ห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยตู้หนังสือ ซึ่งทำมาจากไม้แกะสลักประดับภาพวาดและลายน้ำ ถัดไปเป็นห้องอาหารที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตร มีโต๊ะไม้กลมใหญ่ ตรงกลางโต๊ะมีอาหารวางไว้หลายอย่าง และห้องที่สะดุดตาที่สุดคงจะหนีไม่พ้นห้องเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยด้ายสีสันสวยงามและผ้าทอ ที่ถูกปักอย่างประณีต
และห้องอื่น ๆ อีกหลายห้องภายในจวน ก็ล้วนถูกตกแต่งด้วยตู้ เตียง โต๊ะที่ทำด้วยไม้สนอย่างดี และของประดับตกแต่งหรูหราหากไม่รกหูรกตาจนเกิดไป ภายนอกยังมีสวนเขียวขจีสลับกับสีสันของดอกไม้นานาพันธุ์ มีภูเขาจำลองเตี้ย ๆ วางไว้สองลูกเติมเต็มความเป็นธรรมชาติ ด้านหน้าประตูทางเข้ามีป้ายเหนือประตูสลักตัวอักษรแสดงถึงสกุล ด้วยทองคำวาววับบ่งบอกความมั่งคั่งได้เป็นอย่างดี
แต่ความวิเศษของจวนหลังนี้นั้น ไม่ใช่การตกแต่งด้วยของประดับหรูหรา หรือการแสดงออกถึงความร่ำรวยใด ๆ กลับเป็นห้องเก็บของธรรมดา ๆ ห้องหนึ่งที่ภายในห้องได้รวบรวมของกินของใช้ที่ทันสมัยของโลกปัจจุบันเอาไว้มากมาย
“สมบูรณ์แบบมาก”
เสียงใสของผู้หญิงพูดขึ้นมาพร้อมกับสายตาเปล่งประกายทอดมองไปยังเมืองจำลองโบราณเบื้องหน้าที่ตัวเองตัวเองกับผู้ช่วยคนสนิทตั้งใจสรรค์สร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการทดลองเรื่องการข้ามมิติ
ซึ่งหญิงสาวผู้นี้นั้นก็มีนามว่า หนิงอวี่ นักวิทยาศาสตร์สาวคนเก่ง ที่ต้องการทดลองเกี่ยวกับการข้ามมิติจากปัจจุบันสู่อดีต ซึ่งเธอนั้นได้ทำการทดลองเรื่องนี้มาร่วมสองปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที ทั้งที่ทุกอย่างที่เธอสร้างขึ้นมาล้วนแล้วแต่ขาดความบกพร่องทั้งสิ้น
แต่หนิงอวี่ก็ไม่เคยย่อท้อ วันนี้เป็นอีกวันที่เธอจะทำการทดลองเรื่องการข้ามมิตินี้อีกครั้ง และก็มีความหวังว่าครั้งนี้จะประสบความสำเร็จเสียที จึงเอ่ยบอกผู้ช่วยสาวคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงจริงจังและมั่นใจ หลังจากที่หย่อนถุงขนมหลายถุงเพิ่มลงไปในห้องเก็บของทันสมัยขนาดใหญ่ที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเรียบร้อย
“เตรียมเครื่องได้เลย”
ผู้ควบคุมระบบนั่งอยู่ในคอกคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยปุ่มและแสงไฟกระพริบ ทั้งหมดนี้เพื่อควบคุมการทดลองเดินทางข้ามมิติของมนุษย์
“ได้ค่ะ”
เมื่อผู้ช่วยตอบรับคำสั่งก็จัดการเตรียมความพร้อมของเครื่องทดลองในทันที โดยการกดปุ่มเปิดสีขาวเปิดเครื่อง หลังจากนั้นหญิงสาวรูปร่างสัดทัดที่สวมเสื้อกาวน์และแว่นตานิรภัยสำหรับปฏิบัติการก็ขึ้นมายืนตัวตรงในเครื่องทดลองเครื่องใหญ่
ก่อนจะหยิบเอาเครื่องสวมหัวที่คล้ายกับเครื่องสแกนสมองมาใส่บนศีรษะของตัวเอง ซึ่งมีสายเลเซอร์เชื่อมต่ออุปกรณ์และข้อมูลแต่ละชิ้นเข้าหากันห้อยระโยงระยางหลายสาย ที่สำคัญยังเชื่อมกับเมืองจำลองที่หนิงอวี่กับผู้ช่วยสร้างขึ้นมาอีกด้วย
เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมทั้งหมดแล้ว ใบหน้าสวยก็หันไปพยักหน้าให้กับสาวผู้ช่วยคนสนิท เพื่อให้เธอกดปุ่มเริ่มสีเขียวเริ่มการทดลองได้เลย ผู้ช่วยสาวที่รู้ดีว่าหนิงอวี่ต้องการจะสื่อสารอะไร ก็พยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ เป็นการตอบรับ ก่อนที่มือบางจะกดปุ่มเพื่อเริ่มขั้นตอนต่อไปตามคำสั่ง
ปึก!
เมื่อปุ่มเริ่มการทำงานของเครื่องทดลองถูกกดแล้ว เสียงทำงานของเครื่องทดลองก็ดังขึ้นพร้อมกับหัวใจที่เต้นรัว ตึก! ตัก! ซ้ำ ๆ ของผู้ทำการทดลองทั้งสอง
ตืด! ตืด! ตืด!
สาวผู้ช่วยของหนิงอวี่รู้ดีว่าถ้าผลการทดลองสำเร็จ หนิงอวี่สามารถทะลุมิติไปยุคโบราณได้จริง ขอแค่เวลาผ่านไปได้ประมาณห้านาทีเท่านั้น เธอก็ต้องกดปุ่มสีเหลืองเพื่อดึงสติของหนิงอวี่กลับมาในทันที ป้องกันความผิดพลาดของการทดลอง และเมื่อหนิงอวี่กลับมาได้แล้วก็กดปุ่มสีแดงหยุดการทดลอง ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอนอย่างมีสติเท่านั้น
เมื่อเสียงสัญญาณเตือนว่าเครื่องทดลองกำลังจะทำงานในไม่ช้าเริ่มดังถี่รัวพร้อมกับแสงไฟสีเขียวสีแดงกระพริบไว ๆ ร่างกายของหญิงสาวที่ยืนอยู่ในเครื่องทดลองก็เริ่มค่อย ๆ หมุนจากช้าไปเร็วพร้อมกับมีควันสีขาวถูกฉีดออกมาจนฟุ้งกระจายออกมานอกเครื่อง
ผ่านไปชั่วพริบตาเดียว เมื่อควันฟุ้งสีขาวบริเวณแท่นทดลองมลายสลายหายไปจนหมดก็เผยให้เห็นว่าหนิงอวี่ยังยืนอยู่ที่เดิมและมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ก็สรุปผลการทดลองในครั้งนี้ได้ทันทีว่าล้มเหลวอีกเช่นเคย แน่นอนว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นดั่งใจหวังเสมอไป
หนิงอวี่ถอดเครื่องสวมศีรษะออก ก่อนจะลงมาจากเครื่องทดลองด้วยใบหน้าที่ห่อเหี่ยว แล้วแกะอุปกรณ์ที่ใช้ทำการทดลองที่ตัวเองสวมใส่อยู่ออกจนหมดอย่างคนที่กำลังจะหมดหวัง ก่อนจะปล่อยตัวพิงกับโต๊ะใบหน้าแสดงออกถึงความสิ้นหวังอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาผู้ช่วยสาวต้องเดินเข้ามาปลอบใจโดยการตบที่บ่าแคบของหนิงอวี่เบา ๆ หลายที เธอเองก็เศร้าใจไม่แพ้กันที่ผลการทดลองในครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จอีกแล้ว
“อย่าคิดมากไปเลยนะคะพี่หนิงอวี่ เดี๋ยวเอาไว้เราทดลองกันใหม่ก็ได้ค่ะ หนูเชื่อว่าสักวันต้องสำเร็จอย่างแน่นอน”
“อืม ขอบใจมากนะ วันนี้ก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เราแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเถอะ”
“ค่ะพี่ ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ”
“อืม”
หนิงอวี่เดินคอตก เท้าเตะฝุ่นไปตลอดทาง แต่หลังจากพบเจอกับความผิดหวังมาหลายครั้งก็ทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้นได้เร็ว หนิงอวี่สลัดความเศร้าออกไปจากจิตใจ ก่อนที่จะเดินไปถึงรถยนต์ส่วนตัวของตัวเองที่จอดอยู่ในบริเวณลานจอดรถกว้างไร้หลังคาปกคลุมของสำนักงาน จึงทำให้เห็นว่าวันนี้ท้องฟ้ามีสีแปลก ๆ
เมฆสีเทาหม่นก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ราวกับว่าจะมีพายุฝน ทำให้หนิงอวี่จินตนาการไปถึงมิติเวท เนื่องจากเมฆที่รวมตัวกันนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำทมิฬ ให้ความรู้สึกพิศวงอยู่ไม่น้อยสำหรับคนที่พึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและชื่นชอบในด้านนี้มาก
หนิงอวี่ยืนเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่อย่างนั้นไม่ขยุกหยิกไปไหน ในใจคิดไปอีกว่านี่มันมหัศจรรย์มาก คล้ายกับท้องฟ้าจำลองที่เธอเคยไปดูอยู่บ่อย ๆ แต่ท้องฟ้าที่ไม่มีเมฆหมอก แสงจันทร์ และแสงไฟฟ้ารบกวนเช่นนี้ หนิงอวี่ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่าอาจจะเกิดดาวตกได้
‘แต่วันนี้มันไม่ใช่วันที่จะเกิดดาวตกได้เลยนะ’
หนิงอวี่คิดในใจ แต่บนโลกใบนี้ก็มีสิ่งที่เหนือความคาดหมายอยู่มาก เธอจึงอยากจะยืนดูให้แน่ชัดว่าจะเกิดดาวตกอย่างที่เธอคิดจริง ๆ หรือไม่
แต่ไม่นานสิ่งที่เธอคาดการณ์เอาไว้ก็เกิดขึ้นจริง มีลูกไฟตกลงมาจากท้องฟ้าเป็นแสงสายสีขาวที่เรียกว่าดาวตก ก่อนที่แสงสีขาวนั้นจะร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าตกลงสู่พื้นดิน หนิงอวี่ที่เคลื่อนใบหน้าตามแสงไฟลูกนี้อยู่ตลอดเบิกดวงตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เห็นดาวตกร่วงหล่นจากฟ้ามาสู่ดินได้
ในตอนนี้วัตถุอะไรบางอย่างจากฟ้าที่ตกลงมามีแสงไฟสีขาวระยิบระยับส่องแสงอยู่บนพื้นดินล่อตาล่อใจหนิงอวี่เป็นอย่างมาก ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นหยิบขึ้นมาดูด้วยความสงสัย
เมื่อหยิบวัตถุประหลาดส่องแสงนี่ขึ้นมาไว้ในมือ หินนั้นก็ยังคงส่องแสงสวยงาม แต่กลับเปลี่ยนเป็นส่องแสงหลายสีจนหนิงอวี่ตกใจและงงงันหนักไปกว่าเดิม ซึ่งหนิงอวี่เชื่อหมดใจว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นประกายของดาวตกที่เกิดการระเบิดระหว่างพุ่งฝ่าบรรยากาศโลก เรียกว่าลูกไฟ หนิงอวี่จึงเก็บลูกไฟนี้ไว้แล้วเดินกลับไปยังห้องทดลองของตัวเอง เพราะสิ่งนี้ไม่ได้จะเจอกันง่าย ๆ
แสงไฟของห้องทดลองถูกเปิดให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งด้วยฝีมือของหนิงอวี่ ก่อนที่เธอนั้นจะเปิดเครื่องทดลองให้ทำงาน และระหว่างที่รอให้เครื่องเตรียมการณ์อยู่นั้น เธอก็จัดการนำชุดปฏิบัติการมาสวมใส่ ก่อนที่จะขึ้นไปยืนบ่นแท่นทดลอง และกดเริ่มโดยที่กำลูกไฟไว้ในมืออยู่ตลอด
ครั้งนี้ไม่มีผู้ช่วยใด ๆ แต่หนิงอวี่ก็ตัดสินใจว่าจะทำการทดลองนี้อีกครั้งคนเดียวในวันนี้ ลูกไฟประหลาดในมือคล้ายจะปลุกเร้าความมุ่งมั่นในตัวของเธอออกมาอย่างไรอย่างนั้น
ตืด! ตืด! ตืด!
ในตอนนี้สัญญาณเตือนว่าเครื่องทดลองกำลังจะทำงานก็ดังขึ้น หนิงอวี่กดปุ่มเริ่ม หลังจากนั้นหมอกควันสีขาวก็ฟุ้งขึ้นมาพร้อมกับร่างกายของหนิงอวี่กำลังหมุน ก่อนที่ดวงตากลมของเธอจะค่อย ๆ ปิดลงจนสนิท
หมอกสีขาวปกคลุมไปทั่วร่างของหญิงสาวมากกว่าทุกครัังที่ทำการทดลอง ในตอนนี้หนิงอวี่คล้ายกำลังติดอยู่ในวังวนอะไรสักอย่าง หัวคิ้วขมวดเข้าหากันยุ่งเหยิง ร่างกายรู้สึกวูบวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวของเธอเลยสักครั้งเวลาที่ทำการทดลองข้ามมิติ
หลังจากนั้นหนิงอวี่ก็รู้สึกเหมือนว่าสติของตัวเองดับวูบไป ก่อนที่จะมีแรงกระชากแรง ๆ ดึงให้เธอตื่นขึ้นกลับมามีสติอีกครั้ง เหมือนกับว่าตัวเองกำลังหลุดออกจากวงแหวนมิติอย่างไรอย่างนั้นตามที่เคยดูในหนังในละคร และเมื่อร่างกระแทกกับพื้นอย่างจัง ดวงตาไข่ห่านก็ค่อย ๆ เปิดขึ้นจนเต็มตา แต่ทว่ากลับมองเบื้องหน้าไม่ชัด เนื่องจากมีหมอกขาวบดบังทัศนียภาพ จนหนิงอวี่ไม่สามารถมองออกไปทางไหนได้เลยนอกจากบริเวณรอบตัวของตัวเองเท่านั้น
ร่างบางค่อย ๆ เดินฝ่าฝูงควันไปเรื่อย ๆ มือทั้งสองข้างก็ปัดป่ายหมอกควันตรงหน้าให้มลายหายไปด้วย จนกระทั่งหนิงอวี่พบเข้ากับโลกใบใหม่ที่แปลกหูแปลกตาอย่างยิงยวด
‘นะ นี่มันทำไมเหมือนกับเมืองโบราณที่ฉันสร้างขึ้นมาเลยล่ะ ฉันทะลุมิติมาได้สำเร็จแล้วอย่างนั้นหรือ’
‘นี่มันคือฮอโลกราฟี ภาพสามมิติที่นักวิทยาศาสตร์อย่างฉันกำลังพยายามทดลองกับสมองของมนุษย์อยู่ใช่ไหม หรือว่าฉันทะลุมิติมาที่เมืองโบราณจริง ๆ แต่ถึงจะเป็นแบบไหนมันก็มหัศจรรย์และวิเศษมากอยู่ดี เพราะมันบ่งบอกว่าฉันได้ทำการทดลองสำเร็จแล้ว’
หนิงอวี่คิดไปตกตะลึงไป ก้มมองดูตัวเองก็พบว่าไม่ได้ใส่ชุดปฏิบัติการแต่กลับเป็นชุดของสตรีจีนโบราณตัวยาวสีขาวและสีเขียวอ่อนสวยงาม ลูกไฟจากดาวตกในมือตอนนี้ก็ไม่อยู่แล้ว แต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นกำไลหยกสีเขียวส่องประกายงดงามสวมอยู่ที่ข้อมือเล็กแทน
หัวใจดวงน้อย ๆ ของหนิงอวี่เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น จนเผลอลืมไปว่าไม่มีผู้ช่วยคอยดึงสติของเธอกลับไป แต่ถึงอย่างไรในตอนนี้หนิงอวี่ก็ไม่ได้สนใจในเรื่องนั้นมาก เพราะเธอกำลังรู้สึกสนุกที่จะได้อยู่ในยุคโบราณต่อไปอีกสักหน่อย อย่างไรในตอนเช้าผู้ช่วยสาวก็ต้องมาทำงานและช่วยดึงเธอกลับไปจนได้อยู่ดี เธอจึงไม่รอช้าที่จะกระโดดโลดเต้นเข้าไปในจวนขนาดใหญ่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มของความดีใจเหมือนกับเด็กน้อยที่กำลังจะได้เข้าไปเที่ยวเล่นในสวนสนุก
ส่วนอีกด้านในขณะนี้ศูนย์ที่มีหน้าจอฮาโลกราฟีขนาดใหญ่กำลังฉายภาพมิติที่แตกต่างออกไปโดยไร้ผู้ควบคุมอยู่ในห้องทดลองห้องใหญ่อยู่สักพักก่อนที่จะดับวูบไป แม้กระทั่งไฟในห้องทดลองก็ดับไปด้วย คล้ายกับว่าไม่เคยมีผู้ใดกลับเข้ามาใช้งานห้องทดลองแห่งนี้ เหลือไว้เพียงแค่ร่างไร้จิตวิญญาณของหนิงอวี่ที่ยืนหลับตาและคอตกนิ่งสนิทอยู่บนแท่นทดลองเท่านั้น
ทันทีที่หนิงอวี่เดินเข้ามาในจวนแล้ว กำไลหยกในข้อมือเล็กของนางก็ส่องแสงสีขาวเปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ เป็นหลากสี หนิงอวี่หยุดเดินในทันทีเพราะเริ่มที่จะรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมา จึงเลือกที่จะเดินต่อไปอีกนิดเพื่อนั่งพักลงบนโขดหินในสวนด้านหน้าจวน
มือบางกุมขมับของตัวเองทันทีที่หย่อนก้นลงนั่ง ข้อมูลทั้งหมดของจวนนี้ก็เริ่มทยอยผุดขึ้นมาในหัวของหนิงอวี่เรื่อย ๆ จนกระทั่งสมองประมวณผลได้ว่าตอนนี้นั้นหนิงอวี่มาอยู่ในร่างของหนึ่งในสาวใช้สกุลจาง นามว่าหนิงอวี่ ชื่อเดียวกับตน
และเข้ามาเป็นบ่าวรับใช้ในจวนคหบดีสกุลจางได้เพียงวันเดียวจวนก็ถังแตก เพราะสกุลจางถูกสกุลหลิวที่เป็นคู่ค้าคดโกง แถมยังใส่ร้ายว่ายักยอกทรัพย์ของทางการ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นสมาชิกของตระกูลนี้ยังมีโอกาสจะถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวงทั้งหมดอีกด้วย
โดยจวนแห่งนี้มีสมาชิกอยู่สี่คนคือเจียวซิ่นเป็นเจ้าบ้าน เจินห่านมารดาของเจียวซิ่น ชิงเจ๋อน้องสาวของเจียวซิ่น และลี่ซือบุตรสาวของชิงเจ๋งกับสามี
ลี่ซือเป็นแม่นางน้อยอายุห้าขวบที่หนิงอวี่มีหน้าที่ต้องดูแลเลี้ยงดู ซึ่งเป็นเด็กน้อยที่มีนิสัยเอาแต่ใจเป็นอย่างมาก เพราะถูกตามใจตั้งแต่เด็ก และตอนนี้ลี่ซือก็กำลังอาละวาดสาวใช้อีกคนที่พยายามจะป้อนข้าวให้เจ้านายตัวน้อย
แต่ทว่าลี่ซือนั้นไม่ยอมกิน ดวงหน้ากลมแก้มป่องจนน่าหยิกนั่นกำลังบูดบึ้ง อารมณ์ขุ่นขวางในชนิดที่เห็นสิ่งใดก็ขวางหูขวางตาไปหมด เมื่อสาวใช้เอาตะเกียบคีบขนมจีบกุ้งจากในตะเข่งไม้อันเล็กมายื่นจ่อปากของเจ้านายน้อยด้วยมือสั่น ๆ ลี่ซือก็สะบัดหน้าหนีไปอีกทางพร้อมกับใช้มือเล็กดันแขนของสาวใช้ให้ออกห่างในทันที พร้อมกับตวาดลั่นเสียงแหลมเล็กจนคนที่ได้ยินต้องมีแสบแก้วหู
“ไม่! ข้าไม่กิน ข้าไม่หิว ข้าไม่อยากกินสิ่งใดทั้งนั้น เอาออกไปให้พ้นหน้าของข้าบัดเดี๋ยวนี้”
แต่สาวใช้ก็ยังไม่ย่อท้อ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ พยายามยื่นขนมจีบกุ้งให้คุณหนูลี่ซืออีกครั้งพร้อมกับพยายามพูดอ้อนวอน
“คุณหนูลองกินขนมจีบกุ้งดูสักคำเถอะเจ้าค่ะ ถ้าคุณหนูไม่กินจะไม่มีแรงวิ่งเล่นนะเจ้าคะ”
และผลตอบรับก็เป็นเช่นเคย แม่นางน้อยลี่ซือยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง ยืนยันว่าจะไม่กินอยู่อย่างนั้นหลายครั้งอย่างเอาแต่ใจ สายตาดุ ๆ ของแม่นางเป็นสัญญาณเตือนของการคัดค้าน
“ข้าไม่กิน ข้าไม่กิน ข้าไม่กิน อย่างไรข้าก็ไม่กิน”
หนิงอวี่ที่ยืนแอบดูอยู่นาน ประเมินสถานการณ์ดูแล้วคิดว่าสาวรับใช้คนเดียวคงจะรับมือกับเด็กสาวตัวน้อยแสนเอาแต่ใจไม่ไหว จึงตัดสินใจเข้ามาเจรจากับเจ้าก้อนหน้าตาน่ารักด้วยตัวเอง โดยใช้วิธีการกินให้ดูและทำท่าทางแสดงออกให้ชัดเจนว่าอาหารที่ตัวเองพึ่งกินเข้าไปนั้นรสเลิศมากเพียงใด เคี้ยวตุ้ย ๆ แลดูแล้วน่าอร่อย หวังให้น้ำย่อยของอีกฝ่ายทำงาน
“อือหื้อ รสเลิศมากเลยเจ้าค่ะคุณหนู กลิ่นหอมกรุ่นคงค้างอยู่ในโพรงปากของบ่าว รสชาติล้ำลึกจนวางตะเกียบไม่ลง ลองชิมดูสักคำนะเจ้าคะ” หนิงอวี่พูดพร้อมกับใช้ตะเกียบคีบขนมจีบกุ้งชิ้นใหม่ยื่นจ่อปากของคุณหนูลี่ซืออีกครั้ง แต่ครั้งนี้คุณหนูก็ยังไม่ยอมกิน แต่ใช้มือหยิบขนมจีบกุ้งไปแล้วขว้างปาใส่หนิงอวี่กับสาวใช้อีกคน โดยหยิบขนมจีบกุ้งลูกอื่น ๆ ในเข่งติ่มซำมาขว้างปาด้วย
“ข้าบอกว่าไม่กินอย่างไรเล่า ไม่กิน ไม่กิน น่ารำคาญเสียจริง!”
เสียงเล็ก ๆ ของเด็กตัวน้อยแต่ยามไม่พอใจกลับทรงพลังยิ่งนัก สาวใช้อีกคนที่อยู่กับหนิงอวี่ต้องรีบกล่าวขอร้องให้เจ้านายตัวน้อยทุเลาอารมณ์ขุนมัวลงพร้อมกับคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างร้อนรน
“คุณหนูระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ พวกบ่าวก็แค่อยากให้คุณหนูได้กินอาหารที่รสชาติเป็นเลิศจะได้มีกำลัง บ่าวผิดไปแล้ว คุณหนูโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ”
ส่วนหนิงอวี่ก็ยืนมองด้วยความสงสัยว่าทำไมต้องทำถึงขั้นนั้นด้วย จนกระทั่งลี่ซือยอมหยุดขว้างปาอาหาร สาวรับใช้ที่เอาศีรษะโขกพื้นสำนึกผิดก็ยืนขึ้น ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเดินเข้าไปหยิบชามขนมหวานมาคุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้งแล้วยื่นชามขนมให้กับคุณหนูของตัวเอง
“ถะ ถ้าคุณหนูลี่ซือไม่อยากอาหาร ลองทานขนมดูสักชิ้นก็ได้เจ้าค่ะ”
“ไม่! เอาออกไปให้หมดเลย ข้าไม่กินสิ่งใดทั้งนั้น ข้าจะออกไปวิ่งเล่น”
หนิงอวี่ที่ยืนนิ่งมองวีรกรรมของเด็กดื้ออยู่สักพักหลังจากถูกขว้างปาอาหารใส่ จนเผลอขมวดคิ้วพลางยกมือเท้าสะโพก แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นบ่าวรับใช้อยู่ในยุคโบราณ กิริยาเช่นนี้คงจะไม่เหมาะ จึงรีบเก็บมือแล้วแอบกลอกตาขึ้นพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเป็นทางยาวอย่างรำคาญใจ
ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งคุกเข่าลงข้าง ๆ เพื่อนสาวรับใช้ที่คุกเข่าอยู่ก่อนแล้ว และขอชามขนมมาถือเอาไว้แทน ก่อนที่จะหยิบเอาขนมปั้นรูปสัตว์ขึ้นมาล่อตาล่อใจเด็กน้อย แต่ก็ยังถูกมือเล็กปัดทิ้ง
หนิงอวี่อับจนหนทางจึงลุกขึ้นไปแอบทำหน้าเบื่อหน่าย พลางนึกขึ้นได้ว่าตัวเองได้สร้างห้องเก็บของสมัยใหม่อยู่ในจวนหลังนี้ด้วย ก็อยากที่จะเดินไปหยิบขนมมันฝรั่งทอดรสแตงกวาตัวดังของชอบของเด็กมาสักถุง รับรองว่าคุณหนูลี่ซือต้องหายพยศอย่างแน่นอน
ระหว่างที่หนิงอวี่กำลังคิดถึงขนมห่อสำเร็จรูปของยุคปัจจุบันอยู่นั้น ก็รู้สึกเหมือนกับว่ากำไลหยกที่ข้อมือของตัวเองกำลังแผ่พลังงานบางอย่างออกมา ก่อนที่ในมือของหนิงอวี่ที่ไพร่หลังอยู่นั้นจะสัมผัสกับถุงพลาสติกพองโต ที่อยู่ดี ๆ ก็ผุดขึ้นมาได้อย่างไรก็มิอาจรู้ได้ หนิงอวี่จึงยกมือขึ้นมาดูปรากฏว่าในมือของนางนั้นคือถุงขนมมันฝรั่งทอดรสแตงกวาที่นางพึ่งจะนึกถึงไปเมื่อสักครู่
‘ระหรือว่ากำไลหยกอันนี้จะเป็นกำไลหยกวิเศษที่ถูกสร้างขึ้นจากมวลสารของลูกไฟดาวตก ทำให้เกิดพลังงานที่สามารถดึงของในห้องเก็บของสมัยใหม่ออกมาได้เมื่อนึกถึงสิ่งนั้น’
หนิงอวี่ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความพอใจที่ความมหัศจรรย์ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องเดียว สายตาบ่งบอกถึงการรอชมเรื่องสนุก ถ้าตัวนางกลับไปโลกปัจจุบันได้แล้วสัญญากับตัวเองเลยว่าจะนำเอาลูกไฟหรือกำไลหยกอันนี้ไปวิจัยให้ได้
หนิงอวี่เดินยิ้มไปหาคุณหนูลี่ซือก่อนจะหยิบมันฝรั่งทอดในถุงขนมแปลกตาที่นางนั้นแกะห่อเรียบร้อยแล้วให้กับแม่นางน้อยหนึ่งชิ้น
“คุณหนูลี่ซือ ลองทานสิ่งนี้ดูก่อนนะเจ้าคะ บ่าวได้มาจากตลาด บ่าวเห็นว่ามันแปลกตาจึงนึกถึงคุณหนู”
ลี่ซือมองถุงขนมในมือของสาวใช้หนิงอวี่ด้วยความงุนงง เพราะถุงขนมนั่นช่างแปลกตาพิกล แต่เมื่อหนิงอวี่หยิบขนมขึ้นมาจากในห่อหนึ่งชิ้นแล้วเอาเข้าปาก ก่อนจะเคี้ยวเสียงกรอบแกรบและเลียนิ้วตามหลังจากกลืนขนมลงคอด้วยความเอร็ดอร่อย ทำเอาลี่ซือลอบกลืนน้ำลงคอดังเอื๊อก! แสดงออกชัดเจนว่าอยากกินบ้าง จึงยอมยื่นมือเล็ก ๆ มาขอขนมจากสาวใช้ตรงหน้า
หนิงอวี่ยกยิ้มมุมปากที่ครั้งนี้ตะล่อมเด็กน้อยจอมเอาแต่ใจได้สำเร็จ และยอมหยิบขนมมันฝรั่งทอดในห่อส่งให้ลี่ซือหนึ่งชิ้น ลี่ซือรับเอาไปแล้วใส่เข้าปากในทันที ก่อนที่สีหน้าบึ้งตึงจะค่อย ๆ คลายออกแล้วทำตาโตในขณะที่เคี้ยวขนม เมื่อเคี้ยวเสร็จก็กลืนลงคอแล้วยื่นมือเล็ก ๆ มาเพื่อขออีกชิ้นต่อทันทีอย่างติดใจ
แต่หนิงอวี่มีแผนการอยู่แล้ว จึงชักมือเก็บเพื่อเอาถุงขนมหลบ คุณหนูลี่ซือชักสีหน้าไม่พอใจ ยู่ริมฝีปากเข้าหากัน ใบหน้าส่อเค้าความหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง ส่งเสียงจิ๊จ๊ะ พ่นลมออกจมูกดังหึ! แต่หนิงอวี่ไม่ยี่หระ ทำใจกล้าเอ่ยคำต่อรองอย่างมีเงื่อนไข
“ถ้าคุณหนูยอมกินข้าวจนหมด บ่าวจะนำเอาลูกอม รสนมให้ด้วยเจ้าค่ะ”
“ลูกอมรสนมคือสิ่งใด?”
“ขนมอย่างหนึ่งที่ทำมาจากน้ำตาลกวนกับนม ทั้งอมและเคี้ยวได้ หนุบหนับ รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม รสชาติเป็นเลิศอย่างมากเจ้าค่ะ” หนิงอวี่บรรยายจนลี่ซือน้ำลายสอในปาก ถึงแม้ว่าจะเอาแต่ใจแค่ไหนแต่ก็ยังเป็นเด็กน้อยอายุเพียงห้าขวบอยู่ดี
หนิงอวี่ในตอนแรกที่เห็นความเอาแต่ใจอย่างไร้เหตุผลของลี่ซือแล้ว ก็รู้สึกไม่ชอบใจบ้างอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้อดเอ็นดูแม่นางน้อยลี่ซือไม่ได้ ยิ่งในตอนที่เจ้ากวางน้อยใบหน้าอ้วนกลม ตาชั้นเดียว พวงแก้มปริพยักหน้าหงึก ๆ อย่างน่ารักนั้นใจก็แทบจะละลายเลยก็ว่าได้
ลี่ซือรีบผงกศีรษะขึ้นลงอย่างว่าง่าย หนิงอวี่จุดยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปพยักหน้ากับเพื่อนสาวรับใช้อีกคนให้ช่วยกันป้อนอาหารคาวและหวานให้กับคุณหนูเท่าที่นางจะกินได้
ลี่ซือยอมกินข้าวไปหลายคำ และหลังจากที่ดื่มน้ำนางก็ยื่นมือเล็ก ๆ มาขอขนมจากหนิงอวี่ในทันที หนิงอวี่ก็ทำตามสัญญา นางเอามือไพล่หลังแล้วนึกถึงลูกอมรสนมในใจ ก่อนที่จะรู้สึกถึงพลังของกำไลหยกกำลังทำงาน และในมือของนางก็มีถุงลูกอมรสนมผุดขึ้นมาตามที่ใจนึกคิด
หนิงอวี่จัดการแกะซองลูกอมแล้วส่งให้กับคุณหนูลี่ซือได้ลิ้มรส เจ้าเด็กน้อยรับลูกอมจากมือของสาวใช้มาใส่เข้าปากแล้วเคี้ยวหนึบ ๆ อย่างที่หนิงอวี่ทำให้ดูก่อนหน้า ความพอใจของลี่ซือออกมาทางสีหน้า เผยให้เห็นรอยยิ้มที่เห็นเขี้ยวเล็ก ๆ และรอยบุ๋มตรงข้างแก้มอย่างน่ารักจนจับใจ
บรรยากาศตึงเครียดในตอนแรกที่คุณหนูลี่ซือไม่ยอมกินข้าว บัดนี้นั้นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะคิกคัก เจ้านายตัวน้อยกับสาวใช้จำเป็นที่ในตอนนี้เพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีงามต่อกันมากยิ่งขึ้น หนิงอวี่และลี่ซือกินขนมมันฝรั่งทอดรสแตงกวาและลูกอมรสนมด้วยกันจนหมดทั้งสองห่อ จนกระทั่งมีใครบางคนเข้ามาขัดขวางความสุขของทั้งสอง โดยการส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่ในสวนด้านนอกจวน คล้ายกับว่าจะเป็นเสียงของสตรีที่กำลังขาดสติ
“คนชั่ว! นิสัยเสเพลลุ่มหลงในอิสตรี ถึงแม้ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีจะกล่าวว่าบุรุษมีอนุได้ก็ตาม แต่ทุกเรื่องล้วนต้องมีขอบเขต สมควรเกรงใจกันบ้าง ฮึก! ข้าเกลียดท่าน เกลียดท่าน เกลียดท่านยิ่งนัก!”
ตึก! ตึก!
“คนใจบาป ไม่มีมโนสำนึกว่าอันใดคือความละอายใจ เหลวไหลสิ้นดี!”
ตึก! ตึก!
เสียงคร่ำครวญคำรามกับเสียงกระทืบเท้าหลายครั้งดังขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างมีโทสะ หนิงอวี่ทนไม่ไหวด้วยความอยากรู้อยากเห็นทำให้นางต้องเดินไปเกาะหน้าต่างเพื่อแอบทอดสายตามองดูข้างนอกว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เมื่อมองดูแล้วก็ได้เห็นว่ามีสตรีนางหนึ่งที่ข้างกายมีกระเป๋าไม้ใบใหญ่ที่มองดูก็รู้ว่าเป็นกระเป๋าเสื้อผ้าวางอยู่หนึ่งใบ พร้อมกับบ่าวรับใช้สองนาง
แต่สิ่งที่สะดุดตาหนิงอวี่มากที่สุดก็คือใบหน้าของสตรีเบื้องนอก ที่ได้เห็นก็ถึงกับมองค้างอ้าปากหวอ เพราะนางผู้นั้นช่างงามพิลาศล้ำ คิ้วใบหลิว ดวงตาเป็นประกายลึกล้ำยากจะหยั่ง ทั้งยังงดงามสง่ายากจะละสายตา แต่ใบหน้างดงามนั้นเจือทั้งความทระนงและจองหองอยู่ไม่น้อย ใบหน้าสวยแต่บูดบึ้งไม่ยิ้มแย้ม บัดนี้แดงก่ำด้วยแรงโทสะเหมือนผ่านเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดเป็นอย่างมากมาหยก ๆ
“คนถ่อยขาดสำนึกผิดชอบชั่วดี ตายไปก็ไร้ดินกลบฝัง!”
สตรีผู้ที่เจ็บแค้นในตัวของสามีร่วมเตียงเคียงหมอนกันมาหลายปีนั้น ยังคงพ่นถ้อยคำผรุสวาทประหนึ่งมีสายฟ้าฟาดผ่านร่างของนางออกมาไม่ขาดสาย สายตาทั้งดุดันและกราดเกรี้ยว ในอกมีเปลวไฟลุกโชนกองหนึ่งแผดเผา ไม่ไว้ไมตรีต่อกันอีกต่อไป แต่ถึงจะโมโหจนแทบอกแตกตายเพียงใดแต่ก็ยังอาลัยอาวรณ์ตัดไม่ขาด เพราะยังมีน้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาพร้อมจะร่วงหล่นอาบแก้มอยู่เสมอ
ไก่บินสุนัขกระโดด ความอลหม่านวุ่นวาย เสียงเอะอะดั่งลมพายุหมุนที่เกิดขึ้นจากคนคนเดียวสงบเงียบลงไปได้ หลังจากเสียงตบเท้าของคนในจวนดังขึ้น และปรากฏให้เห็นสตรีมีอายุแต่ยังมีเค้าโครงความงดงามหลงเหลืออยู่ไม่น้อยนางหนึ่งที่เร่งรีบเดินเข้าไปหาหญิงงามนางแรกที่กำลังยืนเศร้าโศกโศกาอาดูรอยู่มาสักพักก่อนหน้า แต่พึ่งจะมีคนจากในจวนออกไปแลดูถึงตัว
ยามนี้กำไลหยกในข้อมือเล็กของหนิงอวี่ส่องสว่างวาบขึ้นมาอีกรอบ ในหัวของนางเกิดภาพและความคิดว่าสตรีเบื้องหน้าสองนางนั้นคือผู้ใด สตรีที่กำลังเสียใจคือชิงเจ๋อ ส่วนสตรีมีอายุคือเจินห่าน ทั้งสองเป็นแม่ลูกกัน
ชิงเจ๋อ น้องสาวเพียงผู้เดียวของเจ้าบ้าน มีนิสัยที่ประชดประชันเก่งเป็นที่หนึ่ง ทั้งยังเอาแต่ใจยิ่งกว่าบุตรสาวของตัวเองอย่างลี่ซือ จึงทะเลาะกับสามีอยู่บ่อยครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน ทะเลาะกันหนักถึงขั้นเก็บเสื้อผ้ากลับมายังจวนของตัวเองครั้งที่นับไม่ถ้วน
ส่วน เจินห่าน มารดาของเจ้าบ้าน ก็เป็นท่านผู้เฒ่าที่รักหน้ายิ่งชีพ เสียอะไรเสียได้แต่จะไม่ยอมเสียหน้าอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นถึงมารดาของขุนนางในราชสำนักและมีกิจการที่ใหญ่โต มีคนนับหน้าถือตามากมาย ทั้งยังเติบโตและแต่งเข้ามาในสกุลที่สร้างคุณงามความดีให้กับแผ่นดินไว้อย่างใหญ่หลวงหลายชั่วรุ่น เงินทองมีใช้ไม่ขาดมือล้วนเหลือกินเหลือใช้จนถึงทุกวันนี้ ตลอดชีวิตไม่เคยสัมผัสกับความทุกข์ยาก และยากจนมาก่อนเลยสักครั้ง
“โถ่...ชิงเจ๋อลูกรัก สามีของเจ้าทำให้เจ้าเสียใจถึงเพียงนี้อีกแล้วหรือไร จะหยามเกียรติสกุลหลินของพวกเราเกินไปแล้วกระมัง”
เจินห่านกระชับอ้อมกอดอบอุ่นที่มอบให้ชิงเจ๋อแน่นขึ้น ไม่ปล่อยให้บุตรสาวของตนเสียใจอยู่ผู้เดียว ดวงตาของผู้เป็นมารดาซ่อนความนัยทั้งห่วงใยและคะนึงหาลูกรักที่แต่งออกไปอยู่จวนของสามีหลายปี แต่ทุกครั้งที่กลับมาจวนสกุลหลินต้องได้มีเรื่องทุกข์ใจกลับมาเช่นนี้ทุกทีไป คนเป็นแม่ก็อดน้ำตาไหลไปด้วยไม่ได้ สงสารบุตรสาวสุดที่รักจนจับใจ
“ลูกเจ็บจนเกินจะทนแล้วท่านแม่ ครั้งนี้ลูกต้องได้หย่าเป็นแน่นอน ฮึก!”
เสียงสั่นเครือพร้อม ๆ กับน้ำใสรื้นขึ้นคลอนัยน์ตา ปลายคิ้วตกลู่ลงด้วยความทุกข์ในใจ เสียงสะอื้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความเจ็บปวดกลั่นออกมาเป็นน้ำตาที่เริ่มไหลริน
ชิงเจ๋อสะอื้นกอดมารดาอย่างสั่นเทิ้ม จิตใจบอบช้ำเกินจะทานทน ก่นด่าโชคชะตาของตัวเองในใจที่ลิขิตมาให้พานพบกับสามีเช่นนี้
“ลูกไม่สน ลูกต้องการหย่าท่านแม่ ข้าต้องการหย่า ฮึก! ไม่อยากทนทุกข์กับบุรุษที่ทำตัวแสร้งเป็นผู้เที่ยงธรรม แต่เป็นแค่ไอ้ลูกเต่าเยี่ยงนั้นอีกต่อไปแล้ว!”
เสียงตวาดด้วยความโกรธของชิงเจ๋อประโยคสุดท้ายทำให้หนิงอวี่หลุดออกจากความคิดที่พลังของกำไลหยกสร้างขึ้นมา ก่อนที่นางจะกุมขมับจากอาการมึนเมาศีรษะที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดขึ้น ทั้งที่ปกติหนิงอวี่จะไม่มีอาการเช่นนี้เมื่อกำไลหยกแสดงอิทธิฤทธิ์
หนิงอวี่ยืนกุมขมับ ร่างกายก็เซไปมาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเสียงของบุรุษท่านหนึ่งดังขึ้นมาจากทางนอกหน้าต่าง อาการมึนเมาศีรษะของหนิงอวี่ก็ทุเลาลงอย่างทันทีจนน่าตกใจ
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น เสียงดังเอะอะโวยวายไปถึงด้านนอกจวน ไม่รู้จักอายผู้อื่นกันเลยหรืออย่างไร”
หนิงอวี่ใช้มือทั้งสองข้างดันขอบหน้าต่างเพื่อพยุงตัวเองขึ้นทอดสายตาไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ก็ได้เห็นคุณชายหน้าหยก คิ้วหนา ตาคม จมูกชันน่าหลงใหล รวบผมสูงเหมือนหางม้า ประดับรัดเกล้าสีเงินเรียบง่ายผู้หนึ่งที่พึ่งเดินก้าวข้ามประตูจวนเข้ามาพร้อมกับมีบ่าวรับใช้ประกบข้างคอยถือสัมภาระให้
ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นยามนี้ดูเคร่งขรึม ดวงตาคู่งามเรียบนิ่งดุจสายน้ำ ประเมินจากทางสายตาก็รู้ได้ทันทีว่าบุรุษผู้นั้นเป็นคุณชายชาติตระกูลสูง โดดเด่นองอาจชาติกำเนิดสูงส่ง จากการแต่งกายที่ดูภูมิฐาน ท่วงท่าขยับตัวล้วนแล้วแต่มีภูมิฐานและรู้มารยาท บุคลิกน่าเสื่อมใสยิ่งนัก
แต่ประเมินจากสายตาดูแล้ว บุรุษผู้นี้ต้องถือฉายาใบหน้าน้ำแข็งเป็นแน่ ยามยิ้มกับไม่ยิ้มล้วนหาความต่างไม่ได้ ร่างหนาแน่นให้ความรู้สึกเหมือนกำแพงเหล็กสูงชัน และสงวนวาจาอยู่ไม่น้อย แววตาก็นิ่งสุขุมเกินมนุษย์ทั่วไป
หนิงอวี่พิจารณาบุรุษเบื้องหน้าไปเรื่อย ก่อนที่กำไลหยกจะบอกผ่านความคิดในหัวของหนิงอวี่ว่าเขาผู้นั้นมีนามว่า เจียวซิ่น เจ้าบ้านของสกุลจาง เป็นบุรุษผู้ปราดเปรื่องหลักแหลม อนาคตสดใสสุดประมาณ เป็นทั้งขุนนางและเถ้าแก่เจ้าของกิจการใหญ่โตมั่งคั่ง ทั้งยังมีหน้ามีตาไม่เลว ไม่ว่าผู้ใดมาเทียบเคียงล้วนด้อยรัศมีไปส่วนหนึ่ง แต่ช่วงนี้มีปัญหาเกิดขึ้นกับเจียวซิ่นมากมาย ทั้งเรื่องงานที่ราชสำนักและร้านค้า
ทรัพย์สินของวังหลวงที่จะนำไปช่วยน้ำท่วมที่เจียวซิ่นดูแลนั้นถูกยักยอกไป โดยหาจับมือผู้ใดดมมิได้ เขาพยายามตามกลับมาคืน ไม่อย่างนั้นจะถูกทำโทษ จึงทำให้อารมณ์เหมือนตกอยู่ในห้วงน้ำลึก มีเมฆปกคลุมดำทะมีนลอยอยู่เหนือศีรษะตลอดทุกช่วงยาม ยิ่งเหนื่อยงานแล้วกลับมาที่จวนของตัวเองแล้วพบเจอน้องสาวตนกำลังอาละวาดและเก็บข้าวของกลับมาและบอกว่าจะหย่ากับสามี ก็ยิ่งทำให้อารมณ์ขุ่นหมองมากขึ้นไปอีก
เจียวซิ่นถึงกับส่ายหน้าอย่างระอา นึกเอือมกับความเอาแต่ใจของน้องสาวอยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยคำสอนซ้ำซากน่าเบื่อที่ตนมักจะใช้สอนน้องสาวของตนอยู่บ่อย ๆ ออกไป
“แต่งกับไก่อยู่กับไก่ แต่งกับสุนัขอยู่กับสุนัข ภรรยาแต่งสามีไปแล้ว ยากดีมีจน ดีหรือชั่วก็ต้องอยู่ด้วยกัน”
เมื่อเจียวซิ่นกล่าวจบ เจินห่านก็เอ่ยปกป้องบุตรสาวต่อในทันที
“ทำไมเจ้าต้องต่อว่าน้องด้วยเล่า น้องกำลังเสียใจอยู่ปลอบใจน้องบ้างไม่ได้หรืออย่างไรกัน”
เจียวซิ่นเบือนหน้าหนีไม่อยากมองหน้าของน้องสาวและมารดาที่พานทำเอาตนเสียอารมณ์ เจียวซิ่นไม่เพียงแค่เบื่อหน่ายน้องสาวเท่านั้น แต่ในตอนนี้ยังรู้สึกเอือมระอามารดาของตนอีกด้วยที่ยังคงตามใจบุตรสาวอย่างชิงเจ๋อไม่เลิก คิดว่าตัวเองยังเป็นสกุลที่ร่ำรวยที่สุดไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใด หารู้ไม่ว่าบัดนี้เจียวซิ่นโดนใส่ร้ายว่าเป็นขุนนางฉ้อฉล ผู้คนในราชสำนักต่างถ่มน้ำลายใส่
“เจ้ากำลังดูสิ่งใดกัน ข้าดูบ้าง”
พรึ่บ!
หนิงอวี่ที่กำลังแอบมองและแอบฟังเหตุการณ์เบื้องนอกที่กำลังออกอรรถรสกันอย่างตั้งใจอยู่นั้น เสียงเล็กของลี่ซือก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างน้อย ๆ ที่กำลังพยายามกระโดดขึ้นเกาะแขนเกาะเอวของหนิงอวี่หมายจะมองดูเหตุการณ์ภายนอกหน้าต่างบ้าง หลังจากปล่อยให้สาวรับใช้คนสนิทดูผู้เดียวอยู่นาน
หนิงอวี่ที่ไม่มีทางเลือกจึงต้องอุ้มคุณหนูลี่ซือขึ้น แต่พอแม่นางน้อยได้เห็นบุคคลที่ยืนอยู่นอกหน้าต่างทั้งหมด นางก็กระโดดลงจากวงแขนของหนิงอวี่ในทันที แล้ววิ่งออกไปจากห้อง โดยไม่สนใจเสียงเรียกของสาวใช้ ทำให้หนิงอวี่ต้องรีบวิ่งตามไปพร้อม ๆ กับสาวใช้อีกคน
“คุณหนูลี่ซือจะไปไหนเจ้าคะ อย่าวิ่งเจ้าค่ะเดี๋ยวหกล้ม”
หนิงอวี่ที่วิ่งตามคุณหนูลี่ซือออกมา แต่เด็กน้อยได้กระโดดกอดผู้เป็นมารดา ไม่ได้สนใจสาวใช้อย่างหนิงอวี่อีกต่อไป
“ท่านแม่”
หนิงอวี่ที่ไม่รู้จะวางสายตาไว้จุดใด แอบกวาดมองทุกคนที่ตนพึ่งแอบดูอยู่นาน แต่ตอนนี้ได้มายืนอยู่ใกล้ ๆ จึงเกิดอาการทำตัวไม่ถูก จนกระทั่งสายตาไปตกลงบนใบหน้าของผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าบ้านของจวนหลังใหญ่แห่งนี้ สบดวงตาคู่งามเข้าอย่างเหมาะเจาะ แต่หนิงอวี่รู้สึกได้ว่าดวงตาคู่นั้นเย็นชาและดูแคลนตัวของนางเหมือนผงธุรีอย่างไรอย่างนั้น จึงรีบเก็บสายตากลับคืนมา
ดวงตานิ่ง ๆ ของท่านเจ้าบ้านที่มองหนิงอวี่อย่างน่ากลัวแปลก ๆ สายตาสะท้อนทุกความรู้สึกออกมาโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากพูด ความดูถูกเดียดฉันท์ฉายชัดผ่านแววตา เขาส่งสายตาแปลความหมายว่าให้หนิงอวี่ออกห่าง ถ้าดวงตาสามารถลุกเป็นไฟได้เขาคงมอดไหม้ไปแล้ว
จนกำไลหยกเกิดพลังงานและส่องแสง ทำให้ความหลังของร่างนี้ผุดขึ้นมาในหัวของหนิงอวี่ นางจึงได้รู้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าของร่างนี้ได้พยายามปีนเตียงของนายท่านเจียวซิ่นยามวิกาลหลายครั้งก็รู้สึกตกใจไม่น้อย
เมื่อความจริงในหัวเริ่มปรากฏ ภาพเหตุการณ์เก่าก่อนของร่างนี้กับท่านเจ้าบ้านเริ่มฉายขึ้นในหัวของหนิงอวี่ ยิ่งภาพในหัวชัดเจนมากขึ้นเท่าไร เส้นขนตามตัวของหนิงอวี่ก็พลันพากันลุกขึ้นชูชันขึ้นมา เนื่องจากรับการกระทำที่ผ่านมาของร่างนี้แทบไม่ได้
และเหตุการณ์ในหัวของหนิงอวี่ในตอนนี้ก็คือ...