ตอน 2

ออฟฟิศของขัตติยะรายล้อมไปด้วยหม้อ กระทะ ตะหลิว ตะกร้อมือ ไม้พาย และโถแป้ง รวมทั้งวัตถุดิบในการทำขนมหลากหลายชนิด เขามีความสุขกับกลิ่นเนยกลิ่นแป้งตลบอบอวลพวกนี้

กลิ่นกายของชายหนุ่มจึงไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม แต่กลับเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ จากนมเนย ความสุขของเขาคือการได้คิดค้นสูตรใหม่ๆ การรังสรรค์ขนมชิ้นเล็กน่ารัก ความภาคภูมิใจที่เขาสามารถยั่วยวนหลอกล่อสาวสวยรักสุขภาพให้ตบะแตกยอมตักขนมเข้าปากทั้งที่ปวารณาตัวว่าจะลดความอ้วน

แต่ในความสุขและภาคภูมิใจก็แฝงไปด้วยจรรยาบรรณ เขาจึงคิดค้นสูตรที่ลงตัวสำหรับสาวๆ รักสุขภาพ ทำให้พวกเธอมีความสุขที่จะได้กินเค้กแสนอร่อยของเขา และเขาก็ได้มีความสุขที่เห็นพวกเธอมีความสุขกับรสชาติแสนอร่อยของมัน

Honey Buns (ฮันนี่บันส์) เป็นขนมปังที่มีรสชาติหอมหวานชุ่มลิ้นจากกลิ่นน้ำผึ้งที่เรียกว่า Honey Buns ส่วนผสมก็มีไม่มากล้วนเป็นสิ่งที่หาได้ในครัว เขาเริ่มต้นด้วยการใส่นมลงไปในอ่างผสม เติมยีสต์ผง และน้ำตาลทราย พักไว้ประมาณ 5 นาที

ในระหว่างนั้นเจ้าของร่างสูงหมุนตัวหันกลับมาตวงแป้ง จากนั้นมือใหญ่ก็หยิบกระปุกเกลือและใช้ช้อนตวงอันเล็กตักเกลือลงไปในแป้งและผสมกันไว้ มือใหญ่หยิบไข่สีเหลืองนวลขึ้นมาเคาะกับขอบอ่างผสม แกะออกจากการได้แยกไข่ขาวให้ไหลลงในอ่างด้านล่าง แยกไข่แดงสีส้มสดวาวใสออกมาพักไว้บนชามใบเล็กอีกใบ สูตรนี้ขัตติยะใช้ไข่แดงเพียงอย่างเดียวเพราะต้องการความมันและเข้มข้นจากไข่แดงมากกว่าความแข็งกระด้างจากไข่ขาว

อีกหนึ่งความใส่ใจสุขภาพที่เขาคิดค้นมาสำหรับสาวๆ ที่รักสุขภาพ ชายหนุ่มไม่ใช้เนย แต่เลือกใช้ช็อตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าวแทนเนย เพราะน้ำมันรำข้าวเป็นส่วนผสมที่มีประโยชน์สำหรับสุขภาพ ปราศจากกรดไขมันทรานส์และไม่มีคอเลสเตอรอล ที่สำคัญช็อตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าวไร้กลิ่น นั่นจะทำให้ขนมสามารถชูส่วนกลิ่นส่วนผสมอื่นได้เป็นอย่างดี

ชายหนุ่มหันกลับมาดูส่วนผสมของนมที่เขาพักทิ้งไว้ เมื่อเห็นว่าเกิดฟองบางๆ ตรงบริเวณพื้นผิว เขาก็เติมไข่แดงที่แยกไว้ในชามใบเล็กลงไป จากนั้นเติมแป้งที่ตวงเอาไว้และนำไปใส่โถตี เดินเครื่องด้วยความเร็วระดับต่ำ หลังจากแป้งรวมตัวกันเล็กน้อยก็เติมช็อตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าว ตีต่อจนแป้งเนียนก่อนจะนำออกมาพักไว้ในชามและคลุมด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งเอาไว้สัก 1 ชั่วโมง

เจนจิรามองความคล่องแคล่วของเขาอย่างชื่นชม ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความสุขที่ได้ปรุงแต่งส่วนผสมพวกนั้นเข้าด้วยกัน

เมื่อได้ส่วนผสมของแป้ง ขัตติยะก็หันมาทำฮันนี่คัสตาร์ด ชายหนุ่มเติมนมลงในหม้อนำไปตั้งไฟ หลังจากนั้นเขาหันกลับมาแยกไข่แดง เหมือนเมื่อครู่ที่เขาทำ ชายหนุ่มใช้ไข่แดงเพียงอย่างเดียว 3 ฟองและเติมน้ำผึ้งลงไปจากนั้นก็เติมแป้งข้าวโพดและคนส่วนผสมจนเข้ากันดี มือใหญ่เอื้อมไปหยิบหม้อที่ตั้งนมบนไฟมาเทผสมเพียงเล็กน้อยและคนส่วนผสมด้วยมืออีกข้าง จากนั้นเขาก็ยกถ้วยที่ผสมอยู่เทกลับลงในหม้อและนำไปตั้งไฟอีกครั้ง กวนจนเนื้อเนียนและยกลงมาจากเตา ชายหนุ่มเติมช็อตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าวลงในคัสตาร์ดเล็กน้อยเพื่อความมันวาวและนุ่มขึ้น เขาใช้ตะกร้อมือกวนไปเรื่อยๆเพื่อทำให้คัสตาร์ดเย็นตัวลงก่อนที่จะนำเข้าไปแช่ในตู้เย็น

ชายหนุ่มหันกลับมามองส่วนผสมของแป้งที่ขึ้นฟู เขานำแป้งโดว์ออกจากโถและกดไล่ฟองอากาศเล็กน้อย ไม่ลืมโรยแป้งนวลไว้ที่โต๊ะก่อน เขานวดแป้งโดว์เล็กน้อยและใช้ที่ตัดแบ่งแป้งออกและชั่งน้ำหนักในปริมาณที่เท่ากัน

ขัตติยะวางปลายนิ้วมือตั้งคล่อมบนตัวแป้งและใช้อุ้งมือดันแป้งหมุนเป็นวงกลมเข้าหาตัวเพื่อปั้นเป็นก้อนกลม จินตนาการไปถึงอกอวบของสาวๆ และเพิ่มจังหวะความเร็ว ก่อนจะขำเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความพิเรนทร์ในสมอง พึมพำกับตัวเอง

“นมสาวไม่มีให้คลึง ก็คลึงแป้งโดว์รอไปก่อนนะไอ้ยะ ทำยังไงได้ล่ะ”

ชายหนุ่มคลึงแป้งโดว์ทั้งหมดอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วราวกับว่าเป็นงานถนัดที่สุด จากนั้นก็วางแป้งก้อนกลมลงบนถาดอบ ทาหน้าขนมด้วยไข่แดงและใช้พลาสติกคลุมหลวมๆ พักแป้งทิ้งไว้อีกสักพักเพื่อให้ขึ้นฟูต่ออีกเล็กน้อย จากนั้นชายหนุ่มนำน้ำผึ้งมาทาทับบนตัวแป้งโดว์ โรยหน้าด้วยอัลมอนด์สไลด์ ก่อนจะนำเข้าอบในอุณหภูมิ 220 C นาน 10 นาที

กลิ่นหอมของน้ำผึ้งอบอวลไปทั่วครัว ในจังหวะที่เตาอบให้สัญญาณเมื่อกำหนดเวลา 10 นาที ฮันนี่บันส์ สีเหลืองนวล มองเห็นอัลมอนด์สไลด์ที่วางอยู่ด้านบนกรอบเหลืองส่งกลิ่นยั่วยวนไม่ต่างจากรูปลักษณ์ของมัน

เจนจิราอดกลืนน้ำลายลงท้องไม่ไหว ใจเธออยากเดินไปหยิบขนมชิ้นนั้นส่งเข้าปาก แต่ก็ทำได้แค่มอง เธอไม่อยากทำลายความสุขของเขา

แม้ว่าเธอกับเขาจะรู้จักกันมานานหลายปี คนภายนอกมองว่าเป็นคู่รักที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวร่วมกัน แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าระหว่างเขากับเธอยังมีเส้นบางๆ กั้นไว้จนเธอก้าวไปไม่ถึงตัว แม้ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม ขัตติยะเว้นระยะห่างสำหรับเธอและเขาเอาไว้เสมอ แม้กระทั่งทุกคนก็ยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหนกันแน่

ชายหนุ่มทิ้ง ฮันนี่บันส์ ให้เย็นในอุณหภูมิห้อง ก่อนจะนำออกมาผ่าครึ่งและสอดไส้ด้วย ฮันนี่ คัสตาร์ด ที่เขาเตรียมเอาไว้ มือใหญ่จัดขนมลงเสิร์ฟบนจานสีขาว เขาโรยน้ำผึ้งลงไปอีกนิดหน่อยและจัดแต่งจานด้วยผลไม้จำพวกเบอร์รี่หลากหลายชนิด

“หอมจังเลย ทำอะไรอยู่เหรอยะ” หญิงสาวที่ยืนหลบอยู่หลังกำแพงเอ่ยปากถามและเดินเข้ามา

ชายหนุ่มเพียงเหลือบหางตาหันกลับไปมองและเอ่ยปากทัก เวลานี้ของทุกวันหญิงสาวจะต้องออกไปซื้อของเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้

“เอ้า! แจน...มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

แม้จะเป็นคำถาม แต่สายตาของเขาไม่ได้อยู่ที่คนถามอย่างที่ควรจะเป็น ชายหนุ่มยังสนใจงานตรงหน้า เหมือนหญิงสาวไม่มีตัวตนในห้อง

เห็นอีกฝ่ายไม่สนใจเจนจิราจึงเดินเข้าไปหา หยิบขนมชิ้นนั้นเข้าปาก

“ขอชิมหน่อยนะ”

“ทำไมต้องขอล่ะ” คนถามก็ยังไม่มองหน้าคู่สนทนาอยู่ดี

คนเดินเข้ามาใหม่หน้ามุ่ยเล็กน้อย เธอตั้งใจใส่ชุดใหม่มาอวดเขา แต่อีกฝ่ายกลับไม่เห็นความแตกต่าง ทั้งที่เด็กทุกคนในร้านบอกว่าสวยและพวกเขาก็แนะนำให้เธอเดินเข้ามา ซ้ำยังบอกอีกว่าขัตติยะต้องตะลึง

‘ไม่เห็นเขาจะตะลึงตรงไหนเลย พวกนั้นชมจริงๆ หรือแกล้งยอผ่านๆ ก็ไม่รู้’

“ยะ” เจนจิราเรียกชื่อชายหนุ่มอีกครั้ง

ชายหนุ่มหันกลับมาตามเสียงเรียกพร้อมกับยิ้มกว้าง ขานรับในลำคอเบาๆ “หืม...”

“ยะเห็นอะไรผิดปกติไหม” หญิงสาวถามเพราะคิดว่าเขาจะสังเกตบ้าง ชุดที่เธอสวมไม่ใช่ชุดที่ใส่มาเมื่อเช้า

ชายหนุ่มบิดตัวกลับทั้งที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ กวาดสายตามองรอบๆ เขาเห็นทุกอย่างปกติดี “ก็ไม่มีอะไรผิดปกตินี่”

“เหรอ” สายตาของหญิงสาวสลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้เธอจะพยายามทำตัวสวยทุกวัน แต่ก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา

“งั้นแจนไปทำงานต่อนะ”

“จ้ะ” ชายหนุ่มพยักหน้าให้เธอเบาๆ และหันไปทำงานต่อ

เจนจิรายืนมองแผ่นหลังหนา มือใหญ่ของเขากำลังขะมักเขม้นอยู่กับขนมชิ้นเล็ก ในขณะที่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข เธอค่อยๆ หมุนตัวกลับ

ขัตติยะเหมือนนึกอะไรได้บางอย่าง เขาเงยหน้าขึ้นและรีบเรียกหญิงสาว ยังดีที่เธอเดินไปยังไม่ถึงประตู

“แจน”

“คะ” เจนจิราหันหน้ากลับมาทันที ดวงตาของเธอเริ่มมีประกายแห่งความดีใจฉายแววขึ้นมาเล็กน้อย ตั้งใจฟังคำที่จะหลุดออกมาจากริมฝีปากหนาของเขา

“ฝากแจนดูตารางสอนครูปริมให้ยะด้วยนะ พอดีว่าเธอเพิ่งถามมาว่าจะขอลาหยุดไปยุโรป 2 สัปดาห์ ยะต้องสอนแทนในหลักสูตรอะไรบ้าง”

เจนจิรายิ้มเจื่อนๆ ตอบรับชายหนุ่ม “จ้ะ”

ตอน 3

หลังจากสนทนาเสร็จเธอยังยืนรอเขาพูดต่อ แต่ชายหนุ่มก็หมุนตัวกลับโดยไม่พูดอะไร หญิงสาวเดินออกมาจากห้องอย่างเหงาหงอย

‘ทำไมพระพรหมไม่สงสารฉันบ้าง อดทนต่อไหวมั้ยเจนจิรา’ หญิงสาวถามตัดพ้อในใจ พร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ชีวิตของเธอแวดล้อมไปด้วยคำว่าแย่งชิง มารดาของเธอพยายามที่จะให้บิดาของเธอกลับมาอยู่บ้าน แต่ฝ่ายบ้านใหญ่ก็แรงไม่แพ้กัน บ่อยครั้งที่เธอเห็นการใส่ร้ายด่าทอ หรือแม้กระทั่งตบตีเพื่อแย่งชิง

ความคิดของเธอและมารดาแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เธอพยายามถามมารดาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทำไมต้องอดทนอยู่ในสภาพแบบนี้ บิดาเพียงหยิบยื่นเศษเงินของเขาให้เท่านั้น เพราะแม้แต่นามสกุลหรือคำว่าเมียหรือลูกเขาก็ไม่เคยแบ่งให้เธอเมื่ออยู่นอกบ้าน

เจนจิรายังจำได้ดีว่าเธอกับแม่ต้องย้ายบ้านหนีแม่ใหญ่ไม่รู้กี่หน ย้ายโรงเรียนไม่รู้กี่ครั้ง มันเป็นความจริงที่แสนปวดร้าวและคงไม่มีใครรับรู้ถึงความรู้สึกนี้ เธอมีพ่อแค่อยู่ในบ้าน เธอมีแม่ที่คอยแต่จะคิดวิธีเรียกร้องจากสามีเพื่อความสุขของตัวเอง แม้ตอนที่เรียนจบและเข้าไปทำงานกับพ่อในโรงแรม สำหรับคนอื่นเธอก็เป็นเพียงพนักงานทั่วไปคนหนึ่ง

แม้จะคัดค้านการเข้าไปทำงานกับบิดาแต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะมารดาของเธอบีบบังคับให้เธอต้องกลับไปที่นั่น ทุกคนมองเธอเหมือนกระโถนที่จะคอยโยนสิ่งเลวร้ายที่เคยทำในอดีตมาให้ ไม่เคยมีใครสนใจความรู้สึกของเธอเลยสักคน

บิดาของเธอบอกว่า ด้วยสถานะทางสังคมที่เป็นอยู่เขาไม่สามารถยอมรับเธอออกนอกหน้าได้

มารดาของเธอบอกว่า เธอต้องอยู่เพื่อเรียกร้องสิทธิ์และเป็นหนามยอกอกของคนพวกนั้นให้ถึงที่สุด

ในขณะที่บ้านใหญ่บอกเธอว่า ห้ามเผยอหัวชูคอให้คนอื่นรู้ว่าเธอเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของบิดา อยู่ที่นี่เพียงสถานะพนักงานทั่วไปเท่านั้น

แต่จู่ๆ วันหนึ่งบิดาก็เรียกเธอไปพบแบบส่วนตัวและมอบที่ดินผืนนี้ให้เธอ โดยสั่งห้ามไม่ให้บอกใครแม้กระทั่งมารดา ซึ่งตอนนั้นที่ดินผืนนี้ก็สามารถทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ให้คนเช่าและมีรายได้พอสมควร

‘สถานะทางสังคมที่เป็นอยู่ทำให้พ่อไม่สามารถยอมรับลูกได้ แต่ในสถานะของพ่อก็ยังต้องรับผิดชอบลูก อย่าปฏิเสธที่จะรับสิ่งนี้ มันยังน้อยนิดสำหรับการชดเชยของพ่อที่ทำกับลูก วันหนึ่งมันจะเป็นประโยชน์’ คำพูดของบิดาที่พูดกับเธอวันนั้นยังก้องอยู่ในหู จนถึงวันนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้

เวลาเดียวกัน ณ อาคารผู้โดยสารขาเขา หญิงสาวร่างโปร่งในชุดสูทสีเข้มเดินเข็นรถกระเป๋าเข้ามาต่อแถวที่มีผู้คนเริ่มออและส่งเสียงจอแจ มืออีกข้างจูงเด็กหญิงวัย 7 ขวบ เด็กหญิงใบหน้าจิ้มลิ้มมีเค้าโครงยุโรปและเอเชียผสมกันอย่างลงตัว

หญิงสาวหันมายิ้มให้เด็กน้อยที่กำลังตื่นเต้นกับการเดินทางมาเมืองไทยครั้งแรก เด็กหญิงชี้โน่นถามนี่มาตลอดทางตั้งแต่ลงเครื่อง

หญิงสาวยื่นพาสปอร์ตของตัวเองให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองซึ่งระบุชื่อ ‘นางพลอยกะรัต ปาเดลโย’ และ ‘เด็กหญิงฮานีญา ปาเดลโย’ เจ้าหน้าที่ประทับตราบนเอกสารตรวจคนเข้าเมือง ก่อนจะส่งกลับให้หญิงสาว

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านของมี้จ้ะฮันนี่”

“ฮันนี่ดีใจที่สุดที่ได้มาเมืองไทยสักที แดดดี้มัวแต่ห่วงงานเลยอดเที่ยว” เด็กหญิงบอกเสียงใส นึกถึงใบหน้าบิดาที่อยากตามมาด้วยแต่ก็ติดงาน

เด็กหญิงรีบยกมืออุดปากตัวเองทันทีเมื่อรู้ตัวว่าพูดผิด “อุ๊บ! ฮันนี่ลืมไปว่าเรามาทำภารกิจสำคัญที่แดดดี้จะรู้ไม่ได้เป็นอันขาด”

พลอยกะรัตหัวเราะออกมาเบาๆ ฮันนี่เป็นเด็กร่าเริงและช่างพูด เดิมทีพ่อของเขาไม่ยอมที่จะให้ลูกสาวห่างกาย แต่ในที่สุดก็จำยอมด้วยเหตุผลของเธอ เป็นครั้งแรกที่เธอขออนุญาตกลับมาเมืองไทยหลังจากบินไปอิตาลีเมื่อ 8 ปีก่อน

มารดาของเธอขายบ้านเก่าหลังจากที่ยื่นคำขาดให้ลูกสาวเดินทางไปอิตาลี พลอยกะรัตต้องบอกลาเมืองไทยและขาดการติดต่อกับเพื่อนที่นี่ ตลอดระยะเวลา 8 ปีเต็ม ตามคำขอของมารดา

‘เพชรพลอย’ แต่งงานกับนักธุรกิจและมีชีวิตที่สุขสบาย เพชรนิลแม่ของเธอจึงต้องการให้พลอยกะรัตมีชีวิตเหมือนอย่างพี่สาว นางวางแผนและยื่นคำขาดพร้อมกับเลือกคู่ชีวิตเอาไว้ให้ลูกสาวคนเล็ก

ทุกอย่างเหมือนภาพสวยหรูโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าหัวใจของเธอแหลกสลาย เพราะคำว่าบุพการี คำว่ากตัญญู คำมั่นสัญญา และหน้าที่ทำให้เธอต้องไปอยู่ที่นั่น

‘อัลเบร์โต้ ปาเดลโย’ จัดการเรื่องที่พักสำหรับทั้งคู่ก่อนจะเดินทาง เขายอมปล่อยเธอกลับมาเพราะคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่สามารถวางใจถ้าหากไม่ได้จัดการความเรียบร้อยด้วยตัวของเขาเอง

ทันทีที่ก้าวออกจากสนามบินก็มีรถตู้มาคอยรับพร้อมกับ บอดี้การ์ดที่เขาเตรียมไว้ให้เธอ ใบหน้าของพลอยกะรัตแสดงความไม่พอใจออกมาทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่ชายหนุ่มจัดการให้ แต่เธอก็เก็บความไม่พอใจนั้นเอาไว้ก่อน

“อันนามาได้ยังไง ฮันนี่ดีใจที่สุดในโลกที่อันนาได้มาเที่ยวด้วย” ฮันนี่ถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นพี่เลี้ยงคนสนิทของเธอที่เมืองไทย เพราะตอนแรกเข้าใจว่าต้องมา 2 คน

“โรมันกับอัลเบิร์ตด้วยนะ”

เสียงของฮันนี่ถามเจื้อยแจ้วตลอดทางทำให้ความโมโหของหญิงสาวลดลงไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรพลอยกะรัตก็จะต้องสะสางกับเขาให้เด็ดขาด เธอหนีความเผด็จการของมารดามาทั้งชีวิต ถึงตอนนี้นางจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่กลับมีตัวตายตัวแทนอย่างเขาเข้ามาแทนที่

รถคันหรูจอดอยู่กลางถนนนับครึ่งชั่วโมงแทบไม่ขยับ เสียงเจื้อยแจ้วเมื่อครู่เริ่มเกิดขึ้นห่างออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดเธอก็ทนความเหนื่อยไม่ไหวปิดเปลือกตาหลับอยู่บนตักของหญิงสาว พลอยกะรัตยิ้มให้เด็กหญิงอย่างเอ็นดู ฮันนี่เป็นยอดดวงใจและเธอก็รักเด็กผู้หญิงคนนี้อย่างไม่มีข้อแม้

รถตู้แล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์หลังโต ฮันนี่งัวเงียตื่นและทำตาลุกวาวอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นบ้านหลังสวยที่ใหญ่โตไม่แพ้บ้านในอิตาลี แต่พลอยกะรัตกลับถอนหายใจเฮือกอีกรอบเมื่อเห็นสิ่งที่ อัลเบร์โต้ยัดเยียดให้เธอ หญิงสาวพยายามนับ 1-10 ในใจเพื่อที่จะไม่ระเบิดออกมาตอนนี้

พนักงานที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนจากอิตาลีโค้งคำนับให้หญิงสาวทันทีที่เธอก้าวลงจากรถ หากเป็นอันนาพี่เลี้ยงของฮันนี่คนเดียวเธอคงไม่โกรธ แต่นี่ชายหนุ่มส่งเจ้าหน้าที่มาอารักขาเธอเกือบสิบ

“ยินดีต้อนรับกลับเมืองไทยครับมาดาม”

“ไม่คิดว่าจะได้เจอพวกคุณที่นี่ พวกคุณมาได้ยังไงกัน”

หญิงสาวยิ้มน้อยๆ ถามบอดี้การ์ดที่อัลเบร์โต้ส่งมาด้วยน้ำเสียงปกติและสุภาพ เธอให้เกียรติพวกเขาเสมอ เพราะอย่างนี้บริวารของชายหนุ่มจึงรักเธอมากกว่าภรรยาเก่าของเขา

พลอยกะรัตไม่ได้โกรธพวกเขา เพราะทั้งหมดก็แค่ทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย แต่เธอกำลังโกรธคนออกคำสั่ง ทั้งที่ตกลงและรับปากกับเธอเป็นมั่นเป็นเหมาะ

“คุณอันนาช่วยพาฮันนี่ไปอาบน้ำและพักผ่อนหน่อยนะคะ เธอเพิ่งเคยเดินทางไกลครั้งแรกคงจะเหนื่อยและเพลียกับการเดินทางมากพอสมควร”

หลังจากที่สั่งงานพี่เลี้ยง พลอยกะรัตก็ย่อตัวลงข้างๆ หนูน้อย กดจมูกหอมแก้มทั้งสองข้างก่อนที่จะบอก “ฮันนี่ไปพักก่อนนะคะ มี้มีเรื่องจะคุยกับแดดดี้ก่อน”

“ฮันนี่ จะคุยกับแดดดี้ด้วย” สาวน้อยบอกเสียงใสขึ้นมา

พลอยกะรัตมองด้วยแววตาดุ ฮันนี่พยักหน้าหงอยๆ แม้ว่าพลอยกะรัตจะไม่เคยใช้เสียงและคำรุนแรงกับลูกสาวคนนี้ แต่เธอเพียงแค่มองด้วยสายตาเด็กน้อยก็เข้าใจความหมายของมารดาทันที

“พวกคุณไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะค่ะ ฉันขอเวลาส่วนตัวสักครู่” หญิงสาวบอกคนของอัลเบร์โต้ที่ยืนรอรับคำสั่งจากเธอ เมื่อเธอบอก พวกเขาก็ทำตามทันที

หลังจากฮันนี่เดินเข้าบ้านไปกับพี่เลี้ยงและทุกคนเดินออกไปตามคำสั่งของเธอ พลอยกะรัตก็รีบต่อสายโทรศัพท์กลับอิตาลีทันที

“ถึงเมืองไทยอย่างปลอดภัยใช่ไหม”

ปลายสายกรอกเสียงนุ่มถามหญิงสาวหลังจากกดรับสาย เหมือนเขากำลังนั่งรอการติดต่อกลับจากเธอ

“คุณทำอย่างนี้ทำไม” น้ำเสียงของคนถามห้วนกระด้างอย่างไม่พอใจ

พลอยกะรัตกำลังโกรธจากที่สุดในชีวิต เมื่อก่อนมีเพียงมารดาคนเดียวที่จะสามารถบงการชีวิตเธอได้ทุกอย่าง แต่หลังจากนางเสียไปเมื่อ 2 ปีก่อนเธอก็เป็นอิสระกับตัวเองมากขึ้น หากแต่ยังมีข้อผูกมัดและสัญญาที่ให้ไว้กับเขา เธอจึงไม่สามารถทำตามอย่างที่ใจตัวเองต้องการได้

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED