“ณิกาขอนะคะเติร์ก” เสียงหวานๆ ของเพื่อนปรามความปากเสียของชายผู้นั้นไว้
“ผมเห็นแก่ณิกานะ เลยยอมยกให้นะ”
ฉันเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันฉันไปทำให้เขาเกลียดตอนไหน ผู้ชายคนนั้นแสดงออกเปิดเผย เขาเกลียดขี้หน้าฉัน และพยายามแดกดันทุกครั้งหากมีโอกาส
“ณิกาไปก่อนนะธาร” ฉันพยักหน้าแกนๆ และไม่ยอมเงยหน้าขึ้นด้วย
ทั้งสองคนคงไปเที่ยวที่ไหนสักที่ไม่ไกลจากที่นี่หรอก ฉันเองก็อยากเก็บความทรงจำดีๆ เก็บไว้เหมือนกัน ไหนๆ ตัวเองก็มีเวลาว่างแล้ว แต่...ตัวแปรของฉันคือปัญหาใหญ่ ฉันเสียเวลาที่เหลืออีกน้อยนิด สำหรับเรื่องไร้สาระนั่นไม่ได้
หากฉันไม่รีบไขวคว้า เมื่อถึงเวลากลับบ้าน ฉันลำบากแน่ๆ
ฉันถอนใจแรงๆ เงยหน้ามองแผ่นหลังของใครบางคนที่เห็นลิบๆ ฉันยิ้มหยันตัวเองกับความไม่เจียมตัว ฉันแอบรักเขาได้ยังไง ในเมื่อความรักที่ฉันมีต่อเขา ไม่มีทางส่งไปถึง
ฉันสูดจมูกแรงๆ ยกมือปาดน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะแรงกดดันจากด้านใน หากไม่อยากให้คนคนนั้นเกลียดฉันมากกว่านี้ ฉันควรทำใจแต่เนิ่นๆ และกดความลับในใจนี่ไว้ให้ลึกที่สุด
สักวัน...ฉันคงทำใจให้ลืมเขาได้...
หากฉันไม่อยากให้คนรอบตัวสมเพชมากไปกว่านี้
“รูปนี้ ขายยังไงครับ” เสียงลูกค้าถาม ฉันเลยรีบสลัดความคิดสับสนในหัวทิ้ง ฉันฝืนยิ้ม รีบเจรจาต่อรองกับลูกค้ารายใหม่ คงเป็นเพราะฉันมีเลือดนักสู้ในตัวเยอะเกินไป ฉันเลยไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ
ยกเว้นเรื่องเดียว...
“ทำไมกลับดึกจังเลยธาร” ฉันเงยหน้ามอง ส่งยิ้มแหยๆ ให้หนุ่มเจ้าของบ้าน ที่แบ่งห้องให้ฉันเช่ามาตลอดสามปีในราคาที่หาไม่ได้ในโรม
“ไม่ต้องรีบตื่นแล้วนี่คะ ธารเลยไม่ต้องรีบกลับ” ฉันผู้ซึ่งทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย แต่กลับไม่เคยต้องสอบซ่อม ฉันเลยทำเรื่องจบเร็วกว่าคนอื่นๆ เลยมีเวลาเหลืออีกหกเดือนสำหรับการหาเงินสักก้อน
“อ้อ...ลืมไป ธารทำเรื่องจบแล้วนี่นะ” ฉันยิ้มมากขึ้น “ขึ้นมาไหม ผมดื่มๆ อยู่คนเดียว” ฉันวางตัวดี และไม่เคยสังสรรค์หรือพาคนอื่นมานอนค้างที่ห้องเช่าเท่ารูหนูนั่น ไม่เคยก่อปัญหาให้เจ้าของบ้านเกิดความระอา
ฉันส่ายหน้าปฏิเสธ แต่... “ขึ้นมาเถอะ อย่าปฏิเสธเลย อย่างน้อยก็ให้ผมร่วมแสดงความยินดีกับธารสักนิดก็ยังดี”
“ก็ได้ค่ะ ขอเอาของไปเก็บ แล้วอาบน้ำล้างฝุ่นสักหน่อยได้ไหมคะ”
น้ำใจที่หนุ่มต่างชาติคนนี้มีให้กับฉัน ฉันรับรู้มาตลอด มิตรภาพที่แสนดีของเขาฉันเองก็อยากตอบแทน ดังนั้นฉันเลยไม่อยากปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ฉันไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
บรูโน่ผลุบกลับเข้าไป ฉันเดินลงบันไดตรงไปยังห้องที่ฉันซุกหัวนอนมาตลอดสามปี
ห้องเช่าราคาถูก มีกลิ่นอับที่ฉันชินเสียแล้ว ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ โชคดีที่มีห้องน้ำในตัว นั่นเป็นข้อเดียวที่ฉันชอบ ฉันไม่ต้องไปแย่งห้องน้ำกับใคร ทำธุระส่วนตัวได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกรบกวน
ฉันใช้เวลาไม่นานสำหรับการอาบน้ำและแต่งตัว
ไม่ต้องประดิดประดอยอะไรนี่ ยังไงก็ไม่มีผู้ชายคนไหนมองฉันอยู่แล้ว
เสื้อยืดผ้านุ่มแขนยาวและกางเกงเนื้อผ้าแบบเดียวกัน ฉันใช้งานคุ้มค่าทุกชิ้น
ฉันถือขนมขบเคี้ยวติดมือมาด้วย และตอนที่ฉันโผล่หน้าขึ้นไป ฉันนึกอยากเปลี่ยนใจเสียเหลือเกิน
“เห้...นอกจากผมแล้ว คุณยังมีแขกคนอื่นอีกหรือไงบรูโน่” ฉันรู้ว่าคนคนนั้นจงใจแขวะ เขาไม่เคยมองว่าฉันอยู่ในระดับเดียวกับเขาสักหน่อย
“คุณต่างหากที่ผมไม่ได้เชิญนะเติร์ก” ฉันพอรู้แหละว่าเจ้าของบ้านของฉัน กับคนคนนั้นรู้จักและเป็นเพื่อนกัน แต่ฉันไม่เคยเจอเขาที่นี่เลย คงเพราะก่อนหน้านั้นฉันยุ่งวุ่นวายทุกนาทีก็ได้
“อะไรกัน คุณเห็นแม่นั่นดีกว่าผมหรือบรูโน่” ฉันเม้มปาก เริ่มลังเล ฉันควรเดินหน้าต่อ หรือยอมเสียมารยาทเดินกลับไปตอนนี้เสียเลย
“มีเหตุผลหน่อยสิ...มาสิธาร ผมกับคุณนัดกันไว้แล้ว ส่วนหมอนี่ เสนอหน้ามาเอง ผมไม่ได้เชิญ”
น้ำเสียงจริงจังของบรูโน่ ฉันเลยไม่กล้าหักหาญน้ำใจเขา ฉันเดินตัวลีบ ไปนั่งข้างๆ เขา พยายามไม่สนใจเสียงกระแหนะกระแหนที่ลอยตามลมมา
“ไม่ยักรู้ว่ารสนิยมของคุณเป็นแบบนี้”
“ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกเติร์ก หากผมกับคุณชอบเหมือนกัน โลกนี้คงไม่น่าอยู่”
เสียงตอบโต้ดังอยู่ในหูฉัน แต่ฉันก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขาตรงๆ ฉันชินกับการแอบมองเขามาตลอดสามปีแล้วสินะ
“ดีแล้วล่ะ ผมก็ไม่อยากสู้กับคุณเท่าไหร่หรอก”
“อารมณ์เสียอะไรมาล่ะ หรือเดตไม่สนุก” ฉันกลายเป็นอากาศเสียละมั้ง ในสายตาหนุ่มๆ ทั้งสองคน เขาเลยคุยกันโดยไม่สนใจว่าฉันนั่งฟังอยู่ด้วย
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ผมก็แค่เบื่อ” ฉันขมวดคิ้ว เริ่มเป็นห่วงปุณิกาขึ้นมาจับใจ
ผู้ชายคนนี้เนื้อหอมและฮอตไม่เบาเลย ฉันยังแปลกใจเลย เพราะอะไรผู้หญิงเรียบร้อยอย่างปุณิกาถึงตกลงปลงใจกับเขาได้ ในเมื่อมันมีความเสี่ยงสูง เขาเปลี่ยนคู่ควงแทบนับไม่ถ้วนตั้งแต่วันแรกที่มาเหยียบอิตาลี ใช้ชีวิตเป็นหนุ่มเสเพลเต็มที่ด้วย
“อย่าเบื่อเร็วนักสิ สงสารผู้หญิงบ้าง”
“สงสารทำไมล่ะ พวกหล่อนก็รู้จุดจบดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ผมไม่เคยโกหกใครเลยนะ”
ฉันพยายามทำความเข้าใจ แต่ฉันไม่รู้ไงว่าระหว่างเขากับเพื่อนของฉันตกลงอะไรกันก่อน
“ระวังกรรมตามทันนะเติร์ก คุณล้อเล่นกับความรู้สึกของผู้หญิงมากเกินไปแล้ว” ข้อนี้ฉันเห็นด้วยกับบรูโน่ และเริ่มเป็นห่วงเพื่อนขึ้นมาตงิดๆ ฉันอยากเตือนปุณิกานะ แต่ฉันไม่ได้สนิทกับเธอถึงขั้นตักเตือนกันได้ เราสองคนเป็นแค่คนที่มาจากถิ่นเดียวกัน พูดภาษาเดียวกันเท่านั้น
คงเป็นเพราะฉันหมกมุ่นกับความคิดของตัวเองมากเกินไป ตอนที่บรูโน่ส่งแก้วเครื่องดื่มให้ฉันเลยไม่ได้ดูให้ดีก่อน ฉันยกแก้วจ่อปากและดื่มเครื่องดื่มในแก้วนั้นรวดเดียว รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เครื่องดื่มนั่นไหลผ่านลำคอฉันไปแล้วนั่นแหละ ช่องท้องฉันร้อนวาบ รู้สึกร้อนไปทั้งตัว ฉันสะบัดหน้าแรงๆ ไล่อาการมึนๆ ในหัวให้หลุด แต่มันไม่เป็นอย่างที่คิดไว้เลย
ฉันนั่งคอตก รู้สึกเหมือนมีอะไรกดทับอยู่บนบ่า
จนไม่สามารถผงกศีรษะให้ตั้งตรงได้...
บทที่2.จุดหักเห
“ตายล่ะ ผมลืม คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมธาร” เสียงของบรูโน่เหมือนอยู่ไกลเสียเหลือเกิน ฉันพยายามยกศีรษะขึ้น และพยายามเผยอปาก เพื่อพูดบางอย่างให้เขาคลายความกังวล ฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย ฉันคงเหนื่อยเกินไปและใกล้หมดแรง ฉันยกศีรษะตัวเองไม่ขึ้นเลยสักนิด
“เกิดอะไรขึ้น” ฉันเอียงหน้ามองด้านข้าง
ใครบางคนชะโงกหน้ามาใกล้ฉัน ใครคนนั้นที่ฉันแอบเก็บไว้ลึกแสนลึก ฉันเผยอปากพยายามคลี่ยิ้ม และมองเขาด้วยดวงแววตาที่ฉันซ่อนเอาไว้ตลอด
“ยัยนี่เมาเหรอไง อะไร... กินไปแค่แก้วเดียวนี่นะ” เสียงเขาพึมพำบางอย่างที่ฉันจับใจความไม่ได้เลย
“ธารไม่ใช่ผู้หญิงเหลวไหลนะเติร์ก จะได้ดื่มเก่ง”
“มันก็ไม่น่าอาการหนักแบบนี้สิ แค่แก้วเดียวเองนะ”
“หากเทียบกับคุณที่ดื่มทุกวันแล้ว จะเอาอะไรไปเทียบได้ล่ะ” บรูโน่บ่นพึมพำ มองหาผ้าสักผืนเพื่อชุบน้ำเช็ดหน้าธาริกา เขาไม่น่าลืมตัวเลย คนที่ไม่เคยดื่มแบบธาริกาเลยสติหลุด
“ไม่เคยคิดว่าบนโลกนี้จะมีคนที่ดื่มแค่แก้วเดียวก็สติหลุดไปเลย” ผมเปรยๆ เงยหน้าหัวเราะร่วน แต่แล้ว ผมก็ต้องเหลียวกลับมามองหล่อนซ้ำ อะไรบางอย่างในแววตาของหล่อนที่มองมายังผมสะกิดใจพิกล
ผมไม่ใคร่ชอบหน้าเธอนั่นเป็นเรื่องจริง ผมหงุดหงิดทุกครั้งเวลาที่หญิงผู้นี้ยอมหงอให้คนอื่น หล่อนไม่ใคร่มีปากเสียง และทำตัวเหมือนอากาศธาตุ ผมเห็นหล่อนวิ่งวุ่น ทั้งทำงานทั้งเรียน แต่ผลการเรียนไม่เคยตก ผมเสียอีกที่ไม่ใคร่ตั้งใจเรียน ใช้ชีวิตอิสระเต็มที่ เพราะทันทีที่กลับถึงบ้าน ผมคงถูกจับใส่กรงขัง ถูกกฎเกณฑ์ที่พ่อแม่ประเคนใส่กดทับไว้อีก
เปลือกตาผมหรี่ลง หัวใจเต้นเป็นจังหวะเอื่อยๆ แล้วก็เริ่มถี่ขึ้น ทันทีที่ผมแปลความหมายในแววตานั่นได้
ผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองหรอกนะ…
แววตาแบบนี้ผมเห็นจนชิน แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นกับคนตรงหน้าไง
นั่นเลยอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมไม่ชอบหน้าเธอ ผมมั่นใจในเสน่ห์ตัวเอง และใช้ได้ผลมาตลอด ผมเลยเสียเซลฟ์ตอนที่ผมพยายามหว่าน...แต่ไม่สำเร็จ
ผมสูดลมหายใจแรงๆ ปรามตัวเองในใจ