ปลายเท้าเปลือยเปล่าย่อนลงเหยียบพื้นข้างเตียงก่อนจะขยับลุกขึ้นยืนแต่แล้วก็ต้องยกมือขึ้นปิดปากไม่ให้หลุดเสียงอุทานขึ้นจนปลุกให้ใครอีกคนตื่น ศศิลัลน์หรือลัลน์นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปีสี่ที่กำลังอยู่ในช่วงฝึกงานพยุงร่างที่เต็มไปด้วยร่องรอยสีกุหลาบขึ้นจากเตียงก่อนจะข่มความเจ็บปวดจากจุดอ่อนไหวก้าวไปหยิบเสื้อผ้าที่กองอยู่กับพื้น
ตาคู่หวานมองสภาพเสื้อที่ขาดจนไม่สามารถใส่ได้ของตัวเอง ใบหน้าสวยก็พลันแดงระเรื่อเมื่อคิดไปถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เสื้อเธอขาดรุ่งริ่งแบบนี้
ต้องโทษคนตัวโตที่ยังหลับอยู่บนเตียงที่แสดงออกอย่างอ่อนโยนแต่มือไม้กลับรุนแรง...แต่ความจริงแล้วควรจะโทษตัวเองที่เมาจนเกิดเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นแบบนี้
สิบสองชั่วโมงก่อน...
‘เอ้าโชนน’
เสียงแก้วกระทบกันดังขึ้นทันทีที่เสียงของใครคนหนึ่งที่บอกให้ชนแก้วจบลง ศศิลัลน์ฉีกยิ้มรับหลังจากชนแก้วรวมกับอีกหลาย ๆ คนไปแล้วแต่ก็ยังมีอีกหลายคนเข้ามาขอชนแก้วเป็นการส่วนตัวก่อนจะยกแก้วขึ้นกระดกรวดเดียวท่ามกลางเสียงเชียร์ของคนรอบข้าง
‘ว้าว เจ๋ง สมกับเป็นรุ่นน้องร่วมสถาบันของพี่จริง ๆ’ หนึ่งในเจ้าของเสียงเชียร์เอ่ยอย่างชอบใจพร้อม ๆ กับเติมน้ำสีอำพันให้จนเต็มแก้ว เพราะเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมคณะและสถาบันทำให้หญิงสาวไม่ขัดแต่อย่างใด พอถูกคะยั้นคะยอให้ดื่มก็ดื่มอย่างว่าง่ายก่อนจะยิ้มอย่างเป็นมิตร
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการฝึกงาน ที่บริษัทจึงมีกิจกรรมเลี้ยงส่งนักศึกษาฝึกงานกันที่บริษัท การที่พี่ ๆ ที่บางคนเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันจะเข้ามาห้อมล้อมเธอหรือเด็กฝึกงานอีกหลายคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และศศิลัลน์ก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจใด ๆ แม้ว่าความจริงแล้วเธอไม่ใช่คนที่ว่าง่ายนัก แต่เพราะอยากให้การฝึกงานครั้งนี้เป็นความทรงจำที่ดีจนถึงวินาทีสุดท้ายจึงไม่ได้คิดจะขัดใจให้รุ่นพี่ต้องขุ่นเคืองใจ
‘ดื่มให้กับน้อง ๆ ที่ถูกพวกเราเล่นงานมานาน’
‘ดื่มให้กับตัวเองที่ทนพี่ ๆ ได้จนจบการฝึกงาน’
‘เอ้าชน/ชน’
ไม่รู้ว่าดื่มไปเท่าไหร่...
ไม่รู้ว่าชนแก้วไปแล้วกี่คน...
ไม่รู้ว่าปริมาณแอลกอฮอร์ในร่างกายตอนนี้มีมากแค่ไหน...
ทว่ายิ่งดื่มก็ยิ่งรู้สึกเศร้า เรื่องราวเศร้า ๆ ฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัว ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยไปแล้ว
ต่อหน้าผู้คนเธอพยายามฝืนยิ้มและบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร
แต่ใครจะรู้ว่าในช่วงที่มาฝึกงานมีอะไรเข้ามากระทบจิตใจเธอบ้าง นอกจากเรื่องในที่ทำงานที่มีสุขบ้างเครียดบ้าง
ภาพเพื่อนสนิทต่างคณะที่ฆ่าตัวตายเพราะถูกแฟนทิ้งไปหามือที่สามลอยเข้ามาในหัว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นภาพของอดีตแฟนหนุ่มที่เพิ่งเลิกรากันไปเมื่อเดือนที่แล้วกับผู้หญิงอีกคนที่เข้ามาแทรกกลางลักลอบมีความสัมพันธ์จนเธอจับได้
ภาพเหล่านั้นเรียกให้ความเศร้าเข้าเกาะกินหัวใจทว่าทำนบความเศร้ากลับไม่ได้พังทลายด้วยภาพเหล่านั้นแต่เป็นภาพของผู้หญิงอายุยี่สิบปลาย ๆ ที่ท้องโตใกล้คลอดอยู่ในอ้อมกอดของคุณพ่อที่เธอและพี่สาวเข้าใจว่ารักลูกรักเมียมาโดยตลอดที่ผุดเข้ามาในหัว ข้าง ๆ เธอคนนั้นยังมีเด็กชายวัยแปดเก้าขวบที่มีใบหน้าถอดมาจากผู้เป็นพ่อของเธอมาราวกับฝาแฝด
มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน...ความจริงก็คือผู้เป็นพ่อมีอีกครอบครัวซุกซ่อนเอาไว้ พ่อที่รักและทะนุถนอมเธอกับพี่สาวเสมอมากลายเป็นผู้ชายนอกใจ และทำให้ผู้เป็นแม่เสียใจ
บ้านที่เคยสงบสุขพังทลายในชั่วพริบตา ผู้เป็นแม่ขอหย่าและพาเธอกับพี่สาวออกมาจากบ้านหลังนั้นในทันทีที่รู้ความจริง..และพ่อก็ไม่รั้งพวกเธอเอาไว้เลยแม้แต่ครึ่งคำ
เพราะรู้ว่าผู้เป็นแม่เสียใจแต่พยายามเข้มแข็งเพื่อเธอและพี่สาว ศศิลัลน์จึงพยายามทำตัวเข้มแข็งมาโดยตลอดแต่พอเมา...ทุกความเสียใจก็ประดังประเดเข้ามา
‘พอได้แล้ว คุณดื่มมากไปแล้วนะ’
ในขณะที่กำลังดื่มราวกับต้องการจะเมาให้มากกว่านี้จะได้ลืม ๆ ไป เสียงห้ามที่ฟังแล้วไม่ได้อบอุ่นแต่ก็ไม่ได้แข็งกระทื่อเกินไปก็ถูกส่งมาจากใครคนนึง
ลภณดนัย หรือ พี่เลย์...เขาเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันที่สนิทสนมกับพี่รหัสของเธอ ที่มหาวิทยาลัยเขาเคยเป็นรุ่นพี่ที่ฮอตมาก ๆ ทั้งหล่อและเก่งในทุก ๆ ด้าน สาว ๆ หลายคนตกหลุมรักเขาจนเก็บไปเพ้ออยู่บ่อย ๆ เธอเองก็เคยเป็นหนึ่งคนที่แอบปลื้มพี่เลย์ ไม่สิ...แอบรักเลยล่ะ
แต่คนเรามันก็มีทั้งคนในฝันและคนในความเป็นจริง ทุกคนจำเป็นต้องตื่นจากฝัน...
พี่เลย์กลายเป็นคนในฝันที่เธอไม่กล้าไปแข่งขันกับใคร เก็บเขาไว้เพียงในฝันและหันมาเปิดใจกับความเป็นจริง
ในตอนที่คนในฝันมาอยู่ตรงหน้าก็คือตอนที่มาฝึกงานและได้เขามาเป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยสอนงาน แต่ก็เป็นตอนที่เธอมีแฟนแล้ว เธอกับเขาจึงเป็นเหมือนเส้นขนานที่ไม่บรรจบ ในตอนนี้เธอกับเขาจึงเป็นแค่รุ่นพี่และรุ่นน้อง
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสังเกตเห็นว่าเธอเศร้าและมารั้งไว้ไม่ให้เธอดื่มต่อ
‘คุณเมาแล้ว กลับเถอะ เดี๋ยวผมไปส่ง’
อาจจะแค่เข้ามาเตือนเพราะหวังดีในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง หรืออาจจะเพราะเห็นแก่พี่รหัสที่เป็นเพื่อนของเขาจึงทำให้ลภณดนัยออกปากห้ามและอาสาไปส่งศศิลัลน์ก็ไม่อาจรู้ แต่มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องที่ไม่ควรเกิด
ไม่รู้เพราะความใจดีของเขา หรือความคิดไม่ซื่อลึก ๆ ที่ยังไม่ได้จางหายเธอถึงได้รั้งเขาเอาไว้และเลยเถิดอย่างห้ามไม่อยู่
‘อยู่ก่อนได้มั้ย ฮึก ลัลน์ไม่เหลือใครแล้ว’
ปัจจุบัน
ภาพความทรงจำในตอนที่รั้งคอลภณดนัยเข้ามาใกล้และทิ้งตัวลงบนเตียงรวมถึงความทรงจำชวนให้สั่นไหวผุดเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ จนศศิลัลน์ต้องสะบัดหน้าขับไล่ความคิด
เธอจะทำยังไงดีล่ะ?
เป็นที่ชัดเจนว่าเมื่อคืนเธอเมาหนักจนรั้งเขาเอาไว้จนเลยเถิด เป็นที่แน่ชัดว่าบนเตียงนั้นมีเรื่องชวนให้สั่นไหวเกิดขึ้นจนเกือบเช้าโดยที่เธอเป็นฝ่ายเริ่ม
และเห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเขาคือพี่เลย์คนนั้นที่เธอแอบคิดไม่ซื่ออยู่ลึก ๆ จริง ๆ
จากนั้นไปเธอควรทำอย่างไรล่ะ?
Rrrr.
ไม่ทันจะคิดอ่านอะไรโทรศัพท์มือถือที่ถูกวางไว้ข้างหัวเตียงสั่นสะเทือนจนทำให้หญิงสาวต้องก้มมอง
ศศิลัลน์จะปลุกคนหลับอยู่แล้วถ้าไม่เห็นชื่อที่ปรากฎบนหน้าจอซะก่อน ปลายนิ้วที่กำลังจะสัมผัสลงบนท่อนแขนคนหลับชะงักงันไปในทันที
‘คุณแฟน’
คนที่ชื่อแฟน...บนโลกนี้ก็คงจะมีอยู่ แต่เจ้าของหมายเลขที่ถูกบันทึกไว้ว่า ‘คุณแฟน’ จะชื่อแฟนจริง ๆ น่ะเหรอ?
หัวใจของหญิงสาวเย็นเฉียบเมื่อสมองขบคิดและเอียงเอนไปอีกแง่มุมหนึ่งมากกว่า
เขา...มีแฟนแล้ว
ตึ่ง!
คุณแฟน : ถ้าไม่ยอมโทรกลับเราเลิกกัน!
ข้อความที่ปรากฎบนหน้าจอเปลี่ยนเป็นข้อความจากแอพพลิเคชั่นสนทนายอดฮิต และมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น...เธอไม่ได้คิดไปเอง
เขามีแฟนแล้ว
มือเรียวเล็กยกขึ้นปิดปาก ไม่ให้ส่งเสียงออกมา กระบอกตาร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่ ความเข้มแข็งพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
พี่เลย์มีแฟนแล้ว...เธอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแฟนชาวบ้านอย่างนั้นเหรอ?
ถ้าอย่างนั้นแล้วเธอต่างอะไรกับผู้หญิงหน้าด้านที่เธอจับได้คาหนังคาเขาว่าเป็นชู้กับแฟนของเธอหรือมือที่สามที่เข้าไปแทรกกลางความสัมพันธ์ของเพื่อนจนเพื่อนของเธอฆ่าตัวตายกันล่ะ
และยิ่งไปกว่านั้นมันจะไปต่างอะไรกับผู้หญิงหน้าไม่อายที่ตั้งท้องลูกของสามีชาวบ้านโดยไม่รู้สึกผิดอย่างอีกบ้านของพ่อของเธอล่ะ
คนมาก่อนย่อมต้องเสียใจ...คนมาแทรกย่อมน่ารังเกียจ
ศศิลัลน์พูดได้เต็มปากว่าเกลียดคนที่เข้าไปแทรกกลางความรักของใครอย่างหน้าไม่อาย และเป็นที่แน่ชัดว่าเกลียดอะไรก็ย่อมไม่ทำอย่างนั้น
หญิงสาวสูดหายใจลึก ๆ คว้าเอาเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ของคนที่ยังหลับอยู่มาใส่แทนเสื้อที่มันขาดจนใส่ไม่ได้ก่อนจะหอบร่างเหนื่อยล้าออกจากห้องโดยไม่หันกลับ...เธอจะไม่ยอมให้ความสัมพันธ์จากคืนเมามายมาทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานะที่เธอเกลียด
ไม่มีวัน!!!
สี่ปีต่อมา
‘กล้าดียังไงถึงได้ปิดบังเรื่องแบบนี้!’
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่มาพร้อมกับสายตาที่จ้องเขม็งทำเอาศศิลัลน์รู้สึกร้อนรนจนต้องก้าวถอยหลังพร้อมกับเอาตัวบังร่างเล็กของหนูน้อยผู้เป็นแก้วตาดวงใจเอาไว้อย่างหวาดหวั่น
เขาเจอเธอแล้ว...
และเห็นสิ่งที่เธอซุกซ่อนเอาไว้แล้ว...
ตาคู่นั้นเพียงมองมาก็ทำให้รู้สึกราวถูกสาป กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีคนตัวโตก็ก้าวสามขุมเข้ามาประชิดตัวและฉวยอุ้มเด็กหญิงที่เธอซ่อนเอาไว้ด้านหลังเสียแล้ว
‘ต่อไปผมและภรรยาจะดูแลน้องลินน์เอง’
‘ไม่นะ อย่าเอาน้องลินน์ไปนะ’
“ไม่นะ ไม่ ไม่!!!”
เปลือกตาบางเบิกกว้างหลังจากที่ปิดมานานพร้อม ๆ กับที่ร่างเล็กทะลึ่งพรวดลุกขึ้นหอบหายใจอย่างหวาดหวั่น ตาคู่หวานมองไปรอบ ๆ จนเห็นว่าเป็นห้องนอนไม่ใช่สถานที่อื่นก็ถอนใจโล่ง
ที่แท้ก็เป็นแค่เพียงความฝัน...
เธอแค่ฝันไปเท่านั้น...
“งื้ม กุนแม่” เสียงงัวเงียจากร่างจ้ำม่ำที่นอนอยู่ข้าง ๆ ฉุดให้ศศิลัลน์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ หญิงสาวเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มของหนูน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นตบก้นกล่อมเบา ๆ
“ไม่มีอะไรค่ะน้องลินน์ นอนต่อนะลูก คุณแม่ไม่เป็นอะไร”
“งืม...” เพียงชั่วครู่คนงัวเงียก็เข้าสู่นิทราในที่สุด หญิงสาวจ้องมองหนูน้อยก่อนจะนอนลงข้าง ๆ และดึงเอาร่างจ้ำม่ำมากอดไว้อย่างหวงแหน
สี่ปีก่อนเพราะไม่อยากให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งครั้งนั้นส่งผลร้ายกับทั้งเธอเองและลภณดนัยกับแฟนสาวเธอจึงตัดสินใจออกจากชีวิตของเขา ทว่าใครจะไปคิดว่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งเพียงชั่วข้ามคืนจะทำให้เธอได้สถานะใหม่มานอกจากสถานะนักศึกษาจบใหม่
สถานะ...แม่เลี้ยงเดี่ยว
ผ่านไปสองเดือนหลังจากการฝึกงานสิ้นสุดเธอก็ได้รู้ว่ามีเด็กหญิงลภัสชญาหรือน้องลลินน์อยู่ในท้อง เธอไม่คิดจะบอกพ่อของลูก กลัวว่าเรื่องของเธอจะทำให้เขามีปัญหากับคนรัก กลัวว่าลูกจะได้รับผลร้ายมากกว่าดี...เธอจึงได้แข็งใจพรากพ่อพรากลูก
ยังโชคดีที่ยังมีแม่และพี่สาว ทั้งสองไม่ได้คาดคั้นเพราะรู้ว่าเธอไม่อยากเล่า ซ้ำยังตัดสินใจใช้เงินก้อนสุดท้ายของครอบครัวพาเธอหนีความวุ่นวายมาใช้ชีวิตทางภาคเหนือบ้านซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณยายเพื่อไม่ให้คนทางฝั่งพ่อมาระรานและซ้ำเติมที่เธอท้องไม่มีพ่อ
ครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิงกว่าจะตั้งหลักในสถานที่ใหม่ได้ก็เรียกได้ว่าล้มลุกคลุกคลานมากทีเดียวแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เคยคิดว่ายัยหนูเป็นภาระ กลับกันเด็กหญิงลภัสชญาเป็นกำลังใจที่ทำให้เธอยืนหยัดได้ในทุก ๆ วันด้วยซ้ำ
ตอนแรกยอมรับว่าลำบาก แต่ความลำบากก็ผ่านพ้นไปแล้ว ศศิลดาพี่สาวของเธอแต่งงานกับเจ้าของโรงแรมแห่งใหญ่ทางภาคเหนือเมื่อสามปีที่แล้ว ทำให้ครอบครัวเริ่มหายใจหายคอคล่องขึ้น หลังจากที่พี่สาวแต่งงานเธอก็เริ่มหางานทำจนได้ทำงานในบริษัทเอ็นทีแอลคอนสตรัคชั่นบริษัทออกแบบ ตกแต่ง รับเหมาก่อสร้างครบวงจรโดยการแนะนำของเขมทัตผู้เป็นพี่เขยซึ่งเป็นเพื่อนกับเจ้าของบริษัท
บริษัทแม่อยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เพราะเธอไม่ต้องการเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ที่ห่างจากแม่และพี่สาว พี่เขยจึงเสนอร่วมหุ้นเปิดสาขาเล็ก ๆ ที่นี่ โชคดีที่ฝ่ายนั้นตอบตกลง สถานที่ทำงานของเธอเลยเป็นออฟฟิศเล็ก ๆ ในตัวจังหวัดที่มีพนักงานเพียงสิบกว่าคนแต่ก็มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ
เธอเป็นทั้งสถาปนิกและมัณฑนากรในตัวเพราะสมัยเรียนเลือกลงเรียนวิชาออกแบบภายในเอาไว้ด้วยรายได้ในแต่ละเดือนของเธอถือได้ว่าสามารถดูแลยัยหนูและผู้เป็นแม่ได้อย่างสบาย ๆ ทุกอย่างราบรื่นไม่น่ามีปัญหา
ทว่าจิตใต้สำนึกก็คอยย้ำเตือนเสมอว่าเธอทำให้พ่อลูกไม่ได้เจอกัน จึงได้ฝันอยู่บ่อย ๆ ว่าพ่อของลูกจะมาแย่งยัยหนูไป
เธอกลัวเหลือเกินว่าความลับที่ปกปิดเอาไว้จะถูกล่วงรู้ขึ้นมาจริง ๆ และกลัวเหลือเกินว่ามันจะเป็นเรื่องที่ย่ำแย่
ป่านนี้เขาคงแต่งงานกับเธอคนนั้นไปแล้ว คงมีครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกันกับคนที่เขารักไปแล้ว ถ้าหาก...
ศศิลัลน์รีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านทันทีที่รู้สึกว่าตัวเองหมกมุ่นกับเรื่องนี้มากเกินไป หญิงสาวข่มตาหลับอีกครั้งพร้อม ๆ กับกอดยัยหนูเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
เช้าวันต่อมา
“นอนไม่หลับอีกแล้วเหรอลูก” เสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของศศิผู้เป็นแม่ดังขึ้นทันทีที่เห็นลูกสาวคนเล็กเข้ามาในครัว ใต้ตาที่มีรอยคล้ำของศศิลัลน์บ่งบอกได้อย่างดีว่าค่ำคืนที่ผ่านมาก็เป็นอีกคืนที่หญิงสาวนอนหลับไม่เพียงพอ
ศศิลัลน์ยิ้มอ่อน ๆ ส่งให้ผู้เป็นแม่ก่อนจะตอบกลับ “จริง ๆ ก็นอนหลับค่ะแม่ แต่ว่าฝันไม่ดีเลยสะดุ้งตื่นก็เลยหลับต่อไม่สนิท”
“พักนี้เป็นบ่อยนะ เครียดอะไรหรือเปล่า”
“คงเพราะช่วงนี้งานยุ่งล่ะมั้งคะ” หญิงสาวพูดแล้วก็แสร้งสนใจกับการชงกาแฟ ไม่กล้าบอกจริง ๆ ว่าเครียดเพราะวิตกกังวลว่าความลับที่ปกปิดจะถูกเปิดเผย
“งานยุ่งก็พักซะบ้าง ถือโอกาสงานแต่งของหนูขิมลาพักสักสามสี่วันสิ แม่กลัวว่าถ้าไม่พักซะบ้างหนูจะไม่ไหวเอานะ”
“ขิมแต่งงาน ยังไม่ลาฮันนิมูนเลยค่ะ แล้วลัลน์ที่แค่จะไปร่วมงานจะลาได้ยังไง” หญิงสาวส่ายหน้าให้ ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ผู้เป็นแม่พูดมาเลยสักนิด พรุ่งนี้เป็นวันแต่งงานของเขมิกาหรือขิม น้องสาวของเขมทัตฝ่ายนั้นก็เป็นมัณฑนากรมือดีคนหนึ่งของออฟฟิศ ทั้งที่เป็นถึงน้องสาวผู้ถือหุ้นแต่อีกฝ่ายก็ลาเพียงแค่สองวันคือวันนี้เพื่อตรวจความเรียบร้อยของงานกับพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันงานเท่านั้น จะให้เธอที่แค่ไปร่วมแสดงความยินดีลาหยุดมากกว่าเจ้าสาวตัวจริง เธอรู้สึกว่าไม่ดีเท่าไหร่
“ตามใจ” ศศิพูดแล้วก็เบือนหน้าหนีไปสนใจอย่างอื่นอย่างแสนงอน ปกติแล้วก็ปล่อยให้ลูก ๆ ทำตามใจตัวเองมาโดยตลอดด้วยรู้ว่าสองพี่น้องคู่นี้ไม่ฟังใครสักเท่าไหร่ เธอที่เป็นแม่ไม่อยากจำกัดความคิดความอ่านของลูกจึงได้ปล่อยมาตลอด แต่บางทีก็งอนอย่างไม่จริงจังเช่นกันที่แม่คุณแต่ละคนดื้อแพ่งเหลือเกิน
ศศิลัลน์มองคนงอนก่อนจะลอบเข้าไปใกล้แล้วจู่โจมกอดคนแม่จากด้านหลังจนคนงอนตกใจอุทานออกมาเบา ๆ
“ว้าย”
“โอ๋ ๆ คุณยายอย่างอนเลยน๊า”
“ทำตัวเป็นเด็ก ๆ ไปได้” คนเป็นแม่เอ็ดให้เบา ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ชอบใจกับท่าทีราวกับเด็กของคนหัวดื้อ ดูเอาเถอะ จนลูกสาวอายุสามขวบจะสี่ขวบอยู่แล้วยังอ้อนแม่เป็นเด็ก ๆ อยู่เลย
คนน้องขนาดนี้ อย่าคิดว่าคนพี่จะไม่เป็น รายนั้นก็ไม่ต่างจากน้องสาวเลยสักนิด ถ้าได้มาหาแม่แล้วล่ะก็เป็นต้องอ้อนและกอดแม่อยู่เสมอ...ไม่รู้จักโตกันสักคน
ลูกสาวไม่รู้จักโตหัวเราะเบา ๆ กอดผู้เป็นแม่แล้วแกล้งยื่นจมูกไปหอมคนแม่ซ้ายทีขวาทีก่อนจะยอมปล่อยเมื่อเห็นสมควรแก่เวลาไปปลุกลูกสาวมารับประทานอาหารเช้า
มีผู้เป็นแม่อยู่ด้วยทำให้ศศิลัลน์คล่องตัวกว่าแม่เลี้ยงเดี่ยวหลาย ๆ คนเพราะไม่ต้องตื่นมาทำมื้อเช้าให้ลูกตั้งแต่เช้าเนื่องจากงานในครัวคุณยายอาสาทำมาโดยตลอด
ความจริงเธอไม่อยากให้ผู้เป็นแม่เหนื่อยแต่เจ้าตัวกลับดื้อจะทำเพราะไม่อยากอยู่ว่าง ๆ และยังบอกว่าทำมายี่สิบกว่าปีจนเคยชินแล้วแล้วจะให้หยุดทั้งที่ยังไม่แก่มากได้อย่างไร
สุดท้ายก็เป็นอันว่าเธอและพี่สาวขัดคุณยายวัยสี่สิบปลาย ๆ ไม่ได้จึงต้องปล่อยให้คุณยายลงครัวเตรียมอาหารให้ลูกและหลานสาวไปตามที่ท่านต้องการ
ความจริงก็เอาแต่ใจและดื้อไม่ฟังใครเหมือนกันทั้งแม่ทั้งลูกนั่นล่ะ...พวกเธอพี่น้องได้นิสัยนี้มาจากใครล่ะถ้าไม่ใช่จากแม่
“กุนแม่”
เปิดประตูห้องเข้ามาหนูน้อยลลินน์ก็ส่งเสียงใสแจ๋วมาให้เป็นการบอกว่าตื่นได้สักระยะแล้ว คุณแม่ยังสาวตรงปรี่ไปอุ้มลูกขึ้นมาหอมแก้มทันทีเหมือนกับที่ทำทุก ๆ วัน
“หืม ชื่นใจจังเลย ลูกสาวใครเอ่ย”
“ยูกกุนแม่” หนูน้อยลลินน์พูดแล้วก็หัวเราะคิกคักเมื่อคุณแม่ยังสาวฟัดแก้มซ้ายทีขวาทีอย่างมันเขี้ยว เพราะต้องออกไปทำงานเวลาระหว่างวันจึงไม่ค่อยได้อยู่กับลูก ในช่วงเช้าศศิลัลน์จึงให้เวลากับยัยหนูมากเป็นพิเศษ กอดหอมให้ลูกได้สัมผัสความรักของแม่อย่างเต็มที่เป็นการชดเชย
เช้านี้สองแม่ลูกก็ใช้เวลาด้วยกันเหมือนกับทุก ๆ วันทั้งกอดหอมและอาบน้ำด้วยกันก่อนจะลงมานั่งฉีกยิ้มที่โต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ ในครัวใส่คุณยาย
ศศิตกหลุมรักหลานสาวซ้ำ ๆ ในทุก ๆ วัน ยิ่งเห็นสองแม่ลูกใส่ชุดสีเดียวกันมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ข้างกันก็ยิ่งเอ็นดู นี่ถ้าหลานสาวหน้าตาเหมือนศศิลัลน์ล่ะก็เธอได้คิดว่าเป็นร่างแบ่งภาคของลูกสาวแน่ ๆ
น่าเสียดายที่ยัยหนูลลินน์ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนแม่ถึงได้ไม่เป็นร่างแบ่งภาคของศศิลัลน์...คงจะเหมือนพ่อนั่นล่ะ
แต่ไม่รู้ว่าพ่อคนนั้นของหลานสาวอยู่ที่ไหนกัน
จะรู้บ้างมั้ยว่ามีร่างแบ่งภาคในภาคเด็กผู้หญิงกับเขาคนนึง
“กีนข้าว”
“ค่ะลูก กินข้าวกัน”
“กุนยาย กีนข้าวค่ะ” หนูน้อยลลินน์โปรยเสน่ห์ใส่คุณยายยังสาวอีกครั้งก่อนจะตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุบ ๆ ยัยหนูสามารถกินข้าวเองได้แล้วแต่ถึงอย่างนั้นตลอดเวลาศศิลัลน์ก็ยังมองอย่างคอยลุ้นอยู่เสมอ
การได้มองพัฒนาการของลูกน้อยเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งของหญิงสาวไปซะแล้ว ทุกครั้งที่เห็นลูกพูด ลูกยิ้ม ลูกเล่น หรือแม้แต่ลูกกินข้าวหัวใจของเธอก็ฟูฟ่องราวกับมีลูกโป่งค่อย ๆ โตขึ้นจนแทบจะระเบิดอยู่ในใจ
จากเด็กทารกจนตอนนี้เริ่มเห็นชัดว่าหน้าตาเป็นยังไง สำหรับเธอมันผ่านมานานเหลือเกิน...น่าเสียดายที่เธอได้เห็นแค่เพียงลำพัง
ถ้าเขาได้เห็นก็คงดี...ไม่สิ!
ศศิลัลน์ส่ายหน้ากับตัวเองเมื่อมีความคิดฟุ้งซ่านอีกครั้ง เธอเผลอคิดว่าถ้าลภณดนัยได้เห็นพัฒนาการของลูกก็คงดีขึ้นมาซะแล้ว ช่วงนี้ยัยหนูมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเธอก็ยิ่งเผลอคิดบ่อย ๆ มันไม่ดีเลยที่สะสมความคิดนี้เอาไว้ในหัวหรือแม้แต่ในใจ เพราะมันทำให้เธอยิ่งรู้สึกผิดและเก็บไปฝันร้าย
เธอไม่ควรคิดไปถึงเขา...ไม่ควรเลย
ชุดเดรสเกาะอกเปิดไหล่กระโปรงฟูฟ่องเลยเข่าไปเพียงเล็กน้อยสีฟ้าอ่อนที่สั่งตัดเป็นคู่กับชุดกระโปรงเจ้าหญิงสีฟ้าอ่อนของเด็กคือชุดของสองแม่ลูกที่ใส่มาร่วมงานแต่งงานของเขมิกาในเช้าวันนี้ เพราะความน่ารักของหนูน้อยลลินน์ทำให้หลาย ๆ คนหันมามองด้วยความสะดุดตา ทว่าหญิงสาวไม่ได้ให้ความสนใจใครเป็นพิเศษ ทำเพียงพายัยหนูเดินเข้าไปทักทายแม่เลี้ยงขวัญฤทัยผู้เป็นแม่ของพี่เขยและแม่ของเจ้าสาวในวันนี้
“ซาหวัดดีค่ะ กุนยายขวัญ”
“สวัสดีจ้ะน้องลินน์ วันนี้แต่งตัวน่ารักจังเลยลูก” แม่เลี้ยงขวัญฤทัยตอบกลับก่อนจะอุ้มหนูน้อยมาอุ้มอย่างเอ็นดู เพราะรู้ดีว่าครอบครัวของลูกสะใภ้เจออะไรมาบ้างเธอจึงนึกเอ็นดูน้องสาวและหลานสาวของลูกสะใภ้ไปด้วย ยัยหนูลลินน์จึงไม่ได้ต่างไปจากลูกหลานสักเท่าไหร่ ยิ่งหนูน้อยเป็นเด็กน่ารักน่าชังก็ยิ่งทำให้เธอหลงรักจนอยากจะขโมยมาบ้านซะให้ได้
ถ้าไม่ติดว่าแม่ยายของลูกชายเองก็รักหลานสาวมากจนไม่ยอมปล่อยมา เธอคงยึดมาเป็นหลานไปแล้ว
“คนเยอะมากเลยนะคะเนี่ย ไหนขิมบอกว่าจัดงานไม่ใหญ่มากไงคะ” เห็นอีกฝ่ายเอ็นดูลูกสาวคนเป็นแม่ก็ชื่นใจ แต่ก็ไม่วายชวนคุยเพราะมองไปทางไหนก็ไม่เข้ากับคำว่างานเล็ก ๆ ตามที่เขมิกาเคยบอกเล่า
“เจ้าตัวเขาจัดไม่ใหญ่หรอก ที่เหลือน่ะแขกป้า อะ ยัยภัสตรา...มาด้วยเหรอเนี่ย” แม่เลี้ยงขวัญฤทัยตอบกลับเพียงประโยคเดียวก็ร้องทักใครอีกคนที่เดินเข้ามาด้วยความดีใจ แม่เจ้าสาวก้าวไปหาคนมาใหม่ในทันทีและไม่ลืมที่จะอุ้มยัยหนูติดไม้ติดมือไปด้วยจนคนเป็นแม่ต้องตามไปห่าง ๆ
คนมาใหม่เป็นหญิงห้าสิบปลาย ๆ ที่ไม่ได้แต่งตัวหรูหรามากนักแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นผ้าเนื้อดีและกิริยาท่าทางเองก็บ่งบอกว่าเป็นผู้ดีมีฐานะ
“มาสิยะ ลูกสาวเพื่อนแต่งงานทั้งทีไม่มาได้ยังไง”
คนมาใหม่พูดแล้วก็ยื่นมือมาจับแทนการกอดเพราะเห็นว่าแม่เจ้าสาวมือไม่ว่าง แม่เลี้ยงขวัญฤทัยบีบมือตอบแต่ก็ไม่ยอมปล่อยยัยหนูให้คนเป็นแม่
“โอ้ยคิดถึง”
“ฉันก็คิดถึงเหมือนกัน...แล้วนี่อะไร หลานโตขนาดนี้ไม่บอกเพื่อนบอกฝูงเหรอ” ประโยคแรกคุณหญิงภัสตราตอบรับแต่ประโยคหลังคล้ายจะโวยวายจนแม่เลี้ยงขวัญฤทัยต้องรีบชี้แจง
“เปล่า ๆ นี่ลูกน้องสาวของลูกสะใภ้ฉัน หลานฉันน่ะยังอยู่ในท้องลูกสะใภ้อยู่เลย เพิ่งได้หกเดือน”
“แหม่ โม้จังเลยนะยะ”
“ก็นิดนึงย่ะ แล้วลูก ๆ เธอล่ะ ไม่เห็นส่งการ์ด ยังไม่แต่งงานแต่งการสักคนเหรอ”
“เฮ้อ อย่าพูดเลย ลูกฉันแต่ละคนสนใจแต่งาน ไม่สนใจหาเมีย ลูกสาวก็พ่อหวงเหลือเกิน สามสิบห้าโน่นมั้งกว่าจะยอมให้มีแฟน” ได้เจอเพื่อนก็เหมือนเจอคนที่ระบายได้ คุณหญิงภัสตราเล่าแล้วก็ถอนใจหนัก ๆ เธอมีลูกชายสามคน ลูกสาวอีกหนึ่ง แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครแต่งงาน เจ้าตัวดีคนเล็กก็ทำตัวเจ้าชู้เป็นพ่อพวงมาลัยลอยไปลอยมา เจ้าคนกลางที่เป็นแฝดกับคนเล็กก็มีเรื่องผู้หญิงบ้างแต่ก็บ้างานซะเหลือเกิน วัน ๆ ก็มีแต่งาน งาน แล้วก็งาน เจ้าตัวดีคนโตยิ่งหนักสุด เธอคิดว่าจะเข้าจำศีลอยู่แล้วเพราะเหล้ายานารีไม่แตะต้องมาหลายปีสนใจแต่งานกับงาน บ้างานจนบ้านช่องก็แทบจะไม่กลับ...ส่วนลูกสาวพ่อของลูกก็หวงจนไม่ยอมให้มีแฟน
นึกแล้วก็อิจฉาเพื่อนจริง ๆ ที่ลูก ๆ แต่งงานไปถึงสองคนแล้ว
“เฮ้อ ฉันละอิจฉาเธอ”
“ทำใจนะจ้ะ ได้ของดีของเด็ดของรุ่นไปก็ต้องทำใจ คิก ๆ” แทนที่จะเห็นใจแม่เลี้ยวขวัญฤทัยกลับหัวเราะชอบใจ สามีของเธอกับสามีของอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่สมัยมหาวิทยาลัยที่เป็นเพื่อนกัน แต่สามีของอีกฝ่ายเรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปของรุ่น นับเป็นของดีที่แม่เพื่อนตัวดีได้ไป แล้วตอนนี้จะมาทอดถอนใจเพราะความหวงลูกของคุณสามีทำไมกัน
เห็นเพื่อนไม่ปลอบแต่ยิ้มชอบใจคุณหญิงภัสตราก็ยิ่งถอนใจหนัก ๆ “เฮ้อ รู้งี้ไม่ชอบซะหรอก ปล่อยให้เธอสอยไปซะก็ดี...มาแลกกันมั้ย สามีน่ะ”
“ไม่เอาย่ะ อยากสอยของดีของรุ่นไปก็รับกรรมไปเถอะ ฉันจะอุ้มหลานรอดู”
“หมั่นไส้”
“หึหึ” แม่เจ้าสาวหัวเราะชอบใจในขณะที่เพื่อนสนิทที่ไม่ค่อยได้เจอกันส่งสายตาหมั่นไส้มาให้ แต่แล้วการพูดคุยก็ต้องหยุดลงเพราะเสียงเล็กจากอ้อมแขนของแม่เลี้ยงขวัญฤทัยที่เจ้าตัวเกือบลืมไปแล้วว่าอุ้มเอาไว้
“ฮ๊าว”
“อ้าว หาวซะแล้ว ยายขวัญกับยายภัสคุยกันน่าเบื่อเหรอลูก น้องลลินน์”
“ไม่ช่ายค่ะ น้องลีนหาวเฉย ๆ” ยัยหนูตอบแล้วก็ฉีกยิ้มกว้าง จังหวะนี้เองที่คุณหญิงภัสตราได้มองหน้าหนูน้อยชัด ๆ ราวกับเวลารอบตัวถูกหยุดเอาไว้ รอยยิ้มสดใสของแม่หนูน้อยทำให้หญิงวัยกลางคนตกหลุมรักและรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด...เด็กคนนี้เธอถูกชะตาเข้าแล้ว
“เป็นอะไร ตกหลุมรักเหมือนกันล่ะสิ ฉันเป็นบ่อย” แม่เลี้ยงขวัญฤทัยที่พอจะเข้าใจอาการของเพื่อนบอกก่อนที่อีกฝ่ายจะยื่นมือมาลูบแก้มยัยหนูเบา ๆ
“น่าเอ็นดูเชียว ไม่ใช่หลานจริง ๆ เหรอเนี่ย”
“ก็อยากให้ใช่อยู่หรอก แต่ไม่ใช่น่ะสิ แม่เขายืนอยู่ข้าง ๆ เนี่ย” พูดแล้วก็หลบให้ได้เห็นศศิลัลน์ที่ยืนเงียบอยู่นาน หญิงสาวยกมือไหว้คนที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยทั้งที่มั่นใจว่าไม่เคยพบเจอก่อนจะทักทาย
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีจ้ะ” หญิงวัยกลางคนยิ้มให้อย่างเป็นมิตรรู้สึกคุ้น ๆ แต่ก็คิดไม่ออกเช่นกันว่าเคยเจอหรือไม่สุดท้ายจึงหันกลับไปสนใจยัยหนูที่เธอตกหลุมรักเข้าให้แทน “ว่าแต่ชื่ออะไรเอ่ย บอกคุณยายภัสได้มั้ยคะ”
“จื้อลาลีนค่ะ”
“น้องลาลีน?”
“ชื่อลลินน์ค่ะ” หญิงสาวแทรกบอกก่อนจะอธิบายเพิ่มเติม “แต่ที่บ้านเรียกว่าน้องลินน์ซะส่วนใหญ่”
“อ้อ...งั้นยายภัสเรียกว่าน้องลินน์ด้วยได้มั้ยคะ”
“ด้ายคร่า”
“ขอยายภัสอุ้มหน่อยได้มั้ย” ด้วยวัยที่สมควรมีหลานมาวิ่งล้อมหน้าล้อมหลังแล้วแต่ยังไม่มีทำให้คุณหญิงภัสตราชื่นชอบการอุ้มเด็กเป็นอย่างมาก เจอหลานเพื่อนหลายคนก็ขออุ้มอยู่บ่อย ๆ มาเจอหนูน้อยน่ารักน่าชังคนนี้ก็อดไม่ได้
ยิ่งเป็นยัยหนูคนนี้ยิ่งรู้สึกอยากกอดหอมอย่างประหลาด
ตกหลุมรักแม่หนูคนนี้เข้าแล้วจริง ๆ
“ด้ายคร่า” ยัยหนูไม่พูดเปล่าแต่ยังอ้าแขนให้อุ้มอย่างรู้งาน แม่เลี้ยงขวัญฤทัยจำใจส่งหนูน้อยให้เพื่อนแต่ลึก ๆ ก็รู้สึกดีที่เห็นเพื่อนยิ้มได้
เพียงได้อุ้มหัวใจคนแก่ก็ชุ่มชื่นขึ้น ยัยหนูทั้งตัวหอมและนุ่มนิ่มจนอดใจไม่ไหว คุณหญิงภัสตราหอมแก้มหนูน้อยไปฟอดใหญ่จนเด็กหญิงลภัสชญาหัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างชอบใจ
“น่ารักน่าชังจริงเชียว”
“ดูซิ พอมองนาน ๆ ก็เหมือนจะหน้าคล้ายซะอย่างนั้น” พอมองยัยหนูลลินน์เทียบกับเพื่อนแล้วรู้สึกว่าทั้งคู่คล้ายกัน จะว่าคิดไปเองหรือคล้ายกันจริง ๆ แม่เลี้ยงขวัญฤทัยก็ไม่แน่ใจ แต่รู้ตัวอีกทีก็เผลอพูดไปซะแล้ว ทำเอาคนอยากมีหลานแต่ยังไม่มีชอบใจใหญ่
“จริงเหรอ งั้นมาเป็นหลานคุณยายมั้ยคะ คุณยายรวยนะ ซื้อขนมให้หนูได้เยอะเลย”
“นี่ ๆ จะมาขอกันแบบนี้ได้ยังไงย่ะ ฉันก็รวยฉันยังไม่ล่อลวงน้องลินน์เลย” เจอเพื่อนขายตรงจะแย่งหลานไปแม่เจ้าสาวเป็นต้องแย้งแต่ก็ได้เพียงแค่ท่าทีเหนือกว่า
“ฉันรวยกว่าเธอไง”
“ยัยคนนี้นี่” แม่เลี้ยงวัยกลางคนเอ็ดเพื่อนไม่จริงจังก่อนจะต้องขอตัวไปรับแขกคนอื่นเมื่อมองไปเห็นแขกคนสำคัญหลายคนทยอยเข้างานมาแล้ว
“ฝากหน้องลินน์รับแขกให้คุณยายหน่อยนะลูก”
“คร่า”
แม่เลี้ยงขวัญฤทัยผละจากไปแล้วแต่ศศิลัลน์ยังคงอยู่ที่เดิมเพราะยัยหนูยังคงอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย คุณหญิงภัสตราแนะนำตัวก่อนจะชักชวนพูดคุยเพราะยังอยากคุยกับหนูน้อยต่อซึ่งหญิงสาวก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดใด ๆ
เพราะคุยกันถูกคอและเห็นว่าอีกฝ่ายค่อนข้างเอ็นดูหนูน้อยลลินน์ศศิลัลน์จึงไม่ได้แยกไปไหนจะมีผละไปบ้างก็ตอนที่มีคนเข้ามาทักทายแต่ก็ไม่ไกล
คุณหญิงภัสตรามองหนูน้อยลลินน์ที่อยู่ข้าง ๆ ด้วยความเอ็นดู หนูน้อยค่อนข้างช่างพูดทำให้คนแก่ที่ตอนนี้ลูก ๆ ยังไม่แต่งงานแต่งการมีหลานให้อุ้มรู้สึกใจฟูอยู่เสมอ
นึกอยากจะขโมยหนูน้อยกลับบ้านด้วยซะให้รู้แล้วรู้รอด
“น่ารักจริงเชียว น่ารักแบบนี้พ่อต้องหวงแน่เลย” พูดไปแล้วก็นึกถึงลูกสาวของตัวเองที่พ่อหวงนักหวงหนาจนเธอไม่มีลูกเขยและหลานยายสักที ยัยตัวแสบของเธอก็น่ารักน่าชังมาก ๆ พ่อเลยหวงชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ยัยหนูตรงหน้าของเธอน่ารักน่าชังขนาดนี้พ่อก็คงหวงไม่ต่างกัน
จะว่าไปแล้วก็เหมือนลูกสาวเธออยู่มากทีเดียว...สามีเธอไปมีบ้านเล็กที่ไหนไว้หรือเปล่านะ?
หรือว่าลูกชาย...ไม่สิ
เจ้าพวกนั้นน่ะเธอหมดหวังซะแล้ว สามียิ่งแล้วใหญ่ แม่ยัยหนูอายุก็แค่นี้คงไม่ไปหลงกลคนแก่คราวพ่อจนมียัยหนูออกมาเป็นแน่
คุณหญิงภัสตราได้แต่คิดแล้วก็ส่ายหน้า พยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป ถ้าได้ยัยหนูมาเป็นหลานก็คงจะดี...แต่ดูแล้วเป็นไปไม่ได้เลย
คนถูกบอกว่าพ่อคงหวงเอียงคอส่งสายตาสงสัยมาให้ก่อนจะส่งเสียงถามเรียกสติอีกฝ่าย “ป้อคืออายายเหยอคะกุนยายภัส”
คุณหญิงภัสตราคิดว่าที่บ้านของหนูน้อยน่าจะเรียกพ่อว่าอย่างอื่นจึงไม่เข้าใจ จึงได้อธิบายอย่างเอ็นดู “พ่อก็คือปะป๊า บางคนก็เรียกว่าพ่อ บางคนเรียกว่าแด็ดดี้ หรือไม่ก็ปะป๊าไงคะ ก็คือแฟนของคุณแม่ คุณแม่ต้องคู่กับคุณพ่อไงคะ”
“น้องลีน...ม่ายมีกุนป้อ”
“อะ เอ่อ...” ราวกับบรรยากาศดี ๆ ของงานแต่งงานหมองลงทันตาเมื่อได้ยินคำนั้น คุณหญิงภัสตราพูดอะไรไม่ออกไปซะแล้ว รู้ตัวในทันทีว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป ท่าทีนั้นทำให้ศศิลัลน์ที่ผละมาคุยกับอดีตลูกค้าที่เข้ามาทักทายรีบกลับมาสอบถามในทันที
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เอ่อ...”
“น้องลีนมีกุนป้อมั้ยคะ” ยัยหนูไม่รอช้าถามคนเป็นแม่ในทันทีพร้อมกับพุ่งเข้ามาหา ศศิลัลน์นิ่งอึ้งไปชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะตอบกลับเพราะไม่อยากให้สถานการณ์แย่ลง
“มีสิค่ะ ใครบอกว่าน้องลินน์ไม่มี”
“แต่น้องลีนม่ายเคยเห็นเลย”
“คุณพ่อไปทำงานค่ะ งานเหมือนคุณแม่เลย แต่งานยุ่งกว่ามาก ๆ เลยไม่ได้มาหาน้องลินน์”
“แล้วน้องลินน์จะได้เจอกุนป้อมั้ย”
“เอ่อ...คุณป้า!!!”
ขณะที่กำลังกระอักกระอวนไม่รู้จะตอบอย่างไรคนที่ยืนเงียบมาตลอดก็หงายหลังหมดสติไปต่อหน้าต่อตา ศศิลันน์รีบพุ่งไปรับไว้ในทันทีก่อนที่ศีรษะของหญิงวัยกลางคนจะกระแทกพื้น เหตุการณ์อลหม่านเกิดขึ้นในชั่วพริบตาแม่เลี้ยงขวัญฤทัยรีบตามคนมาพาเพื่อนสนิทส่งโรงพยาบาลในทันที
ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจที่คุณหญิงภัสตราล้มไปต่อหน้าต่อตาดี เธอควรโล่งใจที่เธอไม่ต้องตอบคำถามของยัยหนูลลินน์ แต่ใจหนึ่งก็นึกห่วงคุณลภัสที่อยู่ ๆ ก็หมดสติไปด้วยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นอะไรมากหรือไม่
แต่ก็...รอดตัวไปที