“บอสขาบอส”
“บอส”
“บอสขา เจ้านายขา เจ้านายคะ อย่างหลังเข้ากว่ากันตั้งเยอะ เรียกพี่เขาว่าเจ้านายแล้วกัน จะเติมคะ เติมขาก็ปล่อยไปตามสถานการณ์ ถึงตอนนี้จะยังไม่ชินปาก แต่อีกหน่อยก็คงชินไปเองเนอะ” ฉันพูดเองเออเองอยู่ภายในลิฟต์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการนำเข้าส่งออก บริษัทที่มีพลังงานลึกลับบางสิ่งบางอย่างดึงดูดให้ฉันสมัครเข้ามาทำงานด้วย
มาทำงานวันแรกก็นินทาเจ้าของบริษัทซะแล้ว ท่าทางอนาคตฉันจะรุ่งริ่งแทนรุ่งเรืองแน่นอน อันที่จริงช่วงนี้ฉันยุ่งพอสมควร เพราะเหลือเวลาอีกแค่สามเดือน ฉันก็ต้องบินไปเรียนต่อที่ต่างประเทศแล้ว แต่ก็เซ้าซี้ขอผู้มีอุปการะคุณว่าฉันอยากทำงานมากถึงมากที่สุด โดยหยิบยกเหตุผลที่แสนจะน่าฟังว่าทำงานเพื่อหาประสบการณ์ แต่ถ้าผู้มีอุปการะคุณรู้เหตุผลที่แท้จริง อาจกระโดดตัวลอยแล้วถีบสองขาคู่ฉันเอาได้ง่ายๆ เหมือนกับที่เพื่อนรักฉันได้ทำมาแล้ว
“โอ๊ย! นี่แกถีบฉันจริงๆ เหรอไอ้พุฒิ”
“เออดิ ก็แกมันโง่งมงาย คิดว่ารักมันสวยงามเหมือนในนิยายหรือไง...ฮะ”
“ก็เปล่าคิดแบบนั้น แต่ฉันแค่อยากอยู่ใกล้พี่เขาก่อนจะบินไปเรียนต่อเท่านั้นจริงๆ”
“อยากอยู่ใกล้แล้วแกจะทำอะไรได้ ขนาดอยู่ใกล้มาตั้งสามปี แกยังได้แค่เฉียด ไม่สิ ได้แค่มองเอง”
“เอาน่า ฉันรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”
“เออๆ ในเมื่อแกตัดสินใจแล้วก็ตามนั้นล่ะ งั้นแค่นี้นะ พาสามีไปฟิตเนสก่อน”
“ย่ะ”
คิดถึงบทสนทนาระหว่างฉันกับเพื่อนสนิทที่นิยมชมชอบไม้ป่าเดียวกันก็ถึงกับเบ้ปากให้ตัวเองในกระจกที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวลิฟต์
แม้พุฒิชัยจะมีคำนำหน้าชื่อว่านาย แต่จิตใจกลับสวนทาง ถึงอย่างนั้นพุฒิชัยคือเพื่อนแท้ของเธอคนหนึ่งก็ว่าได้ เพราะเป็นเพื่อนกันตั้งแต่อนุบาลถึงตอนนี้ เพื่อนแท้ขนาดกระโดดถีบกันมาตั้งแต่เพิ่งรู้จักกันจนถึงตอนนี้และคงเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน
ฉันหยุดคิดเรื่องในหัว ก่อนจะมองสำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผมเสียหน่อย ที่นี่มีชุดยูนิฟอร์มให้พนักงานแม้จะยังไม่ผ่านการทดลองงานก็ใส่ได้ ฉันก็เลยสะดวกไม่ต้องมานั่งคิดนอนคิดว่าทำงานแต่ละวันต้องใส่ชุดอะไร ยังไง แบบไหน สะดวกและประหยัดไปอีกแบบ
สายสีน้ำเงินที่คล้องอยู่บนคอคือสายที่คล้องติดกับบัตรพนักงาน บนบัตรมีรูปสองนิ้วของฉันหนึ่งใบติดอยู่ ใต้รูประบุชื่อและนามสกุล วันเดือนปีที่เข้าทำงานรวมทั้งรหัสพนักงานพร้อม
เภตรา บุตราภา คือชื่อของฉันเอง ส่วนวันนี้คือวันที่ฉันเข้ามาทำงานวันแรก ถึงแม้ฉันจะรู้จักกับผู้บริหารของที่นี่เป็นการส่วนตัว แต่ทำไม๊ทำไมถึงไม่ค่อยอยากเจอพี่เขาเอาเสียเลยก็ไม่รู้ เพราะเจอกันทีไรชอบทำหน้าดุใส่ฉันตลอด จนอยากถามว่าปีทั้งปีพี่เขายิ้มกี่ครั้ง
“หรือจะยิ้มวันที่หนึ่งกับสิบหกเหมือนเรา...ฮ่าๆ” ฉันหัวเราะกับตัวเอง แต่พักหลังๆ วันที่หนึ่งกับสิบหกดูเหมือนจะเป็นวันน้ำตาตกในสำหรับฉันเสียมากกว่า เพราะมันมักจะเสียมากกว่าได้นี่สิ สงสัยฟ้าจะไม่อยากให้ฉันรวยทางนี้
ตึ๊ง!
เสียงลิฟต์ดังขึ้นตามด้วยประตูลิฟต์ที่กำลังเปิดออกเพื่อให้คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกเข้ามา ฉันเงยหน้าขึ้นมองจึงรู้ว่านี่คือชั้นสี่ของตึกที่มีทั้งหมดสิบชั้น และคนที่ฉันไม่ค่อยอยากเจอก็ยืนอยู่ตรงหน้า
“พี่ลม” ฉันอุทานชื่อเขาออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว เพราะเพิ่งจะนินทาเจ้าของชื่อไปหยกๆ จู่ๆ ก็โผล่พรวดมาแบบนี้ใครจะไม่ตกใจ ไม่เอาข้าวสารเสกปาให้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว
อ้อ...ใช่แล้วค่ะ ผู้ชายตรงหน้าฉันคือพี่ลมหรือวายุ เป็นเจ้าของบริษัทแห่งนี้ แถมยังรั้งตำแหน่งเพื่อนสนิทของพี่ชายฉันอีกด้วย อะไรมันจะเจอกันตั้งแต่วันแรกที่มาทำงานแบบนี้ ทำไมฉันถึงไม่เจอคนที่อยากเจอ...หืม
แต่พอรู้ตัวว่าฉันเอ่ยชื่อที่ไม่ควรเอ่ยออกไป นั่นทำให้ฉันรีบเปลี่ยนท่าทีมาเอ่ยเรียกคำที่ฟังดูเหมาะสมกว่า รวมทั้งยกมือไหว้ด้วย
“สวัสดีค่ะบอส” พูดไปแล้วฉันก็อยากเขกกระบาลตัวเอง ไหนบอกจะเรียกพี่เขาว่าเจ้านาย ไหงมาลงได้ที่คำว่าบอส แต่บอสก็บอสอ่ะ ความหมายมันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ
“บอส!” สีหน้าพี่เขาดูแปลกใจที่ฉันเอ่ยเรียกแบบนี้ เอ้!...หรือฉันพูดอะไรผิด
“ค่ะ…บอส”
“อืมม์” พี่เขาเอ่ยรับแค่นั้นแล้วก็ก้าวเข้ามายืนในลิฟต์ที่เวลานี้ไม่มีใครนอกจากเราสองคน บรรยากาศมันชวนอึดอัดแปลกๆ จนฉันอยากเดินออกไปจากลิฟต์เสียตอนนี้ แต่หากทำมันคงเสียมารยาทเกินไป สิ่งที่ฉันทำได้คือขยับไปยืนตัวลีบอยู่ข้างๆ ผนังลิฟต์ ทั้งๆ ที่เหลือพื้นที่ตั้งมากมาย
แต่จู่ๆ ฉันก็ต้องสะดุ้งเมื่อรับรู้ว่ามือยาวๆ ของพี่ลมเอื้อมมากดลิฟต์ชั้นที่สิบ ซึ่งฉันเดาว่าต้องเป็นชั้นที่พี่เขานั่งทำงานแน่นอน ฉันชอบกลิ่นน้ำหอมผู้ชายหรืออะไรก็ตามที่โชยมาเตะจมูกเมื่อครู่นี้จัง กลิ่นมันสดชื่นน่าซบเอ้ย! น่าซื้อให้ใครบางคนได้ใช้บ้าง
ตึ๊ง!
เสียงตึ๊งที่ดังขึ้นช่วยดึงสติของฉันกลับมา แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองอยู่ดี กระทั่งเสียงคนที่ยืนอยู่ในลิฟต์ดังขึ้น
“ฝ่ายจัดซื้อภายในองค์กรอยู่ชั้นนี้”
“อ้อ…ค่ะ” ฉันเอ่ยรับงงๆ พอเงยหน้าจากพื้นขึ้นก็มองเห็นว่าเป็นชั้นที่ฉันต้องลง ฉันหันมาโค้งให้พี่ลมที่ยืนหล่อเต็มยศด้วยชุดสูทเร็วๆ แล้วรีบจ้ำออกไปจากลิฟต์ทันที
เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง คำถามหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในหัวของฉันว่าพี่ลมรู้ได้ยังไงว่าฉันทำงานแผนกอะไร แต่ไม่รู้สิแปลกเพราะพี่เขาเป็นถึงเจ้าของบริษัท จะรับใครเข้าทำงานต้องเซ็นรับรอง แต่ที่นี่เดือนๆ หนึ่งรับคนเข้าทำงานก็ใช่ว่ามีแค่คนสองคน แล้วจะมาจำข้อมูลฉันทำไมหรือพี่เขาจำข้อมูลได้หมด
“ฟุ้งซ่าน” ฉันเขกหัวตัวเองแรงๆ เพื่อให้เลิกคิดเองเออเองเสียที แล้วตัดสินใจเดินเข้าแผนกตรงไปรายงานตัวกับผู้จัดการ ซึ่งก็คือคนที่รับฉันเข้ามาทำงาน จากนั้นผู้จัดการก็พาฉันไปแนะนำกับพี่ๆ ฝ่ายจัดซื้อภายในองค์กร ฉันสัมผัสได้ว่าพี่ๆ ทุกคนดูเป็นกันเองมาก
พี่ๆ ใจดีพาฉันไปดูจุดนั้นจุดนี้ว่ามีอะไรในชั้นนี้บ้าง ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องถ่ายเอกสารอยู่มุมไหน ใครนั่งโต๊ะไหนมีหน้าที่อย่างไร แต่ที่ทำให้ใจฉันเต้นแรงคือการได้รู้ว่าที่ชั้นนี้นอกจากมีฝ่ายจัดซื้อภายในองค์กรแล้วยังมีฝ่ายไอทีรวมอยู่ด้วย
“ฝ่ายไอที!” ฉันรำพึงรำพันประโยคนี้อยู่ในหัวจนแทบไม่มีสมาธิคิดเรื่องอื่น เมื่อครู่ที่เดินสำรวจถึงได้รู้ว่าโต๊ะที่ฉันนั่งคือโต๊ะทางเดินกลางที่ใครจะเข้าหรือออกในฝ่ายไอทีต้องผ่านโต๊ะฉันก่อนเสมอ
เพราะฉะนั้นถ้าเป้าหมายฉันเดินผ่านไปผ่านมา ฉันก็ต้องมองเห็นหรือไม่เขาก็ต้องมองเห็นฉันด้วยเช่นเดียวกัน...อ๊ากกก แค่คิดใจฉันก็เต้นรัว มือไม้เย็นเฉียบด้วยความตื่นเต้น กระทั่งประโยคของพี่ในแผนกดังขึ้น
“น้องปายคะ อีกห้านาทีหนูต้องไปปฐมนิเทศพนักงานใหม่ที่ห้องประชุมใหญ่นะคะ เดี๋ยวพี่พาไปจ้ะ”
“ขอบคุณค่ะพี่สวย” ฉันยิ้มให้พี่สวยหรือพี่อรอนงค์ รุ่นพี่ในแผนกที่ฉันสัมผัสได้ว่าพี่เขาใจดีมาก สวยแล้วยังใจดีแบบนี้น่าแนะนำให้พี่จิณณ์รู้จักจังเลย แต่…ขืนทำแบบนั้น ฉันอาจถูกเขกหัวจนโนเอาได้แน่ๆ
ห้านาทีไม่ขาดไม่เกิน พี่สวยก็พาฉันไปห้องประชุมใหญ่ที่อยู่ชั้นแปด พอเปิดประตูเข้าไปฉันก็เห็นพนักงานชายหญิงนั่งอยู่ก่อนแล้วสิบกว่าคนได้ ถามไถ่กันไปมาถึงรู้ว่านี่คือพนักงานใหม่ที่เริ่มงานวันนี้ทั้งหมด ทุกคนขึ้นมาที่นี่เพื่อปฐมนิเทศและกล่าวต้อนรับโดยตรงจากผู้บริหารที่ชื่อว่า…วายุ
แต่คนที่ทำให้ฉันใจเต้นรัวได้คือผู้ชายตัวโตสวมเสื้อแจ็กเกตสีดำที่กำลังก้มๆ เงยๆ ตรวจดูคอมพิวเตอร์หน้าห้องมากกว่า
“พี่กราฟ!” ในที่สุดฉันก็ได้เจอคนที่ฉันอยากเจอ
‘ไอทีหล่อบอกต่อด้วย...อ๊ากกก’ ฉันตะโกนประโยคนี้อยู่ในอก นั่นเพราะพี่เขาคือพลังงานลึกลับที่ดึงดูดให้ฉันสมัครเข้ามาทำงานที่นี่ ทั้งๆ ที่ต้องอยู่ใกล้กับเพื่อนพี่ชายหน้าโหดก็ตามที
แต่เหมือนสวรรค์ไม่เป็นใจ เพราะทันทีที่เซ็ตอะไรเรียบร้อย พี่กราฟก็กลับออกไปทันที ฉันนั้นแทบจะลุกตามไปแต่จำต้องนั่งประจำที่ เพราะเห็นว่าประตูห้องประชุมใหญ่ถูกเปิดออกและคนที่เดินเข้ามาคือเจ้าของบริษัท
เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางน่ามอง เป็นชายสมบูรณ์แบบในสายตาของใครต่อใคร เพราะถ้าตัดเรื่องความดุได้ทุกเรื่องของพี่ลมออกไป ฉันก็ยอมรับว่าพี่เขานั้นหล่อและเพอร์เฟกต์มากคนหนึ่ง ทั้งรูปร่างหน้าตารวมถึงหน้าที่การงานที่เป็นถึงเจ้าของบริษัทแห่งนี้
“บอสเราหล่ออ่ะ หล้อหล่อ” พนักงานใหม่สาวสวยคนข้างๆ ฉันเอ่ยชมพี่ลม นอกจากคำพูดแล้วแววตาก็ยังสื่อออกมาอย่างที่พูดด้วย ดูวิ้งๆ จนฉันขนลุก
นอกจากคนข้างๆ แล้วยังมีแววตาของพนักงานใหม่สาวๆ อีกหลายคนที่ออกอาการปลื้มพี่ลมมาก ส่วนฉันนะเหรอ...เฉยมากเช่นกัน นั่นเพราะคนที่ฉันปลื้มคือผู้ชายที่เข้ามาดูคอมพิวเตอร์ให้พี่ลมเมื่อกี้นี้มากกว่า ถึงจะได้เห็นแค่หลังฉันยังใจสั่นมากมายขนาดนี้ ถ้าได้จับมือ สบตาด้วยฉันไม่เป็นลมไปแล้วเหรอ
การปฐมนิเทศจบลงในช่วงเช้า ส่วนพี่ลมนั้นกลับออกไปตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆ แล้ว พี่เขาเข้ามากล่าวต้อนรับและแนะนำบริษัทให้ทุกคนฟังคร่าวๆ ถึงอย่างนั้นก็สามารถทำให้พนักงานสาวๆ ในห้องเคลิ้มได้ ทั้งๆ ที่พี่เขาออกจะดุจะตายไป แต่ลุคสุขุมแบบนี้สาวๆ กลับชอบแฮะ ส่วนฉันได้แต่มองบนใส่
พักเที่ยงฉันก็ไปกินข้าวกับพี่ที่แผนกรวมทั้งหิ้วเพื่อนใหม่ที่เข้ามาทำงานด้วยกันชื่อว่ามาลี สาวสวยตาคมจากสงขลา สำเนียงทองแดงนิดๆ ฟังแล้วมีเสน่ห์ไปอีกแบบไปกินด้วยกัน
ระหว่างที่นั่งกินข้าว ฉันก็จะเง้อชะแง้มองหาพลังงานลึกลับที่แสนจะดึงดูดฉันไปด้วย แต่ก็ไม่เห็นพี่เขาแม้แต่เงา กระทั่งหมดเวลาพักเที่ยง
“นี่โต๊ะทำงานกับคอมพิวเตอร์ของน้องปายนะคะ ฝ่ายไอทีเขามาติดตั้งให้ตอนที่หนูไปปฐมนิเทศเมื่อเช้า ถ้าใช้งานอะไรไม่ได้ก็บอกพี่”
“ขอบคุณมากค่ะพี่อ้อย” ฉันยกมือไหว้พี่อ้อย ผู้ช่วยผู้จัดการที่เป็นธุระเรื่องโต๊ะทำงานกับคอมพิวเตอร์ให้ฉัน ประมาณบ่ายโมงนิดๆ ฉันถึงได้เริ่มลงมือทำงาน
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นน้องใหม่ของแผนก แต่ฉันก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานตั้งแต่วันแรกก็ว่าได้ ยังดีที่วิชาความรู้ยังอยู่เต็มหัว ยังไม่ได้คืนอาจารย์ไปจนหมด
“คอนเซ็ปต์แผนกเราคือถูกและดี ดีลมันเข้าไปค่ะคุณน้อง ไม่ต้องสงสารเวนเดอร์”
“คะ…ค่ะ” ฉันเอ่ยรับพร้อมส่งยิ้มแห้งๆ ให้พี่อ้อยที่เข้ามาสอนงานให้ฉัน งานแรกคือดีลของขวัญปีใหม่สำหรับพนักงาน งบเท่ามดแต่อยากได้ของอลังการเท่าช้าง…งก คำๆ นี้ผุดเข้ามาในหัวพร้อมกับใบหน้าของพี่ลมก็โผล่เข้ามาเช่นกัน ก่อนจะถูกฉันปัดทิ้งออกไปแล้วบี้ๆ ให้เละคามือ
“บริษัทก็ออกใหญ่โต ซื้อของขวัญให้พนักงานทั้งทีงบมีอยู่แค่นี้” ฉันบ่นกระปอดกระแปดไปเรื่อยเปื่อย แม้จะได้ชื่อว่ามาทำงาน แต่ลึกๆ แล้วฉันยังคงคิดถึงพลังงานลึกลับที่ดึงดูดให้ฉันมานั่งในบริษัทแห่งนี้ตลอดเวลา พลังงานที่ทำให้ฉันกล้าพอจะมาที่นี่
สามเดือน! คือเวลาที่ฉันอยากมาอยู่ใกล้กับเขาก่อนจะห่างกันไป
สามเดือน! คือเวลาที่มันสั้นมากสำหรับฉัน แต่เพราะไม่อาจปลอมตัวไปเป็นคนรับใช้เหมือนในละคร นั่นเพราะเป้าหมายอยู่คอนโดมิเนียม จะไปสมัครเป็นแม่บ้านก็เต็ม ถามย้ำกี่ทีนิติบุคคลก็ยังไม่รับเพิ่ม ยามรักษาความปลอดภัยเองก็ด้วย จะไปซื้อห้องอยู่ข้างๆ หรือชั้นเดียวกันเพื่อส่งสายตาปิ๊งๆ หรือหาจังหวะขอความช่วยเหลือห้องก็เต็มอีก…เฮ้อ!
รักครั้งนี้ของฉันมันช่างมีอุปสรรคเหลือเกิน ทางออกเดียวที่คิดได้ในตอนนั้นคือมาใกล้ชิดกับพลังงานลึกลับที่มีอิทธิพลต่อใจฉันที่ทำงานมันเสียเลย ถึงขนาดไปบนบานศาลกล่าวก็ยอม นี่คงต้องหาเวลาไปวิ่งแก้บนสักวัน...อิอิ
เนื่องจากมีเวลาแค่สามเดือน ฉันจึงต้องทำทุกวันให้มีค่ามากที่สุด ฉันเริ่มวางแผนอันชั่วร้ายในหัว คิดไปคิดมาจึงเตะปลั๊กพ่วงและนั่นทำให้คอมพิวเตอร์ฉันดับสนิททันที
“พี่อ้อยคะ คอมหนูพังจะติดต่อฝ่ายไอทีได้ที่เบอร์ไหนบ้างคะ” สีหน้าและแววตาของฉันใสซื่อสุดๆ แต่ในใจนั้นลิงโลด เพราะฉันจะได้เจอคนที่อยากเจอแบบใกล้ๆ ได้สบตา ได้คุย ได้บอกว่าฉันก็ทำงานที่นี่เหมือนกัน อยากรู้จังว่าถ้าเขารู้จะทำหน้ายังไงนะ
หลังจากวางสายโทรศัพท์ภายในเสร็จ ฉันก็ต้องนั่งรอให้เจ้าหน้าที่ไอทีเข้ามาดูคอมพิวเตอร์ให้ เพราะฉันไร้ซึ่งความสามารถในการแก้ไขเองผ่านทางโทรศัพท์นั่นเอง จะแก้ได้ยังไง เปิดเครื่องยังไม่ได้ เพราะฉันเตะปลั๊กกับทีน(ตีน)ตัวเอง พอคิดว่าจะได้เจอกับใคร ฉันก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ออกอาการเขินจนม้วนไปม้วนมาอยู่คนเดียว
ไม่ถึงห้านาที ฉันก็รับรู้ถึงเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังเดินตรงมาหาฉัน ในใจฉันมันบอกว่าต้องใช่เขาแน่ๆ ต้องใช่แน่ๆ ยิ่งคิดใจฉันก็ยิ่งเต้นรัว กระทั่งเสียงนั้นใกล้เข้ามามากพอ ฉันจึงหันไปส่งยิ้มให้พร้อมกับเอ่ยกล่าวทักทาย
“สวัสดีค่ะ พี่…” ประโยคท้ายๆ ของฉันหายไป เมื่อผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่พี่กราฟ แต่กลับเป็นพนักงานผู้ชายฝ่ายไอทีตัวกลมๆ ที่คาดเดาน้ำหนักแล้วน่าจะเกินร้อย เขามองฉันงงๆ ส่วนฉันก็ส่งยิ้มแห้งๆ ให้ เกือบปล่อยไก่ทั้งเล้าแล้วไหมล่ะ
“คอมเครื่องไหนครับ ที่เปิดเครื่องไม่ได้”
“เครื่องนี้ค่ะ” ฉันหลีกทางให้ฝ่ายไอทีร่างยักษ์เข้าไปตรวจเช็กคอมพิวเตอร์ และสิ่งแรกที่เขาหยิบขึ้นมาให้ดูคือปลั๊กที่มันหลุดออกจากกัน
“อุ๊ย! ปลั๊กหลุดเองเหรอคะ ขอโทษที่ทำให้เสียเวลา พอดีหนูไม่รู้ว่าปลั๊กมันหลุดออกจากกัน...แฮ่” ฉันรีบออกตัวพร้อมสีหน้าขอโทษอย่างสุดซึ้ง
ฝ่ายไอทีส่ายหน้าให้ฉันนิดหน่อย วันๆ คงเจอเคสแบบนี้บ่อยแน่ๆ ก่อนจะจัดการต่อปลั๊กแล้วเปิดคอมให้ฉันเสร็จสรรรพ เช็กโปรแกรมนั่นนี่กระทั่งเสร็จเรียบร้อยก็กลับออกไป
ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอย่างไร้อารมณ์ที่ไม่ได้เจอพี่กราฟอย่างที่คาดหวัง แต่ไม่เป็นไร รอเลิกงานค่อยแกล้งเดินผ่านแผนกพี่เขาก็คงได้
เมื่อคิดได้แบบนั้น ฉันจึงตั้งสมาธิแล้วทำงานของตัวเองให้เสร็จ ดีลราคากับเวนเดอร์นี่ก็สนุกไปอีกแบบ บางคนก็คุยดี๊ดี ส่วนบางคนนี่อย่าให้ฉันพูดถึงเลยดีกว่า เพราะฟังแล้วอารมณ์จะปรี๊ดเสียเปล่าๆ
“ยุบหนอ พองหนอ อดทนไว้หนอ ไม่งับหัวเวนเดอร์หนอ”
‘เภตรา บุตราภา’ ชื่อนี้ดังก้องอยู่ในหัวของผม นั่นเพราะปายคือน้องสาวของเพื่อนสนิทที่ผมนั้นสนิทกับพี่ชายของปายมาก ส่วนตัวปายนั้นแค่เห็นผมก็วิ่งหลบไปอยู่อีกมุม เป็นมาแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักกันจนกระทั่งถึงตอนนี้ น้อยครั้งที่เราจะได้คุยกัน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับปาย เพราะพี่ชายเธอขยันพูดถึงน้องสาวให้ฟังเสียเหลือเกิน
อันที่จริงผมรู้เรื่องนี้ตั้งแต่วันที่ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภายในองค์กรเข้ามาแจ้งว่าได้รับพนักงานคนใหม่เพื่อทดแทนคนเก่าที่ขอลาออกเพื่อจะไปแต่งงาน พร้อมกับให้ผมเซ็นสัญญาจ้างนั่นแล้ว แค่ไม่คิดว่าเธอจะมาทำงานจริงๆ รวมทั้งเกิดความสงสัยว่าทำไมปายถึงเลือกจะมาทำงานที่บริษัทผมมากกว่าบริษัทของครอบครัวเธอเอง ไหนจะบริษัทอื่นมีเป็นร้อยๆ แห่งอีก
ความสงสัยทำให้ผมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดไปหาจิณณ์ เพื่อนสนิทหรือก็คือพี่ชายของปายนั่นเอง รอสายไม่นานก็ได้ยินเสียงตอบรับ
“ว่าไงครับบอส” ประโยคทักทายของปลายสายทำให้ผมอยากกดวางหูเสียจริงๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ามีเรื่องอยากรู้ละก็…หืม
“พูดแบบนี้อยากมาเลี้ยงเหล้าข้าใช่ไหม”
“เปล่าโว้ย ตำรวจกิ๊กก๊อกอย่างข้าจะมีปัญญาเอาเงินที่ไหนไปเลี้ยงผู้บริหารที่ธุรกิจกำลังรุ่งแบบเอ็ง” คำพูดที่ได้ยินทำเอาผมส่ายหน้าให้ ตำรวจยศร้อยตำรวจเอกหรือกิ๊กก๊อก แม้เงินเดือนอาจน้อยนิด แต่คนแบบจิณณ์ก็แทบไม่ง้อเงินเดือนตำรวจที่ว่านั่นอยู่แล้ว เพราะนอกจากงานในเครื่องแบบ เพื่อนคนนี้ของเขายังเป็นนักเล่นหุ้นฝีมือเยี่ยม ทำกำไรได้ปีละหลายล้าน แต่ที่ยังไม่ยอมลาออกจากอาชีพตำรวจ เพราะยังสนุกกับงานที่ทำอยู่ต่างหาก
“เออ…พอๆ” เพราะขี้เกียจจะเถียงด้วย ผมจึงเอ่ยออกไปแบบนั้น
“เอ็งโทร.หาข้ามีอะไรให้รับใช้”
“ไม่มี แค่อยากถามอะไรเอ็งนิดหน่อย”
“อะไร” น้ำเสียงที่จิณณ์ถามมานั้นฟังดูห้วนขึ้นจนผมขำ นี่คงคิดว่าผมจะปรึกษาเรื่องซีเรียสๆ อีกแน่ๆ ถึงตั้งรับให้สมกับที่เป็นตำรวจมาแรงอนาคตไกลแห่งยุคไทยแลนด์ 4.0
“เอ็งรู้หรือยังว่าปายไปทำงาน”
“รู้…น้องมาขอข้าเอง ทำไมเหรอ”
“นั่นสิ ทำไม”
“เอ้า! ข้าไม่ได้ถามถึงน้องสาวข้าว่าทำไม ข้าหมายถึงเอ็งน่ะ ถามทำไม”
“แล้วเอ็งรู้ไหมว่าปายไปทำงานที่บริษัทไหน” แทนที่จะตอบคำถามที่ได้ยิน ผมกลับตั้งคำถามใหม่ขึ้นมาถามจิณณ์อีกประโยค
“ไม่รู้ ถามแล้วแต่ไม่ยอมบอก”
“บริษัทข้า” ผมเฉลยให้ ไม่ถึงวินาทีหูผมก็แทบแตกเมื่อจิณณ์ตะคอกกลับมาอย่างแปลกใจ
“บริษัทเอ็ง”
“เออ…ไม่รู้ล่ะสิ”
“ไม่เลย”
“ก็นึกว่าปายบอกเอ็งแล้ว”
“ข้ารู้แค่ว่าจะไปทำงาน แต่ที่ไม่รู้คือน้องข้าจะไปทำงานที่บริษัทเอ็งนี่แหละ เพราะอะไรถึงต้องเป็นบริษัทเอ็งด้วยวะ ทั้งๆ ที่หาทางเลี่ยงเอ็งจะตายไป” ผมเองก็สงสัยเหมือนที่จิณณ์มันสงสัยนั่นแหละครับ ถึงได้โทร.มาถาม แต่ดูท่าจะเปล่าประโยชน์เสียแล้วกระมัง
“นั่นแหละที่ข้าสงสัย ก็ไหนเอ็งบอกว่าช่วงนี้ปายกำลังทำเรื่องเพื่อจะไปเรียนต่อนอกไม่ใช่เหรอ”
“ใช่…แต่ระหว่างนี้ปายก็เข้ามาขอไปทำงาน บอกว่าอยากหาประสบการณ์นั่นนี่ ข้าเลยอนุญาตไป แต่ไม่คิดว่าจะโผล่ไปที่บริษัทเอ็งแบบนี้ แต่เอาน่ะ แค่สามเดือนเอ็งก็ทนๆ น้องข้าหน่อยแล้วกัน”
“ทนอะไร น้องเอ็งไม่ใช่ตัวปัญหาสักหน่อย” ผมพูดเรื่องจริง เพราะปายไม่ใช่ตัวปัญหาสำหรับผมเลย อันที่จริงผมอยากสนิทกับเธอมากกว่าที่เป็นอยู่ด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนเธอจะบ่ายเบี่ยงตลอด
“ก็นั่นแหละ ข้าพูดเผื่อไว้ ระหว่างนี้เอ็งก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทำเป็นมองไม่เห็นน้องข้าแล้วกัน เพราะปายกลัวเอ็งจะตายไป”
“นั่นสิ ข้าจะถามอยู่เหมือนกันว่าน้องสาวเอ็งกลัวอะไรข้านักหนา เจอกันแต่ละทีก็ถามคำตอบคำ พลอยทำข้าเกร็งไปด้วย” นี่คือคำตอบที่ผมเองก็อยากรู้เช่นกันว่าไปทำอะไรให้ ปายถึงได้กลัวผมไม่เลิกเสียที
“ก็เอ็งมันดุยังกับหมานี่หว่า”
“ข้านี่เหรอดุยังกับหมา” ฟังแล้วผมก็งง นั่นเพราะมั่นใจว่าผมไม่ใช่คนดุอะไรขนาดนั้น แถมถึงขั้นดุอย่างกับหมาเชียวเหรอ เวอร์ไปแล้ว
“เออ”
“ดุยังไงวะ ไหนเล่ามาซิ”
“ดุทุกเรื่องที่เอ็งไม่ชอบนั่นล่ะ ไล่มาตั้งแต่เรื่องงานยันเรื่องส่วนตัว” คำพูดของจิณณ์ทำให้ผมขมวดคิ้ว คิดทบทวนว่าผมเป็นอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆ หรือมันต้องการแค่อำเล่น
“เรื่องงานข้าต้องดุต้องเข้มงวดสิ ขืนลูกค้าได้งานแย่ๆ ไป บริษัทก็เสียหายใครจะรับผิดชอบ ส่วนเรื่องส่วนตัวนี่ข้าดุยังไง…หืม” ใช่…อย่างหลังนี่แหละที่ผมอยากรู้ว่าผมดุยังไง
“สรุปเอ็งไม่รู้ตัว”
“เออ” ผมยอมรับ เพราะอยากฟังมุมมองที่ว่าผมนั้นดุจากจิณณ์
“มาๆ ข้าจะยกตัวอย่างให้ฟัง ข้อแรก เอ็งไม่ชอบผู้หญิงใส่กางเกงขาสั้น จำได้ไหมวันแรกที่เอ็งเจอน้องข้า ปายมันอยู่บ้านเลยใส่กางเกงขาสั้น จู่ๆ เอ็งก็เดินเข้าไปดุแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจนทำเอาน้องข้าร้องไห้ขี้มูกโป่ง”
“ก็กางเกงตัวที่น้องเอ็งใส่มันสั้นจริงๆ นี่หว่า”
“สั้นกับผีของเอ็งน่ะสิ น้องข้าใส่ยาวถึงหัวเข่านะเว้ยไม่ใช่สั้นเสมอหูเหมือนที่ผู้หญิงสมัยนี้เขาใส่กัน จู่ๆ คนไม่เคยรู้จักเดินเข้าไปดุ เป็นเอ็งเอ็งจะกลัวไหม”
“ก็ข้าหวังดี” ผมรับเสียงอ่อยๆ นั่นเพราะสิ่งที่ทำไปคือความหวังดีล้วนๆ
“ความหวังดีของเอ็งนั่นแหละคือต้นกำเนิดความกลัวที่น้องข้ามีให้ เขาเรียกไม่ประทับใจตั้งแต่แรกพบ พอไม่ประทับใจเลยจงใจเลี่ยงไม่คุยด้วย”
“แต่มันก็ผ่านมานานแล้วนะ น้องเอ็งน่าจะลืมๆ มันไปได้แล้ว”
“เหรอ! พูดยังกับไม่รู้ตัวว่าเอ็งมันพวกดุต่อเนื่อง เป็นแบบนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เอ็งเข้าไปบ้านข้าจนถึงตอนนี้จะสิบปีเข้าไปแล้ว เอ็งก็ยังไม่เลิกดุเลิกบ่นน้องข้าอีก”
“เอ็งก็พูดเกินไป”
“ไม่มีอะไรเกินไปเลยสักนิด หรือเก็บกดอยากมีน้องสาวเป็นของตัวเองฮะ”
“เปล่า” ผมปฏิเสธไม่ค่อยเต็มเสียงสักเท่าไหร่ เพราะมันคือความจริงที่ผมได้ทำมาตลอดหลายปี มาคิดๆ ดูผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้เจ้ากี้เจ้าการน้องสาวของจิณณ์มากมายขนาดนั้น
“นี่ขนาดเปล่า น้องข้ากลับบ้านเย็นหน่อยเอ็งก็บ่น น้องข้าไม่กินผักเอ็งก็ดุ น้องข้าไม่ยอมให้ไปรับตอนข้าต้องไปทำงานต่างจังหวัดเอ็งก็บ่นเป็นหมีกินผึ้ง เจอแบบนี้ตลอดปายไม่เอาไม้ตีหัวเอ็งก็บุญเท่าไหร่แล้ว”
“ก็พี่ชายแบบเอ็งไม่ดุน้องเลยนี่หว่า เห็นตามใจหมดทุกอย่าง” ผมโบ้ยไปยังปลายสายทันที
“นั่นเพราะข้าเชื่อใจว่าน้องไม่ทำตัวเหลวไหลแน่นอน”
“เชื่อใจ เห็นใช้ได้กับน้องเอ็งคนเดียวหรอก เพราะถ้าเอ็งเอาคตินี้ไปใช้กับสาวๆ เมื่อไหร่ สาวๆ เหล่านั้นเปิดเรดาร์หากิ๊กทันทีไม่ใช่เหรอ”
“ปากเสีย จู่ๆ วกมาแขวะข้าทำไมเนี่ย เดี๋ยวจะโดนข้อหาแจ้งความเท็จ” การปฏิเสธโดยยกข้ออ้างเรื่องกฎหมายของจิณณ์มาพูดขำๆ นั้นทำเอาผมส่ายหน้าให้ แต่ที่ผมพูดไปนั่นมันคือความจริงล้วนๆ
“สรุปเอ็งจะยอมรับไหมว่าดุฮะ”
“เออ…ยอมก็ยอม”
“ดีมาก พอรู้ตัวแล้วหลังจากนี้เอ็งก็ลองลดความดุลง ทั้งหน้าตาทั้งน้ำเสียง”
“ทำไม่เป็น”
“ไอ้นี่…อยู่ใกล้มันน่าโดนถีบ ลองแกล้งเมาแห้งดูสิโว้ย เพราะเวลาเอ็งเมาทีไรเห็นเฟรนลี่ทุกที คุยได้ตั้งแต่กับคนยันสัตว์”
“นี่เอ็งชมหรือด่าข้า”