอกเสียก่อน” ท่านผู้เฒ่ากล่าวแกมสั่งสอน

ชายหนุ่มจอมยุทธฝึกหัดนั่งคิดทบทวนถ้อยคำสั่งสอนของอาจารย์อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบกลับไปว่า

“ข้าจะลองดูขอรับท่านอาจารย์” 

“เจ้าจงไปทำตามแผนที่วางไว้ให้สำเร็จเถิด” ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม

“ขอรับท่านอาจารย์” ชายหนุ่มน้อมรับด้วยความเคารพ

ไม่นานนัก ข้าวของที่ถูกเตรียมไว้ในเรือนไม้ไผ่ก็ถูกแบกขึ้นบ่าของชายหนุ่ม ก่อนที่ฝีเท้าของเขาจะก้าวเดินออกไปไกลจากสำนัก เขาได้โค้งคำนับผู้เป็นอาจารย์ด้วยความนอบน้อม

เมื่อเงยหน้าขึ้น มือของอาจารย์ที่ถือกระบี่สีขาวเล่มงาม ได้ยื่นมาให้ยังเบื้องหน้าของเขา

“กระบี่เล่มนี้ ข้ามอบให้เจ้า ข้าตั้งใจหลอมและตีด้วยเหล็กน้ำพี้ที่ดีที่สุด ส่วนด้ามจับก็เป็นงาช้างเผือก ข้าเชื่อว่าเจ้าจำเป็นต้องใช้มันในอนาคต จงเก็บรักษาไว้ให้ดี เป็นอาวุธข้างกาย ติดตัวไว้เสมอ”

ชายหนุ่มตกตะลึงไปชั่วครู่เมื่อได้เห็นกระบี่วิเศษเล่มงามที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะกล่าวรับคำว่า

“ขอรับท่านอาจารย์ ข้าจะรักษากระบี่วิเศษชิ้นนี้ไว้ให้ดีที่สุด และข้าสัญญาว่าจะทำภารกิจที่ท่านมอบไว้ให้จงได้” 

ท่านผู้เฒ่าพยักหน้ารับคำอย่างพึงพอใจ ก่อนเดินกลับไปยังเรือนของตน ในขณะเดียวกันชายหนุ่มก็ตัดสินใจหันหลังออกไปจากสำนัก

ในห้วงเวลาขณะที่เขากำลังก้าวเท้าผ่านธรณีประตูออกไป ก็รู้สึกใจหายอยู่บ้าง ที่จะต้องเดินทางออกจากสำนักซึ่งเป็นเหมือนบ้านของเขาตั้งแต่เกิดจนโตมานานนับร้อยปี 

แต่เพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนนี้ยิ่งทำให้เขาต้องสาวเท้าก้าวออกไปให้เร็วยิ่งขึ้น

หลังจากพ้นชายคาอันแสนอบอุ่น ชายหนุ่มก็มุ่งหน้าไปยังป่าลึกลับโบราณ ป่าที่ท่านอาจารย์ของเขาเฝ้าคอยเตือนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าอย่าได้ย่างกรายเข้าไปเป็นอันขาด แต่มาบัดนี้ เขาจำเป็นต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

แม้ภายในหัวใจจะมีความหวั่นเกรงอยู่บ้าง แต่กระบี่ข้างกายก็เสริมความมั่นใจของเขาอยู่ไม่น้อย เขาก้าวเท้าเข้าไป ผ่านไม้หนามประหลาดสีดำสนิทและทะลุเข้าเขตป่าลึกลับโบราณด้วยความตั้งใจและหวาดกลัว..

ตอน 2

ณ ริมขอบหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้เทือกเขาสูงใหญ่ มีป่าลึกลับโบราณที่คนในหมู่บ้านต่างเรียกขานกันว่า "ป่ามายา" 

ป่าแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวลึกลับและตำนานที่ถูกเล่าขานกันมานานหลายชั่วอายุคน ว่ากันว่าภายในป่าแห่งนี้มีปีศาจโบราณที่แฝงตัวอยู่ และจะคอยทำร้ายพร้อมทั้งดูดกลืนพลังชีวิตของผู้ที่กล้าย้ำกรายเข้าใกล้เขตแดน ส่งผลให้ผู้คนในหมู่บ้านต่างหวาดกลัวและหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ป่าแห่งนี้

หลังจากชิงเทียนได้รับภารกิจสำคัญจากสำนักเฟยหลงให้เข้าไปในป่ามายาเพื่อกำราบปีศาจโบราณ ฝึกฝนการใช้พลังของตนและฟื้นฟูความสงบสุขให้กับหมู่บ้าน เขาเตรียมพร้อมด้วยอาวุธ ยุทธ์และความรู้จากตำราโบราณ ทั้งยังพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจให้สำเร็จ

เมื่อเขาก้าวเท้าผ่านไม้หนามสีดำสนิทเข้าสู่ป่ามายา เขาพบว่าป่าแห่งนี้มีบรรยากาศที่หนาวเย็นและมืดมิด แม้จะเป็นเวลากลางวัน แต่แสงแดดก็แทบจะไม่สามารถส่องผ่านกิ่งไม้หนาทึบของต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้า ต้นไม้เหล่านี้มีลำต้นใหญ่โตและเปลือกไม้ที่เก่าแก่และหยาบกร้าน ใบไม้ที่หนาแน่นสร้างความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในเขาวงกต

ชิงเทียนเดินลึกเข้าไปในป่า เสียงของสัตว์ป่าที่ไม่คุ้นเคยต่างส่งเสียงออกมาเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศดูน่าหวาดหวั่น 

ทุกย่างก้าวของเขาสัมผัสกับพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยพืชใบเขียวหนานุ่ม เสียงฝีเท้าของเขาดังสะท้อนกับเสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้ สร้างความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเฝ้ามองเขาอยู่

ขณะที่เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ชิงเทียนสังเกตเห็นร่องรอยที่บ่งบอกถึงการต่อสู้ในอดีต เขาพบกระดูกสัตว์ที่กระจัดกระจายและร่องรอยของเลือดที่เก่าแก่และแห้งเหือด สิ่งเหล่านี้ย้ำเตือนเขาถึงอันตรายที่กำลังรอคอยอยู่ข้างหน้า

ไม่นานนัก ก็มาถึงบริเวณที่ดูเหมือนจะเป็นใจกลางของป่ามายา บริเวณนี้มีความเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด ต้นไม้รอบข้างดูเหมือนจะเป็นที่พำนักของพลังงานที่มืดมน ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงหัวเราะแหบแห้งที่ดังมาจากทุกทิศทาง ร่างเงาที่ดูเหมือนจะเป็นปีศาจโบราณปรากฏตัวขึ้นในสายตาของเขา

ปีศาจโบราณมีรูปร่างเป็นเงามืดที่ไม่สามารถระบุรูปแบบที่ชัดเจนได้ ดวงตาของมันเปล่งประกายแสงสีแดงที่ทำให้ชิงเทียนรู้สึกถึงพลังรุนแรงที่มีปริมาณมหาศาล

ในดวงตาประกายแดงก่ำของปีศาจเจ้าป่าได้จ้องมองเข้าไปยังนัยน์ตาสีมหาสมุทรประกายทองของชิงเทียน ก็เหมือนว่ายิ่งเพิ่มความโกรธและฝุ่นควันเงามืดขมุกขมัวที่รายล้อมอยู่รอบตัวของเขาให้หนาแน่นมากยิ่งขึ้นไปอีก

ขณะที่สายตาสองคู่ประสานกัน หัวใจของชายหนุ่มก็ยิ่งหวาดหวั่นสั่นไหวมากยิ่งขึ้น เขาพยายามกำหนดสมาธิ รวบรวมพลังยุทธ์อย่างที่เคยฝึกฝนมา แต่ทว่าในสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้ก็กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะทำให้รวบรวมได้สมบูรณ์ 

ฉับพลันทันใดนั้น เหมือนว่าปีศาจตนนี้จะจับความรู้สึกบางอย่างที่อยู่ภายในก้นบึ้งหัวใจของคนตรงหน้า จึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็นน่าสยดสยองว่า

"เจ้าคิดว่าจะสามารถกำราบข้าได้หรือ?”

ชายหนุ่มพยายามรวบรวมความกล้าทำท่าทีใจดีสู้เสือ กล่าวตอบไปว่า

“ข้ากำราบเจ้าได้แน่”

เสียงของหมอกควันดำฟุ้งตอบมาอย่างทันควันว่า

“อย่างเจ้าหน่ะเหรอ กล้ายกตนเทียบข้า!” ก่อนที่ปีศาจจะกระแทกเสียงกล่าวต่อไปว่า

“ข้าคือผู้ครองป่ามายาแห่งนี้มานานนับพันปี ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายข้าได้!”

ชายหนุ่มจ้องเขม็งเข้าไปในแววตาของปีศาจคล้ายข่มความกลัวที่มีอยู่ในใจ ก่อนกล่าวตอกกลับไปว่า

“ข้าเนี่ยละ ที่จะทำลายเจ้าเอง!”

กลุ่มควันสีดำส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างชอบอกชอบใจ เสียงเหล่านั่นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งผืนป่า

“เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้า อย่าได้หวัง!" 

หลังสิ้นสุดประโยคของปีศาจเจ้าป่า ด้วยพลังความโกรธของชิงเทียนได้ปลุกให้ประกายสีทองในดวงตาของเขาให้เปล่งประกายมากยิ่งขึ้น

ไม่ทันไร มือของเขาจับกระบี่งาช้างอย่างคล่องแคล่ว เงื้อมมือฟันไปยังกลุ่มควันสีดำโดยรอบด้วยกระบวนท่าที่รวดเร็วและแม่นยำ 

แต่ปีศาจเจ้าป่าโบราณที่สามารถหลีกเร้นกระบวนท่าเหล่านั้น ดุจมิได้สัมผัสแม้แต่ละอองสักเสี้ยวเดียว ทั้งยังส่งพลังรุนแรงสะท้อนกลับไปยังผู้ฟันกระบี่

เมื่อชิงเทียนเห็นเช่นนั้นจึงได้ใช้ทักษะวิชายุทธ์ ด้วยพลังที่เคยเรียนรู้มาเพื่อต่อกรกับกลุ่มก้อนพลังงานตรงหน้า คราที่เขาใกล้จะแทงกระบี่โดนตัวปีศาจแต่สถานการณ์กลับพลิกผัน

ปีศาจโบราณใช้พลังแห่งความมืดเพื่อสร้างภาพลวงตาและหลอกลวงชิงเทียน ทำให้เขาต้องต่อสู้กับความกลัวและความไม่แน่ใจในใจของตนเอง

เขารวบรวมสมาธิพร้อมร่ายคาถากำกับกระบี่ ก่อนที่จะแทงทะลุไปยังดวงตาสีแดงก่ำดุจทับทิมที่เร้นกายในเหมืองมืด แต่ทว่าหลังจากทะลุดวงตานั้นไปแล้วก็ปรากฎเพียงฝุ่นผงที่ว่างเปล่า

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ขณะที่การต่อสู้เข้าสู่ช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุด ชิงเทียนนึกถึงคำสอนของปรมาจารย์เฟยหลงที่เคยสอนเขาขณะนั่งสมาธิเพื่อบำเพ็ญเพียร

"ความสงบในจิตใจเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะอุปสรรค" 

เขาหยุดคิด หยุดต่อสู้กับสิ่งที่ปีศาจลวงตา และทำสมาธิเพื่อปรับจิตใจให้สงบ ในขณะที่ปีศาจโบราณพยายามโจมตี ชิงเทียนพลิกกลับมาเป็นฝ่ายที่สามารถหลบหลีกและตอบโต้ด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นจากความสงบในจิตใจ

ในที่สุด ชิงเทียนสามารถปล่อยพลังขั้นแรกที่ถูกเก็บกักไว้ภายในตัวของเขา ด้วยกระบวนท่า "มังกรฟ้าเหิน" ซึ่งเป็นวิชายุทธ์ที่ทรงพลัง ซึ่งพลังของกระบวนท่านี้สามารถสยบและทำลายพลังมืดของปีศาจโบราณได้ 

ทำให้เมื่อพลังที่เปล่งประกายเป็นแสงสีทองรูปมังกรที่ลอยเหินไปบนฟ้าก่อนที่จะทะลุลงมาปะทะกับกลุ่มไอและควันดำฟุ้งทั่วป่ามายา 

ประกายสีทองเหล่านั้นได้ชำระล้างปีศาจเจ้าป่าโบราณเสียจนหมดสิ้น บัดนี้กลั่มหมอกควันสีดำที่ปกคลุมป่ามายามานานนับพันปีได้สูญสลายหายวับไปกับตา ป่ามายากลับคืนสู่ความสงบ เสียงนกร้องและลมพัดเบา ๆ กลับมาอีกครั้ง 

ชิงเทียนรู้สึกถึงความภาคภูมิใจและความสำเร็จที่ได้ทำภารกิจสำเร็จ เมื่อมองไปยังเบื้องหน้าก็พบกับทับทิมอัญมณีสีแดงสดสองก้อนขนาดเท่ากำปั้นลอยอยู่ 

เขาจึงคว้าอัญมณีทั้งสองก้อนนั้นเอามาเก็บไว้ก่อนเดินกลับออกจากป่า พร้อมกับความรู้สึกของการได้เติบโตและเรียนรู้จากการต่อสู้ครั้งนี้

เพียงไม่กี่คืนชิงเทียนก็สามารถเดินทางออกจากป่ามายาไปถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลนั้น เป็นครั้งแรกที่ทำให้เขารู้สึกถึงความสุขและความสงบในใจ ได้ตระหนักว่าความกล้าหาญและความมุ่งมั่นสามารถทำให้โลกนี้เป็นสถานที่ที่ดีกว่าได้

การผจญภัยในป่ามายาไม่เพียงแต่ทำให้ชิงเทียนได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการฝึกฝนและการทำสมาธิ แต่ยังทำให้เขาได้ค้นพบถึงความแข็งแกร่งภายในใจของตนเอง พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ ๆ ด้วยตนเองอีกครั้ง..

ตอน 3

เมื่อชิงเทียนได้ก้าวเท้าเข้ามายังเขตของหมู่บ้านหลินสุ่ยที่ตั้งอยู่ริมขอบป่ามายา ป่าลึกลับโบราณที่เต็มไปด้วยตำนานและเรื่องราวอันน่ากลัว 

แต่บรรยากาศและผู้คนในหมู่บ้านยามนี้ ช่างแตกต่างกับครั้งแรกที่เขาผ่านทางมาเพื่อจะเข้าป่ามายา 

ครั้งก่อนหน้าบรรยากาศภายในหมู่บ้านมีความอึมครึมสีหน้าท่าทางของชาวบ้านดูอมทุกข์และหมองหม่น จากการต้องผจญกับเรื่องราวเลวร้ายน่ากลัวและหวาดผวาของป่าข้างเคียง

แต่ครั้งนี้ชาวบ้านทุกคนดูมีสีหน้าแช่มชื่นสดใสกว่าแต่ก่อนมาก ด้วยความสงสัยชิงเทียนก็ตัดสินใจไปที่โรงน้ำชาของหมู่บ้าน เพื่อพักผ่อน พร้อมทั้งสืบข่าวสาร และสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านแห่งนี้

ขณะที่ชิงเทียนเดินสำรวจหมู่บ้านจนเดินมาถึงโรงน้ำชาแล้ว เขาก็ได้นั่งจิบชาท่ามกลางบรรยากาศสรวลเสเฮฮาของเหล่าชาวบ้านที่ดูมีความสุข

ระหว่างที่เขานั่งมองบรรยากาศรอบข้างไปเรื่อย ๆ พร้อมทั้งนั่งฟังเสียงบทสนทนาต่าง ๆ เขาได้พบกับชาวบ้านคนหนึ่งที่ชื่อว่า หลี่เฉียง ผู้เป็นชายชราอาวุโสท่าทางใจดีที่มีความรู้เกี่ยวกับหมู่บ้านและป่ามายาเป็นอย่างดี กำลังสนทนากับกลุ่มผู้อาวุโสของหมู่บ้านอย่างสนุกสนาน

เมื่อหลี่เฉียงเห็นชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างชิงเทียนมานั่งจิบน้ำชาเพียงคนเดียวอยู่นานแล้ว ด้วยฐานะเจ้าบ้านและเจ้าถิ่นที่ดี ชายชราจึงเดินมาทักทายชิงเทียนอย่างเป็นมิตร

ชิงเทียนสบโอกาสจึงไดไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ พร้อมทั้งถามถึงสถานการณ์ช่วงนี้ของหมู่บ้านด้วยว่าทำไมช่วงก่อนหน้านี้จึงดูตึงเครียด แต่คราวนี้กลับดูสดใสและมีความสุขมากยิ่งกว่าเดิม

หลี่เฉียงจึงเล่าให้ชายหนุ่มฟังว่า เดิมทีหมู่บ้านหลินสุ่ยเป็นหมู่บ้านที่สงบสุขมาอย่างยาวนาน เพราะอยู่ใกล้กับป่ามายาซึ่งเป็นสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ อยู่มาวันหนึ่งภายในป่ามายากลับมีปีศาจลึกลับตนหนึ่งเริ่มเข้ามายึดพื้นที่ป่า โดยเริ่มจากยึดพื้นที่เล็ก ๆ ใจกลางป่าลึก แต่หลังจากนั้นก็กลายเป็นแผ่อิทธิพลทั่วทั้งพื้นที่ป่าขนาดใหญ่

ทำให้ป่ามายาซึ่งเป็นสถานที่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านแถวนี้ กลับเป็นสถานที่ต้องห้าม และอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่แทบไม่กล้าจะย่างกรายเข้าไปใกล้ป่าอีก ต้องเดินทางออกไปยังป่าแห่งอื่นเพื่อเลี้ยงชีพกันต่อไป ทุกอย่างก็ยากลำบากมากยิ่งขึ้น

หลี่เฉียงเล่าเรื่องราวในอดีตอย่างออกรส จนทำให้ชิงเทียนและผู้คนในโรงน้ำชาต่างพากันมาฟังเรื่องเล่าของชายชรามากประสบการณ์อย่างตั้งใจ

ชายอาวุโสได้เล่าต่อว่า หลังจากที่ชาวบ้านต่างเดือดร้อนเพราะปีศาจในป่ามายา ก็เหมือนสวรรค์ทรงโปรด ได้มีจอมยุทธ์มากความสามารถผู้หนึ่งสามารถกำราบปีศาจได้อยู่หมัด แต่เขาผู้นั้นทำได้เพียงกำราบไม่ให้ปีศาจเข้ามาย่างกราย แต่ไม่สามารถกำจัดปีศาจตนนั้นให้สิ้นซากได้ ถึงอย่างนั้น ชาวบ้านก็เริ่มสามารถเข้าไปในป่ามายาได้บ้าง

แต่ด้วยความอันตรายของป่า ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธแก่กล้า เมื่อเข้าไปในป่ามายา ก็มักจะได้รับบาดเจ็บ ล้มป่วย หรือบางคนก็ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ท่านจอมยุทธ์ก็ได้ช่วยปลุกเสกของวิเศษเพื่อให้ชาวบ้านสามารถเข้าป่าได้โดยไม่มีภัยยันตรายใด ๆ หรือหากชาวบ้านผู้ใดหวาดกลัวเกินกว่าที่จะเข้าไปเสาะแสวงหาของป่าดังเดิม ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากเหล่าผู้กล้าที่จะเข้าป่ามายาได้ ซึ่งงมักจะเป็นเหล่าลูกศิษย์ลูกหาของจอมยุทธผู้นั้น

เมื่อชิงเทียนฟังมาถึงตรงนี้ ก็เกิดความสงสัยจึงเอ่ยถามชายอาวุโสไปว่า “เช่นนั้น หมู่บ้านแห่งนี้ก็ควรที่จะสงบสุขเหมือนเคย เพราะก็สามารถเข้าป่ามายาไปเก็บของป่าล่าสัตว์ได้ดังเดิม เพียงมีความยากลำบากอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ยังมีลูกศิษย์ของท่านจอมยุทธช่วยอีกแรงมิใช่หรือ”

หลังจากสิ้นประโยคของชิงเทียน ชายชราเหมือนถูกคำถามเสียดแทงจี้ใจดำ เขาทำท่าทีอ้ำอึ้งอยู่ชั่วครู่ ไม่ได้ตอบอะไรออกไป จนกระทั่งมีเสียงชายผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งได้ตะโดนแทรกขึ้นมาว่า

“ก็เพราะการช่วยเหลือเหล่านั้น มีราคาที่ต้องจ่ายยังไงเล่า” 

“เฉินกวง เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว” หลี่เฉียงพยายามพูดห้ามปรามสหายของเขา แต่ดูท่าคงไม่มีใครจะปิดปากชายผู้ที่มีฤทธิ์สุราแฝงในกระแสโลหิตอยู่เข้มข้นเช่นนี้ได้อีกแล้ว

“เรื่องราวเป็นเช่นไรหรือท่านอา โปรดเล่าให้ผู้น้อยแถลงไขเถิด” ชิงเทียนได้ทีจึงรีบไถ่ถามเพื่อให้ได้เบาะแสเพิ่มขึ้น

“ก็จอมยุทธ์หานอี้ผู้นั้น เก็บค่าคุ้มครองจากชาวบ้านที่ไปขอความช่วยเหลือไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ไหนจะค่าของวิเศษมากมายที่ชาวบ้านชาวช่องต้องใช้ป้องกันตัว ราคาค่างวดก็แพงเอาการ อย่าเรียกว่าช่วยเลย เรียกว่าขูดรีดกันเสียดีกว่า” ความในใจของเขาพรั่งพรูออกมา

“เฉินกวง!! เจ้าต้องหุบปากของเจ้าได้แล้ว หากยังรักชีวิตตัวเองอยู่” หลี่เฉียงตะคอกสหายอย่างดุดัน

“ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ปีศาจนั่นถูกกำจัดแล้ว ต่อไปนี้ชาวบ้านธรรมดาอย่างข้าก็ไม่ต้องถูกขูดรีดจากพวกจอมยุทธ์เจ้าเล่ห์อีก” หลังสิ้นสุดประโยคนี้ ฤทธิ์สุราก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสุดความสามารถ อาหารที่ชายอาวุโสได้กินเข้าไป บัดนี้ก็ถูกขย้อนออกมาเสียหมด

หลังจากสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนเป็นวุ่นวาย ลูกน้องในโรงน้ำชาต่างช่วยเก็บกวาดพร้อมทั้งดูแลชายผู้เมามายโดยลากไปอยู่ในห้องรับรองที่เป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่หลี่เฉียงก็พยายามพูดรักษาบรรยายกาศให้ผ่อนคลายลง เสียงซุบซิบนินทาก็ต่างสร้างบทสนทนากระจายออกเป็นวงกว้าง ในขณะนี้ชิงเทียนสบโอกาสจึงเชิญชวนให้หลี่เจียงเข้าไปดื่มชาและพูดคุยสนทนาในห้องรับรองของโรงน้ำชานี้เพียงลำพัง..

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED